• บรรยง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-04-23
  • จำนวนเรื่อง : 94
  • จำนวนผู้ชม : 283590
  • ส่ง msg :
  • โหวต 406 คน
บรรยง วิทยวีรศักดิ์
ข้อคิดเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง ที่เขียนด้วยภาษาง่ายๆ แต่น่าสนใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/banyong
วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน 2552
Posted by บรรยง , ผู้อ่าน : 2379 , 10:20:39 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

        คุณเคยทำเงินหล่นหายหรือเปล่า  เชื่อหรือไม่ว่า  หากคุณสามารถรวบรวมเงินที่คุณทำหายไปในแต่ละเดือน  แต่ละปีเข้าด้วยกัน  แล้วละก้อ  เงินจำนวนนี้จะมีจำนวนมากพอที่จะทำให้คุณมีชีวิตอยู่อย่างสบายในวัยเกษียณ
        อย่าเพิ่งแปลกใจว่า  เงินอะไรที่หล่นหายมากมายขนาดนี้  ผมไม่ได้พูดถึงเงินที่หล่นหายไปโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ทันสังเกตุเห็น  แต่ผมกำลังหมายถึงเงินที่ทำหล่นหายไปต่อหน้าต่อตา  ขณะที่เรายังมีสติสัมปชัญญะ  ครบถ้วนอยู่   เงินที่สูญไปเพราะความฟุ่มเฟือย  ,  ความสะเพร่า  หรือ  ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ของเรานั่นเอง
        คนจำนวนมากมักเข้าใจว่า  การที่เราเก็บเงินไม่ได้นั้น  เป็นเพราะเรามีรายได้น้อยเกินไป  แต่นักวางแผนการเงินจะบอกว่า  การจะเก็บเงินได้หรือไม่นั้น  ส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นกับรายได้   แต่ขึ้นกับวิธีบริหารจัดการค่าใช้จ่ายมากกว่า
        จากสมการ     เงินเก็บ  =  รายได้  -  ค่าใช้จ่าย
        ถึงคุณจะมีรายได้มากมายสักเพียงใด  แต่ถ้าคุณยังคงใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย  เพิ่มพูน  ไปตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น  หรือ  ถึงกับใช้เงินเกินรายได้ที่หามาได้   ด้วยการกู้ยืมมาบริโภค  ถ้าเป็นอย่างนี้  ต่อให้หามาได้สักเท่าไร  ก็ไม่มีเหลือเก็บ
        แต่ถ้ามีรายได้น้อย  แล้วพยายามใช้จ่ายอย่างกระเบียดกระเสียร  ใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายได้  ส่วนที่เหลือย่อมสามารถแบ่งมาเก็บออมได้  บางคนอาจจะอ้างว่า  เขาได้พยายามใช้จ่ายอย่างประหยัดที่สุดแล้ว  ยังไม่พอใช้อยู่ดี  นั่นแสดงว่า  เขาใช้ชีวิตเกินตัว  หรือมีรสนิยมเกินรายได้  เพราะเราคงเคยได้ยินว่า  มีคนไทยมากมายที่มีรายได้เพียงเดือนละ  3,000  -  4,000  บาท  แต่เขาก็สามารถดำรงชีพได้ตามอัตภาพ    ขณะที่บางคนมีรายได้เดือนละร่วมแสน  แต่เป็นหนี้เป็นสินจนต้องหลบลี้หนีหน้าผู้คน
        หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ  คงไม่ต่างกับการเปิดก๊อกน้ำประปาแรงๆ  แล้วใช้มือเข้าไปรอง   ย่อมได้น้ำติดมือมานิดเดียว   ยิ่งถ้าทำผิดวิธี  กางนิ้วห่างๆออกรองรับน้ำไว้   น้ำจะรั่วไหลออกหมด  ไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว  แถมน้ำยังอาจกระเด็นเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าได้ 
        แต่ถ้ารู้วิธี   ถึงแม้น้ำจากก๊อกจะไหลออกมาเอื่อยๆ  หากค่อยๆประคองมือรับ   ย่อมได้น้ำติดมือมามากกว่า  ยิ่งถ้าน้ำไหลมาแรงๆแล้วรู้วิธีนำถัง ,ภาชนะมารอง  ย่อมไม่ต้องอธิบายว่าจะเก็บน้ำได้มากขนาดไหน
        ในชั้นนี้  ผมคิดว่า  เราน่าจะได้ข้อสรุปว่า  “ การจะเก็บเงินได้หรือไม่นั้น  ขึ้นกับการควบคุมค่าใช้จ่าย” มากกว่า  แต่  “การเพิ่มรายได้  จะทำให้การเก็บออมบรรลุเป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้น”
        ดังนั้น  สมการออมเงินยุคใหม่ต้องเป็นดังนี้
        รายได้  - เงินเก็บ  =  ค่าใช้จ่าย
        คือเราต้องหักเงินเก็บออกมาในแต่ละเดือนก่อนเสมอ 
        ผมเชื่อว่า  ทุกวันนี้  ทุกคนก็พยายามควบคุมค่าใช้จ่ายเพื่อให้มีเงินเหลือเก็บมากที่สุด  จะได้นำไปลงทุน  หรือฝากเก็บไว้เพื่อใช้ตอนแก่  แต่เชื่อหรือไม่ว่า  ในเวลาเดียวกันเราทุกคนก็ทำเงินรั่วไหลไปเยอะโดยที่เราไม่ระวังหรือคาดไม่ถึง  เราลองมาทบทวนกันดูว่ามีช่องทางไหนบ้าง   ที่เรามักจะทำเงินหล่นหายไปอยู่เสมอๆ
        1. การซื้อสินค้าเงินผ่อน  หรือกู้เงินนอกระบบมาใช้ 
        เงินพวกนี้ส่วนใหญ่คิดดอกเบี้ยแบบรายเดือน  หรือ  Flat rate    ไม่ลดต้นลดดอก  เมื่อดูอัตราดอกเบี้ยต่อเดือนรู้สึกเหมือนไม่สูง  แต่ถ้ามาคำนวณอย่างละเอียด  จะพบว่าดอกเบี้ยอาจสูงถึง  20-50  %  ต่อปี   ถามว่า  ถ้าคุณมีภาระค่าดอกเบี้ยสูงขนาดนี้  เมื่อไรจะรวยเสียที 
        ถ้าอยากมีเงินเหลือเก็บ  ผมแนะนำว่าให้อดเปรี้ยวไว้กินหวาน  ไม่มีเงินก้อนอย่าไปซื้อ  เว้นแต่สิ่งที่เป็นหลักทรัพย์  เช่น  บ้าน , รถ  ถ้ายังไม่มีและจำเป็นต้องใช้จริงๆ  อาจจะค่อยๆผ่อนได้  แต่ควรสืบเสาะแหล่งเงินกู้ที่ดีที่สุดก่อนเพราะบางครั้งดอกเบี้ย  ,  ค่าธรรมเนียมหรือวิธีชำระที่ต่างกัน  สามารถช่วยประหยัดเงินได้นับหมื่นบาทต่อปี
        2. การใช้สินค้าไม่คุ้มค่าอายุงาน 
        สินค้าและของใช้แต่ละชนิดมีอายุงานที่คงทนพอสมควร  เช่น รถยนต์  หากบำรุงรักษาสม่ำเสมอ  จะมีอายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า  8  ปี  โดยไม่มีปัญหาจุกจิกกวนใจ   โทรศัพท์มือถือ ก็สามารถใช้งานได้ไม่น้อยกว่า  3  ปี 
        แต่วัยรุ่นสมัยนี้  เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือเป็นว่าเล่น  บางคนเปลี่ยนทุกสามเดือน  ส่วนรถยนต์  พอมีการเปลี่ยนรุ่นใหม่  ซึ่งมักจะตกประมาณ  4 -5  ปี  ก็จะซื้อรถใหม่ตามแฟชั่น  ปัญหา  คือ  ราคาขายต่อรถเก่ามักจะลดฮวบลงมาครึ่งต่อครึ่ง 
        หากนำมูลค่าที่ลดลงมาหารด้วยจำนวนปีที่ใช้  จะพบว่าเงินที่ถูกจ่ายเพื่อซื้อความเท่  หรือความสะดวกสบายนั้นเป็นยอดเงินที่สูงทีเดียว 
        ถ้าคำนวณออกมาและเห็นตัวเลขแล้ว  เรารู้สึกสะดุ้ง  แสดงว่าเราใช้จ่ายเงินเกินฐานะไปแล้ว   รีบเปลี่ยนพฤติกรรม   ก่อนจะสายเกินไป 
        3. การลงทุนทำธุรกิจโดยไม่ศึกษาให้รอบคอบเสียก่อน 
        หลายคนอุตสาห์เก็บเงินจนได้เงินก้อน  แต่เมื่อมีคนชวนไปลงทุน  แทนที่จะไตร่ตรองหรือศึกษาให้ถ่องแท้เสียก่อนว่า  ธุรกิจนั้นๆเติบโตยั่งยืนไหม  มีตลาดใหญ่พอไหม  หรือ  ปัจจัยเสี่ยงมีอะไรบ้าง  กลับทุ่มเงินลงทุนโดยขาดประสบการณ์  สุดท้ายเงินที่เก็บมาครึ่งชีวิตต้องมลายหายไป   ต้องเริ่มมาเก็บเงินใหม่ตอนที่อายุขึ้น เลข 5  ไปแล้ว
        4. การให้คนอื่นยืมเงินแล้วหนี้สูญ  
        จริงอยู่คนเราควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  แต่การนำเงินที่เราอุตสาห์เก็บออมมาชั่วชีวิตเพื่อไว้ใช้ยามเกษียณไปให้เพื่อนยืมนั้น  นับว่ามีความเสี่ยงอย่างยิ่ง  เพราะเท่ากับเราเอาชีวิตของเราไปแขวนไว้กับวิธีบริหารเงินของเขา  ถ้าเขาบริหารเงินผิดพลาดอย่างที่เคยทำมา  เราก็ต้องมานั่งน้ำตาตกใน
         การเข้าค้ำประกันเงินกู้หรือค้ำประกันการเข้าทำงานให้คนอื่น  ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นำความหายนะมาให้ผู้ค้ำ  หากไม่มีการตรวจสอบหรือกลั่นกรองให้รอบคอบก่อน  เพราะหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น   มูลค่าความเสียหายอาจจะสูญเป็นแสนเป็นล้านได้
        5. การซื้อหวย  เล่นการพนัน
        ผมเคยได้ยินคนพูดกันว่า  ทุกวันนี้เขามีเงินเดือนๆละ  10,000 - 20,000  บาท  แต่มีภาระค่าใช้จ่ายมากมาย  เพราะฉะนั้นเขาจึงเชื่อว่า  ถึงแม้เขาจะตั้งใจเก็บเงินอย่างจริงจัง  ก็ไม่สามารถทำให้เขารวยได้  ความหวังเดียวของเขาคือ  ซื้อหวยเพื่อให้ถูกรางวัลที่  1  ถึงจะมีโอกาสน้อยมากแต่ก็ยังดีกว่าอยู่โดยไม่มีความหวังเลย
        ผมเห็นด้วยว่า  คนเราควรมีชีวิตอยู่ อย่างมีความหวัง  แต่การอยู่โดยหวังว่าจะถูกรางวัลที่ 1  แล้วจะรวยเป็นเศรษฐีนั้น  ถ้าคิดตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วมีโอกาสน้อยมาก  และถึงแม้จะถูกรางวัลที่ 1 จริง
        ผมไม่เชื่อว่าเงินรางวัล  3,000,000  บาทจะทำให้คนรวยได้  เพราะถ้าบริหารเงินไม่เป็น  ไม่ถึงปีก็หมดซ้ำจะทำให้ติดนิสัยซื้อหวยหนักมือยิ่งขึ้น  และนำไปสู่ภาระหนี้สินในที่สุด
        6. การซื้อสินค้าโดยไม่มีความจำเป็น 
        ลองคิดดูว่าบ่อยครั้งขนาดไหน  ที่คุณซื้อของบางชิ้นเข้าบ้านโดยไม่อยู่ในแผนมาก่อน  บางทีห้างสรรพสินค้าลดราคา 50%  สินค้าลดราคาจาก  1,000  บาทลงมาที่ 500  บาท  แล้วคุณก็ซื้อมันมาเก็บไว้ในห้องเก็บของ  เวลาผ่านไป  3 -5  ปี  ไปรื้อของเจอ  พบว่าราคาสินค้าชิ้นนั้นถ้าคิดตามสภาพอาจอยู่ที่  200  บาทเท่านั้น  เพราะมันตกยุคตกสมัยไปแล้ว 
        ของเล่นลูกก็คงมีลักษณะเดียวกัน  พ่อแม่ซื้อเพราะทนต่อเสียงรบเร้าของลูกไม่ได้  ไม่ใช่ซื้อเพราะเป็นของเล่นที่เสริมสร้างสติปัญญา  สุดท้ายลูกเล่นได้  2  วันก็เบื่อ  ของเล่นจึงเต็มบ้านกลายเป็นภาระต้องหาห้องไว้เก็บของเล่นโดยเฉพาะ  ดังนั้นครั้งต่อไป  จะซื้ออะไร  ต้องคิดแล้วว่าคุ้มค่า  มีประโยชน์ใช้สอยจริงๆ
        7. การซื้อของแบบเหมาจ่าย 
        หากฟังดูเผินๆการซื้อของแบบเหมา   น่าได้ของราคาถูกกว่า  แต่ข้อเท็จจริงก็คือ  คุณต้องใช้สินค้าหรือบริการนั้นครบทุกรายการจึงจะคุ้มค่าเงินที่เสียไป  แต่ถ้าคุณใช้บริการบางส่วน  เช่นใช้ไปเพียง  50 -70%ของสิทธิที่มี  เมื่อคำนวณราคาสินค้าที่ใช้ไปก็ไม่ต่างอะไรจากราคาปรกติเลย  อีกทั้งยังจะทำให้คุณติดนิสัยฟุ่มเฟือยอย่างยากที่จะแก้ไข 
        สินค้าเหล่านี้ได้แก่ เพคเกจค่าโทรศัพท์มือถือ  ,  อาหารบุฟ่เฟ่ต์  ,  สมาชิกโรงแรมต่างๆ  หรือ  สมาชิกสปอร์ตคลับ  ดังนั้นถ้าจะสมัครเข้าใช้บริการ  ต้องมั่นใจว่าคุณจะได้ใช้บริการต่างๆเหล่านั้นครบถ้วนจริงๆ  หาไม่แล้ว  คุณก็เหมือนถูกหลอกให้ เข้าไปช่วยแบ่งรับค่าใช้จ่ายให้คนอื่นนั่นเอง
        8. เงินลดหย่อนภาษี    
        สิทธิพิเศษทางภาษี   เป็นสิ่งที่นักการเงินส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ   เพราะได้มาฟรีๆ  ได้แน่นอนและคิดเป็นยอดเงินที่สูงมาก  ลองคิดดูว่ากว่าจะฝากเงินให้ได้ดอกเบี้ยราว  10,000  บาท  คุณต้องมีเงิน  1,000,000  บาทฝากแช่นิ่งๆไว้ในธนาคารตั้ง  1  ปีเต็ม (ดอกเบี้ย 1%) 
        แต่ถ้าคุณรู้จักใช้สิทธิลดหย่อนในการเสียภาษีบุคคลธรรมดา  เพียงคุณใช้สิทธิแค่  100,000  บาท  คุณจะได้รับเงินภาษีคืนมาตั้ง  10,000 -  30,000  บาททีเดียว  ไม่มีความเสี่ยง  ไม่ต้องรอลุ้นผลประกอบการ  ผลตอบแทน  10 –37%  ของยอดเงินที่ใช้สิทธิลดหย่อน  (  ขึ้นกับฐานภาษีของแต่ละคน  ) 
        เพราะฉะนั้น   ทุกครั้งที่ยื่นแบบเสียภาษีบุคคลธรรมดา  อย่าลืมตรวจสอบว่า  คุณได้ใช้สิทธิค่าลดหย่อนครบทุกหมวดหรือไม่  ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยประกันชีวิต  ,  เงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ  ,  ดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัย  เงินบริจาค หรือการขอเครดิตภาษีเงินปันผล  เพราะรัฐบาลได้ให้สิทธินั้นแก่คุณแล้ว   
        เฉพาะเบี้ยประกันชีวิต  ดอกเบี้ยซื้อบ้านและเงินในกองทุนต่างๆที่กรมสรรพากรกำหนด  รวมเป็นเงินลดหย่อนได้กว่า  1,000,000 บาท  อยู่ที่คุณจะใช้สิทธินั้นหรือไม่  ( ยังไม่นับรวม  เงินบริจาคและเงินเครดิตภาษีเงินปันผลที่นำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน  แต่วงเงินขึ้นกับเงินได้สุทธิ และเงินปันผลที่ได้รับ ) 
        9. ลดการสูญเสียเงินก้อนใหญ่ด้วยเงินก้อนเล็ก 
        ในชีวิตประจำวัน  มีเหตุไม่คาดฝันมากมายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเรา  บางเรื่องอาจทำให้เราสูญเสียเงินทอง  ,  ทรัพย์สิน  หรือแม้แต่ชีวิตได้  ความเสี่ยงที่ว่านี้ได้แก่  อุบัติเหตุ  ,  เจ็บป่วย  ,  ไฟไหม้  ,  หรือ  โจรเข้าบ้าน ฯลฯ    เราสามารถลดความสูญเสียเหล่านี้ได้โดยการทำประกันภัย  เพื่อโอนความรับผิดชอบไปให้บริษัทประกันภัยรับแทน   
        หาไม่แล้วเราคงต้องมาเริ่มต้นเก็บเงินกันใหม่ที่อายุ  40 -50  ปี  เพราะทรัพย์สินที่หามาได้ทั้งหมดอยู่ในกองเพลิง  หรือ  ต้องเอาทรัพย์สินออกขายเพื่อใช้รักษาตัวกรณีมีโรคร้ายแรงเกิดขึ้น  ฉะนั้น  ยอมจ่ายเบี้ยประกันจำนวนน้อยดีกว่ามาเสียหายเพราะเรื่องใหญ่ๆ
        10. การใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่มีการวางแผน  
        ผมไม่ได้พูดว่า  จะทำอะไรแต่ละอย่างในชีวิตต้องวางแผนทั้งหมด  แต่อย่างน้อยก่อนจะทำอะไร  ให้หยุดคิดสัก  1  นาที  เพื่อวางแผนก่อน  ผมว่าจะประหยัดอะไรได้เยอะแยะ   ไม่ว่าจะเป็นเวลาหรือเงินทอง 
        เช่น  รู้จักวางแผนการเดินทาง  ก่อนออกรถทุกครั้ง  ลองคิดดูว่าจะช่วยประหยัดน้ำมันได้มากขนาดไหน ,  กำหนดเวลาการโทรศัพท์ไว้คร่าวๆ  เพื่อประหยัดเวลาและค่าโทรศัพท์  หรือ  กำหนดรายการอาหารคร่าวๆก่อนสั่งอาหาร  เพื่อจะได้ไม่ต้องมีเหลืออาหารเต็มโต๊ะเพราะทานไม่หมด  เป็นต้น
        11. ลดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็น
        มีค่าใช้จ่ายมากมายที่ถ้าเรามานั่งคิดย้อนหลังดีๆจะพบว่าไม่จำเป็น  หรือจัดว่าใช้เงินเกินตัว  เช่น  การเข้าสังคมที่ถี่เกินไป  ,  การกินเหล้า  , สูบบุหรี่  ,  การทานข้าวนอกบ้านเป็นประจำ  หากเราสามารถลดกิจกรรมเหล่านี้ลงไปได้   จะช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้มากทีเดียว  
        อย่าลืมว่าหนึ่งบาทที่ประหยัดได้  จะกลายเป็นหนึ่งบาทที่เก็บได้ทันที  ลองคิดดูว่าถ้าประหยัดได้เดือนละ  2,000  บาท  ปีหนึ่งจะมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นตั้ง  24,000  บาททีเดียว
        ทั้งหมดที่กล่าวมา   ฟังดูเป็นเรื่องหยุมหยิม  แต่.....
 อย่าดูถูกละอองน้ำ  เพราะวันหนึ่งมันจะกลายเป็นเม็ดฝน
 อย่าดูถูกเม็ดฝน      เพราะวันหนึ่งมันจะกลายเป็นลำธาร
 อย่าดูถูกลำธาร       เพราะวันหนึ่งมันจะกลายเป็นแม่น้ำ
 อย่าดูถูกแม่น้ำ        เพราะวันหนึ่งมันจะกลายเป็นมหาสมุทร
 อย่าดูหมิ่นเงินจำนวนน้อย  วันหนึ่งมันจะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่  
        หยุดพร่ำบ่นว่า  คุณไม่มีรายได้มากพอที่จะเก็บไว้ใช้ยามเกษียณ  เพราะผมมีความมั่นใจว่า  หากคุณสามารถลดการรั่วไหลของการใช้จ่ายต่างๆข้างต้นได้  คุณจะมีเงินเหลือเก็บไม่ต่ำกว่า  10% ของรายได้ในแต่ละเดือน 
        และแน่นอนว่า  เงินจำนวนน้อยนี้จะค่อยๆทบทวีคูณ  จนมีมากพอที่จะทำให้คุณมีเงินใช้จ่ายได้อย่างสบายในยามเกษียณ  ขอฟันธง





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
สมดุล วันที่ : 07/11/2009 เวลา : 20.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/retailshop

ร่วมช่วยกัน ปลดหนี้เกษตรกร 8 แสนล้านบาท กับนวัตกรรมล้ำสมัย Atomic Biotech ร่วมกับระบบ อี-คอมเมิร์ซ ของบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ เชิญที่ http://www.ainews1.com

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
BlueHill วันที่ : 03/07/2009 เวลา : 08.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

6. การซื้อสินค้าโดยไม่มีความจำเป็น ขอนี้ทำประจำ โดยเฉพาะสินค้า discount ส่งสัยต้เองปรับนิสัย ซื้อมาเก็บไว้ หลาย ๆ อย่างไม่ได้ใช้เลยครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
สิงห์มือซ้าย วันที่ : 03/07/2009 เวลา : 07.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SingMeuSai
ร้านพร สิงห์มือซ้ายwww.facebook.com/lefthandshop 

เป็นบทความที่มีประโยชน์มากๆค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและเงิน วันที่ : 30/06/2009 เวลา : 10.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/whitaker

สรุป ต้องกำเงินไว้แน่นๆ โดยเฉพาะบ้านเราจะมีคนทั้งใกล้ชิดและไม่คุ้นเคยดี พยายามในทุกโอกาสที่จะ beg,steal or borrow จนเราหมดตัว ครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและเงิน วันที่ : 30/06/2009 เวลา : 10.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/whitaker

สรุป ต้องกำเงินไว้แน่นๆ โดยเฉพาะบ้านเราจะมีคนทั้งใกล้ชิดและไม่คุ้นเคยดี พยายามในทุกโอกาสที่จะ beg,steal or borrow จนเราหมดตัว ครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ญิบพันจันทร์ วันที่ : 28/06/2009 เวลา : 20.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yipphanchan
ญิบ_พันจันทร์

มีบางข้อเป็นประจำเหรอครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
boon วันที่ : 28/06/2009 เวลา : 18.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/xblog

คนไทยยังขาดทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับเงิน
ความจริงเรื่องที่คุณบรรยง พยายามอธิบายอยู่นี้
น่าจะใช้ปลูกฝังให้อยู่ในจิตสำนึกกันตั้งแต่เด็กเลย

ผมเองก็โตมาโดยที่ไม่มีใครสอนเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง
ต้องมาเรียนรู้ด้วยตัวเองเมื่อเกือบสายไปแล้ว

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ting วันที่ : 28/06/2009 เวลา : 17.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม


ใช่คะอยู่ที่นี่ถ้าประหยัดเป็นเศรษฐีได้

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
misskapi วันที่ : 28/06/2009 เวลา : 11.16 น.

อ่านแล้วตรงกับชีวิตเลยค่ะ ขอเรื่องการลงทุนเรื่องทองคำ
มีไหมค่ะตอนนี้เอาเงินไปซื้อทองคำแท่งน่าลงทุนหรือปล่าว?

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
bewinning วันที่ : 28/06/2009 เวลา : 11.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bewinning

มีประโยชน์มากค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2009 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        



[ Add to my favorite ] [ X ]