• หมูสนาม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : attawut08@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-16
  • จำนวนเรื่อง : 746
  • จำนวนผู้ชม : 1638206
  • ส่ง msg :
  • โหวต 260 คน
คนข้างสนาม
เล่าให้อ่าน วิพากษ์ วิจารณ์ เสนอแนะ ได้เรื่องบ้าง ไม่ได้เรื่องบ้าง ตามสะดวก
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08
วันศุกร์ ที่ 8 กรกฎาคม 2554
Posted by หมูสนาม , ผู้อ่าน : 19922 , 10:17:10 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน คนชั้นล่าง โหวตเรื่องนี้

ผมพบข้อความใน Facebook ของดร.โสภณ  พรโชคชัย กล่าวหาพระพรมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ผู้รวบรวมจัดทำพจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย ได้แสดงความเห็นไว้ใน Facebook ว่า

“Discredit ระบอบประชาธิปไตย???

พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนเรื่องการปกครองโดยธรรมาธิปไตย คงเป็นความเข้าใจผิดแล้ว คำว่า อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย และธรรมาธิปไตย เป็นหนทางการละอกุศลและเจริญธรรม ไม่เกี่ยวกับการปกครองเลยครับ”

  และ

“ ปอ ปยุตโต ไม่ได้พูดถึงสาระสำคัญที่เน้นการพิจารณาเพื่อบรรลุธรรม ได้แต่พูดถึงอะไรใหญ่ และสรุปลงเหวไปคนละเรื่องเลย คุณก็เห็นนะครับ”

พร้อมกันนี้ดร.โสภณ พรโชคชัยยังอ้างว่าได้อ่าน อธิปไตยสูตรในพระไตรปิฎก(ภาษาไทย) และพบว่าพจนานุกรมฯจงใจตีความผิดเพี้ยนจากพระไตรปิฎก

http://www.facebook.com/pornchokchai#!/photo.php?fbid=187322764656840&set=a.101290043260113.1516.100001373521628&type=1&theater

ผม(หมูสนาม)คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก ถ้าเราๆท่านๆทั้งหลายจะอ่านพระไตรปิฎกภาษาไทยไม่เข้าใจ เพราะมีศัพท์ทางพระเป็นจำนวนมาก ประกอบกับสำนวนการเขียนก็ไม่ใช่สำนวนที่เราคุ้ยเคยในปัจจุบัน  แต่ยังโชคดีที่ประเทศไทยมีนักปราชญ์ทางพุทธศาสนา ที่ท่านทุ่มเทแรงกาย แรงใจ รวบรวม จัดทำ พจนานุกรมเพื่ออธิบายคำและหมวดธรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้สนใจที่จะอ่านพระไตรปิฎกได้ใช้เป็นคู่มือค้นคว้าศึกษาพระไตรปิฎกด้วยตนเองได้อย่างไม่ลำบากนัก พจนานุกรมสองเล่มที่ผมกล่าวถึงคือ

1.    พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ได้รวบรวมข้อธรรมต่างๆไว้เพื่อให้ง่ายแก่การค้นคว้า ตั้งแต่หมวดธรรมที่มี 1 ข้อ ไปจนถึงหมวดธรรมที่มีเกิน 10 ข้อ พร้อมคำอธิบายสั้นๆ ง่ายต่อความเข้าใจ ตีพิมพ์ครั้งที่ 1 วันที่ 24 เมษายน 2518

2.    พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ได้ให้ความหมายของคำศัพท์ต่างๆในพระพุทธศาสนา ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2522

ทั้งสองเล่มนี้เป็นผลงานชิ้นเอกของพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

ท่านได้เขียนอธิบายไว้ในคำนำของพจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรมเมื่อครั้งการตีพิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2528 ตอนหนึ่งว่า

“ อนึ่ง ผู้ใช้หนังสือนี้พึงตระหนักว่า หลักธรรมต่างๆที่ประมวลไว้ในพจนานุกรมฉบับนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ได้คัดเลือกมา มิใช่ทั้งหมดในพระไตรปิฎก พึงถือพจนานุกรมนี้เป็นเพียงฐานสำคัญในการศึกษาค้นคว้าธรรมให้ละเอียดยิ่งขึ้น อีกประการหนึ่ง คำอธิบายข้อธรรมต่างๆ ในพจนานุกรมนี้ จัดทำในลักษณะเป็นตำราหรือเป็นแบบแผน จึงยึดเอาหลักฐานในคัมภีร์เป็นบรรทัดฐานก่อน และให้ความสำคัญแก่คัมภีร์ทั้งหลายตามลำดับชั้น เช่นพระไตรปิฎกเหนืออรรถกา อรรถกถาเหนือมติอาจารย์รุ่นหลัง และเหนืออัตโนมัติ เป็นต้น พึงใช้พจนานุกรมนี้เป็นที่ปรึกษาโดยมีความเข้าใจดังกล่าวนั้นเป็นพื้นอยู่ในใจ จะได้คิดขยายความต่อออกไปอีกได้อย่างมีหลักและมีขั้นตอน ตลอดจนวิจารณ์ได้อย่างมีหลักเกณฑ์ ” : พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) 12 สิงหาคม 2528

ปัจจุบัน พจนานุกรมทั้งสองฉบับได้รับการยอมรับ และจัดทำเป็นพจนานุกรมพุทธศาสตร์อิเลคโทรนิคเพื่อให้ง่ายการค้นคว้า ในการศึกษาพระไตรปิฎกทางคอมพิวเตอร์รวมอยู่ใน website   www.84000.org

เมื่อผมอ่านเนื้อหาของอธิปไตยสูตร ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต ที่ดร.โสภณ พรโชคชัยใช้มากล่าวหาว่า พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตตฺโต)ผู้รวบรวมพจนานุกรมฯ ว่าจงใจตีความผิดเพี้ยนไปจากพระไตรปิฎก

ผมพบว่ามีศัพท์ทางพุทธศาสนาจำนวนมากในพระสูตรนี้ ที่คนทั่วๆไป หรือคนที่ไม่คุ้ยเคยกับคำพระจะสามารถเข้าใจได้ยาก

ตัวอย่างเช่นคำว่า  เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัส อุปายาส อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย ธรรมมาธิปไตย
เป็นต้น

ศัพท์เหล่านี้จะมีสักกี่คนที่เข้าใจได้โดยไม่ต้องเปิดพจนานุกรม !!!

และผมก็ไม่เชื่อว่า ดร.โสภณ จะเข้าใจสาระความหมาย (อรรถ) ความหมายศัพท์(พยัญชนะ)ในพระสูตรนี้ โดยไม่มีครูอาจารย์แนะนำ หรือมีพจนานุกรมเล่มใดเล่มหนึ่งเป็นคู่มือ

(ลองนึกถึงนศ.ไทยอ่าน Text ภาษาอังกฤษที่เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคต่างๆโดยไม่มี Dictionaryเฉพาะ หรือมีอาจารย์สอนคอยชี้แนะ ฉันใดฉันนั้น เมื่ออ่านไม่เข้าใจก็นึกความหมายเอาเอง แล้วกลับมาโทษว่าพจนานุกรมแปลผิด !!!)

