• หมูสนาม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : attawut08@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-16
  • จำนวนเรื่อง : 746
  • จำนวนผู้ชม : 1638206
  • ส่ง msg :
  • โหวต 260 คน
คนข้างสนาม
เล่าให้อ่าน วิพากษ์ วิจารณ์ เสนอแนะ ได้เรื่องบ้าง ไม่ได้เรื่องบ้าง ตามสะดวก
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08
วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม 2554
Posted by หมูสนาม , ผู้อ่าน : 4495 , 18:38:35 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ting , hayyana โหวตเรื่องนี้

ข้อความที่ post ใน fb ดร.โสภณ พรโชคชัย

“บิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า
เพื่อรับใช้การเมืองแบบเลือกข้าง
อ้างธรรมาธิปไตยเพื่อ
ทำให้ประชาธิปไตยดูด้อยค่า
อย่างนี้บาปไหมครับ
”

http://www.facebook.com/note.php?note_id=413256628796&id=1105899523#!/pornchokchai/posts/101284003301815

พจนานุกรมของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต
www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=125
ที่อ้างว่ามาจากพระไตรปิฎกแต่จงใจตีความผิดเพี้ยน
ทัศนคติที่เชื่อว่าธรรมาธิปไตยดีกว่าประชาธิปไตย
อันตรายต่อ ปชต. พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนเช่นนี้
โปรดดูพระไตรปิฎก ของแท้ที่
http://www.tipitaka.com/atipatai.htm หรือที่
http://www.84000.org/tipitaka/read/?20%2F479%2F186

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=186359094753207&set=a.101290043260113.1516.100001373521628&type=1&theater

ข้อกล่าวหาของดร.โสภณ ที่บอกว่า

“ พจนานุกรมของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต
ที่อ้างว่ามาจากพระไตรปิฎกแต่จงใจตีความผิดเพี้ยน ”

ผมจึงไปหาพระไตรปิฎกที่พูดถึงความหมายของธรรมาธิปไตยอยู่ในหมวดธรรมที่มี 3 อย่าง มาเปรียบเทียบความหมายกัน ระหว่างพระไตรปิฎก กับพจนานุกรม  

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓

ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค

             [๒๒๘] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๓ๆ ที่พระผู้มีพระภาค
ผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสไว้โดยชอบแล้ว
มีอยู่แล พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนา ไม่พึงกล่าวแก่งแย่งกันในธรรมนั้น
การที่พรหมจรรย์นี้จะพึงยั่งยืนตั้งอยู่นาน นั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก
เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล
เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๓ๆ เป็นไฉน……..

………………………………….

อธิปเตยยะ ๓ อย่าง

                          ๑. อัตตาธิปเตยยะ             [ความมีตนเป็นใหญ่]

                          ๒. โลกาธิปเตยยะ             [ความมีโลกเป็นใหญ่]

                          ๓. ธัมมาธิปเตยยะ             [ความมีธรรมเป็นใหญ่] ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/read/?11/228/231

ส่วนพระไตรปิฎกที่ ดร.โสภณยกมา ก็เป็นเรื่องพระพุทธเจ้าสอนพระ อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย ธรรมาธิปไตยในพระไตรปิฎกตอนนั้นก็เป็นเรื่องคุณสมบัติในตัวพระ

http://www.84000.org/tipitaka/read/?20/479/186

ผมคิดว่าดร.โสภณ  พรโชคชัยอ่านพระไตรปิฎกมาน้อยมาก แต่กล้าวินิจฉัยปราชญ์ทางพุทธศาสนาเถรวาทของโลก ว่าจงใจตีความผิดเพี้ยนจากพระไตรปิฎก  และยังกล้านำคำวินิจฉัยนี้เผยแพร่ทาง internet!! ผมถือว่าเป็นเรื่องอันตราย เพราะตัว ดร.โสภณ พรโชคชัยเองยังแยกแยะไม่ออก

ระหว่างระบบอบการปกครองกับคุณสมบัติในตัวคน

ผมจะทบทวนให้สั้นๆดร.โสภณทราบ น่าจะทำเข้าใจได้ไม่ยาก

การปกครองทางโลก เราเรียกว่าระบอบการปกครองแบ่งเป็นหลักๆได้ 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ ระบอบเผด็จการ ระบอบคณาธิปไตย และระบอบประชาธิปไตย

1.    ระบอบเผด็จการ ก็คือผู้ปกครองมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดเพียงคนเดียวใช้คนเดียวสั่งการ

2.    ระบอบคณาธิปไตย คือปกครองร่วมกันเป็นหมู่คณะเช่นคณะรัฐประหาร  และคณะรัฐประหารเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ

3.    ระบอบประชาธิปไตย คือการปกครองที่ประชาชนใช้อำนาจตัดสินใจเลือกผู้ปกครองผ่านการเลือกตั้ง เป็นต้น

สังเกตให้ดีระบอบการปกครองทั้ง 3 อย่างแตกต่างกันที่ “อำนาจตัดสินใจ”

หรือพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่า  “ อำนาจตัดสินใจเป็นตัวชี้ขาดหรือแบ่งระบอบ ”

แต่การจะดูว่าใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือดูที่ระบอบการปกครอง ยังไม่เพียงพอที่จะวัดคุณภาพของการปกครอง

ต้องดูที่เกณฑ์การตัดสินใจในแต่ละระบอบการปกครองด้วย 

ในทางพระพุทธศาสนาท่านสอนลึกลงไปในระดับคุณสมบัติในตัวคนที่เป็นผู้ใช้อำนาจตัดสินใจ ภาษาพระเรียกว่า “ อธิปไตย ” อธิปไตย แปลว่า ความเป็นใหญ่ ,ภาวะที่ถือเอาเป็นใหญ่ มี 3 อย่าง 

1.    อัตตาธิปไตย คือความมีตนเป็นใหญ่ (ใช้ผลประโยชน์ของตัวเองเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ)

2.    โลกาธิปไตย คือ ความมีโลกเป็นใหญ่ (ใช้กระแสโลกเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ  หรือตัดสินใจไปตามกระแส)

3.    ธรรมาธิปไตย คือ ความมีธรรมเป็นใหญ่(ใช้ความถูกต้องชอบธรรม ความเป็นประโยชน์แก่ชนส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ)

ย้ำอีกครั้ง เมื่อต้องมีการตัดสินใจ คุณภาพของการตัดสินใจจะวัดกันที่

ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ !!!

