• อั๋นพ.อุไร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : aunpunrit@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2010-01-26
  • จำนวนเรื่อง : 2
  • จำนวนผู้ชม : 6224
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4 คน
บทเพลงในเรื่องสั้น
เรื่องสั้นนี้มีท่วงทำนอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/aunstorysong
วันศุกร์ ที่ 21 เมษายน 2560
Posted by อั๋นพ.อุไร , ผู้อ่าน : 198 , 15:45:39 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 ฟังบทเพลง 'เธอคือทุกอย่าง' ได้ที่  https://youtu.be/VXmMuPCM_ic                                                           

                                                                    เธอคือทุกอย่าง               

       เป็นเวลาบ่ายสามโมงของวันที่ฟ้าใส  วันนี้ท้องฟ้าสดใสจริงๆ  ต่างจากสี่ห้าวันที่ผ่านมา  ที่ฟ้าหม่นครึ้ม-ไร้แดด  หายากนะกับวัน

อันแจ่มใสในช่วงฤดูฝนเช่นนี้  ผมลงจากรถประจำทางตรงป้ายแรกเมื่อรถวิ่งข้ามผ่านสะพานจากฝั่งธนบุรีมาลงยังฝั่งพระนครนี้  ที่ที่

ผมจะเดินทางไปให้ถึงต่อจากนี้นั้นมันไกลแต่ไม่ไกลมาก  หากเรียกรถสามล้อ  สนนราคาค่าโดยสารคงอยู่ราว40-50บาท  มันไม่ได้

มากมายอะไร  แน่นอนว่ามันสะดวกและรวดเร็ว  เพียงแต่ผมใช่ รี่เร่งและต้องการความสะดวกดายอันใด  ผมต้องการย่ำเดินไปเรื่อยๆ

มากกว่า  ก็เพื่อได้สัมผัส-สบมองชีวิตชีวาที่กำหนดไว้เบื้องหน้าอย่างค่อยๆสัมผัส  ค่อยๆสบมอง  ผมชอบมองชีวิต  สบมองกับสรรพ

สิ่งรอบข้าง  หลายๆครั้งสิ่งไร้ชีวิตเสมือนมีชีวิต  ลมหายใจมันคงมีอยู่กับในทุกๆสรรพสิ่ง  เราพอจะรู้สึกกับมันได้                  

     อาคารสีซีดจางของสถานที่ราชการ  ตึกแถวโบราณทั้งที่เป็นบ้านคนและร้านรวง  รวมทั้งห้างร้านเก่าแก่แห่งถิ่นที่  ผสานรูปทรง

เรียงรายลงตัวอย่างคงมิได้ตั้งใจ  มันคงเหมาะเจาะบรรจงลงตัวด้วยการแกะเกลายาวนานของกาลเวลา  เรืองรอยใสแดดที่ไล้โลม

สถาปัตยกรรมเก็บเก่าเหล่านี้  คล้ายช่วยทำให้สบมอง   -เพ่งเห็นความงามความชัดในริ้วรอยร่องรอยนานาได้ชัดเจน-เน้นชัดกว่าเดิม 

      การเคลื่อนไหวของชีวิตหลายๆชีวิตเป็นไปอย่างเรื่อยเรียบ  อาจเพราะณ ขณะนี้ยังหาใช่เวลาที่ต้องเร่งรีบอันใดกับชีวิต  ...ร้าน

อาหารตึกแถวทั้งร้านขายก๋วยเตี๋ยวและร้านข้าวขาหมูที่อยู่ติดกัน  มีลูกค้าเหลืออยู่ร้านละคน  นั่นคงเป็นกำไรส่วนเกินของวันนี้  หลัง

จากเลยช่วงขายคือเมื่อสองสามชั่วโมงที่ผ่านมา  เจ้าของร้านของทั้งคู่ออกมายืนพูดคุยพักคลายหน้าร้าน  กระนั้น-ทั้งสองยังชายตา

มองมายังตัวผมตอนเดินผ่านร้าน  เผื่อว่าผมอาจจะเป็นลูกค้าคนสุดท้ายของร้านใดร้านหนึ่ง  ...กลิ่นหอมไหม้จากร้านกล้วยปิ้งรถเข็น

ริมฟุตบาธให้กลิ่นหอมแปลกในความคิดผม  ชายหนุ่มคนขายค่อยทำค่อยพลิกอย่างประณีตเรียบง่าย  รอคอยให้เวลาล่วงเลยกว่านี้

สักหน่อยที่ผู้คนเริ่มขวักไขว่มากขึ้น  กลิ่นหอมแปลกของทั้งกล้วยกลมและแบบแบนคือกล้วยทับก็จะแปรเปลี่ยนกลายเป็นเหรียญและ

แบงค์ในกระเป๋าสตางค์ของตัวเขา  ...แว่วเสียงเพลงลูกกรุงรุ่นเก่ามาจากรถขนน้ำอัดลมที่จอดนิ่งข้างถนน  เมื่อได้เพ่งมองจึงรู้ว่าเป็น

เสียงที่ดังจากวิทยุทรานซิสเตอร์หน้าตาโบราณซึ่งแทบมองหาไม่เห็นอีกแล้วในพ.ศ.นี้  เจ้าของเครื่องสียงของวันวานนั้นคือคนขับรถ

ชายวัยกลางคนที่ขณะนี้แลดูเบิกบาน  ผ่อนคลาย  และปริ่มสุข  กับการได้กึ่งนั่งกึ่งนอนบนพนักเก้าอี้คนขับของตัวเอง  พักพิงอิงฟัง

บทเพลงลูกกรุงย้อนยุคอ่อนหวานวันวานนั้น  ปล่อยให้เด็กหนุ่มลูกน้องสองคนช่วยกันขน-ยกแผงใส่ขวดน้ำอัดลมขึ้นลงจากรถ  นี่คง

เป็นช่วงผ่อนพักคลายของหนุ่มคนขับวัยกลางคน  หากเมื่อถึงเวลาที่รถขนน้ำอัดลมคันนี้ต้องเคลื่อนตัวไปสู่ที่หมายใหม่  นั่นคง

