• เสฐียนพงษ์_แซ่ตั้ง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sima_arm@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-25
  • จำนวนเรื่อง : 29
  • จำนวนผู้ชม : 74705
  • จำนวนผู้โหวต : 62
  • ส่ง msg :
  • โหวต 62 คน
<< พฤศจิกายน 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน 2553
Posted by เสฐียนพงษ์_แซ่ตั้ง , ผู้อ่าน : 4668 , 19:57:11 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน

เสฐียนพงษ์  แซ่ตั้ง

ตอนที่แล้วผมได้เขียนเรื่อง "๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ l ปิดฉากระบอบปรีดี" ตาม Entry นี้ครับ http://www.oknation.net/blog/ayothaya/2010/11/09/entry-1 ซึ่งเนื้อหาก็เป็นรายละเอียดภาพใหญ่ๆที่ไม่ได้เจาะลึก ซับซ้อนเกินไป และได้ทิ้งท้ายว่าจะมาพูดเรื่อง "ทหารเสือ" อัศวินของกษัตริย์ ซึ่งขอเป็นเลื่อนเรื่อง "ทหารเสือ l อัศวินของกษัตริย์" ออกไปก่อนนะครับ ซึ่งในวันนี้ขอเป็นเรื่องนี้ก่อนนะครับ

สมบูรณาญาสิทธิราชย์ l กษัตริย์/อำนาจ/ล้นพ้น

ครั้งหนึ่งผมเคยเปรียบเปรย "นักการเมือง" ในรูปของ "ขุนนาง" ในสมัยศักดินา หรือที่เราเรียกว่ายุคสมัยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) ซึ่งจะว่าไปในสมัยนั้นเราไม่มีคำเรียกการปกคองในสมัยนั้นเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งคำว่า "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" นี้ก็แปลมาจากภาษาอังกฤษและประดิษฐ์คำให้อยู่ในความหมายของ Absolute Monarchy และดูขลังตามแบบไทย

เราเคยร่ำเรียกกันมาแต่เล็กแต่น้อยว่าประเทศไทย(สยาม)ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มากว่า ๗๐๐ ปีนับตั้งแต่กรุงสุขโขทัยเป็นราชธานี เมื่อเราเรียกสูงขึ้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ถูกตีความมากขึ้นก็บอกกันต่อมาว่า "สุโขทัย" หาได้เป็นราชธานี้แห่งแรกของไทย แต่เป็นกรุงศรีอยุธยาต่างหากเล่าที่เป็นราชธานีแห่งแรก!

และคำว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ได้อธิบายความหมายการปกครองของกรุงศรีอยุธยาว่าใช้การปกครองแบบนี้ในรูปแบบ "สมมติเทพ" จนสิ้นราชธานี โดยที่ความชัดเจนของรูปแบบการปกครองนั้นเริ่มต้นในรัชสมัยของพระบรมไตยโลกนาถ กษัตริย์องค์ที่ ๘ แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ

เมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยา พระยาวชิรปราการ(สิน)ได้ปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าตากสิน รวบรวมแผ่นดินตั้งกรุงธนบุรีในช่วงเวลาสั้นๆเพีง ๑๕ ปีก่อนจะเกิดเหตุความวุ่นวายจนต้องผลัดแผ่นดินเป็นราชวงศ์จักรีมาจนจวบปัจจุบัน

"สมบูรณาญาสิทธิราชย์" ก็ใช้อธิบายความหมายการปกครองของไทยในรูปแบบกษัตริย์มาจนถึงรัชสมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และในปี ๒๔๗๕ หรือ ๑๕๐ ปีหลังสถาปนาพระราชวงศ์ นายทหารและพลเรือนหัวก้าวหน้าในนาม "คณะราษฎร" ได้ทำการอภิวัฒน์(ปฏิวัติ) เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น "ประชาธิปไตย"

ได้มีการเสนอแนวความคิดที่ว่า "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" ในประเทศไทยแท้จริงแล้วเพิ่งเริ่มมีก็ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นับตั้งแต่ก่อนนั้นมา "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" ไม่ได้ "สมบูรณ์" หรือเป็น Absolute แต่ประการใด

จริงที่ว่ากษัตริย์คือองค์สมมติเทพทรงมีสิ่งที่เรียกว่า "พระราชอำนาจ" คำพูดของกษัตริย์คือ "กฎหมาย" สมติเทพที่ผมว่านั้นยิ่งใหญ่ หรือพูดง่ายๆคือทรงสั่งเป็นสั่งตายได้ แต่ด้วยความหมายที่กว้างมากของ "พระราชอำนาจ" ทำให้มีการนำกรอบของพระพุทธศาสนามาควบคุมหรือที่เรารู้จักกันว่า "ทศพิธราชธรรม" สิ่งทีเรียกว่าทศพิธราชธรรมนั้นเป็นสิ่งย้ำเตือนองค์กษัตริย์ตลอดจนเจ้านายทุกพระองค์ว่าอย่าได้ใช้ "พระราชอำนาจ" เกินขอบเขตแห่งธรรม ใช้เพื่อประชาชน มิใช่ใช้เพื่อพระองค์เอง

ในสมัยกรุงศรีอยุธยาการปกครองถูกปฏิรูปครั้งใหญ่ให้เป็นหมวดหมู่ในสมัยพระบรมไตยฯ เพื่อยกระดับอยุธยาจากเมืองเป็นราชธานี คำสั่งต่างๆจะออกจากเมืองหลวง หัวเมืองต่างๆถูกเปลี่ยนแปลงระบบจากเมืองที่เคยมีเจ้านายปกครองก็เปลี่ยนเป็นขุนนางไปปกครอง ซึ่งก็คล้ายคลึงกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยราชวงศ์ฉินของพระเจ้าจิ๋นซีที่เปลี่ยนจากการกินหัวเมืองเป็นระบบขุนนาง

จุดประสงค์ของการให้ขุนนางไปปกครองโดยฟังคำสั่งจากเมืองหลวงก็เพื่อขจัดการสั่งสมขุมกำลังทางทหารของเจ้านายต่างราชวงศ์ โดยที่ขุนนาง "ผู้รั้ง" เมืองนั้นส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่กษัตริย์ทรงไว้วางพระราชหฤทัย แต่กระนั้นก็หาได้เป็นตามทฤษฎีทั้งหมดไม่

แม้ว่ากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาจะมีอำนาจเป็นล้นพ้น จนมีคำกล่าวว่า "พระบรมราชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดิน กรุงสยามนี้ไม่ได้ปรากฏในกฎหมายอันหนึ่งอันใด ด้วยเหตุที่ถือว่าเป็นที่ล้นพ้น ไม่มีข้อสั่งอันใดจะเป็นผู้บังคับขัดขวางได้" แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีโดยตลอด กษัตริย์บางพระองค์มีอำนาจเพียงในพระบรมมหาราชวัง ขุนนางผู้อยู่ภายนอกเริ่มสั่งสมบารมี อำนาจ กันอย่างลับๆ ขุนนางหัวเมืองก็หากินกับการเก็บส่วย อากร จากราษฎร ดังจะเห็นได้ว่ามีขุนนางสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์ได้ถึงสองราชวงศ์ในช่วงท้ายของกรุงศรีอยุธยา

จนเมืองถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยก่อนรัชกาลที่ ๕ สภาพการปกครองก็ไม่ต่างจากช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาสักเท่าไหร่ เพราะเป็นช่วงฟื้นฟูบ้านเมือง ฟื้นฟูการปกครองและศิลปวัฒธนธรรม การปกครองยังคงให้ขุนนางดูแลหัวเมือง การเก็บส่วย อากร และส่งเข้าเมืองหลวง แต่กระนั้นการเก็บส่วย อากร ใดๆจากเมืองต่างๆก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ควรจะได้ อำนาจของกษัตริย์จำกัดเพียงพระนครและเมืองรอบๆพระนคร ไม่ได้ไปไกลถึงเมืองชายแดน จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นเป็นระยะๆ