เราไม่ต้องย้อนกลับไปที่ระบอบเผด็จการ หรือการยึดอำนาจโดยคณะรัฐประหารแล้ว เพราะประเทศของเราใช้ระบอบประชาธิปไตยในการเลือกผู้นำประเทศ

เราควรจะพิจารณาทั้งผู้เลือกและ ผู้ถูกเลือก ว่า

1.    ผู้เลือก ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการเลือก(ผลประโยชน์ของตัวเอง หรือเลือกไปตามกระแส หรือเลือกเพราะพิจารณาคุณสมบัติอย่างละเอียดรอบคอบ)

2.    ผู้ถูกเลือก เมื่อได้รับเลือกเข้ามาแล้วใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจใช้อำนาจแทนประชาชน (ผลประโยชน์ของตัวเอง หรือตัดสินใจไปตามกระแส หรือพิจารณาข้อดีข้อเสียอย่างละเอียดรอบคอบด้วยสติปัญญา)

ดร.โสภณ ยังเข้าใจผิดคิดว่าระบอบประชาธิปไตย จบที่เสียงส่วนใหญ่ตัดสิน ถ้าเสียงส่วนใหญ่ว่าอย่างไรอย่างนั้นคือความถูกต้อง

แต่พุทธศาสนาว่ายังไม่ใช่เพราะเสียงส่วนใหญ่บอกได้แค่ความต้องการไม่ใช่ความถูกต้อง  ความถูกต้อง ต้องพิจาณาให้ลึกเข้าไปถึงคุณสมบัติในตัวคนด้วยว่า คนเหล่านั้นใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ  ใช้สติปัญญาและเจตนาในทางที่ถูกต้องหรือยัง สติปัญญาดีแต่เจตนาไม่ดี ก็จะโกงกันอย่างมโหฬาร  เจนตาดีแต่สติปัญญาทึบประเทศก็เสียเวลาเสียโอกาส

ดังนั้นคำพูดที่ว่า

“บิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อรับใช้การเมืองแบบเลือกข้าง
อ้างธรรมาธิปไตยเพื่อทำให้ประชาธิปไตยดูด้อยค่า”

“ทัศนคติที่เชื่อว่าธรรมาธิปไตยดีกว่าประชาธิปไตย
อันตรายต่อ ปชต. พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนเช่นนี้”

 จึงเป็นความเข้าใจผิด

เพราะ ดร.โสภณแยกไม่ออกระหว่างระบอบการปกครอง กับคุณสมบัติในตัวคน

ระบอบการปกครองก็คือระบอบการปกครอง จะเอามามั่วปนกับคุณสมบัติในตัวคนไม่ได้ มันเป็นคนละเรื่อง โลกนี้ไม่มีระบอบการปกครองแบบธรรมาธิปไตย

แต่ธรรมาธิปไตยจำเป็นสำหรับทุกระบอบการปกครอง (ถ้าต้องการให้เกิดการปกครองที่ดีเป็นธรรม)

และควรจะเข้าใจเสียใหม่ว่า

ธรรมาธิปไตยไม่ได้เป็นตัวทำให้ประชาธิปไตยด้อยค่า แต่ประชาธิปไตยที่ขาดธรรมาธิปไตยต่างหาก ทำให้ประชาธิปไตยด้อยค่า

ดร.โสภณ  พรโชคชัยต้องกลับไปอ่าน ศึกษา ทบทวน เพิ่มเติม และถ้ายังไม่เข้าใจจำเป็นต้องหากัลยาณมิตรแนะนำ เพราะเหตุว่า

ระบอบการปกครองกับคุณสมบัติในตัวคนไม่เหมือนกัน เป็นคนละเรื่อง

และทุกระบอบการปกครองต้องการคุณสมบัติในตัวคนที่ดีเพื่อใช้ตัดสินใจ

 อธิปไตย 3 ในพุทธศาสนาหมายถึงคุณสมบัติในตัวคนไม่ใช่ระบอบการปกครอง !





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
sopon วันที่ : 29/01/2012 เวลา : 04.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jantira

ลองดูด้วยใจเป็นธรรมชัด ๆ ว่าใครออกทะเลกันแน่ครับ
.
พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนเรื่องการปกครองโดยธรรมาธิปไตย คงเป็นความเข้าใจผิดแล้ว คำว่า อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย และธรรมาธิปไตย เป็นหนทางการละอกุศลและเจริญธรรม ไม่เกี่ยวกับการปกครองเลยครับ

(1)
อธิปไตยสูตรในพระไตรปิฎก
http://www.tipitaka.com/atipatai.htm
ต่างจากที่ ป.อ.ปยุตโต อ้างอย่างสิ้นเชิง

ป.อ.ปยุตโต เขียนว่า
1. อัตตาธิปไตย (ความมีตนเป็นใหญ่, ถือตนเป็นใหญ่, กระทำการด้วยปรารภตนเป็นประมาณ — supremacy of self; self-dependence) http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=125

พระไตรปิฎก อธิปไตยสูตร
เล่มที่ ๒0 กลับเขียนแตกต่างไป คือความจริงเป็นดังนี้: http://www.tipitaka.com/atipatai.htm

[๔๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อธิปไตย ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ อัตตาธิปไตย ๑ โลกาธิปไตย ๑ ธรรมาธิปไตย ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อัตตาธิปไตยเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมสำเหนียกดังนี้ว่า
ก็เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งจีวร ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ
เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งความมีและความไม่มี
เช่นนั้น ก็แต่ว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัส อุปายาส ครอบงำแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีทุกข์ครอบงำแล้ว
มีทุกข์ท่วมทับแล้ว
ไฉน ความทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏ ก็การที่เราจะพึงแสวงหากามที่ละได้แล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิตนั้น เป็นความเลวทรามอย่างยิ่ง ข้อนั้นไม่เป็นการสมควรแก่เราเลย เธอย่อมสำเหนียกว่า ก็ความเพียรที่ปรารภแล้ว จักไม่ย่อหย่อน สติที่เข้าไปตั้งมั่นแล้วจะไม่หลงลืม กายที่สงบระงับแล้วจักไม่ระส่ำระสาย จิตที่เป็นสมาธิแล้วจักมีอารมณ์แน่วแน่ ดังนี้
เธอทำตนเองแลให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล
ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าอัตตาธิปไตย ฯ

คนละเรื่องกันเลยไหมครับ

==============================

(2)
อธิปไตยสูตรในพระไตรปิฎก
http://www.tipitaka.com/atipatai.htm
ต่างจากที่ ป.อ.ปยุตโต อ้างอย่างสิ้นเชิง

ป.อ.ปยุตโต เขียนว่า
2. โลกาธิปไตย (ความมีโลกเป็นใหญ่, ถือโลกเป็นใหญ่, กระทำการด้วยปรารภ นิยมของโลกเป็นประมาณ — supremacy of the world or public opinion) http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=125

พระไตรปิฎก อธิปไตยสูตร
เล่มที่ ๒0 กลับเขียนแตกต่างไป คือความจริงเป็นดังนี้: http://www.tipitaka.com/atipatai.htm

