• เสฐียนพงษ์_แซ่ตั้ง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sima_arm@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-25
  • จำนวนเรื่อง : 29
  • จำนวนผู้ชม : 74726
  • จำนวนผู้โหวต : 62
  • ส่ง msg :
  • โหวต 62 คน
<< มีนาคม 2011 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 24 มีนาคม 2554
Posted by เสฐียนพงษ์_แซ่ตั้ง , ผู้อ่าน : 1407 , 23:14:39 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน

ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสเรื่องการวิจารณ์พระมหากษัตริย์ไว้ว่า

"ขอเปิดเผยว่า วิจารณ์ตัวเอง(พระเจ้าอยู่หัว)ได้ว่าบางทีก็อาจจะผิด แต่ให้รู้ว่าผิด ถ้าเขาบอกว่าวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวว่าผิด งั้นขอทราบว่าผิดตรงไหน ถ้าไม่ทราบ...เดือดร้อน"

"ฉะนั้น ก็ที่บอกว่าการวิจารณ์เรียกว่าละเมิดพระมหากษัตริย์ ให้ละเมิดได้ แต่ถ้าเขาละเมิดผิด เขาก็ถูกประชาชนบอมส์ เป็นเรื่องขอให้เขารู้ว่าวิจารณ์อย่างไร ถ้าเขาวิจารณ์ถูกก็ไม่ว่า แต่ถ้าวิจารณ์ผิด ไม่ดี แต่เมื่อบอกว่าไม่ให้วิจารณ์ ละเมิดไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญว่าอย่างนั้น ลงท้ายพระมหากษัตริย์ก็เลยลำบาก แย่ อยู่ในฐานะลำบาก"

"เพราะถ้าไม่ให้ละเมิดพระเจ้าอยู่หัวเสีย พระเจ้าอยู่หัวเป็นคนไม่ดี ซึ่งถ้าคนไทยด้วยกันหนึ่งไม่กล้า สองคือเอ็นดูพระเจ้าอยู่จึงไม่กล้า ไม่อยากละเมิด แต่มีฝ่ายชาวต่างประเทศ มีบ่อยๆ ละเมิดพระเจ้าอยู่หัว ละเมิดเดอะคิง แล้วก็หัวเราะเยาะว่าเดอะคิงของไทยแลนด์ พวกคนไทยทั้งหลายนี่ เป็นคนแย่ ละเมิดไม่ได้ ในที่สุดถ้าละเมิดไม่ได้ก็เป็นคนเสีย"

จะเห็นได้ว่าถ้อยประโยคที่สำคัญคือ "ฉะนั้น ก็ที่บอกว่าการวิจารณ์เรียกว่าละเมิดพระมหากษัตริย์ ให้ละเมิดได้ แต่ถ้าเขาละเมิดผิด เขาก็ถูกประชาชนบอมส์ เป็นเรื่องขอให้เขารู้ว่าวิจารณ์อย่างไร ถ้าเขาวิจารณ์ถูกก็ไม่ว่า แต่ถ้าวิจารณ์ผิด ไม่ดี "

ผมเชื่อว่ายังมีหลายคนที่ยังเข้าใจเรื่องการวิจารณ์พระมหากษัตริย์ผิดๆ การเรียกร้องให้ยกเลิกหรือปรับปรุง "กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ก็เพื่อต้องการให้เกิดการวิจารณ์โดยวงกว้างและมีเสรีภาพ ซึ่งในเรื่องที่เขาอ้างนั้นผมกลับมองว่าสิ่งที่พวกเขา(นักวิชาการ , กลุ่มการเมือง)ต้องการเพียงแค่ "พูดอะไรก็ได้ที่อยากพูด" ได้อย่างถูกต้องและชอบธรรมโดยไร้ข้อกฎหมายใดมาควบคุม

เพราะในปัจจุบันการวิจารณ์พระมหากษัตริย์ยังคงเป็นที่จับตามองของคนในสังคม และยังคงต้องได้รับการตรวจสอบถึงข้อเท็จจริง ความสมเหตุสมผลที่ไม่ใช่ "พูดอะไรก้ได้ที่อยากพูด" หรือเพียงอ้างว่า "มีคนเล่ามาว่า..."(พงศาวดารกระซิบ) ทั้งนี้ก็เพื่อให้ควาเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายคือ "ผู้วิจารณ์" ถ้าสิ่งที่วิจารณ์นั้นสมเหตุสมผล สังคมก็สมควรได้รับรู้ และให้ความเป็นธรรมกับผู้วิจารณ์ไม่ใช่เพียงแต่จ้องจะจับผิด แต่ถ้าวิจารณ์ผิดเขาก็จะโดนลงโทษทางสังคม และ "ผู้ถูกวิจารณ์" ซึ่งก็คือพระมหากษัตริย์ เราต้องเข้าใจในส่วนนี้ว่าพระมหากษัตริย์มิอาจลงมาแก้ข้อกล่าวหาใดๆได้ แบบประชาชนทั่วไป ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงต้องมีการตรวจสอบเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา

แม้ว่าในปัจจุบันที่สังคมยังคงตรวจสอบเรื่องการวิจารณ์ฯอย่างมาก ข้อเขียนต่างๆ สิ่งพิมพ์จำนวนมาก รวมทั้งแวดวงสัมนาวิชาการ ก็ยังมีมากขึ้นตาม และทุกในหลายๆสื่อ หลายบทความเรื่องยาว ก็ยังเปิดเสรีให้ผู้สนใจไปโหลดอ่าน หรือเข้าฟังสัมนาวิชาการฟรีๆ ซึ่งผมก็มองว่าเรื่องนี้เป็นธรรมดาของการ "ปั่นกระแส" ของคนกลุ่มนี้

การตั้งวงเสวนาวิชาการ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆจะต้องมีการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ต้องการ "สร้างกระแส" ให้กับสังคมแล้วยิ่งต้องลงทุนหนัก คนกลุ่มนี้กำลังยื่นปลาเผาให้ลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมามากินฟรี จนวันหนึ่งเมื่อปลาเผาของเขาโด่งดังและเป็นที่รู้จัก ลูกค้าของเขาก็ต้องเข้าไปในร้านและต้องสั่งปลาเผามากินเพื่อสนองความต้องการ

ซึ่งก็เป็นลักษณะเดียวกับที่กลุ่มนักวิชาการกำลังทำอยู่ในตอนนี้ และเมื่อวันหนึ่งที่ความพยายามของคนกลุ่มนี้สำเร็จขึ้นมา กระแสความต้องการของคนหมู่มากก็จะสร้าง "เม็ดเงิน" มหาศาล และจะพุ่งตรงไปที่กลุ่มนักวิชาการกลุ่มนี้ในฐานะผู้ก่อการ "สิ่งพิมพ์" มูลค่ามหาศาลก็จะออกเผยแพร่สู่สาธารณะ โดยเฉพาะกับ "บุคคุล" ที่จะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวทั้งงานเขียนและวงเสวนาออกมาได้ดีนั้นก็แทบจะนับคนได้ในประเทศไทย คนเหล่านี้จะ "โด่งดัง" และสร้าง "เม็ดเงิน" มหาศาลให้กับกลุ่มนักวิชาการของเขา และจะกลายเป็นทุนให้พวกเขาทำเรื่องที่ "ใหญ่" กว่านั้นก็เป็นได้

ผมยอมรับว่าผมอาจจะคิดมาก มองพวกท่าน(นักวิชาการ)เชิงพาณิชย์มากเกินไปก็เป็นได้ แต่จะไม่ให้คิดเลยก็ไม่ได้ เพราะในเมื่อท่านหว่านพืชท่านก็ย่อมหวังผล ท่านคงไม่ใช่อรหันต์บรรลุธรรมที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน แม้นว่าท่านจะไม่หวังในเม็ดเงิน แต่ผมก็เชื่อว่าท่านคงจะหวังใน "ชื่อเสียง" เกียรติยศที่จะได้จารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะผู้ที่คิดจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ผมอยากจะบอกท่านว่า ณ ตอนนี้ชื่อพวกท่านได้ถูกจารึกไว้ในบันทึกหน้าหนึ่งทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยแล้ว ก็รอแต่วันที่ท่านสิ้นลม ให้คนรุ่นหลังวิจารณ์ท่านว่าท่าน "เลว" หรือ "ดี" เพียงใด ก็เท่านั้น!

เรากลับมาที่ประเด็นเรื่อง "พระราชอำนาจ" และ "การวิจารณ์พระมหากษัตริย์" กันดีกว่าครับ ที่ไปที่มาคงจะต้องบอกว่าเพราะกว่า ๗๐๐ ปีที่เราอยู่ใต้การปกครองในระบอบกษัตริย์ และเราเพิ่งจะมี "ประชาธิปไตย" ได้เพียง ๘๐ ปี เรากำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนถ่ายแห่งยุคสมัย ซึ่งเป็นธรรมดาของประเทศที่เพิ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่ถึงหนึ่งศตวรรษ ผนวกกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากยุคเก่าสู่ยุคใหม่อย่างรวดเร็วทำให้บางครั้งเรื่องบางเรื่องก็ยังคงเป็นคำถามที่ไม่รู้จักจบสิ้นในยุคเปลี่ยนถ่ายแบบนี้

คำถามคลางแคลงใจจำนวนมากเกิดขึ้นกับพระเจ้าอยู่หัวกับเรื่องการเมือง ผมจะขอยกเรื่องที่เข้ากับบทความนี้มาเพียงสามคำถามที่เคยได้พบมาให้อ่านกันนะครับ

"พระมหากษัตริย์" อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ จริงหรือไม่?

"พระราชอำนาจแต่เดิม" ของพระมหากษัตริย์แต่ยุคโบราณ(การปกครองแบบเก่า)ได้สูญสิ้นไปแล้ว จริงหรือไม่?

"วิจารณ์" พระมหากษัตริย์ คือเรื่องต้องห้ามมาตั้งแต่โบราณจนถึงยุคประชาธิปไตย จริงหรือไม่?

เรามาพิจารณากันทีละประเด็นเลยครับ

"พระมหากษัตริย์" อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ จริงหรือไม่?

ในทางกฎหมาย สถานะของพระมหากษัตริย์ถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญ แปลง่ายๆคือ "ผู้กำหนด" ต้องมีสถานะสูงส่งกว่า ดังนั้นพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วครับ แต่ก็มีคำถามต่อมาว่า ก่อนที่จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ต้องลงพระปรมาธิไธยก่อนไม่ใช่หรือ งั้นหมายความว่าพระมหากษัตริย์คือผู้อนุญาตให้ใช้รัฐธรรมนูญไม่ใช่หรือ? คำตอบคือก่อนประกาศใช้ต้องให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยนั้นถูกต้องครับ ซึ่งก็เป็น "พระราชอำนาจ" อย่างหนึ่ง ดังที่ผมได้กล่าวไว้ในตอนที่ ๑ พระราชอำนาจที่ว่าคือการใช้อำนาจ "แทน" ปวงชนชาวไทย เมื่อเสียงส่วนใหญ่ในประเทศยอมรับรัฐธรรมนูญแล้ว พระมหากษัตริย์ก็จะใช้พระราชอำนาจ "แทน" ปวงชนชาวไทย "ลงพระปรมาภิไธย"(ลายเซ็น) ว่าคนไทยส่วนใหญ่นั้น "เห็นชอบแล้ว" กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้

แต่ถ้าหากประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบ แต่พระมหากษัตริย์ไม่ลงพระปรมาภิไธยแบบนี้ก็ไม่ถูกต้อง ถือว่าเป็นการใช้พระราชอำนาจเกินขอบเขต

(เราต้องรับรู้สภาพความเป็นจริงอย่างหนึ่ง คำว่า "แทนปวงชนชาวไทย" นั้นไม่ได้หมายถึงปวงชนชาวไทยทั้งหมด แต่เป็นเพีงกลุ่มผู้ปกครองบ้านเมือง หรือชนชั้นผู้ปกครอง อันได้แก่ รัฐบาล สสร. คณะรัฐประหาร เป็นต้น ซึ่งชนชั้นผู้ปกครองนี้เรียกตัวเองว่า "ตัวแทนประชาชน" ดังนั้นเมื่อผู้ปกครองบ้านเมืองแก้รัฐธรรมนูญ ก็หมายความว่าประชาชนร่วมแก้รัฐธรรมนูญด้วย เป็นเรื่องอันปรกติในการปกครองแบบประชาธิปไตย)

ซึ่งการลงพระปรมาภิไธยนั้นก็ยังหมายถึงว่าพระมหาษัตริย์ "ยอมรับ" รัฐธรรมนูญ และยอมอยู่ใต้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นเช่นเดียวกับประชาชน เพียงแต่ประชาชนกับพระมหากษัตริย์สถานะต่างกันเท่านั้น!