เปลี่ยนเป็นช่วงได้คลายพักของเด็กรถหนุ่มน้อยสองคนบ้าง  ...เสียงกวาดถนนแกรกๆ  คุณน้าคนกวาดถนนกวาดทำอย่างตั้งใจ  ขยะ

ของกรุงเทพมหานครคงไม่เคยทำให้ตัวแกต้องร้างงานนานๆ  กวาด  เก็บ  กวาด  เก็บ  ทุกๆวันมันคงเป็นไปเช่นนี้สำหรับวิถีของคน

กวาดถนนของเมืองใหญ่  กระนั้น-ก็หาได้พบความอ่อนล้า  ถดถอย  ในดวงตาของคุณน้านักกวาด  แกยืนนิ่งหยุดกวาด  พยักหน้าให้

ทางเมื่อผมกำลังผ่านทาง  เราส่งยิ้มให้กัน  รอยยิ้มของเราสองแทบจะเกิดขึ้นพร้อมกันโดยไม่จำเป็นต้องนับหนึ่ง  สอง  สาม  ผม

เชื่อ-มิตรภาพนั้นยังมีอยู่ในทุกที่ทุกแห่ง  แม้ในเมืองแห่งฝุ่นควันอย่างกรุงเทพฯที่ทุกๆคนต้องยื้อแย่งแข่งขัน  หากมีโอกาส-ผู้คนเหล่า

นี้ของเมืองหลวงก็พร้อมจะมอบรอยยิ้ม  มิตรภาพ  ความจริงใจให้แก่กันและกัน  พร้อมกัน  อย่างไม่จำต้องนับหนึ่ง  สอง  สาม  เหมือน

ดังตัวผมกับคุณน้านักกวาด  ...หนุ่มใหญ่นักจ๊อกกิ้ง  เขาและผมกำลังสวนทางกัน  เขาวิ่ง-ผมเดิน  วันนี้อากาศดีเหมาะต่อการได้วิ่ง

ออกกำลังกาย-จ๊อกกิ้งเช่นนี้  แดดจ้าแจ่มใส  พื้นแห้งไร้ร่องรอยฝนของช่วงฝน  เขาเป็นหนุ่มใหญ่หน้าตาดีคล้ายมีเชื้อจีน  ผิวพรรณดี

ทีเดียว  รูปร่างไม่อ้วนแม้ดูมีอายุพอสมควรแล้ว  ชุดออกกำลังกายทั้งเสื้อกล้าม  กางเกงวอร์มขาสั้น  รองเท้า-ถุงเท้า  ล้วนเป็นสปอร์ต

แบรนด์เนมของต่างประเทศ  หากคาดเดาไม่ผิด  เขาอาจเป็นนักธุรกิจหรือคีอเจ้าของกิจการ  หรือไม่ก็อาจเป็นจำพวกผู้มีตำแหน่ง

ใหญ่ในบริษัทเอกชนอะไรสักอย่าง  คนในวัยนี้มักใส่ใจในสุขภาพเป็นอันดับแรกหากเมื่อมีพร้อมทุกๆอย่างแล้วในเรื่องของวัตถุ 

ปัจจัย  เขาย่อมกลัวว่าอาจไม่มีโอกาสได้ใช้เงินทองที่สร้างสม  ถ้าต้องจากไปก่อนเวลาอันสมควรอันเนื่องจากความสึกหรอของ

สังขารที่ละเลยการใส่ใจ  ดูแล  ...หนุ่มใหญ่นักวิ่งผู้เพิ่งปรายผ่านช่างแปลกต่างจากชายหนุ่มตรงหน้า-ผู้ที่ผมกำลังเคลื่อนไปใกล้ 

อายุอานามของเขาคงราวสามสิบต้นๆ  จากเนื้อตัว  เครื่องแต่งกาย  การวางท่าการวางตน  บอกว่าเขาคือคนเร่ร่อนไร้ราก  ผมยุ่งแล

หยาบสาก  ร่างผิวมอมแมมดำด่าง  เสื้อผ้าที่ใส่สวมช่างซอมซ่อ  นอนกระดิกเท้าอย่างไม่รู้สึกรู้สาใดๆกับชีวิตอยู่หน้าห้องแถวร้างคน

ห้องหนึ่ง  ข้างกายมีย่ามเก่าโทรมวางอยู่  มันคงบรรจุสิ่งอันจำเป็นที่คนจรหมอนหมิ่นคนหนึ่งพึงมี  ยามเดินผ่านจนชิดใกล้-ผมแอบ

มองเขา  แม้อากัปกิริยาที่เห็นและเป็นอยู่ของตัวเขาคล้ายดูล่องลอยจนเกือบเลื่อนลอย  แต่น่าแปลกที่ในดวงตากลับมีความมั่นใจ

ประดับประกายอยู่เต็มเปี่ยม  เทียบกับชายหนุ่มนักวิ่งคนก่อนหน้าที่ผมเคลื่อนผ่าน  คนสองคนนี้คือคนเหมือนกันแต่คนไม่เหมือนกัน 

คนหนึ่งคนแรกคือหนุ่มใหญ่ภูมิฐานที่น่าจะมีพร้อมทุกๆอย่างในชีวิตหากพึงดิ้นรนในชีวิตเพื่อไปให้ถึงซึ่งความสุขที่หมายมุ่งของชีวิต

นั่นคือให้ชีวิตได้เสพสมยาวนานกับวัตถุสะสมเนิ่นนานของชีวิต  กับอีกคนหนึ่งคนหลังคือคนหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่กลับวางปล่อยในชีวา

อย่างสุดขั้ว  การเคลื่อนไหวไปสู่สิ่งที่ดีกว่า  สูงกว่า  คงคล้ายดังสิ่งไร้ค่าไร้สาระในดวงตาแห่งคมคิดของชายหนุ่มผู้นี้  ในสายตาคน

ธรรมดาอย่างเราๆ-แท้จริงผู้ชายคนนี้ควรคืออะไร?  คือผู้ดักดานไร้ค่าไร้ราคา  หรือคือผู้นิพพานบรรลุที่วางปล่อยสิ้นทุกอย่างทุกสิ่ง

        ผมจากผ่านชีวิตและสรรพสิ่งมาอย่างเรื่อยเรียบ  ผมครุ่นคิดแต่ไม่เครียดเคร่งกับสิ่งที่มองเห็น  ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างรายรอบชีวิตเรา

ล้วนมีสิ่งละอันพันละน้อยให้ได้ไตร่ตรอง-ค้นหาในเชิงคุณค่าเสมอ  จากวันแรกที่ลืมตาดูโลกจนถึงวันสุดท้ายแห่งลมหายใจชีวิตของ

คนๆหนึ่ง  คงรับรู้เรียนรู้กับสิ่งที่สะสม...มากมายเหลือคณานับ  สำหรับตัวเอง...เมื่อยังไม่ถึงซึ่งวันสุดท้ายของลมหายใจแห่งชีวิตก็คง

ยังต้องไปต่อ                                                                                                                                                                     

       ผมเลือกเดินเลียบเคียงทางเท้าเคียงขนานสายน้ำเจ้าพระยา  มันมีอีกเส้นทางเดินที่จะตรงกว่า  ใกล้กว่า  ใช้เวลาน้อย  มาทาง

หนหางนี้มันอาจจะเดินอ้อมให้ต้องใช้เวลาเนิ่นนานขึ้น-กว่าได้ถึงจุดหมาย  แต่เพราะผมไม่ต้องการให้ชีวิตต้องมุ่งเร่ง  และผมก็ชอบ

แสงแดดสายลมเรียงเคียงสายน้ำของกรุงเทพฯใกล้ยามเย็นเฉกเช่นนี้  ทุกครั้งของทุกปีที่มา...ผมจะเคลื่อนเท้าไปบนทางสายนี้  ผม

รู้สึกได้ถึงความเป็นธรรมชาติของการเคลื่อนไหวที่เป็นไป  ทุกๆวันก็คงเป็นอย่างนี้  ผู้คนที่วนเวียนและผ่านมาผ่านไปก็คงเป็นคนใน

แบบเดิมๆ  สถานะเดิมๆ  จะเป็นพ่อค้าแม่ขาย  นักเดินทาง  นักเรียนนักศึกษา  คนในถิ่นที่หรือคนจรคนโซ  ทุกผู้ทุกคนล้วนคือคน

ของวงจรวิถีเดิมๆ  มันรวมถึงตัวผมด้วย  ชีวิตในแบบเดิมของทุกวันๆมันอาจดูเหมือนจำเจซ้ำซาก  หากในความจริงแล้ว...ความซ้ำๆ

เดิมๆของชีวิตในแต่ละชีวิตล้วนมีเรื่องราว-รายละเอียดที่น่าพิศวงให้ได้ละเลียดโดยสายตาและการเพ่งคิดเสมอ  ที่ชานชาลา-ท่าน้ำ

ข้างทางผ่าน  พื้นที่เล็กๆธรรมดาๆหากหลากหลายชีวาชีวิต  ผมแวะไปหลบนั่งตรงมุมหนึ่งของชานชาลา  สายลมปลิดปลิวของสาย

น้ำที่ปรายมากระทบใจร่างนั้น  ทำให้ชีวิตและจิตใจชื่นเย็นยิ่งขึ้น  เรือโดยสารจากของสองฝั่งแล่นสวนทางกัน  ผู้โดยสารยังค่อนข้าง

น้อยของทั้งสองลำของสองฟากฝั่ง  ที่กลางสายน้ำ-เรือหางยาวโลดแล่นวูบวาบเร็วจัดดูน่าหวาดหวั่น  แต่นั่นก็คือบุคลิกแจ่มชัดของ

เรือเร็วประเภทนี้  มันช่างแตกต่างชัดเจนกับเรือใหญ่คันหรูอันมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติระดับวีไอพี.นอนนั่งตากแดดผึ่งลมบนชั้น

ดาดฟ้าที่ค่อยๆลอยแล่นเอื่อยอาดเชื่องช้าจนแทบต้องเอาใจช่วย  ทั้งที่เรือใหญ่หรูลำนี้แล่นเดินทางมาก่อน  แต่บัดนี้เรือหางยาวเร็ว

จัดลำนั้นแล่นแซงลอยลำนำโด่งไปไกลโพ้นจนเห็นแต่หลังไกลอยู่ลิบๆ  ความแปลกต่างมันคงมีอยู่ในทุกสรรพสิ่งทุกที่ทุกเวลาเสีย

จริงๆ  ส่วนชีวิตบนท่าชานชาลาคงยังดำเนิน  หญิงชราโปรยข้าว  นกพิราบห้าหกตัวจิกกินโดยสำราญ  หมาเจ้าที่สีขาวนิ่งนอนหมอบ

มองด้วยคุ้นเคย  เด็กนักเรียนหญิงมัธยมปลายสองคนซุบซิบชี้ชวนชี้มองป้ายแผนที่บอกเส้นทางเดินเรือโดยสารคล้ายสืบค้นสืบหา

ในจุดหมายที่จะไป  คนขายน้ำอัดลมใส่รถเข็นทิ้งรถเข็นไว้บนฟุตบาธ  ตัวเองขึ้นมานั่งพักคลายกายใจที่ม้านั่งในชานชาลา  ปรายตา

ไปที่กลางสายน้ำสลับกับมองกลับมาที่รถน้ำอัดลมของตัวเองเผื่อหากมีลูกค้ามายืนเคียง  กลุ่มนกพิราบยังกินเก็บข้าวอย่างเพลิด

เพลิน  เฉกเดียวกับเจ้าหมาสีขาวที่ขณะนี้สุขเพลินไม่น้อยหน้ากับการได้นอนหงายให้หญิงชรานั่งยองๆกับพื้นเกาพุงแกรกๆให้ 

หลายๆชีวิตที่มีความสุข...เมื่อได้มองก็เหมือนได้สุขตาม  แม้คนที่เฝ้ามองอาจกังวลและเจ็บปวดกับระทมชีวิตของตน

เอง                                                                                                                                                                                  

        เป็นอีกคราครั้งที่ผมจากผ่านชีวิตงามง่ายเหล่านี้มาอย่างเรียบง่าย  จังหวะก้าวเท้าของชีวิตผมมันคงเงียบกริบและไม่เป็นที่จด

จำ  ซึ่งผมพึงใจให้มันเป็นไปเช่นนั้น  สายลมจากสายน้ำยังคงบรรเลงทำนองชื่นเย็นของมันอย่างมั่นคง-เนิ่นนาน  รถราบนถนน

เหมือนจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น  แต่ยังไม่ถึงกับรกตาหนาแน่น  เพลินผ่านสุดทางเลียบเคียงสายน้ำก็เป็นเรือนตึกแถวเก่าที่เรียงงาม

เก่าเก็บคลาสสิคดีเหลือเกิน  เรียงรายตึกแถวเก่าตรงนี้สวยลึกไม่แพ้ตึกแถวเก่าที่ผ่านมาก่อนหน้า  สีเหลืองนวลจนเกือบขาวของผนัง

ตึก  ไปกันได้เหมาะเจาะพองามกับสีน้ำตาลอ่อนที่ทาตรงริมขอบเรือนตึก  ประตูเหล็กเลื่อนของชั้นล่าง  บางห้องเปิด  ทว่าบาง

ห้องกลับปิดสนิท  ที่เปิดแง้มเพียงครึ่งก็มี  มีอยู่ถึงสามสี่ห้องแถวที่เป็นร้านขายของชำ  ของกินของใช้จิปาถะ  ร้านหนึ่งนอกจากขาย

ของชำทั่วไปแล้วยังขายผลไม้สดนานาชนิดตั้งแผงวางยื่นออกมาบนริมฟุตบาธ  คนค้าคนขายของทุกๆร้านล้วนคือชาวไทยเชื้อสาย

จีนวัยกลางคน  เย็นย่ำกว่านี้-ลูกหลานที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในสถาบันศึกษาคงได้กลับมาช่วยขายช่วยค้ากันบ้าง  เหลือบมองขึ้นไปโดย

บังเอิญที่ชั้นบนของตึกแถวร้านขายของชำร้านหนึ่ง  หน้าต่างเปิดกว้าง  คุณลุงวัยราวเจ็ดสิบปลายๆยืนแขนชันขอบหน้าต่างอย่าง

ผ่อนคลาย  เพลินมองลงมากับชีวิตริมฟุตบาธ  แล้วแกก็หันมาพบสบมองกับตัวผมที่จ้องมองอยู่ก่อนโดยไม่ตั้งใจ  ...ชายชราโบกมือ

มอบยิ้มให้อย่างเป็นมิตร  คนหนุ่มพึงยิ้มรับ  ก้มศีรษะให้โดยนอบน้อม...  ริ้วรอยของกาลเวลาที่ปรากฏบนใบหน้ากับเส้นผมหงอกขาว

ที่สว่างขาวทั่วทั้งศีรษะ  บ่งบอกให้ทราบว่าคุณลุงคงคือผู้ขายค้าแห่งตึกแถวรุ่นก่อนหน้า  การเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่นเป็นนิรันดร์ความ

จริงของทุกเรื่องราวทุกสรรพสิ่ง  ณ วันนี้คงเป็นวันพักอันสงบของตัวแก  ผมรู้สึกยินดีกับวันนี้ของคุณลุง  การได้พักกายคลายใจอย่าง

มั่นคงในคืนวันบั้นปลายถือเป็นรางวัลชีวิตที่เปี่ยมค่าของคนๆหนึ่งที่เคยต้องตรากตรำ  สู้และล้ากับชีวิตมานักต่อนักในช่วงก่อนหน้า

จะถึงวัยปลายทาง  ใครก็อยากไปให้ถึงวันพักอันสงบในเวลาอันสมควรดังเช่นคุณลุง  แต่หากบางคนอาจไม่มีโอกาสคืบคลานไปให้

ถึงซึ่งคืนวันดังว่า                                                                                                                                                               

       ผมปรายผ่านเรือนแถวงามเก่าห้องแล้วห้องเล่า  ผมเลียบเลาะบนทางถนนโดยความรู้สึก  ไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดในการนำ

เท้าย่ำย่างไป  พยายามซึมลึกกับทุกอณูเนื้อของริ้วรอยร่องรอยนานาทั้งที่มีลมหายใจและไม่มีลมหายใจแต่เสมือนมี  สีสันสดใสเจิด

จ้าค่อยๆปลั่งขึ้นอย่างแนบเนียน  โดยมิรู้ตัว-สองฟากฝั่งถนน  ทั้งฟากที่ผมย่ำเดินและฟากฝั่งตรงข้ามก็งามอวลไปด้วยดอกไม้

สดนานาชนิด  หลากสีสัน  ระเริงระรื่น  ทั้งที่จัดวางงามสดใสอยู่ในร้านตึกแถวและที่ตั้งวางขายสวยสดสะดุดตาอยู่บนทางเท้า 

อาณาบริเวณนี้เป็นที่รับรู้กันว่าคือตลาดขายดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพมหานคร                                                                  

       ดอกไม้นานาตราใจตรึงเต็มรายทาง  ผมรู้สึกคุ้น  คุ้นๆกับดอกไม้ทุกๆดอก  แต่ผมก็คงเหมือนกับผู้ชายหมู่มากที่ไม่ใคร่จะรู้จัก-ลึก

ซึ้งอันใดในเรื่องของดอกไม้  ไม่ค่อยรู้หรอก...ดอกไม้หน้าตานี้ชื่อนามอันใด  ดอกไม้ร่างเรือนนั้นเรียกขานเช่นไร  จะมีอยู่บ้างที่ผมรู้จัก

ชื่อ  เรียกขานนามถูก  ซึ่งก็คือพวกที่เป็นสแตนดาร์ดจริงๆนั่นไง ซึ่งใครๆก็รู้จัก                                                                            

      ดอกกุหลาบ  ...ดอกไม้ธรรมดาๆ  หากกลับคืองามดอกไม้ที่สะกิดใจผมมากกว่าดอกไม้งามอื่นใด                                              

      ‘กลีบของกุหลาบดูอ่อนโยน  แต่ก็แฝงความเข้มแข็งไว้นะ’ เธอ...บอกกับผม                                                                          

      ‘สีอะไรก็ได้  ชอบหมดเลย  ขอแค่ให้เป็นดอกกุหลาบ’ เธอ...เอ่ยไว้                                                                                      

      ‘ดูกุหลาบดอกนั้นสิ  เหมือนมีชีวิตจิตใจเลย...ว่ามั้ย’ เธอ...เปรยให้ฟัง                                                                                  

      ‘ถ้าเรามีร้านขายดอกไม้  ทั้งร้านจะมีแต่ดอกกุหลาบ  โอเคนะ’ เธอ...บอกความตั้งใจ                                                              

      ทุกๆความหมายในถ้อยคำของเธอที่เกี่ยวกับดอกกุหลาบ  คำนึงอยู่ในความทรงจำของผม  ทุกๆประโยคผ่านมานานปี  หากไม่เคย

ละลายหายไปตามกาลเวลา  ช่างตรึงและจำเหมือนที่เราจดจำสัมผัสในถ้อยคำและเสียงสำเนียงแห่งท่วงทำนองของบทเพลงเก่าที่

เรารัก                                                                                                                                                                         

      เธอ...รักดอกกุหลาบ                                                                                                                                                     

      เธอ...คืออดีตคนรักของผม                                                                                                                                            

      เธอ...คือคนที่ผมจะไปพบในวันนี้                                                                                                                                    

      เป็นเวลาเจ็ดปีแล้วที่เราตัดสินใจลาจากกัน  เราจากกันทั้งที่ยังรักกัน  มันยากเหลือเกินหากจะต้องตอบคำถามที่ว่า...ทำไมถึงจำ

ใจลาจากทั้งที่ยังรัก                                                                                                                                                           

      ‘ความรักของคู่รักเป็นนิรันดร์ได้  แต่การเคียงคู่กันของคู่รักหาใช่สารัตถะไม่’ ...นี่อาจเป็นคำตอบ  ที่ไม่เหมือนเป็นคำ

ตอบ                                                                                                                                                                                

     สัญญา...เราสัญญาต่อกันว่าจะมาพบกันปีละครั้ง  ผมมั่นคงในสัญญา  เธอมั่นคงในสัญญา                                                      

     ทุกครั้งของทุกปีที่ได้พบหน้า  เราเพียรฟังคำจากดวงตาดวงใจ  คำที่เป็นถ้อยคำอาจหาใช่สาระนัก  เราเพียงเอ่ยกระซิบ-ไถ่ถาม

กันบ้างกับบางอย่างบางสิ่งที่ทำไปในห้วงวันคืนที่ผ่านผัน  เพียงรับรู้ว่าลมหายใจของเรายังคงดำเนิน...เท่านี้ก็สุข

ใจ                                                                                                                                                                                   

     วันนี้ที่จะได้พบกันอีกครั้ง  เธอก็คงสุขใจเหมือนดังทุกครั้งที่ผ่านมา  ผมจะมีดอกกุหลาบมาฝากเธอ  ก็เพราะ

ว่า                                                                                                                                                                                   

     เธอ...รักดอกกุหลาบ                                                                                                                                                      

     กุหลาบแดงหม่นดอกนี้สวยซึมถูกใจผมเหลือเกิน  กลีบสีแดงที่มีชมพูซมแซม  ดังว่าระบายจากปลายพู่กันของจิตรกรสีน้ำ  ดอกไม้

ดอกนี้วางงามซึมโดดเดี่ยวแยกออกมาจากกุหลาบดอกอื่นช่ออื่น  คล้ายปรายวางเหงาไว้เพื่อคนเหงาดายได้จับจอง  ซึ่งคนหม่นดาย

เหงานั้นคงคือตัวผมกระมัง                                                                                                                                                  

     พอทราบสนนราคาที่แม่หนูน้อยคนขายเอ่ยมา  ผมก็ควักแบงค์ใบสีม่วงให้ไปโดยไม่รอรับเงินทอน  ใช่ทิปหรือสมนาคุณเอาใจต่อ

แม่ค้ารุ่นเยาว์  แต่เพราะเงินหรือวัตถุ-ตราบนี้ไปจะไม่มีค่าอันใดต่อตัวผม...แม้แต่น้อย                                                                

      เรียงเท้าของผมไหวเคลื่อนไปกับรอยเวลา...วินาทีแล้ววินาทีเล่า  แต่ละร่องรอยของล่วงเวลาช่างมีความหมายต่อตัวผมเหลือ

เกิน  สายลมของสายน้ำที่ลอดลอยจากซอกซอยหว่างซอกตึกบ้านร้านช่างชุบชูจิตใจและกายร่างให้คงดำเนินและปลิดปลิวอยู่ต่อไป 

แม้ห้วงคืนวันที่ผ่านมามันหนักหน่วงจนชีวิตต้องโน้มต่ำน่าพรั่นใจ  แต่ ณ นาทีนี้ของวันนี้...ผมตื่นฟื้น  เบิกบานกว่าหลายๆวันคืนที่

ผ่านมา                                                                                                                                                                              

       อาจเพราะอีกเพียงไม่นาน...นับจากรอยเวลานี้  ผมจะได้พบกันอีกครั้งกับอดีตคนรักที่ยังรัก                                                   

       อาจเพราะอีกเพียงไม่นาน...นับจากรอยเวลานี้  ดอกไม้ในมือผมจะได้ไปอยู่ในมือในใจของอดีตคนรักที่ยัง

รัก                                                                                                                                                                                   

      ผมเชื่อ...เธอคงสุขใจกับของฝากหม่นๆฝันๆนี้ที่ผมนำพามาเพื่อเธอ  ก็เพราะว่า                                                                     

      เธอ...รักดอกกุหลาบ                                                                                                                                                     

      ยังคงมีเวลา...ก่อนถึงนัดหมายแห่งการพันพบของสองเรา  มีเวลาพอ...กับการจะได้นั่งลงจิบกาแฟหอมอวลสักหนึ่งถ้วย  นึกคิด

กับเรื่องราวชีวิตที่ผ่านพ้นทั้งไกลและใกล้  ทั้งสุขและขื่น                                                                                                         

      สุดเส้นทางถนนสายดอกไม้  ผมเดินเลี้ยวไปทางด้านซ้ายมือจนเกือบถึงสายน้ำ  กับร้านกาแฟริมฝั่งน้ำแห่งนี้  ทุกๆปีผมจะมาแวะ

ที่นี่ก่อนเสมอ  ก่อนจะได้ไปพบกับอดีตคนรัก  ผมพึงใจจะสงบเงียบเพื่อเรียบเรียงอารมณ์ให้ผสานละมุนไปกับกลิ่นกาแฟและเสียง

คลื่น                                                                                                                                                                                 

      ปีนี้ผมอาจจำเงียบและสงบ...หัวใจและการครุ่นคิดกว่าทุกคราทุกครั้งที่ผ่านมา  เพื่อรับรู้อย่างเข้าใจกับความสุขรื่นและความเข็ญ

ขื่นที่จะเกิดและดับในเวลาเดียวกัน  ผมรู้สึกว่าการพบกันของสองเราในครั้งนี้...สำคัญที่สุด  ลึกซึ้งที่สุด  และคงสะท้านใจอย่างที่สุด 

ร่างใจผมมันเบาหวิวขึ้นทุกที...ทุกที  รู้สึกเหมือนลมหายใจที่คว้างออกมันมากมายกว่าลมหายใจที่ดูดดึงเข้ามา                               

      กลิ่นอวลหอมของกาแฟไม่เคยจางไปจากใจของคนที่รักหลงในกลิ่นรสของมัน  เราไม่มีทางเลือนลืมเสน่ห์รสและกลิ่นของกาแฟ

ไปได้หรอก  แม้ปลายลิ้นของเราจะห่างไกลเนิ่นนานมาเพียงใด  ผมไม่ได้ดื่มด่ำสัมผัสในรสชาติของกาแฟมานานร่วมเดือน  ไม่มี

เหตุผลสำคัญอันใดกับการห่างไกลยาวนานเช่นนี้ทั้งที่ตัวเองเป็นคนติดกาแฟ  สัมผัสแรกที่ซึมซับกับกาแฟร้อนกลิ่นละมุนที่ได้สั่งมา 

มันไม่แปลกต่างอันใดกับกาแฟถ้วยเก่าๆเดิมๆที่เคยผ่านมาในชีวิต  ...ตรึงและเนิบเนียเนียน                                                         

      สีกาแฟผสมเนื้อครีมเมื่อวางกลืนอยู่ในถ้วยกาแฟสีเทาอ่อน  สีสันทั้งสองคล้ายจะดึงดูดและสืบส่งซึ่งกันและกัน  เทาอ่อนง่าย

เรียบนิ่งดังละไมขึ้นทันตาเมื่อมีน้ำสีน้ำตาลนวลอ่อนอ่อนหวานร่วมกลมกลืน    ทุกๆรายละเอียดอ่อนโยนอ่อนไหวบนโลกกลมๆใบนี้

ช่างน่าเพ่งมอง...ตรึงใจ  ทั้งที่อยู่เคียงใกล้ตัวเรา  และทั้งที่อยู่ห่างไกลออกไป                                                                  

      ไกลออกไปจากริมระเบียงร้าน...ที่กลางสายน้ำ  การสัญจรยามเย็นเป็นไปโดยเรียบง่ายแลเป็นธรรมชาติ  ร่างรูปเรือนานาประเภท

ผ่านมาผ่านไปไม่ขาดช่วง  ช่างเพลินตาสำหรับคนที่ไม่ใช่คนริมฝั่งน้ำอย่างตัวผม  ไม่เบื่อเลยนะ...มองเท่าไรก็ไม่เบื่อ  เรือโดยสาร

บางลำลำเรือสีเหลืองหลังคาสีบานเย็น...สีสันสดสวยชวนให้นึกถึงชุดกระโปรงเสื้อที่ไสวปลิวของหางเครื่องวงดนตรีลูกทุ่งย้อนยุค 

อืมม์...กลางสายน้ำก็มีหางเครื่องรำร่ายให้ได้ยล                                                                                                                   

      ผู้คนหนาแน่นในทุกๆลำเรือโดยสาร  แต่ละคนล้วนผ่านความตรากตรำของชีวิตของวันมา  บ้างเหน็ดเหนื่อยจากงาน  บ้างอ่อน

ล้าจากการไปศึกษาร่ำเรียนหนังสือ  แม้นเหนื่อยหนักในชีวิตมาหากในใบหน้าของพวกเขากลับผ่อนคลายปล่อยวาง  บางคนติดรอย

ยิ้มที่ริมมุมปาก  นั่นอาจเพราะพึงใจที่ผ่านคืนวันอีกวันคืนไปได้  และอาจเพราะบรรยากาศของการสัญจรแห่งสายน้ำยามเย็นที่เบา

สบาย  ผ่อนปรนผ่อนคลาย  ไม่คร่ำเคร่งเร่งรี่เหมือนการสัญจรบนบกบนถนนของมหานครเดียวกัน                                                 

      มุมที่ผมนั่งตรงริมระเบียงของร้านกาแฟแห่งนี้ช่างเป็นมุมที่พอดิบพอดีดีจริงๆต่อการได้ยลนานาภาพเหมือนอันเคลื่อนไหว  แล

ใกล้ไกลไปที่สายน้ำคือชีวิตชีวาแห่งสายน้ำ  ลองแลกลับมายังทางเดินเข้ามาก็ยังคงไว้ซึ่งเริงชีวาชีวีบนบาทวิถี                          

      กุลี...กุลีขนผัก  ขนผลไม้  ขนดอกไม้  เข็นผัก  เข็นผลไม้  เข็นดอกไม้  พวกเขา...พวกเขาหลายๆคนยังคงเข้มข้นทำงานตั้งแต่

เช้ารุ่งยันเย็นเข้ม  กุลีรวมตัวกันเยอะแยะที่ที่ถิ่นนี้ก็ด้วยนอกจากเป็นย่านตลาดดอกไม้ใหญ่แล้วยังมีตลาดส่งเสริมการเกษตรเคียงอยู่

ใกล้ๆกัน  กุลีที่เป็นผู้ชาย-หลายๆคนไม่ใส่เสื้อเผยผิวสีน้ำตาลไหม้ที่ถูกชโลมด้วยห่าเหงื่อ  กุลีผู้หญิงมีไม่มาก  แทบนับจำนวนได้ 

เธอคนหนึ่ง...ผมเห็นแล้วต้องหดหู่ใจ  กุลีสาวผู้นี้ต้องตรำงานทั้งที่อุ้มท้อง  เธอต้องตรำต้องทำเพราะไม่ใช่เพียงเพื่อปากท้องของ

ชีวิตเธอเพียงคนเดียว  แต่เพื่อปากเพื่อท้องของอีกหนึ่งชีวิตที่จะลืมตามาดูโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าด้วย                                   

      ผมจำได้เมื่อครั้งที่ผมยังเยาว์วัยเป็นเด็กนักเรียนระดับชั้นประถม  คุณครูประจำชั้นท่านหนึ่งมักพร่ำบอกให้พวกเรา-นักเรียนใน

ห้อง  ตั้งใจเรียนหนังสือให้เก่งๆ  โตขึ้นไปจะได้ไม่เป็นเหมือนกับพวกชนชั้นกรรมกร  จับกัง  กุลี  แบกหาม  ที่ต้องตรากตรำทำ

งานกลางแดดเปรี้ยง  ทำงานหนักหนาสาหัสสากรรจ์แต่รายได้น้อยนิดมีชีวิตลำบากแสนเข็ญ  คุณครูของผมท่านไม่ได้บอกกล่าวใน

เชิงตำหนิติเตียนแด่คนเหล่านั้นหรอก  ท่านเพียงอยากให้ดูเป็นตัวอย่างเพื่อให้ผมและเพื่อนๆได้นำมาคิดเพื่อจะได้ทำให้ชีวิตตัวเองมี

ความเป็นอยู่ที่สุขสบายเมื่อเติบโตขึ้นไปในภายภาคหน้า  ในเมื่อเรามีโอกาสเมื่อเทียบกับคนที่ด้อยโอกาส  คุณครูท่านนี้มักพูดให้ฟัง

อยู่เสมอๆว่าคนเรานั้นเกิดมามีวาสนาไม่เหมือนกัน  คนที่มีวาสนาดีก็ย่อมมีโอกาสที่ดีกว่าคนที่ไร้วาสนาเสมอ                                  

      หญิงสาวกุลีอุ้มท้องผู้นี้เธออาจมีวาสนาน้อยก็เป็นได้  เธออาจเกิดมาในครอบครัวที่มีต้นทุนน้อย  เธออาจไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียน

สูงๆ  เธออาจพลาดพลั้งในการใช้ชีวิต  แต่แท้จริงแล้ว...เธอไม่มีความผิดอันใดเลย  ผมคิดเช่นนี้  ก็ในเมื่อคนเราเลือกเกิดไม่ได้  เธอ

น่าชื่นชมยกย่องต่างหาก  ที่ยังหยัดยืนด้วยหัวใจและสองแขนขาของตัวเอง   ทำงานโดยสุจริตขาวสะอาด   สิ่งนี้ต่างหากที่มีคุณค่า

กว่าสิ่งอื่นใด   มันจับต้องได้   ...ใช่-ความขาวสะอาดอันกระจ่างของเธอนั้นมันจับต้องได้จริงๆ                                                  

      ชีวิตคนเราเมื่อครั้งกำเนิดล้วนคือผ้าขาวที่ขาวสะอาด  ทุกคนเป็นเช่นนั้น  สีขาวมันคงกลับกลายไปตามวันเวลาที่สะสม  บางคน

อาจคงไว้ได้บ้าง  บางคนอาจกลายเป็นเทา  เทาเข้ม  แต่บางคนก็อาจทะลุไปเป็นเข้มดำนั่นเชียว  ผมไม่รู้ว่าสีขาวในตัวในใจผม

กลายกลับเป็นไปเช่นใด  ความสะอ้านหมดจดมันคงเลือนจางถดถอยไปตามกาลเวลา  ความเคลื่อนไหวในโลกิยะคงแปลงสีในทุกๆ

พฤติกรรมของตัวผม  หากถ้าจะมีสิ่งใดที่ยังคงขาวบริสุทธิ์หมดจด  ...นั่นคงคือความรัก                                                            

      ความรักที่ผมมีต่อคนรักของผม                                                                                                                                      

      สิ่งนี้ยังคงสีขาวบริสุทธิ์  ตั้งแต่นาทีแรกที่เกิดขึ้น  และจะคงไว้ตลอดไป  แม้วันหนึ่ง...ชีวิตของผมจะหายไปจากโลกใบนี้  สีขาว

ของความรักของผมก็จะยังคงไว้ในความนัยความหมายของความรักที่เป็นสีขาว                                                                         

      ความดีงามของคนรักและความรักโอบอ้อมเกื้อกูลให้ใจจิตและการนึกคิดของตัวเราใฝ่งามดีงามตามไปด้วย  เธอ...ผู้หญิงที่ผมรัก

คือผู้หญิงสีขาวอย่างแท้จริง  สายตาของผมไม่เคยทอดมองหรือเพ่งเห็นความพร่องใดในตัวเธอ  แท้จริงเธอก็คงคือมนุษย์ธรรมดาๆ

คนหนึ่ง  มนุษย์ที่ยังอยู่ในวังวนแห่งรัก  โลภ  หลง  โกรธ  แต่อาจเพราะความสูงส่งแห่งความดีงามที่เอิบอิ่มอุดมในใจในเธอกระมังที่

บังบดกดข่มความไม่ดีไม่งามแห่งโลกิยะทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นให้กลายเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น                                              

      ใช่-สายตาของผมไม่เคยทอดมองหรือเพ่งเห็นความพร่องใดในตัวเธอ  ...แม้เพียงเสี้ยวเศษ                                                   

      และ...ผู้หญิงสีขาวแห่งความรักสีขาวก็ระบายนำพาให้ความรักของผมที่ตัวผมพึงมีให้ต่อตัวเธอส่งสูงสู่การเป็นความรักสีขาวหมด

จดเฉกเดียวกัน                                                                                                                                                                 

      ชีวิตของผมถูกโอบกอดโดยทันทีจากอ้อมแขนแห่งความว้าเหว่นับจากวันที่ต้องพรากจากเธอ...คนที่ผมรัก  หลายครั้งที่ผม

พยายามหนีห่างจากความว้าเหว่ที่ล้อมโอบ  ไม่มีผลอันใดหรอก-แม้จะพยายามแล้วพยายามเล่าเพียงใด  มันก็เหมือนนกพเนจรที่มี

ชีวิตบินโบยโดดเดี่ยวอยู่กลางสายลม  บินให้ไกลและนานเพียงใดก็ยังคงซ่านหนาวอยู่ในสายลมโอบล้อม-สายลมแล้วสายลมเล่า 

ความเหงาดายและสายลมนั้นคือสิ่งเดียวกัน  ใจร่างผมคงแซกหนีเร้นรอดออกมาไม่ได้หรอก                                                       

      นานวันเข้า...ผมจมปลักจนเริ่มซึมซับ  แล้วผมก็รับรู้ว่าในความเศร้ามีความสุข  ในความเหงามีความหวาน  และในความรันทดมี

ประกายของความงามวาบวับอยู่อย่างซ่อนเร้นชวนพิศวง  การอยู่ห่างไกลจากคนที่เรารักทำให้เราโหยหา  แต่เพราะการมีความหวังใน

การโหยหายังมีอยู่จริง  นี่จึงทำให้ผมยังคงจำนนอยู่ในสายลมซ่านเหงานั้นได้อย่างมีชีวิตชีวา                                                      

      ความงามความหวังที่จะได้พบกับคนที่ผมรักในทุกๆปี  ความเศร้าความหวานที่เราจะต้องกล่าวคำอำลาในทุกๆครั้งของแต่ละปี 

...เหล่านี้คือสุขลึกที่ผมพึงลุ่มลึกเก็บจำ  จำได้...ผมจำได้หมดในทุกๆรายละเอียดอ่อนหวานของความรู้สึกอ่อนโยนของเราของแต่ละ

ห้วงปีที่ผันผ่าน                                                                                                                                                                 

     หลังกล่าวคำอำลา...ในทุกครั้ง  ผมก็กลั้นใจค่อยเคลื่อนค่อยผ่านคืนวันเบื้องหน้า  เพื่อจะพาตัวเองไปให้ถึง ‘การพบเจอเธอ...คน

ที่ผมรัก’ ในครั้งต่อไป  ต่อไป  ต่อไป                                                                                                                                     

     มันยากเย็นนะ...ถ้าจะให้บรรยายเหตุผลออกมาเป็นตัวอักษร  ว่าทำไมผมถึงติดยึดชีวิตอยู่กับคนรักและความรักที่เป็นเพียงเงาสี

ขาวในหลืบอดีตได้ถึงเพียงนี้  แต่หากจะให้พรรณนาเหตุผลออกมาโดยถ้อยคำที่สะกดโดยอารมณ์และความรู้สึก  ...นั่นอาจจะง่าย

ดายกว่า                                                                                                                                                                            

     ที่ผมผูกพันติดยึดกับผู้หญิงคนนี้ก็เพียงเพราะ...เธอคือทุกอย่าง                                                                                          

     เพียงเท่านี้จริงๆ                                                                                                                                                            

     เธอคือทุกอย่าง...เธอคือบทกวีแห่งวันวาน  คือน้ำค้างในเช้าวันนี้  คือเสียงฝันเอื้อนผ่านราตรีสู่วันพรุ่งนี้  ...เธอคือ

ทุกอย่าง                                                                                                                                                                            

     เพียงเท่านี้จริงๆ                                                                                                                                                           

     ณ ขณะนี้  กาแฟถ้วยตรงหน้าผมพร่องลงไม่ถึงครึ่งถ้วย  ก่อนหน้านั้นผมรู้สึกอยากดื่มกาแฟ  แต่พอสั่งมา  กลับดื่มไม่ค่อยลงและ

เหม่อลอย  การเคลื่อนไหวปลิดปลิวเบาหวิวที่ร่างใจเสมือนจะเคว้งคว้างล่องลอยขึ้นทุกที...ทุกที  การมาเพื่อได้พบกับอดีตคนรักใน

ครั้งนี้มันแปลกต่างอ้างว้างชัดเจนจากครั้งก่อนๆ  ที่ผ่านมาคือการพบเพื่อพราก  และคือการพรากเพื่อได้พบ  แต่ครั้งนี้...ไม่  ผมรู้สึก

ว้าง  คงไม่มีครั้งหน้าในปีหน้าอีกต่อไปแล้ว  หมอบอกว่าผมจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกินสามเดือน                                                       

     ผมรู้  แต่เธอไม่รู้...ว่าครั้งนี้คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้พบกัน                                                                                         

     สีส้มของท้องฟ้าแต่งสีตัดขอบทุกภาพทุกความเคลื่อนไหวใกล้ไกลชวนประทับตา  ภาพยามนี้ของเมื่อวันวานคือความสวยงาม 

แต่ ณ วันนี้ภาพเดียวกันของยามเดียวกันกลับคือความสวยเศร้า  สายลมยามเย็นในนาทีนี้เย็นซาบกระทบหัวใจเหลือเกิน  กาแฟบน

โต๊ะถ้วยนี้คงเย็นชืดจืดจางเต็มที  กุหลาบสีแดงที่วางเคียงกันกลีบไหวปลิวตามแรงลมที่แวะวูบฝ่าริมระเบียงเข้ามา  เธอคงคอยแล้ว

ล่ะ  เธอคงคอยอยู่  จริงสินะ...กุหลาบดอกนี้คงได้เวลาไปอยู่ในมือของเธอแล้ว                                                                

    เธอ...รักดอกกุหลาบ       





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2017 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            



[ Add to my favorite ] [ X ]