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โลกาธิปไตยเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมสำเหนียกว่า ก็เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งจีวร ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งความมีและความไม่มีเช่นนั้น ก็แต่ว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ครอบงำแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีทุกข์ครอบงำแล้ว มีทุกข์ ท่วมทับแล้ว ไฉนความทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏ ก็การที่เราออกบวชเป็นบรรพชิตเช่นนี้ พึงตรึกกามวิตกก็ดี พึงตรึกพยาบาทวิตกก็ดี พึงตรึก วิหิงสาวิตกก็ดี ก็โลกสันนิวาสนี้ใหญ่โต ในโลกสันนิวาสอันใหญ่โต ย่อมจะมีสมณพราหมณ์ที่มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของคนอื่นได้ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมมองเห็นได้แม้แต่ไกล แม้ใกล้ๆ เราก็มองท่านไม่เห็น และท่านย่อมรู้ชัด ซึ่งจิตด้วยจิต สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ก็พึงรู้เราดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ดูกุลบุตรนี้ซี เขาเป็นผู้มีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว แต่เกลื่อนกล่นไปด้วยธรรมที่เป็นบาปอกุศลอยู่ ถึงเทวดาที่มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของคนอื่นได้ก็มีอยู่ เทวดาเหล่านั้นย่อมมองเห็นได้แต่ไกล แม้ใกล้ๆ เราก็มองท่านไม่เห็น และท่านย่อมรู้ชัดซึ่งจิตด้วยจิต เทวดาเหล่านั้นก็พึงรู้เราดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ดูกุลบุตรนี้ซี เขาเป็นผู้มีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว แต่เกลื่อนกล่นไปด้วยธรรมที่เป็นบาปอกุศลอยู่
เธอย่อมสำเหนียกว่า ความเพียรที่เราปรารภแล้วจักไม่ย่อหย่อน สติที่เข้าไปตั้งมั่นแล้วจักไม่หลงลืม กายที่สงบระงับแล้วจักไม่ระส่ำระสาย จิตที่เป็นสมาธิแล้วจักมีอารมณ์แน่วแน่ ดังนี้ เธอทำโลกให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าโลกาธิปไตยดูเพิ่มเติม

คนละเรื่องกันเลยไหมครับ

==============================

(3)
อธิปไตยสูตรในพระไตรปิฎก
http://www.tipitaka.com/atipatai.htm
ต่างจากที่ ป.อ.ปยุตโต อ้างอย่างสิ้นเชิง

ป.อ.ปยุตโต เขียนว่า
3. ธัมมาธิปไตย (ความมีธรรมเป็นใหญ่, ถือธรรมเป็นใหญ่, กระทำการด้วยปรารภความถูกต้อง เป็นจริง สมควรตามธรรม เป็นประมาณ — supremacy of the Dharma or righteousness) http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=125

พระไตรปิฎก อธิปไตยสูตร
เล่มที่ ๒0 กลับเขียนแตกต่างไป คือความจริงเป็นดังนี้: http://www.tipitaka.com/atipatai.htm

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมาธิปไตยเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมสำเหนียกว่า ก็เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งจีวร ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งความมีและความไม่มีเช่นนั้น ก็แต่ว่าเราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ครอบงำแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีทุกข์ท่วมทับแล้ว ไฉนความทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว อันบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตน ก็เพื่อนสพรหมจารีผู้ที่รู้อยู่ เห็นอยู่ มีอยู่แล ก็และการที่เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว จะพึงเป็นผู้เกียจคร้านมัวเมาประมาทอย่างนี้ ข้อนั้นไม่เป็นการสมควรแก่เราเลย
ดังนี้ เธอย่อมสำเหนียกว่า ก็ความเพียรที่เราปรารภแล้วจักไม่ย่อหย่อน สติที่เข้าไปตั้งมั่นแล้ว จักไม่หลงลืม กายที่สงบระงับแล้วจักไม่ระส่ำระสาย จิตที่เป็นสมาธิแล้วจักมี อารมณ์แน่วแน่ ดังนี้ เธอทำธรรมนั่นแหละให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าธรรมาธิปไตย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อธิปไตย ๓ อย่างนี้แล ฯ

คนละเรื่องกันเลยไหมครับ

==============================

(4)
อธิปไตยสูตรในพระไตรปิฎก
http://www.tipitaka.com/atipatai.htm
ต่างจากที่ ป.อ.ปยุตโต อ้างอย่างสิ้นเชิง

ป.อ.ปยุตโต เขียนสรุปว่า
ผู้เป็นอัตตาธิปก พึงใช้สติให้มาก; ผู้เป็นโลกาธิปก พึงมีปัญญาครองตนและรู้พินิจ; ผู้เป็นธรรมาธิปก พึงประพฤติให้ถูกหลักธรรม; ผู้เป็นหัวหน้าหมู่ เป็นนักปกครอง พึงถือธรรมาธิปไตย.

พระไตรปิฎก อธิปไตยสูตร
เล่มที่ ๒0 กลับเขียนแตกต่างไป คือความจริงเป็นดังนี้: http://www.tipitaka.com/atipatai.htm

ขึ้นชื่อว่าความลับไม่มีในโลก สำหรับผู้ทำบาปกรรม
ดูกรบุรุษ จริงหรือเท็จ ตัวของท่านเองย่อมจะรู้ได้
แน่ะผู้เจริญ ท่านสามารถที่จะทำความดีได้หนอ
แต่ท่านดูหมิ่นตนเองเสีย
อนึ่ง ท่านได้ปกปิดความชั่วซึ่งมีอยู่ในตนท่านนั้นซึ่งเป็นคนพาล
ประพฤติตึงๆ หย่อนๆ อันเทวดาและพระตถาคตย่อมเห็นได้
เพราะฉะนั้นแหละ คนที่มีตนเป็นใหญ่ ควรมีสติ เที่ยวไป คนที่มีโลกเป็นใหญ่ ควรมีปัญญาและเพ่งพินิจ และคนที่มีธรรมเป็นใหญ่ ควรเป็นผู้ประพฤติโดยสมควรแก่ธรรม
มุนีผู้มีความบากบั่นอย่างจริงจัง ย่อมจะไม่เลวลง
อนึ่ง บุคคลใดมีความเพียร ข่มขี่มาร ครอบงำมัจจุ
ผู้ทำที่สุดเสียได้แล้ว ถูกต้องธรรมอันเป็นที่สิ้นชาติ
บุคคลผู้เช่นนั้น ย่อมเป็นผู้รู้แจ้งโลก มีเมธาดี เป็นมุนี
ผู้หมดความทะยานอยากในธรรมทั้งปวง ฯ

คนละเรื่องกันเลยไหมครับ

==============================

โดยสรุปแล้ว

ท่าน ป.อ.ปยุตโต กล่าวสรุปว่า ".... ผู้เป็นหัวหน้าหมู่ เป็นนักปกครอง พึงถือธรรมาธิปไตย" . . . . . . เป็นการสรุปเองที่แตกต่างจากพระไตรปิฎกอย่างสิ้นเชิง . . . . . นี่ย่อมไม่ใช่ธรรมะจากพระพุทธโอษฐ์แล้วครับ . . . . อย่างนี้ไม่อันตรายหรือครับ

ถ้าคนเข้าใจผิด ก็จะบอกว่าเอาธรรมาธิปไตยดีกว่า เพราะดูมีธรรมะ ดีกว่าประชาธิปไตย ทั้งที่ธรรมาธิปไตย ไม่ใช่ระบอบการปกครอง ไม่ใช่การปกครองโดยใช้ธรรมะ แต่เป็นการใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้ามาพิจารณาเพื่อการบรรลุธรรม ซึ่งการบรรลุธรรมนี้ ยังสามารถใช้การพิจารณาจากอัตตา หรือพิจารณาจากทางโลกเพื่อบรรลุธรรม เป็นการใช้มรรคที่ต่างกันเท่านั้น