"พระราชอำนาจแต่เดิม" ของพระมหากษัตริย์แต่ยุคโบราณ(การปกครองแบบเก่า)ได้สูญสิ้นไปแล้ว จริงหรือไม่?

ผมได้อธิบายเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยไปแล้วในตอนที่ ๑ กลับไปอ่านดูก่อนได้ครับสำหรับท่านที่ไม่ได้อ่าน แต่ในตอนที่ ๒ จะกล่าวถึง "พระราชอำนาจแต่เดิม" ของพระมหากษัตริย์ครับ

"แต่เดิม" หมายความถึงยุคก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ซึ่งจะว่าไปแล้วอำนาจของพระมหากษัตริย์ก็ไม่ได้มากพ้นล้นฟ้าท่วมดินแต่อย่างไร "อำนาจ" ต่างๆล้วนมีข้อจำกัด เช่นเดียวกัน "พระราชอำนาจ" ก็มีข้อจำกัด!

สิ่งทีเป็นข้อจำกัดในการใช้พระราชอำนาจหลักๆก็มีด้วยกันสามอย่างคือ "ธรรมเนียมราชสำนัก(กฎหมาย) , ทศพิธราชธรรม , ขุนนาง"

ยุคสมัยราชาธิไตยก็มีการบัญญัติ "กฎหมาย "ไว้ปกครองบ้านเมือง โดยผู้บัญญัติก็คือกษัตริย์ กรอบที่สร้างขึ้นมานี้ก็เป็นการจำกัดไม่ให้ประชาชนทำผิด รวมทั้งมีบทลงโทษ ที่สำคัญคือกษัตริย์แม้จะเป็นผู้บัญญัติแต่ก็ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายนั้นด้วย และพระองค์ยังต้องเป็นผู้สะสางคดี (ซึ่งก็มีตัวแทนพระองค์ตัดสิน) ด้วยความเป็นธรรม อีกทั้งธรรมเนียมที่มากมายของราชสำนัก กฎมณเฑียรบาล ก็ยังมีส่วนในการควบคุมการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ด้วย

"ขุนนาง" ฟันเฟืองสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมขุนนางถึงได้เป็นหนึงในกรอบจำกัดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ทั้งๆที่ขุนนางเป็นเพียง "ข้าราชการ" ที่ต้องสนองพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ แต่ทว่าที่ปรากฎในพงศาวดารตั้งแต่อยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์จะพบว่าเมื่อใดที่ขุนนางรวมหัวกันไม่ยอมรับในพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เมื่อนั้นบ้านเมืองก็จะระส่ำ ความไม่เป็นปึกแผ่นของ "เจ้า-ข้า" ย่อมทำให้การบรหารงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ในอดีตขุนนางสามารถท้าทายกษัตริย์สถาปนาสองราชวงศ์ปกครองกรุงศรีอยุธยา จนมาถึงกรณีวิกฤตวังหน้าในสมัยพระพุทธเจ้าหลวงอีก เพียงเท่านี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า "อำนาจ" ของขุนนางนั้นก็ไม่ได้ด้อยกว่าพระมหากษัตริย์ แต่อยู่ที่พระมหากษัตริย์เองที่ว่าจะสามารถควบคุมขุนนางได้มากน้อยเพียงใด ควบคุมได้มากพระราชอำนาจย่อมมากตาม ควบคุมได้น้อยพระราชอำนาจก็น้อยลงไป!

"ทศพิธราชธรรม" เมื่อความเป็นพระมหากษัตริย์เปลี่ยนจาก "สมมติเทพ" เป็น "ธรรมราชา" โดยใช้หลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนามาเป็นกรอบควบคุมการใช้พระราชอำนาจ ไม่ให้เกินเลยและเบียดเบียนราษฎร และเพื่อให้ลักษณะการปกครองดูอ่อนโยนลงตามหลักศาสนาไม่ใช่ความแข็งกร้าวตามแบบสมมติเทพ

ทั้งนี้ไม่ว่าจะพระมหากษัตริย์หรือคนธรรมดา เมื่อมีธรรมะในใจแล้ว การอยู่ร่วมกันในโลก การบริหารงานร่วมกับผู้อื่น ย่อมเป็นไปโดยง่ายเช่นกัน

เมื่อเราได้ย้อนกลับไปดูรูปแบบ "พระราชอำนาจ" ในสมัยโบราณแล้วก็จะพบว่าในยุคสมัยที่พระมหากษัตริย์ยังเรืองพระราชอำนาจมากกว่าใครในแผ่นดิน จนถึงขนาดฝรั่งบันทึกว่า "คำพูดคือกฎหมาย" นั้นดูยังจะไม่จริงเลยทีเดียว "พระราชอำนาจ" ที่ดูแสนจะยิ่งใหญ่ก็เป็นแต่เพียงเรื่องกล่าวขานเพื่อยอพระเกียรติยศ แต่ในทางปฏิบัติแล้วพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ล้วนถูกกฎหมาย หลักธรรม และขุนนาง เข้าควบคุม

"วิจารณ์" พระมหากษัตริย์ คือเรื่องต้องห้ามมาตั้งแต่โบราณจนถึงยุคประชาธิปไตย จริงหรือไม่?

ผมเข้าใจว่าเรื่องวิจารณ์พระมหากษัตริย์กับเรื่องการวิจารณ์รัฐบาลเป็นเรื่องที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือวิจารณ์ว่าทำไมรัฐออกนโยบายอย่างนั้น ทำไมรัฐดำเนินการอย่างนี้ เป็นต้น แต่เราต้องมาทำความเข้าใจสภาพสังคม และความเป็นอยู่ของคนสมัยนั้นอย่างหนึ่งว่าเขาไม่มีการสื่อสาร ไม่มีความรู้ และยังคงเชื่อเรื่องสมมติเทพ ถ้าไม่ใช่ชนชั้นปกครอง ชนชั้นศักดินาแล้วย่อมไม่ได้รับรู้ความเป็นไปในเรื่องการปกครองของบ้านเมือง

ชาวบ้านรับรูเพียงว่าทำไมช้าวราคาแพง ทำไมเกลือราคาแพง นั่นคือเรื่องที่เขาคุยกันและวิจารณ์การบริหารงานของราชสำนักว่ากำหนดนโยบายขายข้าวขายเกลืออย่างไร เก็บภาษีอย่างไร ส่วนเรื่องอื่นๆชาวบ้านนอกจากไม่สิทธิรับรู้แล้ว พวกเขาก็ไม่ได้อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอำนาจที่ตนไม่อาจเอื้อมตามความเชื่อของคนในสังคมสมัยนั้น

จึงเกิดเป็นลักษณะปฏิบัติว่าประชาชนจะไม่วิจารณ์พระมหากษัตริย์ เพราะไม่รู้ว่าจะวิจารณ์อะไร เพราะไม่รู้อะไรที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ทีอยู่แต่ในพระบรมหาราชวัง นอกจากเรื่องศึกสงครามแล้ว เรื่องอื่นๆประชาชนย่อมไม่ได้รู้(เช่นเดียวกับผมที่รู้ว่าที่เขาพระวิหารเกิดปัญหา แต่เรื่องอื่นๆไม่รู้ ดังนั้นจึงไม่เคยเขียนบทความเพื่อวิจารณ์เรื่องเขาพระวิหารเลย)

คนไทยเคารพและสักการะพระมหากษัตริย์ และด้วยความกริ่งเกรงในพระราชอำนาจที่ถูกสร้างขึ้นจากภายนอก(ตามประสาชาวบ้าน)ก็เลยทำให้ไม่เกิดการวิจารณ์พระมหากษัตริย์(หรือมีแต่ในชนชั้นสูง)ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็กลายมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่าไม่สมควรวิจารณ์พระมหากษัตริย์สืบมา

ดังนั้นแม้เราจะเข้าสู่ยุคประชาธิปไตย ยุคที่พระมหากษัตริย์ไม่ได้มีอำนาจใดๆ มีแต่เพียง "พระบารมีปกเกล้า" การวิจารณ์ย่อมเกิดขึ้นกับคน "หัวสมัยใหม่" ที่น้อมเอาประชาธิปไตยจากฝากตะวันตก แนวคิลัทธิมาร์ก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่คงจะต้องกล่าวเช่นเดิมว่าบางครั้งเราก็ต้องดูพ้นฐานทางสังคมของไทย ๗๐๐ ปีที่ไทยอยู่ใต้ระบอบกษัตริย์ กับ ๘๐ ปี ที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ คนไทยยังแยกไม่ออกเสียทีเดียวกับพระมหากษัตริย์ คติความเชื่อต่างๆยังคงวนเวียนอยู่ในสังคมไทย การเปลี่ยนแปลงเปิดเสรีวิจารณ์พระมหากษัตริย์ยังเป็นเรื่องที่ "สังคมส่วนใหญ่" รับไม่ได้เสียทีเดียว

ผมเชื่อว่าที่คนส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะไม่วิจารณ์พระมหากษัตริย์ เพราะ "ความเกรงใจ" คนๆหนึ่งทำงานเพื่อคนอื่นมาทั้งชีวิต แต่กลับถูกคนรุ่นลูกรุ่นหลายมาก่นด่าให้เสียหาย(ที่ไม่ใช่ลักษณะการวิจารณ์)ผมว่ามันยังไม่ถูกต้องนักครับ และดูไม่สมควรอย่างยิ่ง

ถ้าพระมหากษัตริย์ทรงเลือกที่จะเป็น "สัญลักษณ์" ของชาติ พระองค์ก็คงจะไม่ต้องเสด็จออกทุระกันดารเยี่ยมประชาชน ออกเพียงงานสังคมชั้นสูงก็เพียงพอแบบที่ราชวงศ์ต่างประเทศกระทำกัน แต่พระมหากษัตริย์ได่ทรงเลือกแล้วว่าพระองค์จะเป็นพระมหากษัตริย์ของคนไทย ไม่ว่าประเทศไทยจะอยู่ในรูปบบการปกครองใด หน้าที่ของพระองค์คือเป็นกำลังใจและสร้างความสุขความเจริญให้กับคนไทยทั้งแผ่นดิน!!

ตอนหน้าเรามาดูกันครับว่า "ศักดินาใหม่" ที่สร้างปัญหาให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์มาอย่างยาวนานได้กระทำสิ่งใดไว้บ้าง และศักดินาใหม่หมายความว่าอะไร อย่าพลาดนะครับ^^



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10
ระพิน วันที่ : 25/03/2011 เวลา : 22.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rapin

(0)
คนพวกนี้ ประมาณว่า มันชอบขับรถแบบไม่ต้องหยุดจอดบังเอิญต้องเข้าในที่ที่มีไฟแดง มันขับฝ่าไฟแดง แล้วถูกตำรวจจับเพราะขับฝ่าไฟแดง มันก็ด่าตำรวจ ว่าที่คนอื่นไม่จับ มาจับแต่พวกมัน พอมันเจอพวกและมีพวกเป็นตำรวจ เลยรวมกลุ่ม แล้วบอกว่าประชาชนเดือดร้อน ให้รื้อไฟแดงเสีย เพราะมี ไฟแดง มันเลยต้องฝ่าไฟแดง
ฮ่าๆ ...ไอ้เหี้ย..ม
ความคิดเห็นที่ 9
arexy13 วันที่ : 25/03/2011 เวลา : 18.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/myarexy13

(0)
ก็ได้แต่หวังว่า พวกที่อ้างตัวเองเป็นนักวิชาการ(แอบพาณิชย์) จะได้อ่านบทความนี้บ้างเน้อ.....แล้วหวังว่าจะซึมซับเข้าไปถึงในจิตใจของความเป็นคนไทย.....จริงๆๆๆ

เดี๋นวรออ่านตอน 3 คงไม่นานนะ....
ความคิดเห็นที่ 8
driftworm วันที่ : 25/03/2011 เวลา : 17.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

(0)
-๕-
วิจาร แปลว่าคิดอย่างแยกแยะ ส่วนใดถูก ส่วนใดไม่ถูก
ส่วนใดควร ส่วนใดไม่ควร ที่ถูกถูหรือควรนั้น น้อยหรือมาก
ที่ไม่ถูกไม่ควรนั้น น้อยหรือมาก

ที่ถูกที่ควรนั้น ด้วยสถานะอะไร ที่ไม่ถูกไม่ควรนั้นเนื่องด้วยสถานะอะไร

ถ้าไม่มี วิจาร ก็คือ ตีขลุม เหมารวม
หรือ "พูดความผิดข้อหนึ่ง แล้วโยงไปให้เห็นผิดในอีกประเด็นหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกัน"
... เป็นการพูดให้ผู้ฟังเข้าใจผิด รวมอยู่ในศีลข้อ ๔ ด้วย
(แต่สมัยนี้ ศีลมันหย่อนยานนี่ครับ ผมด้วยละ อิอิ)
.
ความคิดเห็นที่ 7
BlueHill วันที่ : 25/03/2011 เวลา : 17.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

(0)
เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ 3 ป้ารุ ครับ

รู้สึกว่าโชคดีที่ได้เกิดในแผ่นดินไทยใต้ร่มพระบารมีของพระองค์
ความคิดเห็นที่ 6
เพชรพรหมาฯ วันที่ : 25/03/2011 เวลา : 15.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/payoungsak

(0)
ขอบคุณมากครับ
ความคิดเห็นที่ 5
ChaiManU วันที่ : 25/03/2011 เวลา : 15.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

(0)
จากพระราชดำรัสของพระองค์ท่านก็มีความชัดเจนอยู่แล้วว่า พระมหากษัตริย์ วิจารณ์ได้ แต่ที่เราได้เห็น ได้ยินและรับรู้ได้(ในที่ลับ)อยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้เรียกว่าเป็นการ "วิจารณ์" แต่อย่างใด

วิจารณ์ (วิจาน, วิจาระนะ) น่าจะมีความหมายว่า การแสดงความคิดเห็นโดยผู้มีความรู้ มีเหตุมีผลควรแก่การเชื่อถือได้ แต่ที่มีใครหลายๆคนทำกันอยู่ในเวลานี้นั้น ไม่ได้่เรียกว่า วิจารณ์แต่อย่้างใด แต่สิ่งที่กลุ่มคนเหล่านั้นกำลังทำกันอยู่ในเวลานี้ คือสิ่งที่เรียกกันว่า

"การให้ร้าย"

ทั้งในที่เปิดเผยด้วยคำที่พอฟังได้ ทั้งในที่ลับด้วยวาจาที่เรียกได้ว่า ผรุสวาท เลยทีเดียว

ขอแสดงความชื่นชมและขอขอบคุณ คุณเสฐียนพงษ์_แซ่ตั้ง เป็นอย่างยิ่ง ที่แสดงความกล้าออกมาเขียนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถที่จะเขียนได้ แต่จำเป็นที่ต้องเขียนด้วยการใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะไม่ให้ใครสามารถนำเอาความคิด ข้อเขียนที่ผู้เขียนสื่อไป เอาไปใช้เป็นเครื่องมือหรือเพื่อบิดเบือนให้ร้ายพระองค์ท่านให้กลายเป็นความเสียหายไปได้

ขอเป็นกำลังใจและรอติดตามอ่านตอนต่อไปครับ
ความคิดเห็นที่ 4
ส่องแสง_ทะลุเมฆ วันที่ : 25/03/2011 เวลา : 10.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pansang

(0)
ผมเห็นบทความนี้ในเฟชบุ๊คของเจ้าพระยานิวส์แล้วชอบมาก

ขอแสดงความชื่นชมผู้เขียนที่มีความอุตสาห์ค้นคว้าเรื่องราวที่น่าสนใจมาเขียนแบบแยกแยะให้เห็นเป็นข้อ ๆ

อีกทั้งยังอ้างอิงที่มีด้วยหลักฐานครบถ้วน

เป็นบทความที่ควรแก่การเผยแพร่ในวงกว้าง โดยเฉพาะในหมู่นักวิชาการประวัติศาสตร์ได้นำไปศึกษาเปรียบเทียบครับ

อย่าลืมส่งไปเผยแพร่ที่อื่นด้วยนะครับ
ความคิดเห็นที่ 3
ป้ารุ วันที่ : 25/03/2011 เวลา : 10.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paaru

(0)
ขอบคุณเรื่องราวที่เป็นความรู้เช่นนี้ค่ะ
หลังจากฟังกระแสพระราชดำรัสจนจบ
ก็รู้สึกว่าป้ารุโชคดีที่ได้เกิดในแผ่นดินไทยใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 2
ปรัตยา วันที่ : 25/03/2011 เวลา : 08.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

(0)
ตอนที่ 2 นี้ เรียบเรียงไม่ค่อยดีนัก แต่เนื้อหาโดยรวมถือว่าดีมาก ตอนที่ 3 อ่านดูเท่าที่โฆษณา ถือว่าเร้าใจมาก


จะรออ่านตอนต่อไปนะครับ


ความคิดเห็นที่ 1
ชายแม้น วันที่ : 25/03/2011 เวลา : 00.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/changman

(0)
ขอบคุณมาก กับบทความแบบนี้
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน