• เสฐียนพงษ์_แซ่ตั้ง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sima_arm@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-25
  • จำนวนเรื่อง : 29
  • จำนวนผู้ชม : 74705
  • จำนวนผู้โหวต : 62
  • ส่ง msg :
  • โหวต 62 คน
<< ธันวาคม 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม 2553
Posted by เสฐียนพงษ์_แซ่ตั้ง , ผู้อ่าน : 746 , 02:18:31 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน

๑๐ ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันหยุดราชการ เราจะรู้กันว่าวันที่ ๑๐ ธันวาคมนั้นคือ "วันรัฐธรรมนูญ" ซึ่งหากจะพูดให้เต็มๆน่าจะเรียกว่า "วันรำลึกพระราชทานรัฐธรรมนูญ" ซะ มากกว่า เพราะหลังจากที่คณะผู้อภิวัฒน์(คณะราษฎร)ได้ผลิกฟ้าคว่ำดินสำเร็จและประกาศ ใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราม ๒๔๗๕ มาระยะหนึ่งแล้ว และได้ทำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเสร็จสิ้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช ๒๔๗๕ เพื่อใช้ปกครองประเทศในขณะนั้น

รัฐบาลจึงกำหนดให้วันที่ ๑๐ ธันวาคม ของทุกปีเป็น "วันรัฐธรรมนูญ" เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในครั้งนั้น!

....

 

ประชาธิปไตย ของประเทศไทยเดินทางมาถึงวันนี้ หากนับเป็นช่วงชีวิตคนหล่ะก็ต้องอายุรุ่นคุณปู่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่าง โชกโชน เชี่ยวชาญและลึกซึ้งในทุกสถานการณ์ แต่นั้นกลับไม่ใช่ "ประชาธิปไตย" ของประเทศไทยเลย

 

ผม มองว่าประชาธิปไตยไทยเหมือนอยู่ในอ่างล้างหน้า ก๊อกน้ำที่เปิดน้ำที่ให้เต็มอ่างเสมือนหนึ่งการสั่งสมประสบการณ์ การเรียนรู้ประชาธิปไตย แต่ทว่าอ่างล้างหน้าอ่างนี้กลับเติมน้ำไม่เคยเต็ม เพราะอยู่ๆดีสักวันหนึ่งก็จะมีคนมาเปิดจุกก้นอ่างให้น้ำนั้นไหลออก และทำให้ต้องเริ่มเติมกันใหม่อยู่เรื่อยๆ

 

ประชาธิปไตยไทยคืออ่างน้ำที่ไม่มีวันเต็ม!

 

ความถดถอยไม่ได้มีเพียงแค่คำว่า "รัฐประหาร" แบบที่นักวิชาการและแกนนำทางการเมืองบางคนพูดถึง แต่ความถดถอยนั้นก็เกิดจาก "การเมือง" นั่นเองหล่ะครับ รวมทั้งสิ่งที่เราเรียกอย่างสวยหรูว่า "การเมืองภาคประชาชน" หรือที่ผมมักจะเรียกว่า "การเมืองข้างถนน"

 

การรัฐประหารจะเป็นการสร้างความถอถอยอย่างแท้จริงหรือไม่ "คนไทย" เท่านั้นที่ตอบได้ คนต่างชาติต่างภาษาที่ไม่เข้าใจ "ความเป็นไทย" ย่อมไม่รู้หรอก เพียงเขาว่าเรารัฐประหารเขาก็ตราหน้าว่า "ถดถอย" รวมไปทั้งนักวิชาการคลั่งฝรั่งจ๋าหรือพวกคนเดือนนู้นเดือนนี้เมื่อเห็น "ทหาร" ก็หวาดหวั่นแบบโจรเจอตำรวจ ออกสวดยับคณะรัฐประหารหรือทหารที่มาแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในตอนนี้

 

รวมไปทั้ง "การเมือง" ที่นำโดย "นักการเมืองผู้ทรงเกียรติ" แต่วาจาและพฤติกรรมถ่อย สามหาว และไม่สมกับคำว่า "ผู้แทนราษฎร" และความบัดซบของผู้รงเกียรติที่คิดเพียงว่าต้อง "เล่น" การเมืองเท่านั้น และไม่เคยคิดช่วยชาติ ช่วยราษฎรอย่างแท้จริง

