• อัปสรสวรรค์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-11-20
  • จำนวนเรื่อง : 74
  • จำนวนผู้ชม : 74117
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
จดหมายวรรณกรรม
คณะผู้เขียนจดหมาย...
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/aupsornsawan
วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม 2552
Posted by อัปสรสวรรค์ , ผู้อ่าน : 1506 , 17:06:08 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน

น้องดู่-ภู  กระดาษที่รัก
 
    เรื่องนี้เขียนไว้เมื่อสองปีที่แล้ว คราวไปเที่ยวเกียวโตเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นก่อนที่จะย้ายมาเป็นโตเกียว กลับมาเขียนเป็นนิราศเกียวโตไว้กว่าสิบหน้า ขยายความเป็นร้อยแก้วพร้อมรูปประกอบทุกเรื่องทุกสถานที่ที่ไปมา ส่งไปที่ไหนก็ไม่มีใครเอา เลยอ่านกันเองนะน้องนะ


    บทที่เอื้อยตัดมาส่งน้องนี่ เป็นตอนที่ไปวัดโทจิ ซึ่งมีประตูราโชมอนเกี่ยวข้อง เอื้อยลากเรื่องนี้เข้ามาเพราะมันที่มาให้น่าลาก ซึ่งถ้าน้องอ่านไปจนจบก็จะรู้ว่า มันน่าลากหยอกอยู่เมื่อไร... เป็นดังนี้ค่ะ


     ประตูราโชมง (มงแปลว่าประตู ออกเสียงอย่างที่สะกดไว้) คือประตูเมืองของราชธานีเกียวโตแต่โบราณ สร้างขึ้นเพื่อบ่งเขตเมืองกับนอกเมือง เมื่อเข้าประตูมาจะเป็นเขตเมืองหลวงคือเกียวโตหรือที่เรียกขณะนั้นว่า "เฮอันเคียว"  อันนี้หมายตามตั้งแต่แรกสร้างเมื่อกว่าพันสองร้อยปีล่วงแล้ว แต่เมื่อกาลผ่านมาเนิ่นนานก็กลายเป็นประตูผีดังที่จะได้อ่านต่อไป


    คนไทยเรา เห็นจะคงเคยได้ยินคำว่า ‘ราโชมอน’ กันมาบ้างแล้ว ซึ่งดั้งเดิมนั้น คือเรื่องสั้นที่เขียนโดยนักประพันธ์เรืองนาม ‘อาคุตากาวะ ริวโนสึเกะ’ มีความยาวประมาณ ๖ หน้ากระดาษเอ ๔ (หน้าละ ๓๖ บรรทัด) ได้มีการแปลและดัดแปลงเรื่องราโชมงนี้ทำเป็นบทละคร (เข้าใจว่าแปลจากภาษาอังกฤษ) โดยหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เกริ่นมาแค่นี้ น้องคงพอจะเข้าใจว่าทำไมเอื้อยจึงอยากเล่าถึงเรื่องราโชมอนนะคะ


    นอกจากบ้านเราจะมีเรื่องราโชมอนฉบับภาษาไทยโดยมรว.คึกฤทธิ์แล้ว ยังมีการแสดงเป็นละครเวทีโดยตัวหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์เองหน้าพระที่นั่ง นั่นก็คือแสดงต่อพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ที่หอประชุมธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๘ หลักฐานนี้อ้างอิงตามที่มีรูปภาพให้ดูในหนังสือชื่อเรื่องเดียวกัน ผู้แสดงร่วมด้วยมี อาคม มกรานนท์, สุพรรณ บูรณพิมพ์  เป็นอาทิ


     ถ้ายังไม่เคยอ่านฉบับภาษาไทย ก็ขอแนะนำสักนิดหนึ่ง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นที่ถือเป็นวรรณกรรมระดับแนวหน้าทั้งของญี่ปุ่นและของโลก ผู้ประพันธ์คือ อาคุตากาวะ ริวโนสึเกะนั้น ถือเป็นเจ้าพ่อเรื่องสั้นของญี่ปุ่นนั่นทีเดียว ในปัจจุบันที่ญี่ปุ่นมีรางวัลอาคุตากาวะโช ซึ่งมอบกันปีละสองครั้งแก่วรรณกรรมดีเด่น และรางวัลนี้ถือเป็นรางวัลใหญ่ระดับชาติอีกรางวัลหนึ่งไม่มีการส่งเข้าประกวด
แต่เป็นการคัดเลือกเองของคณะกรรมการ รับรองความเป็น ‘วรรณกรรม’ มากกว่า ‘กระแสคนอ่าน’ พูดง่ายๆว่าเป็นรางวัลวรรณกรรม ‘รังสรรค์’ จริงๆ นับตั้งแต่ก่อตั้งในปีค.ศ.๑๙๓๕ มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนับได้ ๑๔๐ ครั้งแล้วในปีนี้ (กุมภาพันธ์ ๒๐๐๙)


    เรื่องราโชมอนนี้ยังมีการเอามาทำเป็นภาพยนตร์ในปีค.ศ.๑๙๕๐ โดยคุโรซาว่า อากิระ ผู้กำกับหนังชาวญี่ปุ่นผู้ล่วงลับที่ฮอลลีวู้ดจัดเข้าทำเนียบด้วย อาจกล่าวได้ว่าเรื่องนี้แฝงแนวความคิดทางปรัชญาอันล้ำลึก อ่านแล้วต้องนั่งนิ่งๆ เพื่อคิดให้นานๆ และลึกๆ อยู่ไม่น้อย


    ก่อนอื่น ขอเขียนให้ทราบว่า ชื่อ ‘ราโชมง’ นั้น ผันแปรเรียกตามความนิยมมาจากเรื่องนี้ทีเดียว แต่เดิมนั้น ประตูนี้มีชื่อที่ต้องอ่านว่า ‘ราโจมง’ แต่เมื่อริวโนสึเกะเอามาร้อยเรียงเป็นเรื่องสั้น ก็ได้ดัดแปลงชื่อเสียใหม่ประสาคนเขียนหนังสือทั่วๆ ไป ชื่อราโชมงจึงดังแพร่หลายเป็นที่รู้จักกันแทนชื่อเดิมว่าราโจมงแต่นั้นมา และทำให้ชื่อเก่าลบเลือนไปตามกาลเวลาและกระแสใหม่ที่เกิดขึ้น
ทางด้านภาษาไทย หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านออกสำเนียงและถ่ายอักษรว่า ‘ราโชมอน’


    จึงเพื่อไม่ให้สับสนด้วยหลากหลายสำเนียงเรียก ต่อนี้ไปจะขอเรียก ‘ราโชมอน’ ตามที่เคยคุ้นหูกัน


   เพื่อเขียนเรื่องย่อคราวนี้ เอื้อยลงทุนอ่านเรื่องราโชมอนต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น พร้อมทั้งอ่านที่อาจารย์คึกฤทธิ์ท่านแปลและทำเป็นบทละครอีกรอบหนึ่ง อีกทั้งยังดูหนังเรื่องราโชมอนซึ่งเป็นหนังขาวดำสร้างเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๙๓ อีกด้วย จากการสืบทั้งสามแหล่งก็ได้พบอะไรที่น่าสนใจจากต้นฉบับ และฉบับแปลภาษาไทยดังที่จะได้เขียนต่อไปนี้


    ก่อนอื่น ขอสรุปเนื้อหาในต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นของริวโนสึเกะก่อนตามสำนวนเอื้อยดังนี้: มีหนุ่มน้อยยากไร้นายหนึ่งไปพักหลบฝนอยู่ที่ใต้ประตูราโชมอน เวลานั้นเป็นเวลาพลบ  มีตั๊กแตนอยู่ตัวเดียวเท่านั้นที่เกาะประตูผีเป็นเพื่อนนายยากไร้ที่ว่า บรรยากาศวิเวกวังเวง ด้วยไม่มีใครนิยมมาที่ประตูผีนี้นัก เพราะนิทานเก่าปรัมปรานั้นเอ่ยถึงประตูเมืองราโชมอนนี้ว่ามีผีสิงสถิตอยู่แต่เดิม กอปรกับในระยะ ๒-๓ ปีมานี้ มีทั้งแผ่นดินไหว และไฟไหม้ภัยพิบัติอยู่เนืองๆ ทำให้คนตายกันเป็นเบือ ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังพากันเอาศพมาทิ้งที่ประตูผีนี้อีกด้วย กล่าวคือมีทั้งผีในนิทานและผีที่เป็นศพอยู่เกลื่อนไป นอกนั้นก็ไม่มีใครเลย... ไม่มีใครสักคนเดียว ขณะที่ชายผู้ยากจนคนดังกล่าวมาหลบฝนอยู่ในยามนี้ แล้วนายยากจนไม่มีข้าวจะกินก็ต้องคิดหนัก คุณธรรมในจิตใจนั้นตีรันกันหนักหน่วงว่าเป็นการสมควรหรือไม่ที่คนเราจะยังชีพต่อไปด้วยการเอาผมของคนตายไปทำวิกผม ซึ่งนั่นเป็นการกระทำของหญิงชรานางหนึ่งตรงข้างประตูเมืองราโชมอนนั้น มีการต่อถ้อยร้อยความแสดงความคิดเห็นอันเกี่ยวเนื่องขัดแย้งระหว่างคุณธรรมกับความอยู่รอดที่ตีรันกันในจิตใจของมนุษย์ ซึ่งผู้ประพันธ์คือริวโนสึเกะได้รังสรรค์ให้ผ่านออกมาทางปากตัวละครทั้งสองตัวและคำบรรยายด้วยการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ อยู่เกือบกว่าครึ่งเรื่อง และในท้ายที่สุดนายยากจนก็บอกกับตัวเองว่า เขาได้ข้อสรุปแล้ว การเอาผมของคนตายไปทำวิกนั่นทำเพื่อการยังชีพ ไม่ถือว่าผิดบาปร้ายแรงหรือน่าติดข้องอยู่ในใจแต่ประการใด


    ดังที่นางผมขาวหญิงชราเพียรบอกเขาอยู่ และเมื่อความคิดด้านหนึ่งได้ต่อสู้และสำเร็จในการเอาชนะ ‘คุณธรรม’แล้ว  นายยากจนก็ดึงทึ้งเสื้อผ้าของยายแก่ผู้ประสาทสัจธรรมแห่งการยังชีพข้อนั้นให้เขา ด้วยมีข้ออ้างในการกระทำดังนั้นว่า เพื่อยังชีพของตัวเองดุจกัน ว่าแล้วนายยากจนก็วิ่งจากไป ทิ้งหญิงชราให้เปลือยเปล่าหนาวสะท้านล้มลงเทินทับกับกองศพที่นางขโมยผมอยู่ตรงนั้นนั่นเอง ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปที่แห่งใด...


     ประโยคสุดท้ายว่าไว้อย่างนี้ แล้วก็จบโดยทิ้งวรรคสุดท้ายไว้อย่างนั้น เข้าใจปรัชญาที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่บ้างหรือไม่ ถ้าไม่เห็นก็ไม่เป็นไร ตอนอ่านครั้งแรกเมื่อสิบปีก่อนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน พออ่านใหม่ทั้งสองภาษาคราวนี้ก็ไม่เข้าใจเหมือนเดิม...


     ในเนื้อเรื่องราว ๖ หน้า ใช้สัญลักษณ์แสดงความมืดดำแห่งจิตใจมนุษย์ไว้หลายแห่ง เป็นต้นว่า ฉากบรรยายให้เห็นฝูงกาดำบินวนเห็นเหมือนเมล็ดงาดำเกลื่อนกล่นอยู่บนท้องฟ้า หากจะคิดไปว่า ความมืดดำในจิตใจมนุษย์นั้นมีอยู่มากมายเหมือนจุดดำเล็กๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน ก็อาจคิดไปได้ นอกจากนั้นยังมีสิวเม็ดใหญ่สีขาวที่แก้มด้านขวาของนายยากไร้ซึ่งเขามักจะลูบคลำมันเรื่อยๆ ขณะที่เรื่องดำเนินไปตลอด ๖ หน้า และยังมีตั๊กแตนที่กระโดดหายไปเมื่อใดก็ไม่รู้อีกในตอนท้าย ซึ่งในฉากแห่งความอึม


    ครึมและภาพโดยรวมของเรื่องนั้นแสนจะหม่นหมอง แต่เห็นจะมีตั๊กแตนตัวนี้ตัวเดียวที่เป็นสีสันแห่งความสดใส ทำให้นึกไปว่าผู้ประพันธ์ต้องการเสนออะไรโดยผ่านสิ่งต่างๆ เหล่านี้ อันนี้เอื้อยสุดปัญญาจะตีความ หากอยู่และเติบโตในวัฒนธรรมญี่ปุ่น อาจจะเข้าใจได้ลึกซึ้งกว่านี้ก็ได้
เห็นจะขอหยุดเรื่องราโชมอนในภาษาต้นฉบับไว้ตรงนี้ เพราะจะกลายเป็นวิจารณ์วรรณกรรมไปเสียได้


    กลับมาที่ฉบับแปลของหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ พบว่ามีตัวละครเพิ่มขึ้นและมีชีวิตชีวากว่าต้นฉบับมาก


     จึงเข้าใจว่า ท่านอาจจะเขียนขึ้นหลังจากที่ได้ดูหนังเรื่องราโชมอนของคุโรซาว่า อากิระแล้วก็เป็นได้ เพราะตัวละครและเนื้อเรื่องเหมือนกับในหนัง เมื่อคิดได้ดังนี้จึงสืบค้นต่อไป ก็พบว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น


     จากหลักฐานที่เขียนไว้บอกว่า หนังเรื่องราโชมอนนั้น มีพล็อตเรื่องมาจากเรื่อง “ในหมู่ไม้” หรือ ‘In The Grove’  หรือชื่อในภาษาญี่ปุ่นว่า ‘ยาบุโนะนาขะ’ ที่เป็นเรื่องสั้นอยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มเดียวกันกับเรื่อง ‘ราโชมอน’ ของผู้ประพันธ์คนเดียวกัน หลักฐานยังบอกต่อไปว่า ฉากและชื่อเรื่องของหนังนั้นนำมาจากเรื่อง ‘ราโชมอน’ แต่เนื้อเรื่องหลักนำมาจากเรื่อง ‘ในหมู่ไม้’  จึงอาจถือว่าราโชมอนฉบับภาษาไทยเป็นราโชมอนฉบับภาพยนตร์ก็ได้กระมัง...


     ส่วนเนื้อเรื่องในภาพยนตร์เป็นดังนี้: เนื้อเรื่องกล่าวถึงการขึ้นศาลในกรณีมีคนตาย พยานทั้ง ๔ ปากให้การต่างกันไปกลายเป็น ๔เรื่อง และพบว่าทุกคนโกหกหมด แต่ที่น่าสนใจคือทุกคนไม่ได้โกหกทั้งเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นเพียงบางตอนในคำให้การเท่านั้นที่บิดเบือนไปจากความจริง และตรงที่บิดเบือนนี้เป็นหัวใจของเรื่องทีเดียว ด้วยในสี่เรื่องที่เป็นเรื่องโกหกนั้น เป็นช่วงที่คนให้การทั้งสี่บิดเบือนเรื่องเพื่อปกป้อง ‘ศักดิ์ศรี’ของตัวเองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นศักดิ์ศรีของซามุไร หรือศักดิ์ศรีของความเป็นลูกผู้หญิง และแม้แต่ศักดิ์ศรีของความเป็นมหาโจร ส่วนพยานปากสุดท้ายนั้นเข้าใจง่ายหน่อยคือ บิดเบือนความจริงเพื่อปากท้องของตนเองและครอบครัว อันประกอบด้วยลูกอีก ๖ คน

 
   เพื่อให้เข้าใจง่ายและจบในบทเดียวไม่ต้องเที่ยวตามหาหนังเรื่องราโชมอนดูประกอบ ซึ่งเห็นวาน่าจะหายากอยู่ จะเล่าถึงเนื้อเรื่องในหนังว่าดังนี้: ตัวละครประกอบด้วยมหาโจรผู้เกรียงไกร เอาเป็นว่าแกเป็นโจรออฟเดอะโจรก็ละกัน โหดเหี้ยมหาญกล้า และแสนจะมีเสน่ห์สำหรับเพศตรงข้าม, ตัวละครถัดมาคือซามุไรหนุ่มหุ่นพระเอกหนังเกาหลี ถึงตรงนี้ต้องขอเรียนอธิบายนิดหนึ่งว่า สมัยโบราณนั้น ซามุไรจัดเป็นชนชั้นสูงสุดของสังคมญี่ปุ่น ถ้าเทียบสมัยนี้ก็เหมาคร่าวๆ เป็นว่าพระเอกจบดอกเตอร์จากนอกเป็นเจ้าของบริษัทข้ามชาติแถมหล่ออีกต่างหาก, ตัวละครถัดมาคือนางเมีย สวยล้ำเลิศ แสนดี อีกหนียมอาย ทำนองนางเอกผู้เปราะบางนางในอุดมคติของคนที่มีความคิดอ่านปกติเหมือนผองชนทั่วๆ ไป, และตัวละครอีกชุดหนึ่งคือตัวที่นั่งคุยกันโขมงหน้าประตูผี ก็มีนักบวชหนึ่ง คนตัดฟืนหนึ่ง และนายยากไร้ที่บอกไว้แต่ต้นเรื่องนั้นอีกหนึ่ง ฉากคือ ศาลตัดสินคดี น่าสนใจตรงที่ว่าเป็นเพียงแสดงให้เห็นว่าแต่ละตัวละครที่กล่าวถึงในเรื่องในหมู่ไม้ต้องมาให้การที่ตรงนี้ทีละคน ไม่มีภาพให้เห็นว่าศาลหน้าตาเป็นอย่างไร กล้องไม่ได้แพนไปจับหน้าตาของผู้พิพากษา คือไม่มีภาพการสนทนาของศาลกับจำเลย ตรงนี้นับเป็นการนำเสนอที่น่าจะจัดว่า "ใหม่" สำหรับการทำหนังเมื่อกว่า ๕๐ ปีที่ผ่านมาเรื่องของเรื่องคือซามุไรกับนางเมียนั่งม้าเดินทางจะไปไหนสักแห่ง ปะเข้ากับมหาโจราเข้า แล้วก็มีเหตุให้ต้องสู้กัน เอาเข้าจริงๆ ซามุไรนั่นก็ไม่ได้หาญกล้าดั่งที่ใครๆ พากันนึก เพราะเกิดมาก็ได้วรรณะนั้นไปตามชาติกำเนิด หน่อมแน้มเป็นคุณชายน้อยไปตามความสุขสบายที่ได้รับการปรนเปรอมาตั้งแต่อยู่ในท้อง ส่วนนางเอกคนสวยแสนเปราะบางตามที่น่าจะเป็น ก็กลายเป็นนางโมราไปซะอีก โจรที่ว่าใจกล้านั่น เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ยักใช่ เงื้อง้างดาบกันไปมา ไม่กระซวกแทงสักทีกันทั้งสองฝ่าย และนั่นคือธาตุแท้ของคนทั้งคู่ อีกนางเมียที่น่าจะมีคุณสมบัติเป็นไอดีล ก็มาแสดงธาตุแท้ของมนุษย์เอาอีตอนที่พระเอกคับขัน ตั้งท่าจะไปอยู่กะโจรซะอีก คำให้การของทั้งสามตัวละครค้านกันวุ่นวายประมาณที่เล่ามาข้างบนนั่นล่ะ

   นางเอกคนสวย กล่าวความจริงไปทุกตอนเว้นแต่ตอนที่จะทำให้ศักดิ์ศรีของความเป็นหญิงของเธอต้องถูกบั่นทอน ก็เลยโกหกหน่อยหนึ่งตรงช่วงนี้ และทำให้ความมันบิดเบือนไป ซามุไรผู้ทรงศักดิ์ กล่าวความจริงไปทุกตอนเช่นกัน และเลือกโกหกตอนที่ทำให้ศักดิ์ศรีแห่งนักรบผู้กลั่นกล้าต้องถูกหยามหยันได้ อันทำให้ความบิดเบือนไปอีกเช่นกัน มหาโจรจอมเสน่ห์ กล่าวไปตามความจริง แต่คนเชื่อคงน้อย อย่างไรก็ดี แกก็ให้การและบิดเบือนตอนที่จะเสียศักดิ์เสียศรีมหาโจรเช่นกัน และเมื่อฉากตัดกลับมาที่หน้าประตูผี ที่มีการถกกันถึงเรื่องดังกล่าว พระ นายยากไร้ กับนายตัดฟืนคุยกันขรมถมเถ ปรัชญาหลุดออกมาโดยเราคนดูต้องตามเก็บให้ถ้วนทั่วเอง แล้วเราก็เลยได้รู้แบบเป็นของแถมว่า นายตัดฟืนขโมยดาบซามุไรเอาไปขายแล้วเอาเงินมาเลี้ยงลูก ๖ คนของเขา
นี่ก็ปรัชญาอีกข้อหนึ่งเหมือนกัน...


      มันยากจริงๆ ต้องขอดูหนังอีกทีแล้วมาเขียนใหม่เสียแล้วละกระมัง....
อาจกล่าวได้ว่าตัวละครในเรื่องทุกตัวเป็นสัญลักษณ์ของรูปธรรมต่างๆ เป็นต้นว่าความดีงาม ความยึดถือในศักดิ์ศรีเกียรติยศที่สมมุติกันขึ้นในสังคมมนุษย์ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจต้านทานกิเลสภายในตัวมนุษย์ได้ และนั่นเป็นมูลเหตุหลักที่ทำให้ทุกคนต้องโกหกเพื่อรักษาสิ่งจอมปลอมที่ยึดมั่นนั้น น่าสนใจตรงที่ว่าผู้กำกับมือรางวัล คุโรซาว่า อากิระ สามารถผสมผสานเนื้อเรื่องของทั้งสองเรื่องนี้ให้เข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน ตัวแทนความดีงามคือพระ ตัวแทนความก้าวร้าวคือคนทำช้อง และตัวแทนความฉ้อฉลคือคนตัดฟืน ทั้งสามคนต้องหลบฝนตกหนัก จึงได้มาถกเรื่องนี้กันที่ใต้ประตูราโชมอน

 
   บทสนทนาของทั้งสามบอกความคิดอ่านในด้านมืดและด้านสว่างในจิตใจมนุษย์ บอกมาซื่อๆไม่ยัดเยียด เพราะทั้งเรื่องนั่นยัดเยียดปรัชญาอยู่เต็มตัวแล้วในทุกคำพูดและสัญลักษณ์ทางวรรณกรรมก็อาจคิดไปได้อีกเช่นกัน คือถ้าดูแล้วคิดได้ก็คิดได้ ถ้าคิดไม่ได้หรือรับรู้ได้แค่เนื้อหาแต่พื้นผิวก็อาจจะนึกว่า ‘พูดอะไรก็ไม่รู้’อาจกล่าวได้ว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วจะได้อะไรตามแต่สติปัญญาจะพาไปโดยแท้ เหมือนกับอ่านเรื่องสั้นดีๆ สักเรื่องหนึ่ง ประมาณนั้นกระมัง
ทั้งหมดที่พยายามตีความและกล่าวอ้าง คงพอจะทำให้เห็นได้ว่า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนออกเงินให้สร้างหนังเรื่องนี้กล่าวว่า ‘หนังอะไรก็ไม่รู้ ดูไม่รู้เรื่อง’ แต่ทว่าหนังเรื่องราโชมอนนี้ กลับได้รับรางวัลกรังด์ปรีซ์ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองเวนิส (The Venice Film Festival) ซึ่งเป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เมื่อปีค.ศ.๑๙๕๑ (พ.ศ.๒๔๙๔) คือปีรุ่งขึ้นหลังจากที่สร้าง
และหนังเรื่องนี้นี่เองที่ทำให้ชื่อคุโรซาว่า อากิระ เป็นที่รู้จักดีในโลกแผ่นฟิล์มแต่นั้นมา


     เรื่องราโชมอนที่รู้จักกันในโลกตะวันตกและทั่วๆ ไป จึงเห็นน่าจะเป็นเนื้อหาตามที่ในหนังเสนอ ไม่ใช่จากเรื่องราโชมอนจากปลายปากกาของอาคุตากาะวะ ริวโนสึเกะจริงๆ และจากจุดที่หนังเป็นที่รู้จักในโลกตะวันตกนี้เอง ทำให้แนวปรัชญาที่มุ่งเสนอในหนัง กลายเป็นชื่อเรียกพฤติกรรมดังว่าของมนุษย์ และนี่ก็อาจถือเป็นการแตกหน่อของ ‘ประตูราโจมง’ ก็อาจกล่าวได้เหมือนกัน
อีกนิดนะน้อง


     ชะรอยนักปราชญ์ของเรา หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมชคงจะจับใจเป็นอย่างมาก จึงนำมาเขียนเป็นบทละครขึ้น มีการต่อเติมตัวละครเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตัว เพื่อให้เรื่องนี้เข้าใจง่ายขึ้นมาอีกหน่อย และเป็นแนวคิดแบบคนไทยขึ้นมาอีกนิด คือให้มีแม่นางเอกและเติมภูมิหลังให้เธอเป็นคนใช้ในบ้านลูกเขยมาก่อน ถ้าจะให้เดา ก็คิดว่าคงจะให้มีความสอดคล้องกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นภายหลังก็เป็นได้ เห็นความพยายามที่จะทำให้กลมกลืนและเข้าใจง่ายขึ้นของท่านเจ้าของบทแปลได้ดีทีเดียว


      ในหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คหนาขนาด ๙๔ หน้านั้น นอกจากเนื้อเรื่องราโชมอนที่ผู้แปลพยายามสอดแทรกแนวคิดอย่างไทยๆ เข้าไปด้วยอย่างกลมกลืนแล้ว ยังได้เห็นภาพการแสดงบนเวทีตอนที่คุณชายยังหนุ่มๆ ด้วย


      ถึงตอนนี้ต้องขอแทรกพอเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ ให้ทราบว่า คราวที่แสดงละครเวทีหน้าพระที่นั่งถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรนั้น คนที่แสดงเป็นคนขโมยผมเอาไปทำวิกหรือทำช้องนั้นคือตัวท่านอาจารย์หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์เอง ปรัชญาพรั่งพรูออกจากปากคนขโมยผมผีมากมายทีเดียว
และต้องขอแทรกอธิบายนิดหนึ่งถึงเรื่องการเอาผมมาทำวิกด้วยว่า ในบทความนี้ เอื้อยอยากจะใช้คำว่า ‘ช้อง’ อย่างที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ใช้เช่นกัน แต่เกรงจะไม่เข้าใจว่าคืออะไร เพราะสมัยนี้เราเรียกว่า ‘วิก’ กันจนคุ้นหูแล้ว
กลับมาที่ประตูราโจมงในพ.ศ. ๒๕๕๒ นี้กันอีกรอบ พาไถลออกนอกเรื่องไปไกลมากเหลือเกิน...


      ในปัจจุบันนี้ บริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของประตูราโจมงแต่โบราณ เหลือเพียงแต่แท่งหินสลักว่าที่ตรงนี้เคยเป็นประตูราโจมง ตั้งอยู่ในพื้นที่เล็กๆ มีรั้วเหล็กกั้นล้อมรอบเป็นขอบคัน มีป้ายปักเขียนอยู่หน่อยว่าเป็นประตูราโจมง ซึ่งตั้งอยู่ในสวนสาธารณะเด็กเล่นอีกทีหนึ่ง มีชิงช้าและม้าลื่นตั้งอยู่ไม่ห่างไปจากหินสลักสักเท่าใดนัก ความเกรียงไกรที่เคยเป็นเสมือนหลักเมืองในยามที่เป็นราชธานีแต่โบราณกว่าพันปีก่อนนั้น ถูกกลืนหายไปกับวันวารที่ผ่านเลยไปเสียสิ้น บอกสัจธรรมของกาลเวลาที่สัมพันธ์กับสรรพสิ่งได้ชัดแจ้งดี ทำให้อดหวนนึกถึงอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยาของบ้านเราไม่ได้ ยังมีอีกหลายวัด หรืออาจพูดคร่าวๆ ว่า อยุธยากว่าครึ่งเมืองถูกกลืนหายไปในมิติแห่งกาลเวลา และสูญสิ้นไปในร่องรอยแห่งปัจจุบัน


     ขอจบเรื่องเล่าจากการไปเที่ยววัดโทจิ อันเป็นที่มาของประตูราโชมอนที่เคยตั้งเหมือนเป็นหลักเมืองโดยมีวัดนี้อยู่ในประตูเมืองดังกล่าวแต่เพียงนี้ คงมีหลายคนที่เคยอ่านอีกดูหนังเรื่องนี้ ซึ่งน่าจะมีมุมมองที่ต่างไปจากที่เอื้อยเสนอ แต่เอื้อยคิดได้แค่นี้จริงๆ คราวหน้าจะแปลราโชมอนฉบับภาษาญี่ปุ่นที่ริวโนสุเกะเขียนมาให้ โดยไม่สอดแทรกความคิดเห็นของเอื้อยเลยละกันนะ


 
สร้อยสัตตบรรณ
๒๗ มีนาคม ๒๕๕๒




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ni_gul วันที่ : 04/05/2014 เวลา : 14.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

มาอ่านตวยเน้อ เขียนได้เร้าใจดี
ขอบคุณจั๊ดนัก

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
อัปสรสวรรค์ วันที่ : 20/07/2009 เวลา : 17.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/aupsornsawan
<<<ที่นี่มีจดหมายวรรณกรรม>>>(เล่ม ๖ อวลดอกไม้เลือดนก) 

ยาวแหน่กะอดสาอ่านเอาเด้อพี่น้อง


อยู่ดีมีแฮงทุกท่าน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]