นอกความหมายของศัพท์ที่มีอยู่มากแล้ว เมื่อผมตั้งใจอ่านพระสูตรทั้งหมดจนจบก็พบว่าความหมายในพจนานุกรมของพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต) ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากพระสูตร  ท่านเพียงสรุปรวบยอดความหมายของพระสูตรนี้ และมีตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่ออธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น

พระสูตรนี้เป็นเรื่องที่พระพุทธองค์อธิบายธรรมที่เป็นคุณสมบัติในตัวคน ซึ่งในที่นี้คือพระ  คุณสมบัติในตัวคนที่ว่านั้นแบ่งออกเป็น 3 อย่าง

เรียกว่า อธิปไตย 3 แบ่งเป็น

1.    อัตตาธิปไตย(ความมีตนเป็นใหญ่)

2.    โลกาธิปไตย (ความมีโลกเป็นใหญ่)

3.    ธรรมาธิปไตย(ความมีธรรมเป็นใหญ่)

ผมจะลองอธิบายความให้ดูนะครับ (พระสูตรอ่านยากหน่อยต้องค่อยๆอ่านไปทีละประโยค)

อธิปไตยสูตร
เล่มที่ ๒0
[๔๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อธิปไตย ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน

คือ อัตตาธิปไตย ๑ โลกาธิปไตย ๑ ธรรมาธิปไตย ๑

ในตอนแรกท่านอธิบายผู้มีลักษณะของอัตตาธิปไตย (อัตตาธิปไตยเป็นไฉน)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อัตตาธิปไตยเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี

อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมสำเหนียกดังนี้ว่า
ก็เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งจีวร

ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ

เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งความมีและความไม่มี เช่นนั้น
ก็แต่ว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัส อุปายาส ครอบงำแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีทุกข์ครอบงำแล้ว
มีทุกข์ท่วมทับแล้ว
ไฉน ความทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏ

ก็การที่เราจะพึงแสวงหากามที่ละได้แล้ว

ออกบวชเป็นบรรพชิตนั้น เป็นความเลวทรามอย่างยิ่ง

ข้อนั้นไม่เป็นการสมควรแก่เราเลย

เธอย่อมสำเหนียกว่า ก็ความเพียรที่ปรารภแล้ว

จักไม่ย่อหย่อน สติที่เข้าไปตั้งมั่นแล้วจะไม่หลงลืม

กายที่สงบระงับแล้วจักไม่ระส่ำระสาย

จิตที่เป็นสมาธิแล้วจักมีอารมณ์แน่วแน่ ดังนี้


เธอทำตนเองแลให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล
ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าอัตตาธิปไตย ฯ

…………………………………………………………………………………

แค่คำว่าเรา-เธอ สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับสำนวนในพระไตรปิฎกก็ทำให้งงได้ไม่ยาก เราในตอนนี้หมายถึง พระปรารภ กับตัวเอง ส่วนเธอ คือพระพุทธเจ้าพูดถึงพระรูปนั้น

ความหมายในตอนนี้คือ พระที่ออกบวชเพราะต้องการพ้นจากทุกข์ที่ทับถมตัวเองอยู่พระพุทธเจ้าอธิบายว่า พระประเภทนี้เรียกว่าอัตตาธิปไตย (ความมีตนเป็นใหญ่ คำนึงถึงทุกข์ที่ตัวเองมีและต้องการพ้นทุกข์จึงออกบวชบำเพ็ญเพียร) บล้อกเกอร์ลุงหนอน http://www.oknation.net/blog/driftway

ให้คำอธิบายว่า “หยิบยกปณิธานของตนที่มีแต่เดิมเมื่อจะออกบวชมาน้อมนำ คืออัตตาธิปไตยหมายถึงเอาที่ตัวเราเองนี้แหละเป็นเครื่องน้อมนำ”
....................................................................................

ตอนที่สอง ท่านอธิบายผู้มีลักษณะของโลกาธิปไตย(โลกาธิปไตยเป็นไฉน)


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โลกาธิปไตยเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี

อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมสำเหนียกว่า

ก็เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งจีวร

ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ

เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งความมีและความไม่มีเช่นนั้น

ก็แต่ว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ครอบงำแล้ว

ชื่อว่าเป็นผู้มีทุกข์ครอบงำแล้ว มีทุกข์ ท่วมทับแล้ว

ไฉนความทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏ

ก็การที่เราออกบวชเป็นบรรพชิตเช่นนี้

พึงตรึกกามวิตกก็ดี พึงตรึกพยาบาทวิตกก็ดี พึงตรึกวิหิงสาวิตกก็ดี

ก็โลกสันนิวาสนี้ใหญ่โต ในโลกสันนิวาสอันใหญ่โต

ย่อมจะมีสมณพราหมณ์ที่มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของคนอื่นได้

สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมมองเห็นได้แม้แต่ไกล แม้ใกล้ๆ

เราก็มองท่านไม่เห็น และท่านย่อมรู้ชัด ซึ่งจิต(ของคนอื่น)ด้วยจิต (ของตน)

สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ก็พึงรู้เราดังนี้ว่า

ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ดูกุลบุตรนี้ซี

เขาเป็นผู้มีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว

แต่เกลื่อนกล่นไปด้วยธรรมที่เป็นบาปอกุศลอยู่

ถึงเทวดาที่มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของคนอื่นได้ก็มีอยู่

เทวดาเหล่านั้นย่อมมองเห็นได้แต่ไกล แม้ใกล้ๆ เราก็มองท่านไม่เห็น

และท่านย่อมรู้ชัดซึ่งจิต ด้วยจิต เทวดาเหล่านั้นก็พึงรู้เราดังนี้ว่า

ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ดูกุลบุตรนี้ซี

เขาเป็นผู้มีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว

แต่เกลื่อนกล่นไปด้วยธรรมที่เป็นบาปอกุศลอยู่
เธอย่อมสำเหนียกว่า ความเพียรที่เราปรารภแล้วจักไม่ย่อหย่อน

สติที่เข้าไปตั้งมั่นแล้วจักไม่หลงลืม

กายที่สงบระงับแล้วจักไม่ระส่ำระสาย

จิตที่เป็นสมาธิแล้วจักมีอารมณ์แน่วแน่ ดังนี้

เธอทำโลกให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล

ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าโลกาธิปไตย

…………………………………………………………………………………………………………

เห็นศัพท์เพิ่มหลายคำเช่น โลกสันนิวาส (แปลว่าการอยู่ร่วมกันของสัตว์โลก)
พึงตรึกกามวิตกก็ดี พึงตรึกพยาบาทวิตกก็ดี พึงตรึกวิหิงสาวิตกก็ดี

คำเหล่านี้จะเข้าใจได้ต้องค้นในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์

และสังเกตไหมว่า พระประเภทนี้แตกต่างจากพระประเภทแรก เพราะบวชและบำเพ็ญเพียรเพราะ ปัจจัยภายอกตัวเองเป็นหลัก คำนึงถึงโลก ในที่นี้ คำว่า โลก หรือบาลีว่าโลโก ในความหมายถึง ชาวโลก ความหมายในตอนนี้คือ

“ น้อมใจว่าตัวเราอยู่ในสายตาคนอื่นที่รู้เห็น เฝ้ามองเราอย่างทะลุเข้าไปถึงจิต
ว่าคิดตริตรึกในกามหรือเปล่า จริงใจที่จะทำความเพียรรึเปล่า หรือมาบวชหลอกๆ
คือโลกาธิปไตย ”
(สำนวนลุงหนอน)

พระพุทธองค์อธิบายว่าพระประเภทนี้มีคุณสมบัติในตนเป็นประเภทโลกาธิปไตย 

.........................................................................................................