 

ความอัปยศและ เป็นสิ่งที่ทุเรศลูกนัยตาอย่างเช่นการโดนศาลตัดสินว่าผิดให้ออกจากตำแหน่ง ส.ส.แต่แล้วก็ยังกลับไปลงสมัครส.ส.อีกครั้ง บางคนก็อย่างหนาคิดจะพาตำแน่งรัฐมนตรีไปแข่งขันกับเขาด้วย

 

หรือ แม้แต่กับการโดนตัดสิทธิทางการเมืองห้าปีแต่ก็ยังหน้าสลอนตามสื่ออยู่เบื้อง หลังรัฐบาล มีอำนาจมากกว่ารัฐมนตรีบางคนเสียด้วยซ้ำ แบบนี้ท่านจะตัดสิทธิไปทำไมกัน สู้ตัดสิทธิทั้งชีวิตเสียให้รู้แล้วรู้รอดจะง่ายกว่ากันครับ

 

ส่วน อีกเรื่องที่โดยความคิดเห็นส่วนตัวนั้นคิดว่ามันได้เริ่มสร้าง "ความถดถอย" ให้กับประชาธิปไตยบ้างแล้วคือเรื่อง "การเมืองข้างถนน" 

 

ผู้นำกลุ่มก๊วนการเมืองต่างๆต่างเรียกการดำเนินกิจกรรมการเมืองลักษณะนี้อย่างเพราะพริ้งว่า "การเมืองภาคประชาชน" คือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น และมีส่วนในการตัดสินใจมากขึ้น และผลจากการเมืองภาคประชาชนนี้ก็ทำให้ประเทศไทยวนเวียนกับวังวนแห่งความขัด แย้งไม่น้อย!

 

โดยส่วนตัว ย้ำครับว่าส่วนตัว ไม่เคยชื่นชอบการเมืองข้างถนนสักเท่าไหร่ตั้งแต่การชุมนุมของพันธมิตร แม้ว่าในใจลึกๆก็คิดว่าสิ่งที่เขาทำนั้น "มันก็จริง" มันก็ต้องทำแบบนั้นบ้าง แต่ทว่าการชุมนุมของพันธมิตรนั้นก็สร้างความฉงนให้ผมหลายๆอย่าง (ขออภัยมิตรรักแฟนเพลงพันธมิตรทุกท่านด้วยนะครับ) เช่นคำว่า "เราจะสู้เพื่อในหลวง" "ถวายคืนพระราชอำนาจ" รวมทั้งคำพูดต่างๆที่พยายามสร้างภาพว่าพันธมิตรเท่านั้นที่รักในหลวง เป็นต้น

 

การ พูดลักษณะนี้ การเชิญชวนลักษณะนี้ก่อให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรง ความพยายามดึงฟ้าต่ำเพื่อผลทางการเมืองในลักษณะเช่นนี้ผมไม่เห็นด้วยอย่าง รุนแรง คุณรักในหลวง แต่คุณไม่มีสิทธิไปว่าคนที่ไม่ได้มาชุมนุมกับคุณ หรือเห็นต่างกับคุณว่าไม่รักในหลวง

 

การกระทำของคนแบบนี้ผมถือว่ามัน "ชั่วช้า" เทียบเท่าคน "จาบจ้วง" พระมหากษัตริย์เลยทีเดียว

 

เพราะตอนนั้นที่พันธมิตรชุมนุมสถานการณ์พันธมิตรมาแรง ใครแว๊บพูดแบบผมขึ้นมาแบบนี้โดนกระหน่ำเละ ซึ่งโดนกับตัวเองมาแล้ว แต่เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวปกติ คนส่วนใหญ่เริ่มทบทวนกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น เริ่มพิจารณากับสิ่งที่ต่างๆที่พันธมิตรทำไว้ และก็ทำให้คนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งเริ่มมองแล้วว่า "พันธมิตร" แท้จริงแล้วต้องการอะไรกันแน่?

 

แต่สิ่งที่พันธมิตรทำนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเลวร้ายไปเสียหมด ส่วนดีๆก็มีบ้าง ส่วนดีๆผมเก็บไว้ในใจแล้วหล่ะครับ มีพอสมควรเรื่องดีก็เหมือนกางเกงใน มีติดตัวไว้แต่ไม่ต้องเอามาโชว์ ฮา

 

มาพูดถึงการเมืองภาคประชาชนของฝั่งคนเสื้อแดงบ้างครับ

 

คนเสื้อแดงพยายามจะล้มทฤษฎีการเมือง "สองนครประชาธิปไตย" ของอาจารย์เอนกที่ว่า "คนชนบทตั้งรับบาล คนกรุงล้มรัฐบาล" ว่าคนชนบทก็ล้มรัฐบาลได้เหมือนกัน

 

ตลอดการชุมนุมของคนเสื้อแดง มักจะไม่ค่อยมีอะไรดีๆมาโชว์ เขาเน้นแต่เรื่องไสยศาสตร์ (คงคิดเลียนแบบมาจากแกนนำอีกเสื้อสีหล่ะม้าง ฮา) และฮาร์ดคอเป็นหลัก การขยับของคนเสื้อแดงแต่ละทีทำให้คนไทยหายใจไม่ทั่วท้อง การปะทะ คนตาย เสียงปืน M79 กลายเป็นข่าวธรรมดาในช่วงของการชุมนุม

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นจากการชุมนุมคือ "ความเป็นเอกภาพ" แม้ว่าการชุมนุมนี้จะเรียก นปช. ก็ตามทีแต่ก็เกิดจากคนหลายกลุ่มก๊วน เช่น คอมมิวนิสต์ยังไม่ตาย ล้มเจ้า เสียผลประโยชน์ เดือดร้อนจริงๆ รักทักษิณ ฯลฯ แกนนำระดับเล็กๆมีมาก หัวหน้าก๊วนต่างๆก็มีเยอะ แม้ว่าสามเกลอจะทำหน้าที่เป็นคนสั่งการแต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป

 

หลายครั้งหลายคราที่การชุมนุมโดยผู้ชุมนุมและแกนนำบางคน "แหกคอก" ไม่ฟังคำสั่งสามเกลอจนกลายเป็นเรื่องเป็นราว ฉายภาพความไม่เป็นหนึ่งเดียวของคนเสื้อแดง แต่ด้วยกลุ่มบางกลุ่มที่อิงแอบแนบชิดเช่นกลุ่มล้มเจ้าที่อาศัยมวลชนเสื้อแดง คิดก่อการใหญ่ก็กลายเป็นปัญหาให้แกนนำต้องแก้ตัวกันพัลวัน และความไม่เป็นเอกภาพนี้แหละจะทำลายให้คนเสื้อแดงแพ้ไม่จบไม่สิ้น

 

การโหมกระพือข่าว "ล้มเจ้า" ในกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นกลายเป้นประเด็นวิจารณ์อย่างขว้างขวางว่าสมควรแล้วหรือที่จะใช้เป็น "หัวข้อหลัก" ในการจัดการกับผู้ชุมนุม เพราะบางคนกลัวว่าจะซ้ำรอยกับเหตุการณ์ในอดีตซึ่งเกิดขึ้นในลักษณะนี้มาแล้ว

 

แต่สิ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษจากการชุมนุมนี้คือเรื่อง "ความเหลื่อมล้ำ" ทางสังคม

 

แม้ว่าคนเสื้อแดงจะพยายามยกตนเองให้เป็น "ไพร่" เพื่อให้ชัดเจนว่าเขากำลังต่อสู้กับ "อำมาตย์" ก็ตามที ซึ่งตรงนี้ผมมองว่ามันก็จริงส่วนหนึ่งนะ

 

สังคมไทยโดยเฉพาะสังคมชนบทหรือที่เรียกว่าบ้านนอกยังไม่ได้รับการเอาใจใส่แบบ จริงๆจังๆเสียสักที ผมสังเกตว่าอะไรๆก็เทเข้าเมืองหลวง เมืองใหญ่ ซึ่งในแง่เศรษฐกิจมันก็จริงที่ว่าการพัฒนาเมืองหลวงเมืองใหญ่เพื่อดึงดูการ ลงทุน การท่องเที่ยวมันก็สำคัญ แต่นั่นมันก็เท่ากับว่าเรากำลัง "ฆ่า" คนชนบททางอ้อมอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์เพียงแค่ซวยที่เข้ามาบริหารประเทศในช่วงที่สุกงอมพอดีเท่านั้น

 

ความเหลื่อมล้ำทางสังคมไทยเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้ ทุกคนทราบ แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขดูแลอย่างแท้จริง ส.ส.ตอนที่ลงสมัครก็สร้างฝันให้คนชนบทสวยหรูเมื่อได้เป็นสมใจก็ลืมประชาชน เสียหมดกลายเป็นวงวัฏจักรแบบนี้มาหลายสิบปีไม่จบไม่สิ้น จนนำไปสู่การเรียกร้องในเชิงรูปธรรมของคนเสื้อแดงนั่นเอง

 

แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามแก้ไขโดยใช้โครงการต่างๆ คณะทำงานต่างๆ แต่นั่นก็เป็นเพียงระยะสั้นๆที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลใดๆมากนัก การจะทำจริงๆจังๆคงจะต้องใช้เวลาอาจจะชั่วรุ่นส.ส.ยุคนี้ไปเลยถึงจะสำเร็จก็ว่าได้

 

ผมมองว่าในตอนนี้ "การเมืองภาคประชาชน" ที่นำโดยคนไม่กี่คนได้ก่อปัญหาให้ไว้กับประเทศไม่น้อย แกนนำที่ไม่ฟังเสียงมวลชนก็ไม่ต่างจากส.ส.ที่ไม่ฟังเสียงราษฎร จำไว้นะครับ(ขออภัยที่บังอาจไปสอนคนแก่)

 

ผมเคยคิดเล่นนะครับว่า ทำไมต้องมีการเมืองภาคประชาชน ในเมื่อเรามี "ตัวแทน" ของประชาชนแล้วนี่ "ส.ส." ไงหล่ะครับ หากมีการเมืองภาคประชาชนที่สามารถ "สั่งเป็น สั่งตาย" และสร้างความเดือดร้อนไปทั่วประเทศไทยเราจะไปมีทำไม "ส.ส." ก็ปล่อยเลยให้ "การเมืองภาคประชาชน" บริหารประเทศไปเสียเลยสิ

 

นั่นแค่ความคิด "ชั่ววูบ" และเมื่อเริ่มมองว่า "ส.ส." ที่เป็นตัวแทนทำตัวไม่เหมาะสมกับหน้าที่หล่ะ ใครจะมาทำงานแทน?

 

คำตอบในใจก็คือ "ประชาชน" อยู่ดี แต่ว่าจะมาในลักษณะไหนหล่ะครับ? มาแบบข้างถนน มาแบบองค์กร มาแบบวิชาการ ฯลฯ

 

ตรง นี้หล่ะถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องคิดแล้วหล่ะว่า "ประชาชน" ควรมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบไหนจึงจะ "เหมาะสม" ไม่ใช่รอแต่ "แกนนำ" ไม่กี่คนบงการตามอำเภอใจ!!!


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6
ศ.ศาลาเงียบเหงา วันที่ : 10/12/2010 เวลา : 21.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/unclewin

(0)
ดีครับ ดีแน่ สอนคนแก่บ้าง
อย่าได้อ้างว่าอาบน้ำมาก่อน
เพราะบางอย่างคนแก่ผิดแน่นอน
ยังตะรอน ๆ อยู่แบบโบราณ
แถมยังยึดมั่นตามที่ท่านคิด
เช่นพ่อหมอศักดิ์สิทธิ์..อะไรนั่น
จุดธูปแช่งคนอื่นยืนยัน
แล้วกรวดน้ำคว่ำขันให้อภัย
........งงครับ.....
การเมืองภาคประชาชนทำได้ดีที่สุดขณะนี้ก็คือการทัดทานคานอำนาจ ทักท้วงในสิ่งที่นักการเมืองทำไม่ถูกต้อง
ระบบเลือกตั้งยังหวังอะไรไม่ได้นัก เลือกอีกก็ได้คนเดิมมาอีก ความคิดเดิม ทัศนคติเดิม ๆ วิธีการเดิม ๆ แก้ปัญหาเอาหน้ารอดแบบเดิม ๆ เพียงแต่เปลี่ยนเสื้อคลุมเท่านั้น ต้องอาศัยเวลาระยะยาวครับ
ความคิดเห็นที่ 5
ชายแม้น วันที่ : 10/12/2010 เวลา : 18.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/changman

(0)
ตราบใดที่ประชาชนยังไม่มีความรู้พอ ที่จะสามารถคัดแยก คนดี-ไม่ดี ออกได้

ประชาธิปไตยแบบไทยๆ น้ำก็ยังไม่เต็มอ่าง
ความคิดเห็นที่ 4
Bobby วันที่ : 10/12/2010 เวลา : 17.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ipradio

(0)
ประเด็น..การมี ผู้แทน ถือเป็นกลไกหนึ่งในการถ่ายโอนอำนาจของประชาชนผ่านเข้าไปส่วนกลางง่ายๆ ก็คือเพื่อทำหน้าที่แทนตัวเอง
.
ถ้าคนส่วนใหญ่หรือคนบางกลุ่มไม่ชอบ ไม่พอใจ ตัวแทนของเขา หรือการกระทำใดๆ ที่มีผลกระทบต่อพวกเขา เขาย่อมมีสิทธิ์ประท้วงได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้ว การประท้วงข้างถนนก็เห็นเป็นเรื่องปกติ
.
ตัวอย่างเช่น
-ผู้ประท้วงอังกฤษ รุมขว้างปารถ"ฟ้าชายชาร์ลส์"
-ชาวสเปนประท้วงมาตรการรัดเข็มขัดรัฐบาล
-อิตาลีประท้วงนโยบายรัฐบาล
-ได้เกิดการประท้วงใหญ่ที่แคลิฟอร์เนียและกระจายไปเกือบทุกรัฐทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่องการตัดงบการศึกษา
-ฯลฯ
.
การก่อม็อบทำได้ เพียงแต่ห้ามทำผิดข้อกฎหมาย (ในทางทฤษฎี) เวลาม็อบทำผิดไม่ว่าสีไหน กลุ่มไหน รัฐมีหน้าที่ลงโทษอย่างเท่าเทียม ไม่เช่นนั้นก็ต้องยอมรับผลกระทบที่ตามมา
.
การก่อม็อบหลายๆ ครั้ง ไม่เฉพาะในประเทศเรา การทำผิดกฎหมายของม็อบ จะเล็กน้อยหรือใหญ่โตไม่ใช่เรื่องประหลาด เพราะเมื่อประท้วงแล้ว หากไม่มีเสียงตอบรับ หรือปัญหาที่เขาเรียกร้องไม่ได้รับการแก้ไข เขาก็ต้องทำในสิ่งที่เขาเชื่อว่า จะทำให้ผู้นำหันมาฟัง ซึ่งก็เหมือนเป็นการสร้างวัฒนธรรมการประท้วงที่ไม่ดีไปในตัว ..เราควรแก้ที่ม็อบหรือที่รัฐ??
.
การประท้วงในป่าช้า บนพื้นฐานห่างไกล มันคงไม่ได้ช่วยให้รัฐมาสนใจ และคงไม่กระชากอารมณ์สังคมนัก แถมนานๆ ไปก็เลิกไปเอง

ม็อบก็เลยต้องเพิ่มระดับความเข้มข้นขึ้น ด้วยการประท้วงหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นละเมิดกฎหมาย การปกครองที่มีม็อบไม่ได้ เห็นจะมีก็แต่ ระบอบเผด็จการ เท่านั้น

ศัตรูประชาธิปไตย อันร้ายกาจ คือ การปฎิวัติ-รัฐประหาร หาใช่นักการเมืองไม่ นักการเมืองดีชั่ว เราด่าได้ เราไล่ได้ มีวาระ

