*/
  • 4BANK
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-07-02
  • จำนวนเรื่อง : 1130
  • จำนวนผู้ชม : 2074007
  • จำนวนผู้โหวต : 535
  • ส่ง msg :
  • โหวต 535 คน
<< พฤษภาคม 2018 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 1 พฤษภาคม 2561
Posted by 4BANK , ผู้อ่าน : 1710 , 00:38:25 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน สิงห์นอกระบบ , bene และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

เครื่องมือวัดเศรษฐกิจดีไม่ดี

ตามตำราก่อนครับ  เพราะเรามีตำราไว้ศึกษา ดีกว่ามานั่งมโน มาควรจะวัดจากอะไร เด็กเดี่ยวนี้มโนเก่งกว่ารุ่นพ่อ รุ่นแม่เราอีก แบบว่า”มีการศึกษาแต่ไม่มีความรู้”  ผมนะชอบจริงประโยคนี้  ตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้วกัน พวกที่เรียนเศรษฐศาสตร์จะเรียนอะไรที่มันกว้างๆ เช่น ความต้องการของโลกใบนี้ เรียกว่า Demand และการผลิตก็จะเรียกว่า Supply  สองคำนี้แปลเป็นไทยใช้คำว่า อุปสงค์ อุปทาน   วิชานี้ผมเรียนแล้วเบื่อมากครับ เพราะเขาจะตั้งเงื่อนไขไว้เยอะ 

ถ้า ....... ก็จะเป็น.........

ถ้าดอกเบี้ยขึ้น ผลประกอบการบริษัทก็จะลดลง เพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น

ถ้าน้ำมันขึ้น ผลผระกอบการบริษัทก็จะลดลง เช่นกัน เพราะต้นทุนเพิ่มขึ้น น้ำมันคือต้นทุนทุกอย่าง

คำถามเริ่มยากขึ้น  ถ้า น้ำมันขึ้น ดอกเบี้ยไม่ขึ้น หุ้นลง ตราสารหนี้ไม่ขึ้น ทองคำจะเป็นอย่างไร  แบบนี้ใบ้ครับ  ผมใบ้เลย

พอทำงานก็เริ่มรู้ว่า ตำราก็ใช้งานไม่ได้เยอะ  เพราะตำราที่เรียนนะ เขียนสมัยก่อน ก่อนที่จะมีมือถือใช้ 3G 4G ที่สามารถซื้อขายหุ้นได้ทางมือถือง่ายมากเลย  ดังนั้นคำสั่งซื้อขายหุ้นและอื่นๆ มันจะเร็วกว่าที่ตำราอ้างอิงไว้เยอะ  ได้ข่าวจากมือถือก็รีบส่งคำสั่งซื้อขายได้เลย Timing  มันเลยเร็วกว่าในตำราเยอะมาก  จนตำราเกือบจะโดนโยนทิ้ง แบบว่า ใช้งานไม่ได้มากนัก ข้อมูลเร็วยิ่งเร็ว ผลประกบยิ่งเร็วตามครับ   ตัวเลขอ้างอิงก็มีหลายตัวจะดูอะไรละ   คนที่ไม่เรียนการเงินก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี  ผมอธิบายแบบง่ายๆ นะ ตามประสบการณ์ที่ผมทำงานการเงินมานาน  