ตอนที่สาม ท่านอธิบายผู้มีลักษณะของธรรมาธิปไตย(ธรรมมาธิปไตยเป็นไฉน)


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมาธิปไตยเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี

ย่อมสำเหนียกว่า ก็เราออกบวชเป็นบรรพชิต

ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งจีวร ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต

ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ

เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งความมีและความไม่มีเช่นนั้น

ก็แต่ว่าเราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ครอบงำแล้ว

ชื่อว่าเป็นผู้มีทุกข์ท่วมทับแล้ว

ไฉนความทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏ

พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว อันบุคคลพึงเห็นเอง

ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน

อันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตน ก็เพื่อนพรหมจารีผู้ที่รู้อยู่ เห็นอยู่ มีอยู่แล

ก็และการที่เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว

จะพึงเป็นผู้เกียจคร้านมัวเมาประมาทอย่างนี้ ข้อนั้นไม่เป็นการสมควรแก่เราเลย

 
ดังนี้ เธอย่อมสำเหนียกว่า ก็ความเพียรที่เราปรารภแล้วจักไม่ย่อหย่อน

สติที่เข้าไปตั้งมั่นแล้ว จักไม่หลงลืม กายที่สงบระงับแล้วจักไม่ระส่ำระสาย

จิตที่เป็นสมาธิแล้วจักมี อารมณ์แน่วแน่ ดังนี้

เธอทำธรรมนั่นแหละให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล

ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าธรรมาธิปไตย

………………………………………………………………………………...

สังเกตดูนะครับ พระประเภทที่สามก็แตกต่างจาก ประเภท 1 และ 2

พระประเภทที่ 3 นี้บวชและบำเพ็ญเพียรเพราะธรรมวินัยอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว คำนึงถึงธรรมหรือความถูกต้องดีงามเป็นเหตุในการบำเพ็ญเพียร

ความหมายในตอนนี้คือ น้อมใจว่าข้อธรรมที่ได้ฟังจากพระสมณโคดมนั้นน่าที่เราจะรู้แจ้งแทงตลอดและผู้ที่ออกบวชเป็นภิกษุเช่นเรานี้ แลได้รู้แจ้งแทงตลอดซึ่งข้อธรรมที่พระองค์ตรัสสอนก็มีอยู่ให้เห็นเป็นพยาน ถ้าอย่างไรเราพึงทำความเพียรให้ได้เช่นนั้นบ้าง  นี่คือธรรมาธิปไตย ใช้ข้อธรรมที่ตรัสไว้เป็นเครื่องน้อมนำ”(ลุงหนอน)
พระพุทธองค์อธิบายว่าพระประเภทนี้มีคุณสมบัติในตนเป็นประเภทธรรมาธิปไตย

..................................................................................................

การ ที่ดร.โสภณ  พรโชคชัยเขียนใน FB  ว่า “ปอ ปยุตโต ไม่ได้พูดถึงสาระสำคัญที่เน้นการพิจารณาเพื่อบรรลุธรรม ได้แต่พูดถึงอะไรใหญ่ และสรุปลงเหวไปคนละเรื่องเลย คุณก็เห็นนะครับ”

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=187322764656840&set=a.101290043260113.1516.100001373521628&type=1&theater

แสดงให้เห็นว่าดร.โสภณ พรโชคชัย อ่านพระไตรปิฎกพระสูตรนี้ไม่รู้เรื่องจริงๆ ไม่เข้าใจ สักแต่ว่าอ่าน เพราะพระสูตรตอนนี้ไม่ได้กล่าวถึงการพิจารณาเพื่อบรรลุธรรม  แต่พูดถึงคุณสมบัติในตัวคนที่มาบวชเป็นพระ  ว่ามี 3 อย่าง ดังที่กล่าวมาข้างต้น

ผม(หมูสนาม)ไม่ทราบเหมือนกันว่า ดร.โสภณ พรโชคชัยอ่านแล้วคิดว่าสาระในพระสูตรนี้เป็นเรื่อง การพิจารณาเพื่อบรรลุธรรมได้อย่างไร   และที่ร้ายแรงคือตัวเองไม่รู้ความหมายที่แท้จริงยังกล้าเอาไปขยายในFacebookให้แพร่หลายแบบผิดๆอีก 

เรื่องคุณสมบัติในตัวคน จขบ.ขออธิบายแทรกเพื่อความเข้าใจเพิ่มเติม

เรื่องคุณสมบัติในตัวคนเป็นสิ่งที่มีอยู่ในคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพระ  เป็นนักเรียน เป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ พ่อค้า  ผู้ปกครอง หรือผู้ถูกปกครอง การตัดสินใจของคนทุกคน ย่อมต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเสมอ

ถ้าเราเป็นคนธรรมดา เป็นเอกชน การตัดสินใจในแต่ละเรื่องของเรา ก็กระทบกับคนอื่นไม่มาก (ส่วนใหญ่จะกระทบกับผู้ตัดสินใจเอง) แต่ถ้าเป็นผู้ปกครอง หรือนักการเมืองที่มีบทบาทต้องตัดสินใจแทนประชาชน เกณฑ์การตัดสินใจของเขาเหล่านั้นจะเป็นเรื่องสำคัญมาก  ไม่ว่าจะอยู่ในการปกครองระบอบใด ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ที่มีพระกษัตริย์เป็นใหญ่  หรือระบอบเผด็จการทหารที่ผู้นำมาจากการรัฐประหาร  หรือระบอบประชาธิปไตยที่มีผู้นำมาจากการเลือกตั้ง คุณสมบัติในตนของผู้นำแต่ละประเภท จะเป็นเครื่องวัดคุณภาพในการปกครองของผู้นำนั้นๆ 

ถ้าผู้นำที่มีอำนาจตัดสินใจมีคุณสมบัติในตัวเป็นแบบอัตตาธิปไตย คือยึดประโยชน์ตนเป็นใหญ่ การตัดสินใจแต่ละเรื่องก็จะอยู่บนฐานของผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก

ถ้ามีผู้นำที่เป็นประเภทโลกาธิปไตย คือตัดสินใจไปตามกระแส ก็จะเป็นที่ถูกใจของคนส่วนใหญ่ แต่อาจเกิดผลร้ายในระยะยาวแก่ประเทศ (ให้นึกถึงผู้นำประเภทประชานิยม)

หรือถ้ามีผู้นำที่เป็นธรรมมาธิปไตย การตัดสินใจแทนประชาชนก็จะคำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม พิจารณาผลดีผลเสีย ให้รอบคอบก่อนตัดสินใจและยึดผลประโยชน์สูงสุดของชาติเป็นหลัก ผู้นำประเภทนี้มักจะได้เป็นรัฐบุรุษ เป็นต้น

แม้แต่ตัว ดร.โสภณ โชคพรชัย ก็มีคุณสมบัติในตัวเหมือนกัน ดร.โสภณ บอกกับตัวเองได้หรือยังว่า คุณสมบัติในตัวของ ดร.โสภณเป็นประเภทไหน  แบบเอาตัวเองเป็นใหญ่ แบบชอบไหลไปตามกระแส  หรือแบบต้องยึดความถูกต้องชอบธรรมเป็นหลัก ความรู้ขนาดนี้  น่าจะวินิจฉัยเองได้ จากที่ยกตัวอย่างมา

ข้อกล่าวหาของ ดร.โสภณ พรโชคชัย ใน FB ที่ว่า

 “ ปอ ปยุตโตเขียนพจนานุกรมผิดพระไตรปิฎก แต่เพราะความศรัทธา เราไม่ถือ  อธิปไตยสูตรไม่เกี่ยวกับผู้นำเลย เกี่ยวกับการเข้าถึงธรรม เขียนพจนานุกรมโดยไม่เอาแก่น เอาแต่ว่าอะไรเป็นใหญ่ ทำให้คนเข้าใจผิดเราต้องมีธรรมะ แต่ใช้ว่าเราต้องมีธรรมะในการนำ การปกครอง ในพระสูตรนี้ไม่เกี่ยวเลยไม่ใช่ว่าผมตีความหนึ่ง ปอ ปยุตโตตีความอีกอย่างตามอำเภอใจ พระไตรปิฎกเขียนชัดแต่ท่านเขียนโดยทิ้งสาระหลัก แล้วสรุปนอกเรื่องครับผม” 

นานๆผมจะได้มีโอกาสพบ คนที่มีอาการโลกกลับข้างอย่างดร.โสภณ  พรโชคชัยสักครั้ง

การที่ดร.โสภณ พรโชคชัย บอกว่าอ่านพระไตรปิฎกได้  ซึ่งผมเชื่อว่า ได้แค่อ่านออกเสียงได้เหตุเพราะตัวเขียนตัวสะกดเป็นภาษาไทยก็แค่นั้น  แต่ไม่เข้าใจสาระหลัก ไม่เข้าใจความหมายของคำแต่ละคำ และยังกล้าออกมากล่าวหานักปราชญ์ผู้รวบรวมจัดทำพจนานุกรมฯเพื่อให้คนทั้งประเทศหรือทั้งโลกใช้เป็นคู่มือ  “ว่าเป็นผู้ทิ้งสาระหลัก สรุปนอกเรื่อง” เพราะตัวดร.โสภณ พรโชคชัยเองนั่นแหละที่อ่านไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจสาระ ไม่เข้าใจศัพท์ และสรุปเอาเองแบบไม่เข้าเรื่อง

ผมอยากรู้เหมือนกันว่า ตอนนี้ดร.โสภณ พรโชคชัย รู้หรือยังว่า ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส  กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก โลกสันนิวาสอัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย ธรรมมาธิปไตย ในทางพระพุทธศาสนาแปลว่าอะไร

แต่ถ้ารู้ได้เองโดยไม่ต้องใช้พจนานุกรม ก็ลองแปลความ ขยายความให้ให้ดูหน่อยเถิดจะได้หายสงสัย  แต่ถ้ายังไม่เข้าใจความหมายของคำเหล่านี้ อย่างเพิ่งมาอวดตัว  อวดอ้างว่าอ่านพระไตรปิฎกรู้เรื่อง รู้ไว้เสียด้วยว่าที่คิดว่าตัวเข้าใจนั่นแหละเข้าใจผิด! 

และสุดท้ายด้วยความปรารถนาดี ผมคิดว่าท่านออกออกทะเลมาไกลมากแล้วนะครับดูดาวก็ไม่ได้(ความรู้ไม่พอ) มีเข็มทิศ(พจนานุกรมฯ)ก็ไม่ใช้ หรือใช้ไม่เป็นอีก หนำซ้ำยังมาโยนเข็มทิศลงน้ำอีก  ผมไม่ได้ห่วงตัวท่านเท่าไรนัก ห่วงแต่สาวกที่ติดตาม Facebook  ของท่านจะหาทางกลับบ้านไม่ถูก

หมายเหตุ จขบ. ผมขอขอบคุณ BG ลุงหนอนhttp://www.oknation.net/blog/driftway ที่กรุณาให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ และอนุญาตให้ผมนำความเห็นของท่านใช้

มี entry อื่นที่เกี่ยวข้องกันอีก ผู้สนใจสามารถติดตามอ่านได้เพิ่มเติม

ทัศนคติที่เป็นอันตรายถ้ายังเข้าใจว่า เสียงส่วนใหญ่คือความถูกต้อง

เมื่อหมูสนามต้องวิวาทะกับดร.โสภณ พรโชคชัย กรณีเสียงส่วนใหญ่คือความถูกต้อง

ขนาดดร.ยังออกทะเล เพราะเข้าใจอธิปไตย 3 ในพุทธศาสนาผิด

และสุดท้ายจริงๆ Entry นี้ยาวที่สุดเท่าที่ผมเคยเขียนมา ผมขอความกรุณาผู้อ่านส่งสัญญาณให้ทราบด้วย ว่าอ่านรู้เรื่องไหมครับ 5 5 5 5 5

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
sopon วันที่ : 29/01/2012 เวลา : 04.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jantira

ผมไม่ได้กล่าวหาท่าน ป.อ.ปยุตโต . . . คุณ "หมูสนาม" กล่าวหาใส่ร้ายผมต่างหาก ลองอ่านดูด้วยใจเป็นธรรม ผมเพียงวิจารณ์ข้อเขียนของท่านเท่านั้น
.
พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนเรื่องการปกครองโดยธรรมาธิปไตย คงเป็นความเข้าใจผิดแล้ว คำว่า อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย และธรรมาธิปไตย เป็นหนทางการละอกุศลและเจริญธรรม ไม่เกี่ยวกับการปกครองเลยครับ

(1)
อธิปไตยสูตรในพระไตรปิฎก
http://www.tipitaka.com/atipatai.htm
ต่างจากที่ ป.อ.ปยุตโต อ้างอย่างสิ้นเชิง

ป.อ.ปยุตโต เขียนว่า
1. อัตตาธิปไตย (ความมีตนเป็นใหญ่, ถือตนเป็นใหญ่, กระทำการด้วยปรารภตนเป็นประมาณ — supremacy of self; self-dependence) http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=125

พระไตรปิฎก อธิปไตยสูตร
เล่มที่ ๒0 กลับเขียนแตกต่างไป คือความจริงเป็นดังนี้: http://www.tipitaka.com/atipatai.htm