ประเด็น..รัฐประหารนั้น เป็นอำนาจนอกระบอบ ถือเป็นการปล้นอำนาจจากประชาชน จึงถูกนิยามว่า การรัฐประหารเป็นสัญลักษณ์ของการถอยหลัง

..18 ครั้ง ตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมาก็น่าจะพอพิสูจน์ว่า ปัญหาการเมืองนั้น แก้ไขไม่ได้ด้วยการทำรัฐประหาร มันอาจจะถูกใจฝ่ายที่เห็นด้วย..ขณะเดียวกันก็ไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายที่เห็นต่าง ยิ่งไปซ้ำเติมปัญหาความแตกแยกในสังคมมากขึ้น
.
ประเด็น...เอกภาพ ไม่ผิด หากความเป็นเอกภาพ.ของเสื้อแดง.หมายถึง.ต้องเชื่อฟังแกนนำทุกอย่าง สั่งซ้ายหันขวาหันไม่ได้ และมีกลุ่มก๊วนหลายก๊กหลายเหล่า มีทั้งเชียร์ทักษิณ และไม่อินทักษิณ เช่นเดียวกันฝ่ายเสื้อเหลือง ก็มีทั้งพลเมืองดี พ่อค้ายา เจ้ามือหวยเถื่อน ซึ่งก็มีหลายก๊กหลายเหล่าไม่แพ้กัน เป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย ที่มีความหลากหลายทางความคิด ถ้าจะให้คิดเหมือนกันโดยไร้ข้อโต้แย้ง คงจะยาก

ความเป็นเอกภาพอีกมิติหนึ่งของเสื้อแดงนั้น ทุกๆ คนมีเป้าประสงค์เดียวกัน คือเรียกร้องให้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ส่วนความเป็นเอกภาพของเสื้อเหลือง คือ ไม่เอาทักษิณ ไม่เอารัฐบาลโกงกิน (ทุกๆรัฐบาล)

วันนี้ (10 ธ.ค) เป็นวันคล้ายวันพระราชทานรัฐธรรมนูญซึ่งเราถูกสั่งสอนมาตลอดว่า "เป็นกฎหมายสูงสุด" ความจริงมันไม่ใช่กฎหมายสูงสุดแต่อย่างใดเลย มีอย่างที่ไหน พรก.ฉุกเฉิน ฉบับเดียว สามารถสยบ "รัฐธรรมนูญ" เกือบทั้งฉบับได้
ความคิดเห็นที่ 3
กบจ้อย วันที่ : 10/12/2010 เวลา : 15.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchot

(0)
มาตรา ๘๗ รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังต่อไปนี้....
....
(๓) ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ
ในรูปแบบองค์กรทางวิชาชีพหรือตามสาขาอาชีพที่หลากหลาย หรือรูปแบบอื่น
(๔) ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง และจัดให้มีกฎหมายจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองเพื่อช่วยเหลือการดำเนินกิจกรรมสาธารณะของชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินการของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายทุกรูปแบบให้สามารถแสดงความคิดเห็นและเสนอความต้องการของชุมชนในพื้นที่

ขอบคุณครับ
ความคิดเห็นที่ 2
กบจ้อย วันที่ : 10/12/2010 เวลา : 15.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchot

(0)
มาตรา ๖๓ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

มาตรา ๖๔ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์การเอกชน องค์การพัฒนาเอกชน หรือหมู่คณะอื่น
ความคิดเห็นที่ 1
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 10/12/2010 เวลา : 13.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
The best thing cannot be seen or even touched.

(0)
แรงเสมอต้นเสมอปลายนะน้องเบ้ง
ผมคิดว่าทำอะไรมันก็ต้องกฎกติกา
เตะบอลก็ต้องในสนาม จะไปเตะบนอัฐจันทน์ก็ใช่ที่
การมีส่วนร่วมของคอรักบอล อยากพัฒนาวงกรฟุตบอล รวมทั้งกองเชียร์แต่ละทีม มันก็ต้องไปทำอะไรสักอย่างกับทีมของตัวเอง ที่ตัวเองชอบ แล้วจับมือกับทำอะไรสักอย่างกับสมาคมฟุตบอล ..
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน