• บรรยง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-04-23
  • จำนวนเรื่อง : 94
  • จำนวนผู้ชม : 281041
  • ส่ง msg :
  • โหวต 406 คน
บรรยง วิทยวีรศักดิ์
ข้อคิดเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง ที่เขียนด้วยภาษาง่ายๆ แต่น่าสนใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/banyong
วันจันทร์ ที่ 7 มิถุนายน 2553
Posted by บรรยง , ผู้อ่าน : 5958 , 08:57:06 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 วิกฤติแฮมเบอเกอร์ผ่านไปแล้วประมาณ 1 ปีเศษ  แต่ใครเลยจะคิดว่า  เมื่อเวลาผ่านไปเพียงแค่ 1 ปี  จะทำให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กลับมาทำกำไรกันอย่างอู้ฟู่ยกแผง  หลายบริษัทสร้างสถิติทำกำไรสูงสุดในรอบสิบปี  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

 หากเราคิดอย่างคนทั่วไป  บริษัทเหล่านี้น่าจะค่อยๆฟื้นตัว  ค่อยๆมีกำไรขึ้นมา  แล้วค่อยกลับมาทำกำไรอยู่ในระดับเดิมเหมือนช่วงก่อนเกิดวิกฤติ  เราลองวิเคราะห์กันดูว่า  อะไรเป็นเหตุผลให้บริษัทเหล่านั้นกลับมามีกำไรกันแบบทะลุทะลวง  กำไรกันยกแผงทั้งกระดานหุ้น

1. คำสั่งซื้อ  ล้นทะลัก
 วันที่บริษัทเลห์แมน บราเธอร์ประกาศล้มละลาย  เป็นเสมือนวันที่ประเทศสหรัฐอเมริกาส่งสัญญานว่าฟองสบู่ของประเทศตนแตกแล้ว  บริษัทต่างๆทั่วโลกได้ถือวันนั้นเป็นสัญญานรีบรัดเข็มขัด  ด้วยการหยุดซื้อวัตถุดิบชั่วคราว  บริษัทที่เคยสต็อกวัตถุดิบเพื่อการผลิตไว้ 6 เดือน  อาจจะหยุดซื้อวัตถุดิบไปเลยทันที  รอให้วัตถุดิบเหลือเพียง 3 เดือนแล้วค่อยสั่งซื้อเพิ่ม

 เพราะเขารู้ว่า  ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ  ราคาวัตถุดิบมักจะถูกลงเสมอ  หลายบริษัทจึงพยายามลดการสำรองวัตถุดิบให้น้อยที่สุด  เพราะแน่ใจว่ายอดจำหน่ายของบริษัทต้องลดลงไปตามภาวะตลาดด้วย
 ทุกบริษัทจะรอถึงวันที่เศรษฐกิจฟื้น  เมื่อตลาดฟื้น  บริษัทเหล่านี้จะกลับมาสำรองวัตถุดิบในระดับ 6 เดือนเช่นเดิม  การที่จู่ๆจะสั่งเพิ่มวัตถุดิบจากที่มีอยู่ 3 เดือนเป็น 5-6 เดือน  ทำให้คำสั่งซื้อล้นทะลัก  ไม่ว่าบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบหรือสินค้าทั่วไปจะปรับราคาขึ้นได้หรือไม่  แต่เมื่อสามารถใช้กำลังผลิตได้เต็ม 100%  ผลกำไรจากการผลิตจำนวนมาก ( economy of scale ) ทำให้กำไรไหลมาเทมา

2. คู่แข่งเหลือน้อยลง
 เวลาเศษฐกิจดี  คู่แข่งใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา  พอเกิดวิกฤติเศษฐกิจ  บริษัทเล็กๆมักล้มหายตายจากไปก่อน  พอเศรษฐกิจฟื้นอีกครั้ง  ไม่เพียงแต่ยอดสั่งซื้อของลูกค้าเดิมของบริษัทจะกลับคืนมา  ลูกค้าของบริษัทคู่แข่งที่ล้มไป  ก็มารุมสั่งซื้อสินค้าของบริษัทด้วย  

 ตามปรกติอัตราการใช้กำลังผลิตของโรงงานอาจจะเคยอยู่ที่ 80%  เมื่อเกิดวิกฤติอาจลดลงมาที่ 50%  ครั้นเศรษฐกิจฟื้นอาจพุ่งมาเป็น 100%   แล้วอย่างนี้กำไรจะหายไปไหน

3. มาตรการลดต้นทุน  แสดงผล
 เวลาเศรษฐกิจไม่ดี  บริษัทห้างร้านต่างๆล้วนมีความตื่นตัวที่จะลดต้นทุนการดำเนินงาน  เช่นการลดบุคลากรที่ไม่จำเป็น  การประหยัดน้ำ-ไฟ  หรือการลดความสูญเสียวัตถุดิบในขบวนการผลิต  ในขณะที่พนักงานก็มีความกระตือรือล้นที่จะให้ความร่วมมือ เพื่อความอยู่รอดของบริษัทและตนเอง

 ความร่วมมือร่วมใจนี้  ช่วยให้บริษัทลดต้นทุนได้มาก  ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจฟื้นแล้ว  ผลของมาตรการนี้ยังดำรงอยู่  ต้นทุนลดต่ำลงในขณะที่ราคาขายของสินค้ากลับมาดีดังเดิม  ส่วนต่างที่สูงขึ้น  จะแปรรูปมาเป็นกำไรที่งดงามนั่นเอง

4. ราคาขายปรับขึ้นแล้ว แต่ราคาวัตถุดิบยังต่ำอยู่
 เวลาเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ  ทุกบริษัทพยายามจะขายสินค้าออกไปให้ได้มากที่สุดเพื่อรักษาสภาพคล่อง  ในขณะที่กำลังซื้อมีน้อย  จึงต้องใช้วิธีลดราคาสินค้า  บางครั้งต้องยอมขายขาดทุน  เพราะมีต้นทุนวัตถุดิบราคาสูงที่ซื้อไว้ก่อนหน้าในช่วงที่เศรษฐกิจยังดีอยู่

 ในทางกลับกัน  เมื่อตลาดฟื้นตัว  ผู้บริโภคต่างออกมาจับจ่ายซื้อของ  ราคาสินค้าค่อยๆปรับตัวสูงขึ้น  ในขณะที่ต้นทุนการผลิตกลับต่ำลง  เพราะวัตถุดิบที่ซื้อไว้ก่อนหน้า ตอนที่เศรษฐกิจซบเซามีราคาถูก  ( เหมือนกินบุญเก่า  จากนโยบายการลงบัญชีแบบ first in – first out ) จนกระทั่งเมื่อวัตถุดิบราคาถูกหมดไป  ราคาวัตถุดิบที่แพงขึ้นทยอยเข้ามาทดแทน  อาจจะทำให้กำไรลดลง  จนกลับสู่สมดุลของกำไรปรกติ

 นี่จึงเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของบริษัทที่มีการตุนวัตถุดิบไว้หลายๆเดือน  เมื่อถึงคราวเศรษฐกิจตกต่ำจะแสดงผลขาดทุนจนน่าตกใจ  แต่พอตลาดฟื้น ก็จะแสดงผลกำไรอย่างน่าอัศจรรย์  เข้าลักษณะบุญทำกรรมเก่านั่นเอง

5. ต้นทุนทางการเงินยังไม่ปรับขึ้น
 หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจสักระยะหนึ่ง  ดอกเบี้ยในตลาดการเงินมักจะลดต่ำลง  ตามอุปสงค์การใช้เงินที่ลดน้อยลง  ไม่ว่าดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคาร  หรือดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่บริษัทเสนอขายให้ประชาชน 

แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว  บางครั้งคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยอาจยังไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นจริง  จึงชลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปก่อน  ในระหว่างนี้บริษัทจึงได้รับอานิสงส์จากต้นทุนทางการเงินที่ยังต่ำ  ทั้งที่ปรับราคาสินค้าขึ้นไปแล้ว  ยิ่งถ้าบริษัทไหนได้ออกหุ้นกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาวเอาไว้มาก  เท่ากับได้เงินทุนต้นทุนต่ำไว้ใช้หลายปีทีเดียว

6. อานิสงส์จากมาตรการช่วยเหลือของรัฐ
 ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ  รัฐมักออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการระดับต่างๆ  บางครั้งเมื่อเศรษฐกิจฟื้นแล้ว  แต่มาตรการของรัฐยังไม่หมดอายุ  เช่นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ  การลดหย่อนภาษี หรือการลดเงินสมทบประกันสังคม  ทำให้บริษัทเหล่านี้ยังคงมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำ  ขณะที่รายได้กลับเข้าสู่ระดับปกติแล้ว  ทำให้กำไรสุทธิที่ได้ ขยับสูงขึ้น

7. ได้เวลานำผลวิจัยมาใช้
 บริษัทส่วนใหญ่มีแผนกวิจัยและพัฒนา   บางครั้งได้มีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมาแล้ว  แต่ตลาดไม่เอื้ออำนวยต่อการวางสินค้า เพราะเศรษฐกิจซบเซา   จึงต้องรอเศรษฐกิจฟื้น

 ครั้นเมื่อเศรษฐกิจฟื้น  บริษัทเหล่านี้ก็จะทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กันอย่างเอิกเกริก  สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ  เนื่องจากผลิตภัณฑ์ใหม่มักมีกำไร(มาร์จิ้น)มากกว่าปรกติ  เพราะยังไม่มีคู่แข่ง  จึงสามารถตั้งราคาได้ตามใจชอบ

8. เศรษฐกิจฟื้น  ลูกหนี้กลับมาใช้หนี้

ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี  มักมีปัญหาสภาพคล่อง  ลูกหนี้ของบริษัทโดยเฉพาะรายย่อยอาจจะหมุนเงินไม่ทัน  ทำให้ขาดการชำระหนี้  หรือ อาจจะขอยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไป  บางรายยืดเวลาออกไปนานมาก  จนต้องลงบัญชี ตั้งสำรองเป็นหนี้สูญ  เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไร  เขาจะมีเงินมาจ่ายหนี้

 วันดีคืนดี  เมื่อเศรษฐกิจฟื้น  ลูกหนี้ที่ไม่ได้มีเจตนาคตโกง  ก็จะกลับมาใช้หนี้  หรือขอประนอมหนี้  ทำให้บริษัทได้รับเงินสินเชื่อที่ปล่อยให้ลูกค้ากลับคืนมา  เงินที่คิดว่าสูญไปแล้ว  กลับกลายมาเป็นรายได้  ทำให้กำไรของบริษัทพุ่งทะยานได้

9. มีประสบการณ์ รับมือวิกฤติ
 ข้อสุดท้าย  แต่ว่าสำคัญที่สุด  คือ  บริษัทใหญ่ๆของไทย ส่วนใหญ่เคยผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้ว  โดยเฉพาะวิกฤติต้มยำกุ้ง  ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงและรุนแรง  ผู้บริหารบริษัทล้วนยังเข็ดหลาบกับสิ่งที่เกิดขึ้น

 ดังนั้นเมื่อมีสัญญานเตือนว่า  กำลังจะเกิดวิกฤติครั้งใหม่ในสหรัฐ หรือแม้แต่ในยุโรป  บริษัทเหล่านี้ จะหยุดความเสี่ยงทันที ด้วยการหยุดสต็อกสินค้า  ทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน หาตลาดใหม่ๆมาทดแทน หรือแม้แต่ตัดวงเงินเครดิตของลูกค้าที่มีความเสี่ยงแบบฉับพลัน

 ผลที่ปรากฏออกมา  จึงเป็นว่า บริษัทใหญ่ๆของไทยแทบไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤติแฮมเบอเกอร์ที่เกิดขึ้นเลย  และพร้อมที่จะผงาดขึ้นทันทีที่ตลาดโลกฟื้นตัว

 จากปัจจัยต่างๆที่กล่าวมา  แต่ละบริษัทคงไม่สามารถที่จะมีปัจจัยบวกเหล่านี้ครบทุกข้อ  บางบริษัทมีปัจจัยบวกมากถึง 5 ข้อ ขณะที่บางบริษัทอาจมีปัจจัยบวกเพียงข้อเดียว  แต่มันก็เพียงพอที่ทำให้กำไรของบริษัทพุ่งพรวดจนสะดุดตาได้

 หวังว่ามันจะให้คำตอบแก่เราได้ว่า  ทำไม  กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา จึงเติบโตถึง 85% ผลักดันให้ GDP ไตรมาสแรกของไทยพุ่งทะยาน 12% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 15 ปี

 และในเวลาเดียวกันก็เป็นคำตอบว่า  ฝรั่งเทขายหุ้นไปแล้วกว่า 5 หมื่นล้านบาทในพฤษภาคมเดือนเดียว  ทำไมหุ้นถึงลงไม่มาก 

คนที่ยิ้มแก้มปริ  คงเป็นรัฐมนตรีคลัง กรณ์ จาติกวณิช  ไม่รู้ว่าอย่างนี้  จะเรียกว่ามีฝีมือ หรือส้มหล่นดี  เอาเป็นว่า เก่งด้วย เฮงด้วย ก็แล้วกัน





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
Kibangkok วันที่ : 30/06/2010 เวลา : 22.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaithai
สีน้ำ(มือสมัครเล่น)และเรื่องราวชิวชิวที่ไร้สาระของผู้ชายหน้าแก่     .    ลุงกิ๊..

สิริรวม ถือว่าเป็นข่าวดีดีกว่าครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
xpresso วันที่ : 08/06/2010 เวลา : 06.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/xpresso
The Power of Crack!!   ขออภัยในความไม่สะดวก!

ขอบคุณครับ
ถือว่าเป็นข่าวดีนะครับ .. :)

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ภาษาหลากสี วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 23.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pasalarksee
นิดนรี

วิกฤตครั้งนี้ ไทยไม่ได้เป็นศูนย์กลาง ทอนาโด แบบปี 35 ถ้าเป็นแบบปี 35-40 ต่อให้ 3 กรณ์ ปีเดียวก็คงไม่ดีขึ้นขนาดนี้ค่ะ
นี่ถ้าไม่มีวิกฤตการเมือง คงฉลุยกว่านี้
แต่ดิฉันก็ว่า คุณกรณ์เก่งกว่าคุณธารินทร์ เยอะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
indexthai วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 20.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

เพราะมีความเป็นอบายมุข มากขึ้น (ตลาดอนุพันธ์)
ขึ้นก็กำไร-ตกก็กำไร

http://bit.ly/c0frSn
.

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
indexthai วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 20.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

เพราะถูกปั่น..
คลิกขวาไป 6-7 ภาพ
http://tweetphoto.com/26030260

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ni_gul วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 19.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

ยกให้กับความแข็งขันของเอกชนไทยภายใต้ข้อจำกัดของรัฐบาลไทยๆ นี่ละอเมซซิงไทยแลนด์ของแท้

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
เสาะหา วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 15.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/starbiography

ปัจจัยต่างที่คุณว่ามันเป็นผลหลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจมันฟื้นแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่ควรจะยกย่องคือความสามารถของภาคเอกชนที่พัฒนาทักษะในภาวะวิกฤติได้ดี ภาคเอกชนไทยต้องช่วยเหลือตนเอง ในขณะที่ภาคการเมืองกับเป็นอุปสรรค แต่คุณกรณ์นี่ผมว่าเขามีความสามารถตั้งแต่อยู่ เจเอฟ ธนาคม แล้วนะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
sunami วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 14.51 น.

ถ้ารัฐบาลมีบุคลากรอย่างคุณกรณ์เยอะ ๆ ประเทศชาติคงจะฟื้นตัวเร็วขึ้นทันตาเห็น..

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
4BANK วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 13.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bankbank
4BANK

shot sell คือขายก่อนแล้วค่อยซื้อกลับ ได้กำไรเหมือนกัน
ฝรั่งทำได้คนไ่ทยอด

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ktu วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 13.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ktu

สัดส่วนของความเก่งมากกว่าเฮง

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 12.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ตามคอมเมนต์แรกเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ลุงตุ่ย วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 09.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/THAMRONG

ขอบคุณครับ
ถือว่าเป็นข่าวดีนะครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Invisible-Ink วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 09.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/victor

สุดยอดครับ + ขอบคุณมาก

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 09.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

คุณกรณ์ ทั้งเก่ง ทั้งเฮงค่ะ ...


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]