[๔๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อธิปไตย ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ อัตตาธิปไตย ๑ โลกาธิปไตย ๑ ธรรมาธิปไตย ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อัตตาธิปไตยเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมสำเหนียกดังนี้ว่า
ก็เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งจีวร ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ
เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งความมีและความไม่มี
เช่นนั้น ก็แต่ว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัส อุปายาส ครอบงำแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีทุกข์ครอบงำแล้ว
มีทุกข์ท่วมทับแล้ว
ไฉน ความทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏ ก็การที่เราจะพึงแสวงหากามที่ละได้แล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิตนั้น เป็นความเลวทรามอย่างยิ่ง ข้อนั้นไม่เป็นการสมควรแก่เราเลย เธอย่อมสำเหนียกว่า ก็ความเพียรที่ปรารภแล้ว จักไม่ย่อหย่อน สติที่เข้าไปตั้งมั่นแล้วจะไม่หลงลืม กายที่สงบระงับแล้วจักไม่ระส่ำระสาย จิตที่เป็นสมาธิแล้วจักมีอารมณ์แน่วแน่ ดังนี้
เธอทำตนเองแลให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล
ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าอัตตาธิปไตย ฯ

คนละเรื่องกันเลยไหมครับ

==============================

(2)
อธิปไตยสูตรในพระไตรปิฎก
http://www.tipitaka.com/atipatai.htm
ต่างจากที่ ป.อ.ปยุตโต อ้างอย่างสิ้นเชิง

ป.อ.ปยุตโต เขียนว่า
2. โลกาธิปไตย (ความมีโลกเป็นใหญ่, ถือโลกเป็นใหญ่, กระทำการด้วยปรารภ นิยมของโลกเป็นประมาณ — supremacy of the world or public opinion) http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=125

พระไตรปิฎก อธิปไตยสูตร
เล่มที่ ๒0 กลับเขียนแตกต่างไป คือความจริงเป็นดังนี้: http://www.tipitaka.com/atipatai.htm

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โลกาธิปไตยเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมสำเหนียกว่า ก็เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งจีวร ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งความมีและความไม่มีเช่นนั้น ก็แต่ว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ครอบงำแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีทุกข์ครอบงำแล้ว มีทุกข์ ท่วมทับแล้ว ไฉนความทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏ ก็การที่เราออกบวชเป็นบรรพชิตเช่นนี้ พึงตรึกกามวิตกก็ดี พึงตรึกพยาบาทวิตกก็ดี พึงตรึก วิหิงสาวิตกก็ดี ก็โลกสันนิวาสนี้ใหญ่โต ในโลกสันนิวาสอันใหญ่โต ย่อมจะมีสมณพราหมณ์ที่มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของคนอื่นได้ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมมองเห็นได้แม้แต่ไกล แม้ใกล้ๆ เราก็มองท่านไม่เห็น และท่านย่อมรู้ชัด ซึ่งจิตด้วยจิต สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ก็พึงรู้เราดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ดูกุลบุตรนี้ซี เขาเป็นผู้มีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว แต่เกลื่อนกล่นไปด้วยธรรมที่เป็นบาปอกุศลอยู่ ถึงเทวดาที่มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของคนอื่นได้ก็มีอยู่ เทวดาเหล่านั้นย่อมมองเห็นได้แต่ไกล แม้ใกล้ๆ เราก็มองท่านไม่เห็น และท่านย่อมรู้ชัดซึ่งจิตด้วยจิต เทวดาเหล่านั้นก็พึงรู้เราดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ดูกุลบุตรนี้ซี เขาเป็นผู้มีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว แต่เกลื่อนกล่นไปด้วยธรรมที่เป็นบาปอกุศลอยู่
เธอย่อมสำเหนียกว่า ความเพียรที่เราปรารภแล้วจักไม่ย่อหย่อน สติที่เข้าไปตั้งมั่นแล้วจักไม่หลงลืม กายที่สงบระงับแล้วจักไม่ระส่ำระสาย จิตที่เป็นสมาธิแล้วจักมีอารมณ์แน่วแน่ ดังนี้ เธอทำโลกให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าโลกาธิปไตยดูเพิ่มเติม

คนละเรื่องกันเลยไหมครับ

==============================

(3)
อธิปไตยสูตรในพระไตรปิฎก
http://www.tipitaka.com/atipatai.htm
ต่างจากที่ ป.อ.ปยุตโต อ้างอย่างสิ้นเชิง

ป.อ.ปยุตโต เขียนว่า
3. ธัมมาธิปไตย (ความมีธรรมเป็นใหญ่, ถือธรรมเป็นใหญ่, กระทำการด้วยปรารภความถูกต้อง เป็นจริง สมควรตามธรรม เป็นประมาณ — supremacy of the Dharma or righteousness) http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=125

พระไตรปิฎก อธิปไตยสูตร
เล่มที่ ๒0 กลับเขียนแตกต่างไป คือความจริงเป็นดังนี้: http://www.tipitaka.com/atipatai.htm

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมาธิปไตยเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมสำเหนียกว่า ก็เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งจีวร ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งความมีและความไม่มีเช่นนั้น ก็แต่ว่าเราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ครอบงำแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีทุกข์ท่วมทับแล้ว ไฉนความทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว อันบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตน ก็เพื่อนสพรหมจารีผู้ที่รู้อยู่ เห็นอยู่ มีอยู่แล ก็และการที่เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว จะพึงเป็นผู้เกียจคร้านมัวเมาประมาทอย่างนี้ ข้อนั้นไม่เป็นการสมควรแก่เราเลย
ดังนี้ เธอย่อมสำเหนียกว่า ก็ความเพียรที่เราปรารภแล้วจักไม่ย่อหย่อน สติที่เข้าไปตั้งมั่นแล้ว จักไม่หลงลืม กายที่สงบระงับแล้วจักไม่ระส่ำระสาย จิตที่เป็นสมาธิแล้วจักมี อารมณ์แน่วแน่ ดังนี้ เธอทำธรรมนั่นแหละให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าธรรมาธิปไตย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อธิปไตย ๓ อย่างนี้แล ฯ

คนละเรื่องกันเลยไหมครับ

==============================

(4)
อธิปไตยสูตรในพระไตรปิฎก
http://www.tipitaka.com/atipatai.htm
ต่างจากที่ ป.อ.ปยุตโต อ้างอย่างสิ้นเชิง

ป.อ.ปยุตโต เขียนสรุปว่า
ผู้เป็นอัตตาธิปก พึงใช้สติให้มาก; ผู้เป็นโลกาธิปก พึงมีปัญญาครองตนและรู้พินิจ; ผู้เป็นธรรมาธิปก พึงประพฤติให้ถูกหลักธรรม; ผู้เป็นหัวหน้าหมู่ เป็นนักปกครอง พึงถือธรรมาธิปไตย.

พระไตรปิฎก อธิปไตยสูตร
เล่มที่ ๒0 กลับเขียนแตกต่างไป คือความจริงเป็นดังนี้: http://www.tipitaka.com/atipatai.htm

ขึ้นชื่อว่าความลับไม่มีในโลก สำหรับผู้ทำบาปกรรม
ดูกรบุรุษ จริงหรือเท็จ ตัวของท่านเองย่อมจะรู้ได้
แน่ะผู้เจริญ ท่านสามารถที่จะทำความดีได้หนอ
แต่ท่านดูหมิ่นตนเองเสีย
อนึ่ง ท่านได้ปกปิดความชั่วซึ่งมีอยู่ในตนท่านนั้นซึ่งเป็นคนพาล
ประพฤติตึงๆ หย่อนๆ อันเทวดาและพระตถาคตย่อมเห็นได้
เพราะฉะนั้นแหละ คนที่มีตนเป็นใหญ่ ควรมีสติ เที่ยวไป คนที่มีโลกเป็นใหญ่ ควรมีปัญญาและเพ่งพินิจ และคนที่มีธรรมเป็นใหญ่ ควรเป็นผู้ประพฤติโดยสมควรแก่ธรรม
มุนีผู้มีความบากบั่นอย่างจริงจัง ย่อมจะไม่เลวลง
อนึ่ง บุคคลใดมีความเพียร ข่มขี่มาร ครอบงำมัจจุ
ผู้ทำที่สุดเสียได้แล้ว ถูกต้องธรรมอันเป็นที่สิ้นชาติ
บุคคลผู้เช่นนั้น ย่อมเป็นผู้รู้แจ้งโลก มีเมธาดี เป็นมุนี
ผู้หมดความทะยานอยากในธรรมทั้งปวง ฯ

คนละเรื่องกันเลยไหมครับ

==============================

โดยสรุปแล้ว

ท่าน ป.อ.ปยุตโต กล่าวสรุปว่า ".... ผู้เป็นหัวหน้าหมู่ เป็นนักปกครอง พึงถือธรรมาธิปไตย" . . . . . . เป็นการสรุปเองที่แตกต่างจากพระไตรปิฎกอย่างสิ้นเชิง . . . . . นี่ย่อมไม่ใช่ธรรมะจากพระพุทธโอษฐ์แล้วครับ . . . . อย่างนี้ไม่อันตรายหรือครับ

ถ้าคนเข้าใจผิด ก็จะบอกว่าเอาธรรมาธิปไตยดีกว่า เพราะดูมีธรรมะ ดีกว่าประชาธิปไตย ทั้งที่ธรรมาธิปไตย ไม่ใช่ระบอบการปกครอง ไม่ใช่การปกครองโดยใช้ธรรมะ แต่เป็นการใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้ามาพิจารณาเพื่อการบรรลุธรรม ซึ่งการบรรลุธรรมนี้ ยังสามารถใช้การพิจารณาจากอัตตา หรือพิจารณาจากทางโลกเพื่อบรรลุธรรม เป็นการใช้มรรคที่ต่างกันเท่านั้น

การส่งเสริมความเข้าใจผิด อาจเป็นแนวคิดแบบคริสต์เก่าในยุคกลางที่พวกบาทหลวงพยายามเป็นใหญ่เหนืออาณาจักร เลยอ้างศาสนา อ้างธรรมะว่าดีกว่าทางโลก เป็นการปลอมปนแนวคิดต่างศาสนามาทำลายศาสนาพุทธหรือไม่ โปรดสังวรนะครับ พระพุทธเจ้าไม่เคยบอกให้เราใช้ธรรมาธิปไตย ไม่เคยมีคำสอนอย่างนี้ว่าดีกว่าระบอบศักดินาในสมัยนั้นหรือระบอบประชาธิปไตยในสมัยนี้ พระพุทธเจ้าสอนให้ตรัสรู้ ให้หลุดพ้นต่างหากครับ


http://www.facebook.com/photo.php?fbid=2101113283181&set=a.1202167690103.31710.1105899523&type=1&theater#!/photo.php?fbid=2096300802872&set=a.1202167690103.31710.1105899523&type=1&permPage=1

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
driftworm วันที่ : 09/07/2011 เวลา : 17.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

อ่าน คห.๕ ที่นี่สิ
http://www.oknation.net/blog/secondaryreader/2011/07/09/entry-1
ไม่เก็บค่าโฆษณา
เอิ๊กกกก(อิ๊เอิ๊กกกเอิ๊กกก)

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
driftworm วันที่ : 09/07/2011 เวลา : 13.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

เหอ เหอ ด๊อกเต้อร์ขนมปังจิ้มปลาร้า


ความคิดเห็นที่ 26 ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (1)
driftworm วันที่ : 09/07/2011 เวลา : 13.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

คห.๒๒ คุณสตังค์ก็ แหม ....
พาลชน ..(อย่าเข้าใจว่าผมหมายถึงอันธพาลตามความหมายทางโลกอีกละ) เราจะไปยุ่งด้วยทำไม
ให้เสียเวลา และเพิ่มมลมินหมองมัวในใจเรา อย่างที่บอกว่าไม่ควรเอาความหมายและความเคย
ชินในความหมายแต่เพียงแคบและจำกัดที่เราใช้ในปัจจุบันไปจับผิดความหมายที่เขาใช้ในแบบ
เดิม เหมือนตัวเองเคยชินรสขนมปังทาเนย ครั้นจะมากินน้ำพริกปลาร้า ก็รั้นจะกินน้ำพริกปลาร้า
ให้ได้รสเป็นขนมปังทาเนย ... บัณฑิตเขาไม่ทำกัน

เรื่องความหมายของอธิปไตย เราไปเคยชินอยู่แต่ความหมายศัพท์เฉพาะทางการปกครองปัจจุบัน
หากแต่ความหมายในปทานุกรมยังให้ไว้กว้างกว่านั้น เช่น แปลได้อีกว่า สำคัญ นำหน้า ซึ่งท่าน
เจ้าคุณประยุทธ์ก็ตระหนักดี ท่านเคยชี้แจงว่าอุตส่าห์ให้ศัพท์ภาษาอังกฤษไว้เทียบเคียงด้วย
เราก็ต้องสังเกตดูว่า
ในคำว่า อัตตาธิปไตย ท่านให้คำภาษาอังกฤษว่า domonant หมายถึงตัวที่ออกนำหน้าในที่นั้น
ในคำว่า โลกาธิปไตย ท่านให้คำภาษาอังกฤษว่า opinion คือความเห็นของคนอื่นๆอีกมาก
(ดูรูปหน้าหนังสือ ในกระทู้ที่แล้วของบ้านนี้)

เวลาเราโกรธ เริ่มจากปฏิฆะ ความขัดเคือง ... ธรรมที่ออกนำหน้า dominant คือ โทสะ
เวลาเรารักใคร่พอใจ ธรรมที่ออกนำหน้า เป็น dominant คือ นันทิ เพลิดเพลิน กาม ความติด

เห็นทีจะต้องเปิดเฟ้ซบุ๊คเอาไว้เขียนเรื่องพวกนี้มั่งแล้ว เหอๆๆๆๆๆ
.

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
Apichai วันที่ : 09/07/2011 เวลา : 10.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ajiam

"ปอ ปยุตโตตีความอีกอย่างตามอำเ​ภอใจ"
วิพากษ์แลกเปลี่ยนความคิดกันเป็นเรื่องดี แต่
ทำไม จะต้องมีวิพากษ์ ด้วยทัศนคติที่ติดลบขนาดนั้น
หรือ เพราะ คำว่า ธรรมาธิปไตย มันไปกัดกร่อน
ความศรัทธาของ ประชาธิปไตย ตามทรรศนะของ ดร.
"เสียงส่วนใหญ่ คือ ความถูกต้อง"

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
เพียงพอใจ1 วันที่ : 09/07/2011 เวลา : 10.19 น.

ถ้า ดร.ไม่มีอคติ ก้น่าสงสารความคิดของเค้าเนอะ
เป็นบัวเหล่าที่ 4 ยังไม่พ้นจากโคลนตม

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
ครูแดง วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 23.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

-ขอบคุณที่นำมาฝากกันค่ะ

-ปัตจัตตัง...ถ้าท่าน ป.อ.ปยุตโต ทราบคงเพียง "อมยิ้ม"

-หลังกึ่งพุทธกาลเราก็จะได้พบ ได้เห็นเรื่องเหล่านี้เนืองๆ

-บุญรักษา เทวดาคุ้มครองค่ะ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
สตังค์ วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 21.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/stang
ถึงแม้ความจริงจะเป็นอักษรที่ไม่รื่นสายตาในบางครั้ง แต่มันดีกว่า เพราะมันคือ ความจริง

...... ตรงนี้เข้าใจถูกไหมค่ะ..

อัตตาธิปไตย(ความมีตนเป็นใหญ่).. ดร. ไม่ได้มองที่ตัวของตัวเอง คิดว่า สิ่งที่ตัวเองคิดและกระทำถูกต้องเสมอ

โลกาธิปไตย (ความมีโลกเป็นใหญ่) .. ความสัมพันธ์ของบุคคลอื่นกับ ดร. ด้วยฐานะชนชั้น ต้นทุนทางสังคม

ธรรมาธิปไตย(ความมีธรรมเป็นใหญ่) ดังนั้น ดร. ควรใช้ธรรมให้ถูกต้องตามความเป็นจริง กับการดำรงอยู่ในโลกมนุษย์และสังคมที่เป็นอยู่

อธิบายเพิ่มเติมได้นะคะ...

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
คนชั้นล่าง วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 18.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/culminate
JACk

ระดับของจิตตใจ ต่างกันเกินไปครับ Dr.คนนี้ต่อไปได้ไปอบายแน่ถ้าไม่แก้อวิชาที่มีอยู่ในใจ

ความคิดเห็นที่ 20 ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ทรายในตม วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 17.13 น.

คนดีของบ้านเมืองถูกดึงเอามาเล่นจนจะหมดอยู่แล้ว ท่านคงไม่ออกมาตอบโต้หรอก เพราะท่านไม่เคยเขียนเคยคิดอะไรเพื่อตัวเอง ยกเว้นส่วนรวมหรือหลักการ อยากรู้ว่าด็อกเตอร์คนนี้ัเป็นเครื่องมือของสำนักไหนที่ได้รับผลกระทบจากงานเขียนของท่านหรือเปล่า

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
คนริมเขา วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 17.07 น.

เว้นคนดีไว้บ้างเหอะ ขอร้อง อย่าเอามาเกลือกกลั้วกับกิเลสตัณหาตัวเองเพื่อหวังความโด่งดังมากนักเลยท่านด๊อก.. พระรูปนี้ท่านเป็นพระแท้ เป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาที่เป็นที่ยอมรับทั้งไทยและต่างประเทศ ไม่เคยยุ่งเกี่ยวหรือฝักไฝ่ฝ่ายไหน ดึงท่านลงมาทำไม นรกจะกินกบาลเอา

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
สตังค์ วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 16.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/stang
ถึงแม้ความจริงจะเป็นอักษรที่ไม่รื่นสายตาในบางครั้ง แต่มันดีกว่า เพราะมันคือ ความจริง

อยาก โหวต ให้ความเห็นที่ 17 จังเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 17 ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ฟ้าสางที่บางแสน วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 15.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buraphadialysis
 ครั้นเจ้าได้ขี่ซ้างกั้งฮ่มสัปทน อย่าได้ลืมคนจนผู้แห่นำตีนช้าง

นภญฺจ ทูเร ปฐวี จ ทูเร ปารํ สมุททสฺ ตทาหุ ทูเร

ตโต หเว ฑูรตรํ วทนฺติ สตญฺจ ธมฺโม อสตญฺจ ราช.
************************************
เขากล่าวว่า ฟ้ากับดินไกลกันคนละฝั่งทะเล
แต่ธรรมของสัตบุรุษกับอสัตบุรุษไกลกันยิ่งกว่านั้น
*************************************
คุณตาด๊อกเตอร์เจ็กขายหมู ท่าทางเธอจะเก่งทุกอย่างนะ รู้หมดทุกอย่าง ยกเว้นแต่อย่างเดียว คือ รู้จักตัวเองและรู้จักโลกธรรมที่หมุนเวียนไปแห่งนี้

ความคิดเห็นที่ 16 ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (1)
หญิงหลิง วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 11.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ruanglao

เข้ามาตอบคำถามคะ หลังจากอ่านแล้วก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างตามประสา
แต่เคารพนับถือและศรัทธาท่าน ป.อ.ปยุตฺโตมากคะ ท่านอธิบายธรรมได้ให้เข้าใจได้อย่างง่ายๆ ยกตัวอย่างให้เข้าใจได้อย่างกระจ่าง
และเข้าใจอีกอย่างว่าดร.เข้าใจผิด

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
driftworm วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 11.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

คห.๑๔ น่าคิดนะ
เมื่อก่อนใช้พระสำนักนั้นออกหน้า กับคนชื่อ บา..อะไรเนี่ย ในเว็บ
ตอนนี้ใช้ด๊อกเต้อร์ออกหน้าอีก

เน้นเจาะ "เสาหลัก" ของวงการพุทธศาสตร์ไปทีละหลัก ๆ
คำสอนของท่านพุทธทาสฯก็ถูกโจมตีมาแล้ว
มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองหนึ่ง
ขบวนการหนึ่ง ที่สมาทานความเชื่อลัทธิหนึ่ง
.

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
LUCKYP วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 11.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/LUCKYP
แม้เถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด  ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

เค้าคงอยากออกแบบ
สี และ แต่ละแถบ ของธงชาติซะใหม่น่ะ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
driftworm วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 11.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๑๑- หมูสนาม

ถ้าอย่างนั้น เป็นเจตนาของท่าน ว่า
ประมวลธรรม ในฐานะเป็นศาสตร์ ความรู้กว้างขวาง ธรรมเป็นของกลางในโลก ไม่ว่าตถาคตจะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธรรมเป็นอยู่เช่นนั้น

ประมวลศัพท์ ในฐานะสังกัดอยู่กับสิ่งที่พระสมณโคดมประกาศ ตั้งมั่นขึ้น จึงใช้พุทธศาสน์เพื่อระบุเจาะจง

คิดว่าเข้าใจไม่ผิด
.