เมื่อรัชกาลที่ ๕ ขึ้นเสวยราชย์ ความยุ่งเหยิงก็เกิดขึ้นในกรณีสถาปนาวังหน้า แสดงภาพให้เห็นถึงอำนาจของขุนนางมากล้นพ้น และปัญหาการเก็บส่วย อากร ก็ยังคงเรื้อรัง จนเมื่อพระองค์ตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์เก็บเงินเข้าท้องพระคลังได้ตามที่ควรจะได้ ทรงนำเงินเหล่านี้มาปรับปรุงการปกครองอีกครั้ง พัฒนาบ้านเมือง การทหาร วางระบบสาธารณูปโภคให้ชาวสยามได้ทัดเทียมอารยประเทศ เปลี่ยนแปลงระบบหัวเมืองเป็นมณฑลเทศาภิบาล ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน จัดตั้งกระทรวงต่างๆ ปรับปรุงการศาล การทหาร ฯลฯ

ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ สร้างเสริมให้พระองค์เป็น "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" อย่างแท้จริง ยิ่งกว่ากษัตริย์พระองค์ใดก่อนหน้ารัชกาลพระองค์ทั้งสิ้น!

ซึ่งรัชกาลที่ ๖ กับ ๗ ก็ทรงเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยเช่นกัน

หากเปรียบเทียบกับประเทศจีน การปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของจีนเรียกได้ว่าคล้ายๆกับบ้านเรา แต่ของจีนจะดูหนักหนากว่าเพราะฮ่องเต้มีอำนาจในวัง แต่นอกวัง ขุนศึก ขุนนาง แก่งแย่งชิงแผ่นดินกันอุตลุต บ้านเมืองไม่เคยได้สงบสุขอะไรเลย ไว้วันหลังจะมาเล่าให้ฟังกันนะครับ

ดังนั้นจากที่ผมได้ร่ายยาวมาขนาดนี้จะเห็นได้ว่าแต่เดิมกษัตริย์ก็ไม่ได้มีอำนาจล้นพ้นทวีแบบที่เราๆเข้าใจ อำนาจกษัตริย์จำต้องบริหารร่วมกับขุนนางที่รายล้อมพระองค์ อำนาจกษัตริย์ถูกจำกัดด้วยกรอบแห่งจริยธรรม พระราชอำนาจจึงกลายเป็นสิ่งสมมติที่ไม่ได้มีจริงตามทฤษฎี

แต่พระราชอำนาจที่แท้จริงคือ "พระบารมี" ของพระมหากษัตริย์ต่างหากครับ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6
ลมโชยริมหน้าผา วันที่ : 11/11/2010 เวลา : 14.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lomchooy

(0)
เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าอ่านครับ

อ่านไม่น่าเบื่อเหมือนสมัยเรียน
ความคิดเห็นที่ 5
เบดูอิน วันที่ : 10/11/2010 เวลา : 21.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somdej

(0)
ข้อเขียนนี้ดีมากครับ
ความคิดเห็นที่ 4
เสฐียนพงษ์_แซ่ตั้ง วันที่ : 10/11/2010 เวลา : 20.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bengnaja
 อันอริพระราชา  ข้าจักฟันให้บรรลัย

(0)
ขอบคุณพี่บีน เงาอดีตครับที่มาให้ความรู้ครับ
ความคิดเห็นที่ 3
เงาอดีต วันที่ : 10/11/2010 เวลา : 20.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/been555

(0)
ในประเทศญี่ปุ่นขุนนางตั้งตนเป็นใหญ่หลานต่อหลายครั้ง แต่ไม่มีการล้มหรือเปลี่ยนราชวงศ์แต่อย่างใด สมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งแผ่นดินญี่ปุ่นจึงอยู่ในราชวงศ์เดียวกันตลอด ส่วนพระราชอำนาจในการบริหารบ้านเมืองก็สุดแล้วแต่พระบารมี
ความคิดเห็นที่ 2
นายกรัฐมนตรี_โจโฉ วันที่ : 10/11/2010 เวลา : 20.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PM-CaoCao
 PM_Cao Cao

(0)
พระราชอำนาจที่แท้จริงคือ "พระบารมี" ของพระมหากษัตริย์ต่างหากครับ
ความคิดเห็นที่ 1
รักแห่งสยามประเ้ทศ วันที่ : 10/11/2010 เวลา : 20.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panuwat838084
Facebook: Panuwat Sangpum

(0)
เยี่ยมมากครับ ...

ปรบมือให้....
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน