• บรรยง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-04-23
  • จำนวนเรื่อง : 94
  • จำนวนผู้ชม : 283693
  • ส่ง msg :
  • โหวต 406 คน
บรรยง วิทยวีรศักดิ์
ข้อคิดเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง ที่เขียนด้วยภาษาง่ายๆ แต่น่าสนใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/banyong
วันเสาร์ ที่ 19 พฤษภาคม 2550
Posted by บรรยง , ผู้อ่าน : 2032 , 17:23:25 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

“เงินไม่ใช่พระเจ้า  แต่เงินก็สามารถซื้อทุกสิ่งที่พระเจ้าสร้างไว้บนผืนพิภพแห่งนี้  ” 
พูดอย่างนี้  มิได้มีเจตนาบูชาเงินเป็นสรณะ  แต่ถ้าคุณคิดว่าตนเองเป็นคนดี  ถามว่า  ถ้าเงินอยู่กับคนดีๆ  มีอะไรเสียหายไหม  วันหนึ่งคุณเกิดมีเหตุจำเป็นต้องใช้  หรือ  อยากช่วยใครสักคน  แล้วมีเงินอยู่ในมือที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ  ถามว่าดีไหม


เพียงแต่ว่า  เงินก้อนนั้นต้องได้มาด้วยวิธีที่ถูกกฎหมาย  ไม่ผิดศีลธรรม  ไม่ผิดจริยธรรม  ไม่ไปเบียดเบียนใคร


เรามักจะพูดกันว่า  ถ้ามีเงินเป็นล้าน  จะเป็นเศรษฐี  ถามจริงๆว่า  ถ้ามีเงินเพียง  1  ล้านบาทนับเป็นเศรษฐีได้จริงๆหรือ  เดี๋ยวนี้  1  ล้านบาทไม่พอซื้อบ้าน  ไม่พอซื้อรถยี่ห้อแพงๆ  ,  ไม่พอรักษาโรคร้ายแรง  เงิน  1  ล้านบาทแทบทำอะไรไม่ได้เลย  ในบทความนี้  จึงตั้งสมมติฐานว่า  เศรษฐีควรจะมีเงินเก็บสัก  10  ล้านบาทขึ้นไป  เพื่อจะได้อยู่อย่างสบายๆหลังเกษียณอายุ  แล้วจะมีวิธีอะไรที่ทำให้หาเงินได้  10  ล้านบาทโดยไม่ได้ไปจี้ไปปล้นใครมา

1.เป็นเจ้าของกิจการ
ใครๆก็รู้ว่า  เป็นเถ้าแก่จะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ  แต่สถิติพบว่าธุรกิจเปิดใหม่  จะล้มหายตายจากไปในปีที่สองถึง  70 % และจะอยู่อย่างยั่งยืนเกิน  10  ปีได้เพียง  3-5 %  เท่านั้น  แต่ผู้คนทั่วโลกก็ดูเหมือนจะมุ่งหน้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจกันไม่เว้นแต่ละวัน  อย่างน้อยก็ขอลองสักตั้ง  ไม่ว่าจะเสี่ยงเพียงใด  มาดูว่าเจ้าของธุรกิจ  ทำเงินกันอย่างไร

สูตรที่มักจะใช้อธิบายกำไรของเจ้าของธุรกิจคือ
ยอดขาย  –  ต้นทุนคงที่  –  ต้นทุนแปรผัน  =  กำไร

เพื่อทำให้เห็นภาพ  ขอยกตัวอย่างเช่น  ธุรกิจหนึ่งหากมียอดขายต่อเดือนที่  1  ล้านบาท  มีต้นทุนคงที่  800,000  บาท  ต้นทุนแปรผัน  200,000  บาท  ดังนั้น  หากเจ้าของธุรกิจอยากมีกำไร   เขาต้องผลักดันยอดขายให้สูงกว่า  1  ล้านบาทต่อเดือน  ถ้ายอดขายต่ำกว่า   1  ล้านบาทจะขาดทุนทันที 

เช่น ถ้ายอดขาย  1,500,000  บาท  ต้นทุนคงที่เท่ากับ  800,000  บาทคงเดิม  ต้นทุนแปรผันจะขึ้นมาเป็น  1.5 เท่าของเดิม  ซึ่งเท่ากับ  300,000  บาท  เดือนนั้นจะกำไร  1,500,000  -  1,100,000  =  400,000  บาท


แต่ถ้า  ยอดขายเป็น  3,000,000  บาท  ต้นทุนคงที่เท่ากับ  800,000  บาท  ต้นทุนแปรผันจะขึ้นมาเป็น  3  เท่าซึ่งเท่ากับ  600,000  บาท    เดือนนั้นจะมีกำไรเท่ากับ  3,000,000  บาท – 1,400,000  = 1,600,000  บาท


ในทำนองกลับกัน  ถ้ายอดขายตกลงมาเหลือ  500,000  บาทต้นทุนคงที่ยังคงเท่ากับ  800,000บาท  ต้นทุนแปรผันอาจลดลงครึ่งหนึ่งของเดิมเท่ากับ  100,000  บาท  เดือนนั้นจะมียอดขาดทุนเท่ากับ  500,000  -  900,000   =  400,000  บาท


ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวเลขสมมติคร่าวๆเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย  ซึ่งในชีวิตจริงจะซับซ้อนกว่านี้  และแต่ละธุรกิจก็มีสัดส่วนของตัวเลขต้นทุนคงที่และต้นทุนแปรผันแตกต่างกันไป


แต่ก็ทำให้เราเข้าใจว่า  การเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น  รวยเร็ว  และ  เจ๊งเร็ว  พอๆกัน  ขึ้นกับฝีมือ  ขึ้นกับความต้องการของตลาด  ขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง


หากสร้างธุรกิจได้ประสบความสำเร็จแล้ว  ก็จะร่ำรวยเงินไหลมาเทมา  โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว   เงิน  10  ล้านบาทจึงเป็นเรื่องเล็กๆสำหรับเถ้าแก่เหล่านี้


ปัจจุบันพบว่า  มีเถ้าแก่หัวหมอที่ต้องการรวยลัดยิ่งๆขึ้น   เขาใช้วิธีสร้างธุรกิจแล้วขายต่อทำกำไร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งขายในตลาดหลักทรัพย์  เพราะได้สิทธิไม่ต้องเสียภาษีส่วนกำไร   


ถ้าสร้างธุรกิจมาด้วยน้ำพักน้ำแรงจนมั่นคงแล้วขายต่อ  คงจะไม่มีใครว่าอะไร  เพราะอยู่ในกรอบ  อยู่ในเกณฑ์


แต่ถ้าใช้วิธีสร้างข่าว  สร้างภาพให้หุ้นตัวเองด้วยการเทคโอเวอร์  ,  ขอสัมปทาน  ,  ปั้นสารพัดโปรเจค์ขึ้นมาขายฝัน   แล้วขายออกเป็นเรื่องที่น่าชิงชังอย่างยิ่ง


คนขายรับเงินล่วงหน้าของประมาณการยอดขาย  สิทธิสัมปทาน  และ  ค่านิยม( GOOD  WILL )ต่างๆ  ที่ตอบสนองไปในราคาหุ้นเรียบร้อยแล้ว  ปล่อยให้คนซื้อไปรับความเสี่ยงแทน   ว่ารายได้ในอนาคตจะได้ตามที่นักวิเคราะห์ขายฝันให้หรือเปล่า


2.เป็นนักบริหารระดับสูง

สมัยก่อน  พวกเถ้าแก่มักจะพูดสอนลูกหลานว่า   เวลาเรียน ไม่ต้องเรียนสูงนัก  พอให้จบปริญญาตรีแล้วมาทำการค้าจะร่ำรวยกว่า  พวกที่เรียนสูงจบด๊อกเตอร์   สุดท้ายก็ไปเป็นลูกน้อง  รับจ้างบริหารให้พวกเถ้าแก่    รับค่าจ้างเดือนละ  80,000 -  100,000  บาท  แต่ไม่รวย


สมัยนี้  เราดูถูกนักบริหารมืออาชีพไม่ได้เสียแล้ว   หากมีฝีมือจริง  สามารถสร้างผลงานจนได้รับความไว้ใจจากเถ้าแก่หรือผู้ถือหุ้น  จนขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่ง  เบอร์สองของบริษัทแล้ว   เขาจะสามารถทำรายได้ปีละ  5-10  ล้านบาทได้อย่างสบายๆ


รายได้ขนาดนี้มาได้อย่างไร


บริษัทใหญ่ๆระดับประเทศ  การที่ผู้บริหารสูงสุดจะมีเงินเดือนๆละ  500,000  -  1,000,000  บาท  ไม่ใช่เรื่องแปลก   และยิ่งถ้าได้เป็นกรรมการบริษัทในเครืออีก  4-5  แห่ง  จะได้รับเบี้ยประชุมแห่งละ  300,000 - 500,000  บาทต่อปีทีเดียว


บางบริษัทใช้วิธีตั้งโบนัสหรือส่วนแบ่งกำไรให้ตามยอดขาย  ถ้าหากว่าสามารถทำผลงานได้ตามเป้าที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี   ช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู  บริษัทใหญ่ๆต่างสร้างสถิติยอดขายสูงสุดใหม่  ทำให้ผู้บริหารร่ำรวยไปตามๆกัน   หลายคนได้โบนัส  3-5  ล้านบาท  โดยไม่คาดฝัน


อีกช่องทางที่สร้างรายได้เป็นกอบกำให้ผู้บริหารคือ   ESOP (  EMPLOYEE  STOCK  OPTION  PLAN  )  ที่กรรมการบริษัทมักจะลงมติมอบสิทธิในการซื้อหุ้นให้กับผู้บริหารและพนักงานบริษัท  เพื่อจูงใจให้สร้างกำไรให้บริษัท     ปรากฏว่า  หุ้นเหล่านี้ส่วนใหญ่กว่า  70 % มักมอบให้กับผู้บริหาร  5 -10  คนแรกของบริษัท  บางคนได้สิทธิจองซื้อถึง  10  ล้านหุ้น  ลองนึกภาพดูว่า  หากสามารถผลักดันกำไร  จนทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปเหนือราคาใช้สิทธิสัก  5-6  บาทต่อหุ้น  เขาจะทำกำไรได้คนละ  50-60  ล้านบาททีเดียว


นักบริหารมืออาชีพจึงเป็นกลุ่มคนที่มองข้ามไม่ได้


3.เป็นนักขายตรง


คนไทย  มักรังเกียจอาชีพงานขาย  ดูถูกว่าต่ำต้อย   ขณะที่ฝรั่งเขามองว่าเป็นงานที่ใช้ทักษะและใช้ความสามารถสูง  เราจึงพบว่า  ผู้บริหารของบริษัทฝรั่งหลายคนมักมีพื้นฐานเป็นนักขาย  หรือ  อยู่ฝ่ายขายมาก่อน


งานขายตรง  ไม่ว่าประกันชีวิต  เครื่องสำอางค์หรือยาชูกำลังสารพัด   มักได้ค่านายหน้าประมาณ  30 %  ไม่ว่าจะเป็นการขายครั้งแรกหรือเมื่อขายซ้ำ  ยกเว้นขายประกันชีวิตที่จะได้มากในปีแรก


ส่วนผู้บริหารทีมงานจะได้ค่าบริหารประมาณ  30 %  ของค่านายหน้าของลูกทีม  ซึ่งน่าจะตกประมาณ  10 %  ของยอดขาย


ลองนึกภาพดูว่า  ถ้าทีมงานขายนั้นสร้างยอดขายต่อปีได้ถึง  100  ล้านบาท  ผู้บริหารทีมงานก็จะมีรายได้ถึง  10  ล้านบาทต่อปีทีเดียว  หรือ  ตัวนักขายเองหากขยันพบลูกค้าจนสามารถทำยอดขายได้ 10  ล้านบาทต่อปี  เขาก็สามารถมีรายได้  3  ล้านบาทต่อปีได้เช่นกัน


4.เป็นนักวิชาชีพผู้ประสบความสำเร็จ


เราคงเคยได้ยิน  เรื่องแพทย์เฉพาะทาง  ,  ทนายความผู้เชี่ยวชาญ , สถาปนิกผู้โด่งดัง  ที่สามารถทำเงินได้ปีละ  5 -10  ล้านบาท  บางคนสามารถเรียกค่าปรึกษาเป็นนาที  ตั้งราคาตามที่ตนเองพอใจ  คนเหล่านี้ย่อมเป็นเศรษฐีได้ตามปรารถนา


ที่เล่ามา  เป็นกลุ่มหลักๆที่พอจะประมวลมาได้ว่า  เป็นช่องทางที่คนทั่วไปจะมาดมั่นขึ้นมาเป็นเศรษฐีได้  ด้วยมือเปล่า   ขณะที่บางอาชีพทำให้ตาย  ขยันอย่างไร  ก็ไม่มีทางรวย


แต่คุณเห็นด้วยกับผมไหมว่า  ทุกกลุ่มที่พูดมาทั้งหมด  มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ  ต้องขยันมุ่งมั่นและอดทนอย่างถึงที่สุด  จึงจะบรรลุความสำเร็จ


ว่าแต่ว่า  คุณมีคุณสมบัตินี้แล้วหรือยัง  ถ้ามี  เงินล้าน  เงินสิบล้าน  ก็รอเป็นรางวัลชีวิตให้คุณได้เหมือนกัน





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Freedomheart วันที่ : 20/05/2007 เวลา : 03.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Freedomheart


.มาอ่าน...มาดู...มาศึกษา...............................
...มาเป็นกำลังใจ........................................
...รู้ว่ากำลัง...Post สิ่งดีๆ...ให้เพื่อน..ชาว OKNation/Blog...

...Post เรื่องต่อๆไปนะ.................................
...นับถือ...ในความเสียสละ..............................

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
tan วันที่ : 19/05/2007 เวลา : 18.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sincostan
รักแท้ไม่เท่าเข้าใจ

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ บอกว่า ดอกเบี้ยทบต้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลกครับ
ขยันทำงาน มีวินัยอย่างเข้มข้นในการออม
ก็มีเงินล้านได้ไม่ยากครับ

ช้าหรือเร็วเท่านั้น

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2007 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



[ Add to my favorite ] [ X ]