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
Roonny วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 11.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Roonny
มาสร้างเกราะป้องกัน ระบอบทักษิณ ด้วย เศรษฐกิจพอเพียง ในครอบครัวดีกว่าครับ

สังคายนาพระพุทธศาสนา เอ... คุ้นๆนะครับ มาในเวลาใกล้เคียงกัน เอ๊ะ ยังไงซะแล้ว

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
หมูสนาม วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 11.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08

ท่านใช้ทั้งสองอย่างครับลุง
ฉบับประมวลธรรมหน้าปกเป็น
พจนานุกรมพุทธศาสตร์
แต่ฉบับประมวลศัพท์ ท่านใช้เป็นพจนานุกรมพุทธศาสน์
ตรงนี้ผมมีความรู้ไม่พอ ครับลุง
ลุงมีเวลาลองค้นดูน่าจะพบนะครับ เรื่องนี้สนุกออก

ความคิดเห็นที่ 10 ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (1)
LUCKYP วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 11.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/LUCKYP
แม้เถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด  ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

อ่านจนจบหนึ่งรอบค่ะ
แต่ไม่รู้เรื่อง
แหม...เรื่องแบบนี้เค้าไม่ได้มีไว้อ่านอย่างเดียวนี่คะ
ต้องหาที่สงบๆ ค่อยๆ อ่านแล้วก็ขบคิดพิจารณาไปที่ละวรรคที่ละตอน ถึงพอจะไปได้บ้าง

แต่เคยอ่านหนังสือของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต สามเล่ม
ท่านให้ความสำคัญกับ "การศึกษา" มากค่ะ
อ่านแล้วเกิดความศรัทธา
และเชื่อมั่นในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้้น

การศึกษา กับ วุฒิการศึกษา
เป็นคนละเรื่องกันค่ะ
ถ้านำมาวัดความสูงต่ำของจิตใจคน

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
driftworm วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 11.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

คล้ายๆ ดร.โสภณ จะเอาความที่เราอธิบายกันในนี้ไปต่อยอดตามความคิดเดิมของตัวเองนะ
ไม่มีประโยชน์ที่จะสื่อสารด้วย ที่เราจะใส่ใจคือคนอ่านหน้าเว็บของเขาที่จะรับข้อมูลผิดๆ

จุดที่ว่า เอาเรื่องธรรมไปตีความระบบการปกครอง นั่นเขาเพิ่งมาพูดหลังจากเราคุยกันในนี้หรือเปล่า
ส่วนเรื่องที่เอาไปต่อยอดตามหลักคิดเดิมของตัวเองนั้น ก็คือคนไม่ควรจะมาจับงานอ่านหนังสือธรรม
แต่ก็ยังรั้นอ่านเพื่อจะให้เป็นประเด็น จะมีจุดมุ่งหมายอย่างไรก็แล้วแต่
เปรียบเหมือนเขาพยายามจะกินน้ำพริกผักต้มให้ได้รสเหมือนขนมปังทาเนยอยู่นั่นแล้ว

เราเอาเวลาไปทำอย่างอื่นเถิด
.

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
driftworm วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 11.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

บนหน้าเว็บเอง ใช้คำสับสนนะ
เป็น พจนานุกรมพุทธศาสน์ ก็มี
เป็น พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ก็มี

น่าจะเป็น พุทธศาสน์มากกว่า
หนังสือนี้ ของผมอยู่ในถ้ำลึกมาก ค้นขึ้นมาไม่ไหว ต้องค้นจากรูปหน้าปก
อาศัยกูเกิ้ล น่าจะยืนยันได้
.

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
มอเตอร์ไซร์พฤษภา วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 11.00 น.

อ่านดูแล้วก็เข้าใจครับ ว่า ดร.ท่านนี้คงไม่พยายามเข้าใจมากกว่า

ความคิดเห็นที่ 6 ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (1)
driftworm วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 11.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

บางคนอาจสงสัยว่า ก็อ่าน พรม เหมือนกัน ทำไมต้องเก็บ ห หีบ ไว้
ตอบว่า
๑. ช่วยในการสืบค้นความเป็นมา และรากความหมายเดิม อย่างเช่นในคำว่า สังขาร ที่เดิมหมายถึง ภาวะหนึ่งของจิตในกระบวนปฏิจจสมุปบาท แต่ต่อมาใช้กันในความหมายว่า ร่างกาย จนเกลื่อนไปหมด ทีนี้หากเราสะกดแบบยุคจอมพล ป. หรือแบบพาสาลาว เป็น "สังขาน" เราก็จะไม่มีจุดสืบค้น แต่คงสะกดว่า สังขาร ไว้ ไม่เพียงรูปสะกดเป็นเครื่องบอก เสียงอ่านที่ชวนให้ฉุกใจอ่านว่า สังขาระ ได้ ยังเป็นเครื่องช่วยเตือนอีกทางหนึ่ง

๒.ในความเป็นจริง พรหฺม ที่สะกดมี ห หีบ ไม่ใช่อ่าน พรม โดดๆ ต้นรากเดิมจะอ่านโดยมีเสียงกล้ำในลำคอก่อนลงตัวสะกดแม่ กม
จึงคงรูปไว้เป็นเครื่องเตือน
.

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
driftworm วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 10.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ชื่อกระทู้ ... พระพรหมคุณาภรณ์ ... ไม่ใช่ พระพรม... ครับ

.

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
on วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 10.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/fuji

ยาวก็ตองอ่าน แต่ว่าไอดร.นี่ผมละเอียนจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
TrainingGuru วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 10.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ThaiTrainingNetwork

แล้วทำไม ดร.โสภณ ถึงแสลงใงกับคำว่า ธรรมาธิปไตย นักละครับ ประชาธิปไตยที่ปราศจากธรรมาธิปไตย ก้คือปีศาจดีๆนี่เอง อย่างนักการเมืองในปัจจุบันไงครับ อีกอย่าง ในการศึกษาธรรม เราก็เอามาประยุกต์ใช้ได้นี่ครับ เช่น อริยสัจจ์ 4 พระพุทธเจ้ามุ่งใช้ในการพ้นทุกข์ แต่เราก็เอามาใช้แก้ปัญหาส่วนตัวหรือธุรกิจไม่ได้หรือครับ ไม่เกี่ยวกับ discredit ประชาธิปไตยตรงไหน สุดท้าย ในฐานะที่ผมศึกษางานท่านพระพรหมคุณาภรณ์มานาน ผมยังเชื่อความเป็นปราชญ์ของท่าน ลองไปอ่านหนังสือพุทธธรรมของท่านซิครับ ท่านแจกแจงธรรมะออกมาทั้งในเชิงทางโลกและทางธรรม หรือลองไปอ่านหนังสือท่านพุทธทาสซิครับ ท่านก็พูดก็พูดเรื่องธรรมาธิปไตยไว้หลายวาระ ผมไม่ได้ยกย่องพระพรหมคุณาภรณ์ที่บุคคลหรือชื่อเสียงแต่ด้วยการรู้แจ้งถึงปัญญาที่ท่านเขียนครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เคียงดิน วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 10.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง



ยาวจริงๆจะอ่านจบกักี่คนนี่อะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สตังค์ วันที่ : 08/07/2011 เวลา : 10.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/stang
ถึงแม้ความจริงจะเป็นอักษรที่ไม่รื่นสายตาในบางครั้ง แต่มันดีกว่า เพราะมันคือ ความจริง

รู้เรื่อง และ เข้าใจ
ตั้งแต่เอนทรี่แรกที่ลงเรื่องนี้แล้วค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ความรัก

ความรัก

View All
<< กรกฎาคม 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]