• บรรยง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-04-23
  • จำนวนเรื่อง : 94
  • จำนวนผู้ชม : 280979
  • ส่ง msg :
  • โหวต 406 คน
บรรยง วิทยวีรศักดิ์
ข้อคิดเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง ที่เขียนด้วยภาษาง่ายๆ แต่น่าสนใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/banyong
วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552
Posted by บรรยง , ผู้อ่าน : 2606 , 23:48:32 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

         ช่วงนี้มีนักวิชาการหลายท่านออกมาเตือนเรื่อง  วิกฤตการเงินระลอกสองในสหรัฐอเมริกา  ประกอบกับมีสัญญานชี้นำทางเศรษฐกิจหลายตัวที่บ่งชี้ไปในทิศทางนั้น  ไม่ว่าราคาทองคำ ,อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ  และดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารของสหรัฐ 
         หรือว่า  เรื่องนี้จะเป็นความจริง
         มันเป็นเรื่องที่ขัดความรู้สึกอยู่เหมือนกันที่ใครๆพากันพูดว่า   วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทศวรรษ  1930 เมื่อ 70 ปีที่แล้ว  แต่แล้วนักเศรษฐศาสตร์เองกลับมาคาดการณ์ว่า  เศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มฟื้นในปลายปีนี้  หรืออย่างช้ากลางปีหน้า
         พวกเราคงจำกันได้ว่า  ประเทศไทยเราประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในปีพ.ศ.2540  กว่าจะเริ่มฟื้นตัวก็ปลายปี  2545  เราใช้เวลาถึง 5 ปีกว่าจะเริ่มฟื้นตัว  ขณะที่วิกฤตที่เกิดขึ้นในสหรัฐมีขนาดใหญ่กว่า  กระทบวงกว้างกว่า  จะฟื้นง่ายๆภายใน 1-2 ปีเชียวหรือ
         ประเทศสหรัฐอเมริกา  ควรใช้เวลาไม่น้อยกว่า  5 ปีในการฟื้นตัว  และผมเชื่อว่าจุดเลวร้ายสุดของวิกฤตยังมาไม่ถึง

ภาพแสดงวัฏจักรของเศรษฐกิจ  จากยุครุ่งเรืองไปถึงยุคตกต่ำ     

         ปัญหาที่เริ่มจากสถาบันการเงินล้มเป็นลูกโซ่  แล้วลามไปภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง  อย่างบริษัทผู้ผลิตรถยนต์  สายการบินและร้านค้าปลีก  บริษัทต่างๆเริ่มลดเงินเดือนพนักงาน  ปลดคนงานออก  ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดต่ำสุดในรอบหลายสิบปี 
         ผู้คนชะลอการใช้จ่าย  ราคาน้ำมันดิบลดจาก  140 เหรียญเหลือเพียง  40 เหรียญต่อบาร์เรล   อัตราการว่างงานเพิ่มจากปกติที่ 2%  มาเป็น 7.6%  ในเดือนมกราคม  แต่ยังนับว่าห่างไกลมากเมื่อเทียบกับการว่างงานเมื่อตอนเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่  20% 
         ถ้าเราเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก  เราก็ต้องเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่จบลงง่ายๆและจุดต่ำสุดยังมาไม่ถึง
         นางเจนเนต    เยลเลน  ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโก  กล่าวเมื่อวันศุกร์สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า  สหรัฐจะไม่ประสบปัญหาดิ่งลึกเท่าช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่  แต่หลายสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายคลึงกัน  เศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงกลางของการดำดิ่ง  ดังนั้นการตอบสนองที่ที่เร่งด่วนและรุนแรงจึงจำเป็น   เพื่อหยุดยั้งการถดถอยที่จะลึกไปเรื่อยๆ
         นางเจนเนต  เยลเลน  พูดในวันเดียวกับที่รัฐบาลสหรัฐออกมาประกาศว่า  ตอนนี้  การว่างงานกำลังพุ่งสูงสุดในรอบ  34 ปี  นางยังทิ้งท้ายว่า  “โชคร้ายที่ตอนนี้ ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด”
         นั่นคือเหตุผลว่าทำไม  ในช่วง  2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา  ราคาทองคำและอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรสหรัฐเริ่มกลับสูงขึ้นอีกครั้ง
         ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นเมื่อสัก 2-3 ปีก่อน  เราเห็นเหตุการณ์ที่นักลงทุนทยอยขายเงินดอลลาร์ไปซื้อทองคำเพื่อเป็นแหล่งพักเงิน   เมื่อวิกฤตปะทุ  นักลงทุนเหล่านี้ได้เทขายทองคำในราคาสูงแล้วกลับมาซื้อเงินดอลลาร์ราคาถูกกลับคืน  ทำให้ราคาทองคำที่พุ่งขึ้นไปถึง 1,000 เหรียญต่อออนซ์ลดลงมาเหลือ 720 เหรียญต่อออนซ์
         แต่มาถึงวันนี้  พวกเขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า  เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวได้ในเร็ววัน  มันอาจจะทรุดฮวบไปอีกครั้ง  ค่าเงินดอลลาร์จะดิ่งตามลงไป  พวกเขาจึงทยอยขายเงินดอลลาร์แล้วกลับไปซื้อทองคำเพื่อพักเงินไว้อีก  ราคาทองคำจึงทยอยขึ้น  มาอยู่แถวๆ 900 เหรียญต่อออนซ์อีกครั้ง
         อัตราดอกเบี้ยก็เช่นกัน   ช่วงที่เกิดวิกฤตใหม่ๆอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐต่างพุ่งพรวด
 นั กลงทุนถอนเงินลงทุนเมื่อความปลอดภัย  ทำให้สถาบันการเงินทุกแห่งขาดสภาพคล่องและหยุดปล่อยสินเชื่อ  เพื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นได้  เฟดอัดฉีดเงินเข้าระบบอย่างเต็มที่  ทำให้สภาพคล่องเริ่มผ่อนคลาย  อัตราดอกเบี้ยพันธบัตร  10 ปีที่ใช้เป็นอัตราอ้างอิงของดอกเบี้ยระยะยาว  ลดจากก่อนวิกฤตที่  4.2%  ลงมาแตะระดับ  2.04%เมื่อกลางเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา
         แต่ในช่วง  2-3  สัปดาห์นี้  อัตราผลตอบแทนพันธบัตร  10 ปีของสหรัฐเริ่มขยับขึ้นมาใกล้  3%อีกครั้ง  แสดงว่าปัญหาในสถาบันการเงินสหรัฐยังไม่จบ 
         ตราบใดที่เรายังไม่สามารถประเมินมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ที่มีปัญหาในสถาบันการเงินได้  มันคงยากที่จะดึงดูดนักลงทุนรายใหม่เข้ามา  และการปล่อยสินเชื่อใหม่ก็ยากจะเกิดขึ้น
         จริงอยู่ว่าวิกฤตครั้งนี้คงไม่เลวร้ายเท่าสมัยเมื่อ  70 ปีที่แล้ว  เพราะเราสามารถเรียนรู้ประสบการณ์จากอดีตได้  อีกทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ  เทคโนโลยีในปัจจุบันก็มีมากกว่าอดีต  ทำให้แผนต่างๆที่ปล่อยออกมาบรรลุผลได้เร็วขึ้น
         แต่ผมคิดว่า  รัฐบาลสหรัฐและคนอเมริกันยังประเมินสถานการณ์ต่ำไป
         รัฐบาลสหรัฐใช้เม็ดเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียง  8.25  แสนล้านเหรียญหรือ  6.00%ของ GDP   เปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น  จีน  และอังกฤษที่ใช้เงินถึง  12.30% , 17.90%  และ  20.00%ของ GDP ตามลำดับ
         คนอเมริกันก่อนเกิดวิกฤตเชื่อว่า  รัฐบาลของตนจะจัดการปัญหาเศรษฐกิจได้  และเมื่อเกิดวิกฤตแล้ว  คนอเมริกันก็ยังเชื่อไม่เลิกว่า  เศรษฐกิจของตนจะฟื้นใน  1-2 ปี 
        ทุกแห่งที่เกิดวิกฤตล้วนมาจากการที่คนในสังคมนั้นๆย่ามใจ  ทุ่มลงทุนโดยไม่มีการเตรียมแผนรองรับในกรณีผิดพลาด  เวลาเกิดปัญหาจึงเจ็บหนัก
         แต่เมื่อมาดูความเสียหายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน  เปรียบเทียบกับช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสมัยทศวรรษ 1930 แล้ว    ผมเห็นว่ายังห่างไกลกันนัก  ผมจึงเชื่อว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นยังเผยตัวออกมาไม่หมด
         ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่  สถาบันการเงินปิดตัวเป็น 1,000 แห่ง  ดัชนีหุ้นลดลงเกือบ  90%  คนว่างงานกว่า 20%  แต่ปัจจุบันสถาบันการเงินปิดไปเพียง  50 แห่ง  ดัชนีดาวโจนส์ลดลงเพียง  40%  และคนว่างงานแค่  7.60%
         ขณะที่ดัชนีที่ใช้วัดภาวะเศรษฐกิจของประเทศ  ที่คนนิยมใช้กันมากที่สุดคือ  ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือGDP   ในสมัยเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่  GDPสหรัฐลดลงไปกว่า  20%  แต่GDPไตรมาสล่าสุดของสหรัฐลดลงเพียง  3.80%  มันจึงน่าจะมีแรงส่งไปได้มากกว่านี้
         อะไรจะเป็นสาเหตุให้เศรษฐกิจตกต่ำลงไปได้อีก  ทั้งที่ตอนนี้เศรษฐกิจสหรัฐก็ดูเหมือนนิ่ง ดีแล้ว
         คำตอบคือ  ภาคการเงินที่นับเป็นเส้นเลือดใหญ่  แต่ยังมีปัญหาซุกซ่อนอยู่มาก 
         ปัญหาในสถาบันการเงินจะกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง  เนื่องจาก  ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ซับซ้อนที่แต่ละสถาบันถืออยู่นั้น  มันยากที่จะประเมินมูลค่าที่แท้จริงได้  อีกทั้งเจ้าของสถาบันการเงินก็มักจะไม่ยอมเปิดเผยสถานะที่แท้จริงให้ทราบ
         เพราะถ้าขืนไปบอกรัฐบาลหมดว่า  ข้างในเสียหายอย่างไร มากเท่าไร  หากรัฐบาลเห็นว่าเยียวยาได้ยาก  เขาอาจบังคับให้ปิดกิจการ  และขายทอดตลาดไปก็ได้  แต่ถ้ารู้จักเผยความเสียหายทีละเล็กทีละน้อย  แล้วค่อยๆตอดเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลไปเรื่อยๆ  ยังมีโอกาสซื้อเวลา  ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดได้อยู่
         รากเง่าของปัญหาคือ  สินทรัพย์ของสถาบันการเงินมักจะผูกติดกับราคาอสังหาริมทรัพย์  สองปีที่ผ่านมาราคาบ้านได้ลดลงไปแล้ว  28%  หากราคาสินทรัพย์ที่สถาบันการเงินถืออยู่เกิดราคาตกลงไปอีก  7-8%  มันจะไปล้างส่วนทุนของสถาบันการเงินจนหมด  โดยล่าสุด  ราคาบ้านในสหรัฐยังคงลดลงต่อเนื่อง
         เราไม่รู้ว่ามันจะเลวร้ายไปถึงขั้นนั้นหรือไม่  แต่แนวโน้มมีอยู่สูงมาก  สังเกตได้จากตอนนี้ที่ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารสหรัฐลงมาทำจุดต่ำสุดใหม่  ทั้งที่รัฐบาลเพิ่งให้เงินช่วยเหลือ  แบงค์ออฟอเมริกา , ซิตี้กรุ๊ป  และเอไอจีไปหมาดๆ  แสดงว่าเนื้อในยังมีปัญหาอีกมาก


ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารของสหรัฐ  ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา

        เวลานี้รัฐบาลสหรัฐให้เงินช่วยเหลือธนาคารต่างๆในรูปของการเพิ่มทุนไปแล้วกว่า  350,000  ล้านเหรียญ   แต่นักวิเคราะห์บอกว่าเฉพาะ  8 ธนาคารใหญ่ของสหรัฐต้องการเงินอีก  1.2  ล้านล้านเหรียญเพื่อให้อยู่รอด
         ถึงตอนนั้น  รัฐบาลสหรัฐจะอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก  ถ้าไม่ช่วย  ก็จะเกิดเหตุการณ์ล้มเป็นโดมิโน  ถ้าเข้าช่วย  เงินกู้ที่ส่งไปอาจจะกลายเป็น  NPL  ชนิดถมท่าไรไม่เต็มสักที  ทำให้ธนาคารกลางและเงินดอลลาร์สูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาชาวโลก  ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยิ่งสั่นคลอน  มีผลกระทบไปถึงภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงที่แย่อยู่แล้วให้กลับยิ่งแย่หนักยิ่งขึ้น  ทำให้  GDP ติดลบมากขึ้นไปอีก
         อย่าลืมว่า  วิกฤตรอบนี้กว่าจะรู้ตัวว่า  เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว  เราต้องใช้เวลาถึง 1 ปีเต็ม  สมัยเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่เมื่อ 70 ปีที่แล้ว  สหรัฐใช้เวลาเกือบ 4 ปี  ถึงจะได้ข้อสรุปว่าเศรษฐกิจแย่ถึงขั้นตกต่ำ ( Depression ) แล้ว
         ตอนนี้เหตุการณ์เพิ่งผ่านมา 15 เดือนแล้ว ( นับจากเดือนที่สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐ (NBER) แถลงยืนยันว่า  เศรษฐกิจสหรัฐก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว  คือเดือนธันวาคม ปีพ.ศ.2550 )   แต่การจะยืนยันว่าวิกฤตเศรษฐกิจหนนี้จะรุนแรงถึงขั้นตกต่ำหรือไม่  เรายังต้องรอคำยืนยันจาก NBER อีกครั้ง
         คำถามที่คนมักจะถามกันมากที่สุด คือ  แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้เศรษฐกิจตกต่ำถึงขั้นต่ำสุดแล้ว 
         เราคงต้องใช้ความรู้เรื่องวัฎจักรเศรษฐกิจ  และความรู้ทางเทคนิคของดัชนีหุ้นมาคาดการณ์  ตามปกติ  ช่วงปลายวัฏจักรของเศรษฐกิจขาลง  การค้าการลงทุนจะเงียบเหงา  คนจำนวนมากว่างงาน  ดอกเบี้ยถูก  เงินเฟ้อต่ำ  การซื้อขายหุ้นจะเบาบาง  และดัชนีหุ้นจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก  เพราะทุกคนต่างสิ้นหวัง  และเข็ดหลาบกับการลงทุน
         ตอนนี้ข้อมูลหลายตัวเริ่มปรากฎออกมาให้เห็นแล้ว  แต่มันยังไม่สุกงอม  เนื่องจากยังมีการเก็งกำไรในหุ้นสหรัฐและราคาน้ำมันแทบทุกวัน   ดัชนีดาวโจนส์หุ้นขึ้นลงวันละ  100-300  จุดเป็นว่าเล่น  ส่วนราคาน้ำมันก็ผันผวนขึ้นลงวันละ  1-4  ดอลลาร์ได้แทบทุกวัน 
         การที่เศรษฐกิจจะนิ่ง  ต้องผ่านขั้นตอนที่คนส่วนใหญ่สิ้นหวัง  เลิกเล่นหุ้น  หันหลังให้ตลาดหุ้น  จนราคาหุ้น ราคาน้ำมันไม่ขยับ  ปริมาณการซื้อขายต้องลดมาจนน่าตกใจ  เมื่อนั้นนักลงทุนระยะยาวจึงกลับมา  ดัชนีหุ้นจะค่อยๆไต่ขึ้นช้าๆ  ขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคค่อยๆฟื้นตัว  การค้าการลงทุนค่อยๆขยับ  เศรษฐกิจจึงจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง
         เราคนไทยเคยผ่านเหตุการณ์นี้ทำนองนี้มาแล้วมิใช่หรือ 
        เราเคยเชื่อว่ารัฐบาลพลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ  จะป้องกันเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจไว้ได้  ต่อมาเมื่อมีการลดค่าเงินบาท  เราก็เชื่อว่า   ค่าเงินบาทคงจะลงไปเพียงเล็กน้อย   หลังจากนั้นเราก็เชื่อว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์  จะฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ในเวลาอันสั้น 
        แต่ทุกอย่างที่เราเชื่อ  ผิดหมด  เหมือนกับที่คนอเมริกันเชื่ออยู่ตอนนี้  เพียงแต่เวลาต่างกัน  10 ปี เท่านั้นเอง





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
นาราด้า วันที่ : 11/02/2009 เวลา : 19.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tarot
http://www.oknation.net/blog/narada ไพ่ยิปซีทำนายชีวิต

ตั้งแต่เดือนหน้าไปจนถึงกันยา จะแย่เชียวค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
neti วันที่ : 11/02/2009 เวลา : 18.53 น.

สำหรับประเทศไทยคงกระทบน้อยกว่า เนื่องจากไทยอาศัยการส่งออกมากโดยเฉพาะตลาดอเมริกาและยุโรป ส่วนนี้อาจจะเสียหายมาก การว่างงานก็จะมากขึ้นโดยเฉพาะแรงงานระดับล่าง ก็คงต้องลามออกเป็นลูกโซ่เพราะพวกเขามีครอบครัวและยังไปกระทบกับอาชีพอื่น ๆ ที่ผูกพันกัน แต่เพื่อไม่ให้มันลามออกไปกระทบกับส่วนอื่นเช่นด้านการเงินการธนาคาร รัฐจำเป็นต้องสร้างงานในส่วนนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะในภาวะอย่างนี้เอกชนคงไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากลดคนลงหรืออาจต้องปิดกิจการไป การสร้างงานของรัฐคือโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ว่าถนน รถไฟวิ่งสวนกันได้ตลอดสาย ตลอดจนโครงการชลประทานอื่น ๆ ฯลฯ โดยมีเงื่อนไขให้ใช้เครื่องมืออุปกรณ์วัสดุต่าง ๆ ที่ทำในประเทศไทย หรือทำในไทยเกิน70 เปอร์เซ็นต์ ให้ใช้แรงงานมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของงานเป็นต้น ยิ่งช่วงระยะเวลาที่จบการศึกษาในปีนี้ จะมีคนจบมากกว่แสนคน รัฐบาลต้องตั้งงบรองรับพวกนี้ด้วย ให้คนพวกนี้ลงไปสู่ชนบทอาจเป็นโครงการโดยรัฐเข้าไปช่วยเหลือในลักษณะเช่น ngo ควรมีงบจ้างครูที่จบใหม่ สู่ชนบท ซึ่งมีมากมายที่รัฐจะทำได้ ไม่ใช่เอาเงินไปอุดหนุนหน่วยงานใหญ่ ๆ ข้างบนเป็นหลัก ซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง หากคนส่วนใหญ่มีงานทำ เศรษฐกิจของประเทศก็คงจะค่อย ๆ ฟื้นขึ้น ธุรกิจก็จะค่อย ๆ ฟื้นขึ้น การจ้างงานภาคเอกชนก็จะเพิ่มขึ้น เมื่อนั้นทางรัฐจึงถึงต้องลดลงแล้ว ปล่อยให้เอกชนทำไป แต่ขณะนี้ทางรัฐจำเป็นต้องสร้างงานเอง

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ณสยาม วันที่ : 11/02/2009 เวลา : 16.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/slaonark

มีนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกบอกใว้
ถ้าถึงจุดต่ำสุดให้ดู
มูลค่าในตลาดหุ้น&ราคาของอสังหาริมทรัพย์
ผมคิดว่าตอนนี้ยังลงไปเรื่อยๆและคิดว่าปลายปี 2552 คง
จะเห็นความต่ำสุด...ประเทศไทยถ้าไม่ร่วมมือกันทุกคน ย้ำว่าต้องทุกคน.. แย่แน่ๆ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ทนายแต๊ก วันที่ : 11/02/2009 เวลา : 16.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thanyasak
ธัญศักดิ์ ณ นคร

มนุษย์ตายเพราะความโลภ
เอาความพอเพียงเป็นที่ตั้งก็สบายใจ
ความเป็นอยู่เกินมารตฐานก็เจ็บ
กินอยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน จิตใจจะสงบเมื่อพบว่าไม่เป็นหนี้สิน

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เด็ดสารตี่ วันที่ : 11/02/2009 เวลา : 14.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/srikho

เริ่มรัดเข็มขัดแล้ว อีกหน่อยคงก็รัดคอ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
หมูสนาม วันที่ : 11/02/2009 เวลา : 09.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08

สำหรับประเทศไทยรัดเข็มขัดให้แน่นเก็บคอ งอเข่า
ร้องดังๆว่า แลนด์ดิ้งงงงงงง
ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพระเจ้า

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28



[ Add to my favorite ] [ X ]