การส่งเสริมความเข้าใจผิด อาจเป็นแนวคิดแบบคริสต์เก่าในยุคกลางที่พวกบาทหลวงพยายามเป็นใหญ่เหนืออาณาจักร เลยอ้างศาสนา อ้างธรรมะว่าดีกว่าทางโลก เป็นการปลอมปนแนวคิดต่างศาสนามาทำลายศาสนาพุทธหรือไม่ โปรดสังวรนะครับ พระพุทธเจ้าไม่เคยบอกให้เราใช้ธรรมาธิปไตย ไม่เคยมีคำสอนอย่างนี้ว่าดีกว่าระบอบศักดินาในสมัยนั้นหรือระบอบประชาธิปไตยในสมัยนี้ พระพุทธเจ้าสอนให้ตรัสรู้ ให้หลุดพ้นต่างหากครับ

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=2101113283181&set=a.1202167690103.31710.1105899523&type=1&theater#!/photo.php?fbid=2096300802872&set=a.1202167690103.31710.1105899523&type=1&permPage=1

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
driftworm วันที่ : 07/07/2011 เวลา : 23.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ต้องขอเอาคห.ของผมไปเรียบเรียงขึ้นกระทู้นะครับ
เพื่ออำนวยความสะดวกให้เพื่อนร่วมศึกษาที่ไม่ได้เป็นสมาชิกโอเคเนชั่น
และไม่สะดวกตามดูบล๊อกอื่นไปจากของผมนะ เผื่อต้องสนทนากัน
ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
driftworm วันที่ : 07/07/2011 เวลา : 16.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

มีผู้บันทึกประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับศีลาจริยวัตรของท่านเจ้าคุณประยุทธ์
เรียบเรียงจัดพิมพ์ขึ้นเป็นหนังสือชื่อ วิถีแห่งปราชญ์ (พนิตา อังจันทรเพ็ญ,
๒๕๔๙, ๔๒๗ หน้า) เขียนเป็นตอนสั้นๆ รวม ๑๔๐ ตอน

ในนิตยสารรายปักษ์ กุลสตรี ฉบับ ๙๗๒ ประจำปักษ์ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔
ที่บัญชร วินัยพระ วินัยคฤหัสถ์ หน้า ๑๗๘ ได้คัดลอกมาลงไว้ ๕ ตอน เป็น
เรื่องสะท้อนความสันโดษของท่านเจ้าคุณประยุทธ์ เช่น อาพาธที่ดวงตาทั้ง
สองข้าง ต้องปิดผ้าก๊อซไว้สองเดือน ท่านฝึกเดิน นั่ง นอน อาบน้ำ โดยไม่ต้อง
ให้ใครช่วย, แม้ต้องใช้ยาหยอดตาที่ต้องเก็บรักษาในตู้เย็น ท่านก็ไม่เอาตู้เย็น
แต่ใช้กระติกน้ำแข็งแทน, ท่านไม่ติดเครื่องปรับอากาศที่กุฏิของท่าน ฯลฯ
.

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
driftworm วันที่ : 07/07/2011 เวลา : 16.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

มีผู้บันทึกประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับศีลาจริยวัตรของท่านเจ้าคุณประยุทธ์
เรียบเรียงจัดพิมพ์ขึ้นเป็นหนังสือชื่อ วิถีแห่งปราชญ์ (พนิตา อังจันทรเพ็ญ,
๒๕๔๙, ๔๒๗ หน้า) เขียนเป็นตอนสั้นๆ รวม ๑๔๐ ตอน

ในนิตยสารรายปักษ์ กุลสตรี ฉบับ ๙๗๒ ประจำปักษ์ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔
ที่บัญชร วินัยพระ วินัยคฤหัสถ์ หน้า ๑๗๘ ได้คัดลอกมาลงไว้ ๕ ตอน เป็น
เรื่องสะท้อนความสันโดษของท่านเจ้าคุณประยุทธ์ เช่น อาพาธที่ดวงตาทั้ง
สองข้าง ต้องปิดผ้าก๊อซไว้สองเดือน ท่านฝึกเดิน นั่ง นอน อาบน้ำ โดยไม่ต้อง
ให้ใครช่วย, แม้ต้องใช้ยาหยอดตาที่ต้องเก็บรักษาในตู้เย็น ท่านก็ไม่เอาตู้เย็น
แต่ใช้กระติกน้ำแข็งแทน, ท่านไม่ติดเครื่องปรับอากาศที่กุฏิของท่าน ฯลฯ
.

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
หมูสนาม วันที่ : 07/07/2011 เวลา : 12.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08

ส่งมาเลยลุง 5555

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
driftworm วันที่ : 07/07/2011 เวลา : 11.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ยินดีแจ้งให้ท่านทราบว่าท่านได้รับเลือกให้เป็นผู้ได้รับสมนาคุณด้วยของแถมบิ๊กบึ้ม เป็นคห.ขนาดยักษ์ที่แนบมานี้ โปรดตอบรับเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นอด

พึงสังวรระวังท่าทีต่อพระสูตร พุทธพจน์ ในพระไตรปิฎกด้วย
ที่มามาจากความทรงจำ ท่องจำ ถ่ายทอดกันมาช่วงหนึ่งจึงมีการบันทึกด้วยรูปรอยอักษร
เรา ชนรุ่นหลังมานับสองพันห้าร้อยปี อ่านเรื่องราวที่บันทึกเก็บรวมไว้เป็นสามตะกร้า (ไตร-ปิฎก) มักยึดถือเอาว่าทุกหมวดทุกสูตรเป็นสิ่งแท้ตายตัว
แล้วปฏิบัติต่อถ้อยคำเหล่านั้นดุจของศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์มีอำนาจดลบันดาลให้เป็นไปต่างๆ
ดดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยึดถือในความเป็นคาถา ไปเสียทั้งสิ้น คาถาในความหมายที่ถือเอามาจนปัจจุบันว่าคือถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ ตรงเป๊ะตามนั้นเสมอ

- พระสูตรนี้ เถระท่านท่องจำเล่าเหตุการณ์เมื่อสาวกมารวมกันต่อหน้าพระพักตร์เพื่อฟังธรรมีกถา (มารวมกันก็คือประชุม แต่พอผมใช้คำว่าประชุม เราในปัจจุบันจะนึกไปถึงการมารวมพร้อมหน้าตามกฏระบียบข้อบังคับไปซะนี่ จริงไหม) สาวกบางท่านอาจขอโอกาสถามข้อขัดข้องในการปฏิบัติเพื่อขอรับคำชี้แนะ มีการสนทนาสอบถามกันตามสมควรก่อนจะมาสรุปเป็นสามข้อนี้ เถระก็ทรงจำเอามาแต่ข้อสรุปเป็นเนื้อๆของคำชี้แนะของพระองค์ ดังนั้น คำชี้แนะเป็นสามข้อนี้ก็เป็นหลักที่เหมาะกับกาลและเหมาะกับผู้ขอปรึกษาในคราวนั้น ซึ่งนี่ไม่ใช่ตัวอภิธรรมที่เป็นธรรมอันเป็นหลักของโลก ไม่มีอื่น จึงมีความยืดหยุ่น ก็ในโอกาสอื่น พระองค์ก็ทรงชี้แนะวิปัสสนาวิธียักเยื้องเป็นสองข้อ สามข้อ สี่ข้อ ตามควรแก่ปัญหาข้อซักถามในขณะนั้น และเถระแต่ละท่านก็ทรงจำกันไว้ แล้วมาชุมนุมท่องให้ฟัง(สวด สาธยาย) แก่กัน เพื่อซักซ้อมว่าครบถ้วนไหม ขาดตกตรงไหนไหม เมื่อสรุปได้ครบถ้วนเป็นอันดี ก็ตกลงกันให้ท่องจำข้อความที่ชำระร่วมกันแล้วนั้นไว้ให้สืบต่อมาได้ นี่คือกิจกรรมสังคายนา นับเป็นความเมตตายิ่งของเถระเหล่านั้น ที่เก็บรายละเอียดพระพุทธดำรัสมา แม้มิใช่ตัวอภิธรรม ด้วยเล็งประโยชน์ต่ออนุชนรุ่นหลังๆ

สรุปว่า สูตรที่ไม่ใช่หมวดอภิธรรม จะคล้ายเป็นสารคดีเล่าเรื่อง บางเรื่องก็ลงได้พอดีกับอภิธรรม บางเรื่องเป็นเหมือนคนเฒ่าคนแก่เล่าเรื่องเก่าให้ลูกหลานฟังเป็นประโยชน์ (แน่นอน ไม่มีเรื่องไร้สาระที่เอามาเล่า) บางเรื่องเป็นเพียงเกร็ดแต่มีประโยชน์
เราก็อย่าไปวางท่าทีว่าแม้เสียงกระแอมไอของคนเฒ่าคนแก่ที่เล่าให้เราฟังก็ยังเป็นเหมือนถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์ ก้าวล่วงมได้ อย่างนี้ก็เกินไป และจะหลงทาง

- อีกเรื่องที่เกี่ยวพันกับท่าทีต่อพระสูตรต่างๆ คือ คำว่า คาถา ก็คล้ายกับ กถา ที่แปลว่า คำพูดสนทนา คาถานี้คือถ้อยคำที่กรองเป็นอันดี แบบเดียวกับกลอนกวี ที่ช่วยให้ง่ายในการจดจำ (แบบเราในสมัยก่อนท่องอาขยาน) เป็นคำร้อย เป็นคำกวี บางบทมีความกระชับ สละสลวย ให้ความหมายแน่น แม้เป็นประโยคสั้นๆประโยคเดียว
พอเรามาท่องบ่นสาธยายในฐานะเป็นมนตร์ในศาสนา ก็ให้ค่าต่อคำกวีเหล่านั้นไปในเชิงไสยศาสตร์ไปเสียอีก แทนที่จะให้ค่าในเชิงปัญญา
ให้ค่าในเชิงไสยศาสตร์ คือเชื่อผิดว่าแค่เอ่ยกล่าวถ้อยคำคาถาก็จักดลบันดาลสิ่งต่างๆได้โดยไม่ต้องออกแรงทำอะไร
ให้ค่าในเชิงปัญญาคือ ถอดความหมายมาเป็นไทยที่เราเข้าใจ แล้วตรึกตรอง ใคร่ครวญตามเนื้อความของคาถาหรือคำกวีนั้น

- ควรระวังในการสักแต่ติดในรสกวีที่มีในคาถา แล้วมาเอ่ยบ่อย เอ่ยซ้ำให้คนเข้าใจว่าตนเข้าถึงเนื้อความแห่งคาถานั้นแล้ว
ดังคาถาว่า “จิตนี้ปภัสสร แต่เศร้าหมองไปเพราะกิเลสที่จรมา” นี้เป็นกวีรจนา ดังอุทานวาจา ใครฟังแล้วก็อาจฉุกใจได้คิด ใครที่มีความสังเกตสังกาไตร่ตรองธรรมอื่นๆมาก่อนเก็บสั่งสมเป็นความรู้ไว้หนาแน่น แต่ยังไม่อาจแทงทะลุ พอมาฟังคำกวีบรรทัดนี้ที่รวบความ(อรรถ)ไว้กระชับ ก็เกิดอาการ ปิ๊ง หรือ get หรือ คลิก ได้ทันที นี่เป็นอาการที่เกิดกับคนบางประเภทได้เช่นกัน ฉะนั้น ก็อย่าแปลกใจที่ในยุคพุทธกาล มีคนเป็นอันมากที่พอได้ฟังธรรมีกถาจากพระโอษฐ์เพียงวาระเดียวก็ “ได้ดวงตาเห็นธรรม” เป็นโสดาบันในที่นั้น

คาถานี้ก็คล้ายโศลกของเต้าเต็งเก็งที่ว่า จิตเดิมนั้นเป็นหนึ่ง

ทีนี้ ในช่วงราวปี ๒๕๒๕ – ๒๕๓๓ นายวินัย ละอองสุวรรณ ในคราบของยันตระ อมโร นั่งเทศน์ที่ไหนก็เอื้อนเอ่ยคำว่าจิตประภัสสร โดยไม่เคยสาธายายได้ลึกซึ้งว่าคืออย่างไร เป็นมาอย่างไร เป็นแต่พูดต่อเนื่องเป็นอันดีในการแสดงปาฐก จนคนฟังเคลิ้มและจินตนาการตาม จากนั้นใครที่สำนักไหนๆ เอะอะอะไรก็จิตประภัสสร ต้องทำให้ได้จิตประภัสสร เหมือนดังปรากฏการณ์ของ ‘วาทกรรม’ ในพ.ศ.นี้นั่นเอง จะได้มีความเข้าใจถ่องแท้แล้วในสิ่งนั้นก็หาไม่
ก็วลีเช่นเดียวกันว่า จิตเดิมนั้นเป็นหนึ่ง สามารถเข้าใจได้หรือไม่เล่า เมื่อไม่เข้าใจ ก็คงไม่เข้าใจคาถาว่า ‘จิตนั้นประภัสสร....ฯ’ ได้เช่นกัน เป็นแต่พูดซ้ำๆในรสกวีที่ตนพึงใจ
.

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
เคียงดิน วันที่ : 07/07/2011 เวลา : 10.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

ตามไปอ่านในเฟสยังยืนยันคำเดิม เปรตก็ยังคงเป็นเปรต และสายเปรตก็ยังคงวนมืดบอด

ส่วนสายปราชญ์ก้ยังคงทำหน้าที่ด้วยกรุณาต่อเปรต

หมายเหตุ ที่มาของคำว่าปราญช์และเปรตอันนี้
ปราชญ์ไม่ได้ตั้งแต่เปรตเสนอวาทกรรมมา
แสดงตนว่าเป็นพวกเปรต


เหมือนกับการสร้างวาทกรรมว่าตนเป้นไพร่ สร้างวาทกรรมที่โดนใจไม่ต้องใช้ปัญญา สร้างพอเป็นบันไดเหยียบหัวไพร่ด้วยกันเองแล้วขึ้นมาเป็นอำมาตย์ หัวหน้าอำมาตย์ หวังจะเป็นเทวดาเหล่าประชาก็เป็นไพร่ดังเดิม

ฉะนั้นเมื่อปราชญ์เถียงกับเปรต ก้ต้องระวังไปเป็นเครื่องมือให้เปรตขึ้นมาเป็นเทวดา

ฮ่าๆๆ นิทานเรื่องนีสอนให้รู้ว่า อย่าประมาทแม้ปราญช์จะทำด้วยกรุณาต่อเปรต แต่เปรตก็ยังเป็นเปรตที่คอยจัดการปราญช์ด้วยยุทธวิธีของเปรต


ความคิดเห็นที่ 26 (0)
หมูสนาม วันที่ : 07/07/2011 เวลา : 06.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08

สุดยอดเลยครับลุงหนอน ผู้น้องขอคารวะ นับถือ นับถือ

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
driftworm วันที่ : 07/07/2011 เวลา : 00.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ในที่นี้ ตรัสคำว่า โลก หรือบาลีว่าโลโก ในความหมายถึง ชาวโลก แฮะ

ปกติแล้ว มีหลายที่ ทรงใช้หมายรวมถึงหมู่สัตว์ที่มีวิญญาณ(ความรับรู้)ทั้งมวลด้วย
เช่นในคาถาว่า กัมมุนา วัตตะตี โลโก ที่มีแปลกันหลายสำนวน คือ
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม สัตว์โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม สัตว์โลกย่อมหมุนเวียนไปเพราะกรรม
กรรมนั่นแหละย่อมยังสัตว์โลกให้เป็นไปอยู่
คำว่าสัตว์นี้ มิใช่คำแสดงนัยยะแบ่งแยก เหยียดหยาม ปรามาส แต่ตามพุทธปรัชญาถือว่า
ผู้ได้อัตตภาพ หรือมิได้มีอัตตภาพก็ตาม มีชีวิตินทรีย์ก็ดี ไม่มีก็ดี แต่มีภพ มีภูมิ ชื่อว่าสัตว์
แม้พระพรหม ก็ถือว่าเป็นสัตว์ มีภพมีภูมิตามคุณสมบัติตน
พระพุทธเจ้า ทรงเรียกพระองค์เอง (แบบบุรุษที่ ๑) ว่า มหาสัตว์
เพราะคำว่า ตถาคต แปลว่า มหาสัตว์
.

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
driftworm วันที่ : 07/07/2011 เวลา : 00.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

อ่านคห.บางท่านแล้ว ฉุกใจขึ้นมาอ่านเนื้อเรื่องซ้ำอีก


ดูคำอธิบายของเจ้าคุณประยุทธในพจนานุกรมฉบับประมวลธรรม (เรียงลำดับหมวดหมู่
ตามหมวดธรรม) ที่ จขบ.นำมาลงประกอบในภาพ ก็ตรงตามนั้น

มีข้อสังเกตเรื่องสำนวนภาษาเก่า เป็นแบบที่เรียกว่าสำนวนพระ หรือสำนวนที่เคยชินมา
จากสำนวนเดิมในพระบาลี (พระบาลีเป็นคำเรียกแทนพระไตรปิฎกในบางที่)

เช่น เป็นประมาณ – เป็นสำคัญ เป็นส่วนมาก

นิยม – มาจากนิยะมะ หรือนิยาม ไม่ใช่แปลว่าความนิยมหรือกระแสนิยม (trend) ของโลก
(เรามีใช้ในภาษาสามัญอย่างแยกความหมายเป็นสองคำ คือ นิยม แปลอย่างหนึ่ง และนิยาม
ก็แปลอย่างหนึ่ง แต่ยังมีลักลั่นอีกว่า ‘นิยม’ ที่ใช้ลงท้ายชื่อแนวคิด ลัทธิ เช่นสังคมนิยม
เสรีนิยม กับมามีความหมายเป็นนัยเดียวกับคำว่า นิยาม)

ตามที่ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ให้ความหมายไว้ ถูกต้องแล้ว คือการปรารภตน ปรารภผู้อื่นเป็นอันมาก ปรารภข้อธรรม ... ขึ้นมาเป็นเครื่องน้อมนำใจให้เร่งทำความเพียรให้ก้าวลงสู่สมาธิ

ส่วนข้อความย่อหน้าท้ายที่ท่าเขียนว่า
ผู้เป็นอัตตาธิปก พึงใช้สติให้มาก ; ผู้เป็นโลกาธิปก พึงมีปัญญาครองตนและรู้พินิจ ; ผู้เป็นธรรมาธิปก พึงประพฤติให้ถูกหลักธรรม ; ผู้เป็นหัวหน้าหมู่ เป็นนักปกครอง พึงถือธรรมาธิปไตย.
นั่นไม่ใช่การตีความ แต่เป็นการอธิบายเสริมของท่าน โดยเอาสิ่งที่เราเคยชินอยู่ในปัจจุบันไป
ประกอบคำอธิบาย (ท่านเคยบอกว่า) อาจทำให้ผู้อ่านบางทันที่เคยชินกับความรู้สมัยใหม่จะ
นึกได้ทันที ท่านเคยบอกกล่าวด้วยซ้ำว่า ผู้อ่านบางท่านเคยชินกับความรู้จากตำรับตำราต่าง
ประเทศ ท่านก็คิดว่าการใส่คำภาษาอังกฤษไว้ในวงเล็บจะช่วยให้เข้าใจเร็วขึ้น และบางครั้ง
ท่านพิจารณาว่าคำภาษาอังกฤษ ‘อมความ’ ครบถ้วนกว่าคำไทยหรือคำบาลี ท่านก็อธิบายเป็น
ข้อสังเกตไว้ให้
และผมพิเคราะห์แล้วก็เห็นตามนั้น ดูเหมือนในหัวข้อเดียวกันนี้ ในหนังสือพุทธธรรมที่ท่าน
เรียบเรียง จะมีคำอธิบายโดยละเอียดว่าทำไมท่านมีความเห็นเช่นนั้น

ไม่เฉพาะเพียงท่านเจ้าคุณประยุทธ์หรอก แม้ท่านสุชีพ ปุญญานุภาพ (อดีตสุชีโวภิกขุ) เมื่อ
ท่านเรียบเรียง ‘พระไตรปิฎกย่อ ฉบับสำหรับประชาชน’ ท่านก็ใส่ใจกับการทำดัชนี้คำ ทำเชิง
อรรถอธิบายเช่นเดียวกันนี้ เชิงอรรถบางเรื่องยาวเป็นหน้า บางครั้งเทียบเคียงกับความเห็นของ
สมาคมบาลีปกรณ์ของอังกฤษก็มี
.

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
driftworm วันที่ : 06/07/2011 เวลา : 23.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

มาตอบที่นี่นะ


เรื่องอธิปไตย ๓ จากสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย, ติกนิบาต (พระไตรปิฎกเล่ม ๒๐)
(จากหน้าเว็บ) http://www.84000.org/tipitaka/read/?20/479/186
(ติกนิบาต คือหมวดธรรมที่มี ๓ รวบรวมธรรมที่มี ๓)

เป็นวิธีจูงใจตน หรือน้อมใจตนให้ละนิวรณ์ ๕ เพื่อจุดหมายคือสมาธิ
มี ๓ วิธีน้อมใจ
๑. หยิบยกปณิธานของตนที่มีแต่เดิมเมื่อจะออกบวชมาน้อมนำ คืออัตตาธิปไตย
หมายถึงเอาที่ตัวเราเองนี้แหละเป็นเครื่องน้อมนำ
๒. น้อมใจว่าตัวเราอยู่ในสายตาคนอื่นที่รู้เห็น เฝ้ามองเราอย่างทะลุเข้าไปถึงจิต
ว่าคิดตริตรึกในกามหรือเปล่า จริงใจที่จะทำความเพียรรึเปล่า หรือมาบวชหลอกๆ
คือโลกาธิปไตย
๓. น้อมใจว่าข้อธรรมที่ได้ฟังจากพระสมณโคดมนั้นน่าที่เราจะรู้แจ้งแทงตลอด
และผู้ที่ออกบวชเป็นภิกษุเช่นเรานี้ แลได้รู้แจ้งแทงตลอดซึ่งข้อธรรมที่พระองค์
ตรัสสอนก็มีอยู่ให้เห็นเป็นพยาน ถ้าอย่างไรเราพึงทำความเพียรให้ได้เช่นนั้นบ้าง
นี่คือธรรมาธิปไตย ใช้ข้อธรรมที่ตรัสไว้เป็นเครื่องน้อมนำ
.

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
พล.ท.นันทเดช วันที่ : 06/07/2011 เวลา : 20.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nunrimfar
พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์

อัตตาธิปไตย และ เผด็จการ ที่ซ่อนรูปอยู่ในระบอบประชาธิปไตยครับ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
roastman วันที่ : 06/07/2011 เวลา : 20.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roastman

เพิ่งเคยอ่านบทความของพี่ครับ ประทับใจมาก เพราะขัดใจกับบทความของ ดร. คนนี้มาเหมือนกัน และก็ได้รับการอรรถาธิบายที่แจ่มแจ้งวันนี้เอง
ปล. ผมเป็น OSK109 ครับ :)

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
ting วันที่ : 06/07/2011 เวลา : 19.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

โลกนี้วุ่นวายหนอจริงๆ พระองค์ถึงออกบวช
แต่นักบวชบ้านเราสละได้จริงไหมหนอ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
สตังค์ วันที่ : 06/07/2011 เวลา : 19.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/stang
ถึงแม้ความจริงจะเป็นอักษรที่ไม่รื่นสายตาในบางครั้ง แต่มันดีกว่า เพราะมันคือ ความจริง

อืม..พจนานุกรมพุทธศาสน์
ตกลงแค่ว่า ไม่เข้าใจคำว่า พจนานุกรม...

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
driftworm วันที่ : 06/07/2011 เวลา : 17.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ที่ท่านเจ้าคุณประยุทธ์จัดทำพจนานุกรมพุทธศาสน์ขึ้นนั้น มาจากเจตนาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สนใจศึกษาพุทธธรรม เมื่อต้องการค้นอย่างรวดเร็ว (quick search) จึงจัดรวบรวมเป็นหมวดหมู่ขึ้น แต่ท่านถือโอกาสใส่คำอธิบายเพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงกัน ด้วยเล็งเห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้ เหมือนอ่านบันทึกย่อ (short note)

เมื่อจัดรวมรวม แบ่งเป็นหมวดหมู่สำเร็จแล้ว ท่านมาดำริอีกทีว่า จุดประสงค์ใช้งานของผู้ศึกษา บางครั้งยังมีอีกแนวหนึ่ง คือค้นหาข้อธรรมที่ไปในทางเดียวกัน ใกล้เคียงกัน เชื่อมโยงกัน ท่านจึงดำริที่จะอำนวยความสะดวกให้อีกด้วยการอุตสาหะจัดแบ่งหมวดหมู่ตามหมวดธรรมเป็นอีกสำนวนหนึ่งขึ้นมา และเช่นเดียวกัน ท่านถือโอกาสใส่คำอธิบายอย่างย่อของข้อธรรมต่างๆ เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้ ผู้ศึกษา ท่านยังเล็งต่อไปอีกว่า ผู้ศึกษาที่ใช้งานทั้งสองสำนวนคือจำแนกตามหมวดศัพท์ กับจำแนกตามหมวดธรรมจะมีความเข้าใจได้ดีขึ้น มีความสะดวกมากขึ้น และอาจมีความงอกเงยขึ้นจากการเห็นสองสำนวนเทียบเคียงกัน

ตัวเราเองผู้ใช้งาน ต้องสังวรว่า อย่างไรนั่นก็เป็นเพียงพจนานุกรม หาใช่ตำรา หรืออรรถกถาแต่อย่างใดไม่

เมื่อต้องการรายละเอียด ขอแนะนำให้ลองค้นในหนังสือ พุทธธรรม ที่ท่านเรียบเรียงขึ้น ในนั้นน่าจะมีเนื้อที่เพียงพอที่ท่านจะให้คำอธิบายโดยละเอียด ตามลักษณะนิสัยท่านที่ชอบค้น สืบค้น เปรียบเทียบหาข้อสรุป และอธิบายที่มาที่ไป
.

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
Hiriotappa วันที่ : 06/07/2011 เวลา : 17.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hiriotappa


ตราบใดที่มีคนแกล้งโง่ มันก็ยังมีคนแกล้งฉลาด แต่คนฉลาดมักต้องแกล้งโง่ แต่คนโง่มักจะชอบแสดงออกว่าตัวเองฉลาดโดยไม่ได้แกล้ง ไหงมันเป็นแบบนั้นไปได้ก็ไม่ทราบครับ โง่บ้าง ฉลาดบ้าง ไม่ตายหรอกครับ ตรงกันข้าม เขาจะคิดว่ายังไงซะเราก็ยังปกติ มีเรื่องที่โง่บ้างฉลาดบ้าง

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
bon09 วันที่ : 06/07/2011 เวลา : 15.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krasean

บางคนแกล้งทำโง่

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
สมชัย วันที่ : 06/07/2011 เวลา : 15.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ชัดเจน แจ่มแจ้ง ควรที่นักการเมือง ประชาชนทั่วไปที่ขัดแย้งกันอยู่ทุกวันนี้จะได้อ่านและทำความเข้าใจ การเมืองไทยวนเวียนอยู่อย่างนี้เพราะการตีความผิดแท้ๆ คนธรรมดาพูดถูกพูดผิดไม่น่ากลัว แต่คนที่เป็นปราชญ์หรืออ้างว่าเป็นผู้รู้พูดแล้วน่ากลัว เพราะพูดผิดยังไงคนก็เชื่อ แม้กระทั่งตัวคนพูดเองยังเชื่อในความเข้าใจผิดตนเองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
hayyana วันที่ : 06/07/2011 เวลา : 15.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

โห....กระจ่างเลยครับ
ดร.โสภณนี่อีกแล้ว
ชอบหยิบศาสนามาเสริมในบทความความคิดทางการเมืองของตนเองเสมอ
ผมอ่านแล้วแปร่งๆ ทะแม่งๆ หลายรอบแล้วเหมือนกัน
ขอบคุณมากครับที่กรุณาเป็นผู้ค้นคว้า

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
หนุ่มฮวงซุ๊ย45 วันที่ : 06/07/2011 เวลา : 11.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/huawgsui45
แย่งกันทำมาหากินแย่งถิ่นกันอาศัยแย่งคู่กันพิสวาสแย่งอำนาจกันเป็นใหญ่    โลกจึงเดือดร้อนวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด......

ขอบพระคุณทุกท่านที่ไปอ่านบล๊อคเก่าของผม

เรื่อง ประชาธิปไตยสมบรูณ์

มีอธิปไตย ๓ อยู่ในนั้นด้วย

ทุกท่านอ่านแล้วคงเข้าใจนะครับ ผมเขียนไว้นานแล้ว ตั้งแต่ผมเรียน เพราะที่มหาวิทยลัย จัดงาน 77 ปีประชาธิปไตยไทย อจ.ให้เขียนบทความ ผมก็เลยเขียน ไปประกวดกับเขา
บทความนี้ได้ที่หนึ่งครับ จาก90กว่าเรื่องที่ นศ. ส่งประกวด

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
สตังค์ วันที่ : 06/07/2011 เวลา : 07.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/stang
ถึงแม้ความจริงจะเป็นอักษรที่ไม่รื่นสายตาในบางครั้ง แต่มันดีกว่า เพราะมันคือ ความจริง

ขอบคุณ คุณหมูสนาม และ ลุงหนอน
ที่ทำให้ดวงตาเห็นธรรม


ความคิดเห็นที่ 11 (0)
สตังค์ วันที่ : 06/07/2011 เวลา : 07.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/stang
ถึงแม้ความจริงจะเป็นอักษรที่ไม่รื่นสายตาในบางครั้ง แต่มันดีกว่า เพราะมันคือ ความจริง

ตัวต้นเหตุ คงไม่ต้องไปเสียเวลาด้วย
สรรพสัตว์ในสังสารวัฏ ที่ผุดขึ้นบนโลกมนุษย์มีมากมาย
แต่มิควรปล่อยปละละเลยให้บุคคลอื่นเห็นคล้อยตาม

ถือว่าได้ทำหน้าที่เราแล้ว..จะพิจารณาต่อไปอย่างไร
อยู่ที่ปัญญาของมนุษย์แต่ละคน...

กด...like..คห.8

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
driftworm วันที่ : 05/07/2011 เวลา : 23.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๙- "๙"

ให้เขามาอ่านในนี้เอา แล้วให้เฮียหมูเอาทู้นี้ไปแปะในเฟ้ซ
แต่ไม่ต้องไปถกเถียงแต่ตรรกะ ไปเน้นการตีความพยัญชนะ

ประสบการณ์จากปี ๔๙ เป็นต้นมา มันเหนื่อยยยยยยยมาก
ดีอยู่หน่อยที่มีคนอ่านบ้างเล็กน้อยที่ไม่ออกความเห็น แต่เขาเอา
ไปคิดต่อและได้อะไรๆงอกงามขึ้น ที่รู้นี่เพราะคนที่ไม่ออกความเห็น
พวกเขามาคุยกับผมทีหลัง มาบอกในเฟ้ซมั่ง ในโอเคฯนี่มั่ง
.
ผมสรุปบทเรียนว่า คนบางคน ไม่คุ้มที่เราจะเอาเวลาของเราไปทิ้ง
.

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
เคียงดิน วันที่ : 05/07/2011 เวลา : 23.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

คห.๗

ในเฟส ปราชญ์กับเปรต ต่างกันอย่างชัดเจน

ปราชญ์ก็ยังคงเป็นปราชญ์

เปรตก็ยังคงเป็นเปรต

รอแต่ปราญช์หนอนจะไปกรุณาต่อเปรต ให้ดวงใจเปิด


ความคิดเห็นที่ 8 (0)
เคียงดิน วันที่ : 05/07/2011 เวลา : 22.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

ดวงตามืดบอด อักษรเบลส์ยังอ่านได้จนดวงใจใกล้เห็นธรรม

ดวงใจมืดบอด หาเครื่องมือใดช่วยก็หาไม่ แล้วจะเห็นธรรมได้ฉันใด

บางคนสี่ตาแล้วยังบอดอยู่เลย ไม่ใช่เพราะตา แต่เพราะใจต่างหากที่บอด

ปิดตาและยอมเปิดใจ คงบอดก็แต่ตาดอกหาใช่ใจ


ความคิดเห็นที่ 7 (0)
driftworm วันที่ : 05/07/2011 เวลา : 22.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

เอิ่มม ในเฟ้ซเป็นไงมั่งเฮีย

.

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
driftworm วันที่ : 05/07/2011 เวลา : 19.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

อ่า.... ขอโทษ ขอโทษ
มันเป็นพิษกับคนหมู่มาก นิ อืม อืม เข้าใจ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
driftworm วันที่ : 05/07/2011 เวลา : 19.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

เฮีย เฮีย รีบขึ้นกระทู้ตามติด เฮียรับไหวหรือ เพราะการถกเถียงกับคนที่ยึดมั่น
ในการรับการศึกษาทางโลกมา เขาเหล่านั้นมีอุปาทานยึดในข้อความรู้ที่มีลักษณะ
เป็นข้อสรุปที่ตายตัว วางพร้อมบนชั้นให้หยิบใช้อยู่ แล้วยังคิดแค่ว่าสิ่งที่เหลือ
ให้เขาเหล่านั้นต้องกระทำก็มีแค่ เทียบเคียงแหล่งอื่น-เปรียบเทียบ-ตีความ-หา
ข้อสรุปเป็นของตน จากในกบาลตน กรรมวิธีเหล่านั้นพึ่งพิงการใช้ตรรก จน
กระทั่งถึงกับ 'บ้าตรรก' โดยไม่สนใจสืบค้น สอบค้น 'อรรถ'
.... เหนื่อยและเครียดไปทั้งสองฝ่าย

'โลก' เขาว่าอย่างไรของเขา ก็ปล่อยโลกเขาไปเถอะ
.

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สตังค์ วันที่ : 05/07/2011 เวลา : 19.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/stang
ถึงแม้ความจริงจะเป็นอักษรที่ไม่รื่นสายตาในบางครั้ง แต่มันดีกว่า เพราะมันคือ ความจริง

ถ้าไม่เป็นการรบกวนคุณหมูสนามเกินไป.. ช่วยขยายความในนี้ด้วยนะคะ

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=186359094753207&set=a.101290043260113.1516.100001373521628&type=1&theater#!/photo.php?fbid=186132734775843&set=a.101290043260113.1516.100001373521628&type=1&theater&pid=449309&id=100001373521628

เพราะอัตตาของคนเพียงคนเดียว จะขยายออกไปส่วนอื่น ๆ อีกด้วย


ความคิดเห็นที่ 3 (0)
NiiiiZ วันที่ : 05/07/2011 เวลา : 19.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NiiiiZ

ผมว่าไอ้ด๊ิอกตัวนั้นหละที่มันบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สตังค์ วันที่ : 05/07/2011 เวลา : 19.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/stang
ถึงแม้ความจริงจะเป็นอักษรที่ไม่รื่นสายตาในบางครั้ง แต่มันดีกว่า เพราะมันคือ ความจริง


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
หนุ่มฮวงซุ๊ย45 วันที่ : 05/07/2011 เวลา : 18.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/huawgsui45
แย่งกันทำมาหากินแย่งถิ่นกันอาศัยแย่งคู่กันพิสวาสแย่งอำนาจกันเป็นใหญ่    โลกจึงเดือดร้อนวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด......

พี่ครับ
และทุกท่านครับ
ดร.โสภณด้วย ไปอ่านบทความชนะเลิศของผมครับ

http://www.oknation.net/blog/huawgsui45/2009/08/29/entry-1

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ความรัก

ความรัก

View All
<< กรกฎาคม 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]