• บรรยง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-04-23
  • จำนวนเรื่อง : 94
  • จำนวนผู้ชม : 284575
  • ส่ง msg :
  • โหวต 406 คน
บรรยง วิทยวีรศักดิ์
ข้อคิดเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง ที่เขียนด้วยภาษาง่ายๆ แต่น่าสนใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/banyong
วันจันทร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2551
Posted by บรรยง , ผู้อ่าน : 1705 , 16:05:33 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

          ผ่านไปแล้ว  สำหรับการประชุม เวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรัม  ที่เมืองดาวอส  ประเทศสวิสเซอร์แลนด์  นักเศรษฐศาสตร์ต่างเรียงแถวออกมาเตือนการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐ  และชี้ว่าจะส่งผลกระทบออกไปทั่วโลก
          จะมีเพียงตัวแทนของรัฐบาลสหรัฐ  ที่ยังแบ่งรับแบ่งสู้ว่า  มาตรการต่างๆที่เฟด  และรัฐบาลสหรัฐออกมานั้น  จะช่วยประคับประคองสถานการณ์ไว้ได้
           นายนูเรียล  รูบินิ  ศาสตราจารย์และประธานบริหาร รูบินิ  โกลบอล  อิโคโนมิกส์  ในสหรัฐ  กล่าวบนเวทีอภิปรายในการประชุมเศรษฐกิจโลกประจำปี  2551  ว่า  “  เรื่องที่ควรหยิบมาหารือในขณะนี้  ไม่ได้อยู่ตรงที่ว่า  เศรษฐกิจสหรัฐจะตกอยู่ในภาวะถดถอยหรือไม่  แต่ควรจะมุ่งเน้นในแง่ที่ว่า  ภาวะถดถอยที่เกิดขึ้นจะรุนแรงมากน้อยเพียงใด  ”
            “เฟด  ไม่สามารถป้องกันเศรษฐกิจสหรัฐให้รอดพ้นจากภาวะถดถอยได้  และผมเชื่อว่าเศรษฐกิจโลก  ก็ต้องได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐทรุดตัวลงอย่างหนัก  ”
           “ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะถดถอยลงอย่างเบาๆหรือหนักหน่วง  แต่เป็นเรื่องที่ว่า การร่วงลงอย่างแรงนั้นจะแรงมากเท่าใด  และคาดว่าภาวะซบเซาเช่นนี้จะดำเนินไปอีกยาวนาน  อาจจะเป็นปี  ”
            ขณะที่  นายสตีเฟน  โรช  ประธานกรรมการบริหารภาคพื้นเอเซียของมอร์แกน สแตนเลย์  ได้กล่าวโจมตีการลดดอกเบี้ยระยะสั้นของเฟดอย่างเฉียบพลันว่า  เป็นการกระทำที่อันตราย  บ้าระห่ำ  ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่ในราคาสินทรัพย์  ซ้ำเติมเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
             สอดคล้องกับพาดหัวข่าวของนิตยสาร  FORTUNE  ที่ระบุว่า  ยารักษาที่เฟดให้นั้นจะส่งผลร้ายมากกว่าอาการโรคที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเสียอีก  “ Is  the  cure  worse  than  the disease ?”  เพราะจะทำให้เกิดเงินเฟ้อระยะยาว  ตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำยาวนาน  ซึ่งแก้ไขยากกว่าปัญหาเศรษฐกิจถดถอยในปัจจุบันเสียอีก
             ด้าน  นายจอร์จ  โซรอส  มหาเศรษฐีนักลงทุน  กล่าวว่า  วิกฤตสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่เกิดนี้  อาจทำให้เงินดอลลาร์สูญเสียสถานะการเป็นเงินทุนสำรองของโลกไป
            แต่ทำไมหุ้นทั่วโลกจึงรีบาวด์ขึ้น
            ถ้าเราศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ผ่านดัชนีหุ้นในอดีต  เราจะพบว่า  การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นเป็นผลมาจากปัจจัยพื้นฐาน  และจิตวิทยามวลชน  ที่มีส่วนผสมของความโลภและความกลัว ซึ่งสามารถเทียบเคียงได้กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
            โดยทั่วไป  ภาวะหุ้นจะแบ่งเป็น 2 แนวโน้มหลัก  คือแนวโน้มขาขึ้นหรือภาวะกระทิง  กับแนวโน้มลงหรือภาวะหมี  แต่ละแนวโน้มยังแบ่งเป็น 3 ระยะย่อยดังนี้
             ภาวะกระทิง
            1. ระยะสะสมหุ้น  หลังการตกต่ำยาวนานของหุ้น  มูลค่าซื้อขายจะซบเซาตามไปด้วย  เพราะทุกคนเข็ดหลาบกับการลงทุนในหุ้น  เศรษฐกิจโดยทั่วไปไม่ดี  ผลประกอบการของบริษัทต่างๆมักจะต่ำกว่าประมาณการ 
           เมื่อหุ้นตกลงมาถึงขีดต่ำสุด  จะมีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่มองการณ์ไกล  มีทุนหนาหรือสายป่านยาว  จะเริ่มเข้ามาเก็บหุ้น  แต่จะไม่ไล่ราคา  ทุกครั้งที่หุ้นตกลงมาถึงจุดหนึ่ง  เขาจะเข้าไปซื้อ  ระยะนี้จึงเป็นรอยต่อระหว่างภาวะหมีและภาวะกระทิง
            2.  ระยะรวบรวมหุ้น  ในระยะนี้เริ่มมีข่าวดีทางเศรษฐกิจ  ทำให้การซื้อขายเริ่มคึกคักขึ้น  ราคาหุ้นค่อยๆขยับฐานขึ้น  ผลการดำเนินงานของบริษัทเริ่มดีขึ้น  ส่งผลให้จำนวนผู้ลงทุนและมูลค่าซื้อขายสูงขึ้นตาลำดับ
            3.  ระยะเฟื่องฟู  ช่วงนี้หุ้นแทบทุกตัวจะขยับขึ้นในอัตราที่สูง  จำนวนคนที่เข้าลงทุนก็สูงขึ้นเป็นทวีคูณ  เป็นระยะที่มีข่าวดีเข้ามาไม่ขาดสาย  ไม่ว่าเศรษฐกิจ  การเมือง  หรือผลกำไรของบริษัท  บริษัทต่างๆก็จะถือโอกาสนี้เพิ่มทุน  มีนักเก็งกำไรมากมาย  ผู้คนต่างพูดถึงการลงทุนในหุ้น  ในขณะที่นักลงทุนระยะยาวและนักลงทุนสถาบันเริ่มขายหุ้นออกมา  เพราะเล็งเห็นแล้วว่า  ตลาดหุ้นมีราคาที่สูงเกินจริง  และช่วงนี้เองที่ตลาดหุ้นเริ่มจะเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาลง
           ภาวะหมี
           1.  ระยะแจกจ่าย  เมื่อนักลงทุนสถาบันเริ่มทยอยขายหุ้นออกมา  จะมีนักลงทุนอีกกลุ่มที่ยังมองโลกในแง่ดีว่า  ตลาดหุ้นจะไปได้อีก  เนื่องจากมีปัจจัยต่างๆเข้ามารองรับ  ไม่ว่าการสนับสนุนของรัฐบาล  ผลประกอบการที่ยังพอใช้ได้อยู่  หรือการจับจ่ายของประชาชนที่ยังมีเงินสะพัดอยู่  ทำให้มีการต่อสู้ของแรงซื้อ แรงขาย  ช่วงนี้จะสังเกตุว่า  การแกว่งตัวระหว่างจุดสูงสุดและต่ำสุดจะห่างกันมาก  เวลาดัชนีหุ้นดีดขึ้น  มูลค่าซื้อขายจะลดลง  แต่เวลาหุ้นตกปริมาณการซื้อขายจะสูงขึ้น
            2.  ระยะเสียขวัญ  ระยะนี้  นักลงทุนเริ่มรู้สึกว่าตลาดหุ้นจะไปไม่ไหวแล้ว  ข่าวทางลบมีออกมาอยู่เรื่อย  ทำให้หุ้นตกแรง  หุ้นพื้นฐานก็พลอยตกไปด้วย นักลงทุนบางกลุ่มเริ่มมีการขายตัดขาดทุนออกมา  หลังการตกอย่างรุนแรงของหุ้น  อาจจะมีการดีดตัวขึ้นมาของราคาหุ้นบ้าง(รีบาวด์)  แต่เป็นการปรับตัวขึ้นชั่วคราว  และพร้อมที่จะลงไปต่ำกว่าเดิม  
             3.  ระยะรวบรวมกำลัง  หลังการตกลงของหุ้นอย่างต่อเนื่อง  ภาวะแวดล้อมต่างๆดูจะเลวร้ายไปหมด  หุ้นหลายตัวตกลงไปต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีหรือราคาพาร์  นักลงทุนเริ่มไม่ยินดียินร้ายกับข่าวสารที่ออกมา  มูลค่าการซื้อขายตกต่ำจนเงียบเหงา  ไม่มีใครพูดถึงเรื่องการลงทุนอีก  ช่วงนี้นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนระยะยาวเริ่มเข้ามาเก็บหุ้น  นับเป็นระยะคาบเกี่ยวกับระยะสะสมหุ้นที่พร้อมจะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาขึ้นต่อไปในอนาคต
              คุณคิดว่า  ตลาดหุ้นนิวยอร์คตอนนี้เป็นภาวะไหนละ  และดูเหมือนว่านักลงทุนในสหรัฐยังมองโลกในแง่ดีมาก  พวกเขาเชื่อว่ามาตรการต่างๆที่รัฐบาลนายจอร์จ บุช และธนาคารกลางสหรัฐออกมานั้น  จะรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นได้  เหมือนกับที่เราเคยเชื่อว่ารัฐบาลพลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ  จะรับมือการโจมตีค่าเงินบาทไว้ได้  หรือที่เราเคยเชื่อว่า  อย่างไรแล้ว ธปท.ก็ไม่ปล่อยให้บริษัทเงินทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศล้มไปได้
               และถ้าดัชนีดาวน์โจนส์ร่วงระเนระนาด  จะมีผลต่อดัชนีหุ้นไทยหรือไม่ 
               เพียงแต่ตอนนี้มีปัจจัยใหม่เข้ามาแทรก  ก็คือ  การยกเลิกมาตรการสำรอง 30 % สำหรับนักลงทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์  
               ถ้ายกเลิกไป  ก็จะมีผลให้ฝรั่งซื้อขาย  เข้าออกตลาดหุ้นไทยได้ในชั่วพริบตา  ทำให้มีการเข้ามาเก็งกำไร  เก็งสถานการณ์ว่าจะมีการยกเลิกแน่นอน  จึงเข้ามาซื้อดักไว้  บางกลุ่มซื้อแล้วอาจจะขายออกเมื่อข่าวจริงปรากฎออกมา  ขณะที่บางกองทุนอาจจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโดยไม่ถอนออกเลย  จนกว่าวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐจะสิ้นสุดลง  จึงจะถอยกำลังกลับประเทศอเมริกา  เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องจับตา
               แต่ที่แน่ๆ  ถ้าวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ปะทุขึ้นมารุนแรง  ดัชนีหุ้นไทย  ที่ระดับ 700 จุด น่าจะได้เห็นครับ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 04/02/2008 เวลา : 16.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

คิดว่าอเมริกานั้น กลยุทธเหนือชั้น เขาน่ะรอดแน่ ..แต่เรานี่ซิจะเอาตัวรอดหรือเปล่า รัฐบาลเก่าก็รอดตัวไป..แล้ว

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
auguzzy วันที่ : 04/02/2008 เวลา : 16.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/raterko
A man can be destroyed but not defeated.

คิดว่าคงทำได้เพียงลดผลกระทบที่จะเกิดให้ได้มากที่สุด ส่วนจะได้แค่ไหนก้อขึ้นอยู่กับว่า แต่ละประเทศจะหาทางป้องกันอย่างไร

ส่วนบ้านเรา ผมหวังเพียงว่าจะไม่กระทบอะไรเพิ่มมากนัก เพราะเรารับผลกระทบมาระยะนึงแล้ว กลัวแต่ปัจจัยภายในนี่แหล่ะที่จะยังคงส่งผลอยู่ครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
มะลิ วันที่ : 04/02/2008 เวลา : 16.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mali

ผมว่าเงินน่าจะไหลมาทางนี้นะ ก็เรากินข้าวไม่ใช่หรือ
น่าจะเตรียมตัวรวย
ขอตัวไปรวยก่อนนะครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 04/02/2008 เวลา : 16.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ruarob

ผมยังเชื่อมั่นว่า ถึงประเทศไทยจะได้รับผลกระทบแรงก็จริง แต่คนไทยมีความอดกลั้นสูง เราจะผ่านพ้นภาวะนี้ไปได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ความสุขบนทางเปลี่ยว วันที่ : 04/02/2008 เวลา : 16.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/amonratfon

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆๆ ค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29  



[ Add to my favorite ] [ X ]