ทุกสิ้นปีก็จะมีฝรั่งออกบทความมาเสมอ เรียกว่า Economic outlook ตามด้วยปี  สถาบันการเงินจะออกประจำครับ ก็จะบอกว่าโลกใบนี้มีกี่กลุ่ม แบ่งตามทวีป แบ่งตามประเทศ ตัวเลขที่ออกมาก่อนเลย คือ Growth rate คิดเป็น %  โลกใบนี้ปีหน้าเศรษฐกิจจะโตเท่าไหร่  และแต่ละทวีป แต่ละประเทศจะโตเท่าไหร่ นี่คือตัวหลักเลย   ตัวเลขไม่แน่นอน แต่ให้จับหลักไว้ว่า ให้ดูว่า สูงสุด ต่ำสุด จะเข้าใจมากกว่า สูงสุดคือโตมากครับ  มากกว่าอะไร ก็คือมากกว่าประเทศอื่นไง  ต้องเปรียบเทียบครับ ตัวเลขเฉยๆ ไม่เปรียบเทียบก็ไม่เข้าใจว่า ใครมากกว่าน้อยกว่า  การเปรียบเทียบก็ต้องเทียบให้ดี ให้เหมาะสม เช่น เอาอะไรที่มันแตกต่างกันมากมาเปรียบเทียบกัน เช่นเอาความเร็วรถมอเตอไซด์ มาเทียบกับรถแข่ง ใครเร็วกว่า  ชกมวยยังต้องชั่งน้ำหนักเลยนะครับ  ประเทศไหน Growth มากที่สุดก็แปลว่า ดีกว่าแล้วกัน ไม่ต้องมาตะแบงเถียงกัน เงินเฟ้อ  เงินฝืด  ความสุข  มาอ้างเลย  ตัวแรกเราดูกันแบบนี้ 

พอได้ตัวเลขมาก็จะเถียงกันว่าใครคิดเก่งกว่า ไม่ต้อเถียงกันครับ ตัวเลขพวกนี้ ไม่ต่างกันมาก ส่วนมากจะมาจาก World bank , IMF  ทำนองนี้ ซึ่งมีข้อมูลเยอะมาก ไม่ต้องสนใจหรอกครับว่า ไส้ในเขาคิดถูกหรือไม่  เพราะคนที่ทำงานพวกนี้เรียนมามากกว่าเราก็แล้วกัน เรียนเศรษฐศาสตร์ชั้นสูงครับ ตัวเลขพวกนี้จะคิดมาจากงบประมาณแผ่นดินของแต่ละประเทศ  นโยบายการควบคุมดอกเบี้ย  ตัวเลขนำเข้าและส่งออก  ดุลการค้า และอื่นๆ อีกเยอะมาก  ตามตำราจบแล้วครับ   อย่าดื้ออวดเก่งเถียงตัวเลขพวกนี้เลยครับ ถ้าคุณไม่เก่งจริง มันจะหน้าแหก

 

ชาวบ้านมักไม่เข้าใจหรอกครับตัวเลขพวกนี้  คนทำงานบริษัท ข้าราชการก็ไม่ได้ใช้หรอก เพราะมันเหมาะสำหรับ กองทุน หน่วยงานวิจัย  กับโครงการอะไรที่มันใหญ่มาก  และตัวเลขมันก็ไม่ได้ตรงอะไรมากมาย เพราะปัจจัยตัวเลขบางตัวมันเปลี่ยนไปเยอะ หรือไม่สามารถคิดตัวเลขได้ เช่น น้ำท่วม สึนามิ  หาค่าไม่ได้ครับว่าจะส่งผลกระทบอย่างไร

 

ต่อไปเป็นเรื่องนอกตำราครับ  คนทำงานก็มักจะเอาอะไรรอบตัวมาตัดสินว่าเศรษฐกิจดีไม่ได้  ดูซิ ค้าขายแย่มากเลย รายได้หด กลางคืนคนเที่ยวน้อย   สินค้าลดราคาเยอะมาก ไปตลาดสดแม่ค้าบ่นขายของไม่ดี  สนามบินคนโล่งมากเลย  ผมว่าหลายคนเคยได้ยินทำนองนี้ ผมละขำกลิ้ง  เพราะมันอ้างมั่วมากครับ  ถึงแม้ว่าจะเป็นสินค้าใกล้ตัวประชาชน แต่การจะอ้างแบบนี้มันสามารถผิดเพี้ยนไปได้เยอะ เพราะในตลาดสด นะไม่มีการเก็บตัวเลขครับ ใช้เงินสด ไม่มีการลงทะเบียน มีเครื่องเก็บเงิน รูดบัตร ผิดกับห้างสรรพสินค้าครับ  คนทำงานธนาคารจึงใช้ตัวเลขจากห้างสรรพสินค้าครับ   ห้างสรรพสินค้าจะแบ่งประเภทสินค้าไว้ชัดเจน หมวดหมู่เยอะมาก แค่กดปุ่มก็น่าจะทราบแล้วว่า อะไรขายเพิ่มขึ้น อะไรขายไม่ออก  ในร้านสะดวกซื้อ 7 ก็มีครับ เขาจับตัวเลขเลยว่า อะไรขายได้เร็วที่สุด  อะไรขายยากที่สุด ขายยากสุดเขาไม่อยากรับเข้ามาขายครับ เปลืองพื้นที่  คิดดูนะห้างสรรพสินค้ามีกี่สาขา ทั่วประเทศ  ถามสักสี่ห้างก็น่าพอเดาได้แล้วละ ว่าเศรษฐกิจเป็นอย่างไร อะไรขายดี อะไรขายไม่ดี  บวกกันแล้ว ยอดขายเพิ่มขึ้นหรือลดลง แบบนี้มีเหตุผลกว่าไหมครับ ผมว่าน่าเชื่อถือกว่าแม่บ่นอีก  ตัวเลขเยอะแยะ จะเชื่อถือได้อย่างไร  เดี่ยวนี้ห้างสรรพสินค้าเขาจะให้ธนาคารทำการจ่ายเงิน รับเงินให้กับผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่ายสินค้าครับ เรียกว่าฝ่าย Cash Management เพราะฉะนั้นตัวเลขมันก็จะวิ่งผ่านตานายธนาคารได้บ้าง ตัวเลขพวกนี้ก็จะไปโผล่ที่งบการเงินอีก เสียภาษีอีก มีหน่วยงานตรวจสอบอีกมากมาย เห็นไหมครับ  น่าเชื่อถือกว่าตลาดสดอีก

แม่ค้าตลาดสดนะ  เขาขายของยากเพราะของแพงขึ้น หรือกำไรน้อยลง  เพราะค่าเช่าพื้นที่ครับ มันแพงขึ้นมาก ตอนนี้เสาร์ อาทิตย์นี่วันละ พันบาทเลยนะ  สมัยก่อนหลักร้อยเอง  คิดดูซิครับ ค่าเช่าเพิ่ม กำไรหด เขาก็ต้องมาขายของแพงขึ้น ประมาณลดลง คนซื้อมีเงินจำกัด ก็เลยต้องเลือกก่อนว่าซื้ออะไรที่สุด  เงินเดือนรายได้คนไทยไม่ก้าวกระโดดตามราคาสินค้าครับ เพราะสินค้าบ้านเราแปลก ชอบปรับราคาครั้งละ ห้าบาท ผมว่าเยอะมาก ออกแนวไม่อยากทอนเงิน  มีไหมบครับ น้ำอัดลม น้ำดื่ม ขนม ราคา 6. 44 บาท แต่ที่ต่างประเทศเช่นสิงคโปร์ ฮ่องกง มีครับ  ผมเห็นแล้วตกใจ เพราะผมคิดไม่ออกว่าจะจ่ายเงินอย่างไร  ตอนหลังเลยต้องใช้ Card จ่ายเงินเลยละ หาเศษเหรียญไม่เจอ  แบบว่าไม่คุ้นกับประเภทเหรียญครับ 

ถ้าเมืองไทยใช้ Cashless  เราคงจะได้ใช้หรือไม่ น่าคิดครับ  หรือบางคนก็เถียงว่า อาชีพนี้ก็บ่น  อาชีพหลายประเภทต้องเปลี่ยนครับ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีไม่ได้ รับรองไม่รวยครับ  บางแห่ง จบเร็วมากเช่น E- book  ผมจำได้ว่าผมเคยเขียนเรื่องนี้ไปก่อนสัก สามปีที่แล้ว หลายคนไม่เห็นด้วย งานหนังสือคนแห่มาซื้อกระดาษกัน  บางคนยังเถียงต่อกระดาษมันจับต้องได้ ดีกว่า แต่ตอนนี้หลายคนคงเห็นว่าหนังสือรายไปหลายสิบเล่มแล้วใช่ไหมครับ  ต้นทุนต่างกันเยอะ หนังสือดีๆ กระดาษดีๆ ต้องนำกระดาษเข้าครับ จากเกาหลี จีน เขาใช้กระดาษจากไม้สน  ผมเคยมีลูกค้านำเข้ากระดาษ เลยได้ความรู้นอกตำราติดหัวมา   กระดาษราคาแพงขึ้นเสมอ เพราะต้นสนมันถูกตัดไปเยอะขึ้นไม่ทันใช้  E- book เลยมาแทนที่ได้ไม่ยากเลย  เห็นไหมครับ โรงพิมพ์ ช่างพิมพ์ ค่าเพลท  คนเรียงพิมพ์  คนขนหนังสือไปส่ง ตกงานกันหมด  ระบบการผลิตหนังสือมันเปลี่ยนไปแล้ว  เศรษฐกิจดีไม่ดีก็ไม่รอดหรอกลุง  

ยังไม่หมดครับ กลุ่มลูกค้าที่ซื้อของก็เปลี่ยนไปเยอะ  สมัยยี่สิบปีก่อน พ่อแม่เราเป็นคนจ่ายเงิน แต่ตอนนี้ท่านไม่ได้ทำงานแล้วละ การจับจ่ายเงินเป็นรุ่นลูกหลาน  อะไรมันก็เปลี่ยนไปหมดครับ  พ่อแม่เราคงไม่กล้าโทรไปสั่งให้วินมอเตอไซด์ไปซื้ออาหารแล้วบวกค่าจัดส่ง ราคาเกือบเท่าอาหารใช่ไหมครับ เดี่ยวนี้จะกินอะไรบอก โทรสั่ง ขายถึงเที่ยงคืน โทรมานะ เชื่อหรือไม่ร้านอาหารดังๆ ข้างถนน ยอดกินเพิ่มขึ้นมากจะ การโทรสั่งตัวกลาง ไม่ใช่โทรสายตรงครับ  เด็กๆ ใน Social Media สั่งกระจาย ฉันจะกิน สี่ทุ่ม โทรไปเลย 

เห็นไหมครับ เขาก็อยู่ประเทศไทยเหมือนกัน ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ร้านมันดังแล้ว ดังขึ้นอีก ใครจะไปกินข้าวมันไก่ตอน ที่ประตูน้ำ ทราบหรือไม่ครับ ตอนนี้เขาแจกบัตรคิวแล้วครับ  คนจีนยืนรอ ไม่ต่ำกว่า สิบคนเสมอ  หรือร้านก๋วยเตี่ยว ซอย 26 นี่วินเขามาสั่งกลับบ้านที่ละ ยี่สิบถุงครับ   นั่งกินในร้านนี้รอจนหิวเลยละ   

อีกประเด็นที่หลายคนลืมไปว่า พฤฒิกรรมการใช้เงินเราก็เปลี่ยนไปเยอะ   รายได้ไม่พอ ก็เพราะเราใช้เงินมากกว่าเดิมไงครับ  รายได้เท่าเดิม  ผมละขำ ค่าจ้างขั้นต่ำต้องขึ้น เพราะมีรายจ่ายขึ้น เช่น ค่ามือถือรายเดือน  อันนี้ไม่น่าจะเกี่ยวนะ พี่เล่นไลน์ทั้งวัน คุยกันก็ต้องเห็นหน้า ค่าใช้จ่ายมันแพงกว่าสมัย Nokia ดังๆ นะครับ ช่วงปี 90  แค่ค่าโทรก็แพงแล้วไม่มีค่าเนตหรอก  หรือบางคนส่งลูกไปเรียน ต่างประเทศ แล้วก็บ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี อันนี้ ผมด่าในใจเสมอ  โธ่ ใช้เงินมากขนาดนี้ เท่าไหร่ก็ไม่พอหรอกท่าน   เกือบลืมไปสมัยก่อนไปทานอาหารข้างถนน น้ำเปล่าฟรี  สมัยนี้ค่าน้ำราคาแพงมาก เราซื้อน้ำทานกันเยอะครับ  อย่าลืมนะน้ำเปล่าดีที่สุด  น้ำสีดำๆ จะทำให้ไตทำงานหนักครับ ผมเตือนแล้วนะ   ตอนที่มะนาวแพงหรือผักแพง ผมก็ไม่เห็นคนปลูกออกมาดีใจแบบว่า รวยขึ้นเลย เพราะผักจะมาขึ้นราคาแถวตลาดไท นี่เอง  คนปลูกไม่เคยรวย ใช่ไหมครับ  ลองดูครับใครไม่เคยซื้อกล้วย  ตอนนี้กล้วยหอมลูกละ 12 บาทแล้ว   หากไปเที่ยวตจว  เจอกล้วยลองถามดู ราคากล้วยตจว ถูกมากครับ

 

ตอนนี้ระบบการค้าขายเปลี่ยนไปแล้วครับ  ไม่เฉพาะระบบที่เปลี่ยนไปขาย Online เท่านั้น แต่กลุ่มคนซื้อลูกค้าก็เปลี่ยนไปเยอะ เด็กๆ ซื้อของอีกแบบครับ  ถึงมีข่าวโกงกันประจำในเฟส  ไลน์    ยิ่งผู้หญิงครับ  เธอรักสวยงามมากกว่าเดิมเยอะ ไปดูซิครับ ร้านทำเล็บ ร้านขายอาหารเสริม ร้านทำความงาม คนเพียบ  ร้านอาหารยังสู้ไม่ได้เลย เธอไม่เน้นกินครับ  ได้แค่ส้มตำเธออยู่ได้แล้ว ชีวิตนี้ เรื่องหน้าตาสำคัญกว่าเยอะ ความงามนี่กินไม่ได้แต่รวยได้ครับ ได้แฟนรวยไง   เพื่อนผมครับ ขายผลไม้แบบเดิมๆ เหมือนที่พ่อเคยขาย  ยอดตก  แต่เด็กรุ่นใหม่ ขายผลไม้แบบปลอกเปลือก เช่น ส้มโอ มะละกอ  แคนตาลูป  สัปปะรด ทุเรียน  ขายดีมากครับ  แพงกว่าเดิมแต่คนรุ่นใหม่เขาชอบแบบนี้ สะดวกดี ทานได้เลย ดีกว่าซื้อไปแล้ว กินไม่ได้

 

ผมสรุปเลยครับ อย่าเสียเวลาบ่นว่าเศรษฐกิจดีไม่ดีเลยครับ   ปรับตัวเองดีกว่า ปรับช้าลำบากครับ อาจจะอดตาย ขอเตือน



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 01/05/2018 เวลา : 21.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

E- book จ่ายน้อยกว่า อ่านได้มากกว่าครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
4BANK from mobile วันที่ : 01/05/2018 เวลา : 19.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bankbank
4BANK

ผมก็ซื้อ ไอแพด มาอ่านหนังสือโดยเฉพาะครับ สะดวก ไม่มีที่เก็บหนังสือแล้ว

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
4BANK from mobile วันที่ : 01/05/2018 เวลา : 19.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bankbank
4BANK


ความคิดเห็นที่ 4 (0)
bene วันที่ : 01/05/2018 เวลา : 15.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bene

เป็นประวัติการณ์ค่ะ ปีนี้ซื้อหนังสือหมดเป็นหมื่นในสามเดือน แค่หนังสืออ่านเล่นนี่แหละ...เพราะเจอช่องทาง การซื้อ--นั่งไขว่ห้างที่บ้านแล้ว รูดปรึดๆ --จ่ายผ่านบัตรเครดิต--เปิดหนังสืออ่านได้เลย แม้เล่มนึงราคาจะไม่ถูก--ไม่ต่างจากรูปเล่มเท่าไหร่แต่ อยากอ่านแล้วไปร้านไม่ได้ก็อดใจไม่ไหว แค่นี้สายตาต้องถามหาแว่นแล้วค่ะ---ถึงวัยและวตัวเร่งก็นะ😥

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 01/05/2018 เวลา : 10.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ข้อมูลน่าเรียนรู้มากทีเดียว ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 01/05/2018 เวลา : 10.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ข้อมูลน่าเรียนรู้มากทีเดียว ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 01/05/2018 เวลา : 10.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ข้อมูลน่าเรียนรู้มากทีเดียว ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน