• บรรยง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-04-23
  • จำนวนเรื่อง : 94
  • จำนวนผู้ชม : 280745
  • ส่ง msg :
  • โหวต 406 คน
บรรยง วิทยวีรศักดิ์
ข้อคิดเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง ที่เขียนด้วยภาษาง่ายๆ แต่น่าสนใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/banyong
วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม 2554
Posted by บรรยง , ผู้อ่าน : 1877 , 14:16:03 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

โลกาภิวัตน์ คือกระบวนการที่ประชากรของโลก ถูกหลอมรวมเป็นสังคมเดี่ยว(วิกิพีเดีย)  มีการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงกันของระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยี อย่างรวดเร็วกว้างขวาง  จากพัฒนาการของระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงข้อมูลของทุกประเทศไว้ด้วยกัน

การที่สินค้า บริการ แรงงาน เงินทุนและเทคโนโลยี สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระและรวดเร็ว นำมาซึ่งความสะดวกสบายมาให้ผู้คนทั่วทุกมุมโลก  แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ  ผู้ที่รู้เท่าทันย่อมสามารถฉกฉวยจากประโยชน์จากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น  แตผู้ที่ล้าหลังอาจตกเป็นเหยื่อ  ดั่งเหตุการณ์ที่หุ้นไทยถูกถล่มขายเมื่อเร็วๆนี้ จากการปิดสถานะ Dollar Carry Trade ของนักลงทุนต่างชาติ

Dollar Carry Trade  หมายถึง การกู้ยืมเงินสกุลดอลลาร์ดอกเบี้ยต่ำ  แล้วนำไปแลกเป็นเงินสกุลอื่นเพื่อลงทุนต่อในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า  (Dollar Carry Trade แปลตามตัว คือ ถือเงินดอลลาร์ออกไปซื้อขายแลกเปลี่ยน ) 

การที่คนต่างชาติจะกู้จากธนาคารของประเทศเขา  แล้วนำเงินดอลลาร์ที่ได้  มาแลกเป็นเงินบาทเพื่อซื้อหุ้น ซื้อพันธบัตรของไทย  คงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดปรกติแต่อย่างไร  แต่ที่ต้องถือว่าพิศดารคือการที่เขาสามารถใช้ช่องโหว่ของระบบโลกาภิวัตน์มาหาประโยชน์จำนวนมหาศาลให้กับตนเอง  และทำได้อย่างง่ายดายนี่สิ  คือสิ่งที่เรากำลังสนใจ  ซึ่งขออรรถาธิบายดังนี้

พวกเราคงทราบกันดีว่า  เมื่อประเทศใดเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ  แนวทางการแก้ปัญหาของธนาคารกลาง คือการลดดอกเบี้ยนโยบาย  เพื่อกดให้ดอกเบี้ยในประเทศต่ำลง  เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการและกระตุ้นให้ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยเพื่อให้เศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียน  ส่วนระยะเวลาที่ใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ  อาจต้องใช้เวลา 5-20 ปี แล้วแต่ความรุนแรงของปัญหาและฝีมือของรัฐบาลประเทศนั้นๆ

ช่องโหว่ที่เกิดขึ้นคือ  ถ้านักลงทุนรายใหญ่รู้ว่า ผลตอบแทนการลงทุนของประเทศอื่นๆ อย่างเช่น เกาหลี สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือไทย ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า   เช่นหากลงทุนในพันธบัตรอาจให้ผลตอบแทนประมาณ 3-5% ลงทุนในหุ้นอาจให้ผลตอบแทน 20-50%  แถมยังได้กำไรจากค่าเงินของประเทศที่เข้าไปลงทุนติดไม้ติดมือมาด้วย  แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เขาจะฉวยโอกาสกู้เงินจากประเทศที่มีต้นทุนต่ำ นำไปลงทุนในประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าได้อย่างไร  นี่คือสิ่งที่นักลงทุนสถาบันการเงินใหญ่ๆในโลกเขาทำกัน

และแล้ว โอกาสทองก็มาถึง  เมื่อประเทศสหรัฐเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่  และธนาคารกลางสหรัฐได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาต่ำสุดที่ 0-0.25% และเราก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าการที่ประเทศยักษ์ใหญ่เทอะทะเกิดสะดุดล้มลง  กว่าที่เขาจะลุกฟื้นขึ้นมาได้นั้นคงต้องใช้เวลานานนับสิบปี  นักลงทุนรายใหญ่ที่มีเครดิตดี  จึงฉวยโอกาสกู้ยืมเงินดอลลาร์จากธนาคารในสหรัฐนำไปแลกเป็นเงินสกุลเอเชีย  และนำไปลงทุนต่อในพันธบัตร, หุ้น หรือแม้แต่ฝากกินดอกเบี้ยในประเทศที่กำลังมีเศรษฐกิจเฟื่องฟู

การที่เงินดอลลาร์หลายหมื่นล้านเหรียญถูกทยอยเทขายออกเพื่อแลกไปเป็นเงินสกุลอื่น  ตั้งแต่เงินยูโร เงินหยวน เงินวอน เงินบาท และอื่นๆ  ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ค่อยๆอ่อนค่าลง  ผสมโรงด้วยตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง  ไม่ว่า ยอดขาดดุลการค้า อัตราการว่างงาน หรือยอดขายบ้านใหม่  ที่ช่วยซ้ำเติมค่าเงินดอลลาร์ให้ดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ

ขณะที่อีกฟากฝั่งปลายทางที่เม็ดเงินถูกนำไปลงทุน  เขาจะคัดเลือกประเทศที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจดี  ยกตัวอย่างเช่นประเทศไทย ที่มีหนี้ภาคเอกชนน้อย  หนี้ภาครัฐต่ำ อัตราการว่างงานน้อยมากเพียง 1% ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนกำลังเติบโต  ผลจึงออกมาตรงกันข้าม  ค่าเงินบาทค่อยๆแข็งขึ้น  และเมื่อมีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นพร้อมๆกันหลายหมื่นล้านบาท  มันก็ช่วยผลักดันให้ดัชนีหุ้นพุ่งทะยานไม่ยาก

คำถามคือ  นักลงทุนเหล่านี้จะขายสินทรัพย์ที่ลงทุนเพื่อทำกำไรเมื่อไร   กลยุทธของเขาคือ ปล่อยให้กำไรวิ่งไปเรื่อยๆ  คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี การขายออกก่อนเวลาอันควร  อาจได้กำไรไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย  แต่ในขณะเดียวกันต้องคอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา  หากไหวตัวไม่ทัน  อาจตกขบวนรถไฟ  ขายไม่ได้ราคา 

แต่แล้ว  เวลาที่ต้องลงมือปฏิบัติการก็มาเร็วกว่าที่คาด  สมาชิกในกลุ่มประเทศยุโรปเกิดมีปัญหาเศรษฐกิจปะทุขึ้นมา  ถึงขั้นว่าหนี้สาธารณะของกรีซอาจผิดนัดชำระหนี้  สื่อต่างประเทศอย่าง บลูมเบิร์ก บอกว่าพันธบัตรของกรีซมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ถึง 98% ใน 5 ปี ข้างหน้า ทั้งที่ล่าสุดอัตราผลตอบแทนของพันธบัตร 2 ปีของกรีซ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 76%ต่อปี  แต่ก็ไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศให้เข้าไปลงทุนเพิ่มได้  เพราะมีข่าวว่า กรีซอาจต้องขอแยกตัวออกมาจากกลุ่มยูโรโซนเพื่อลดค่าเงินของตนให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้น  พร้อมกับอาจต้องเจรจาลดหนี้กับเจ้าหนี้ต่างประเทศให้ลดหนี้ลงมาเหลือ 50% ทำให้นักลงทุนต่างประเทศเกรงว่าผลตอบแทนที่ได้จะไม่คุ้มกับเงินต้นและค่าเงินที่เหลือ

เมื่อมีข่าวออกมาว่า  แผนที่จะช่วยอุ้มประเทศกรีซดูท่าจะพังพาบ  เพราะยังมีประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจอีกหลายประเทศเช่น โปตุเกส อิตาลี ไอร์แลนด์และสเปนรอขอความช่วยเหลืออยู่  ทำให้ค่าเงินยูโรเริ่มเซซวน  นักลงทุนรายใหญ่เริ่มไหวตัวทยอยขายเงินยูโร  กลับไปซื้อเงินดอลลาร์ราคาถูกคืน  ทำกำไรเอาไว้ก่อน

การขายเงินสกุลปลายทางแล้วกลับมาซื้อเงินดอลลาร์คืน  เพื่อไปไถ่ถอนสัญญาเงินกู้ที่เคยยืมมาตอนทำธุรกรรม Dollar Carry Trade ถือเป็นการปิด(ย้อนคืน)สถานะสัญญาเงินกู้ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Dollar Carry Trade Unwinding

ลองนึกภาพดูว่า  เงินยูโรจำนวนมหาศาลถูกเทขายเพื่อนำมาแลกซื้อเงินดอลลาร์คืน  ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าทันที  มันเป็นเหมือนสัญญานนกหวีดในเกมเก้าอี้ดนตรี  เมื่อทุกคนที่ตื่นตัวอยู่แล้วได้ยินสัญญานนี้  ประกอบกับทุกคนได้กำไรกันพอสมควรแล้ว  ไม่ว่าราคาหุ้น  ราคาพันธบัตร รวมถึงค่าเงินสกุลปลายทาง  สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ แย่งชิงกันขายทรัพย์สินปลายทางเพื่อนำไปแลกเงินดอลลาร์คืนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด

เมื่อทุกคนทำพร้อมกัน  มันก็เปรียบดั่งคลื่นสึนามิที่ถาโถมเข้าใส่ตลาดหุ้น  ทำให้ตลาดหุ้นถล่มทลาย  ราคาพันธบัตรทรุดฮวบและค่าเงินสกุลท้องถิ่นอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว ใครไหวตัวช้า  ก็ขายไม่ได้ราคา  แถมขาดทุนกำไรในค่าเงิน

ทองคำเป็นทรัพย์สินหนึ่งที่นักลงทุนกลุ่มนี้นำเงินจาก Dollar Carry Trade ไปลงทุนด้วย  ราคาทองคำก็ต้องพบชะตากรรมเดียวกัน  ยิ่งทองคำไม่มีเงินปันผลให้ชื่นใจ ไม่มีผลประกอบการให้ดู  ราคาทองคำขึ้นด้วยเหตุผลเดียวคือเป็นแหล่งพักเงิน ( Safe Haven ) ในช่วงที่เงินดอลลาร์ยังคงตกต่ำ  เมื่อเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่า  คนจึงขายทองคำทำกำไร  และกลับไปซื้อเงินดอลลาร์ราคาถูกกลับคืน

แล้วทำไมตลาดหุ้นจึงตกแรงมากๆ  เฉพาะวันจันทร์ที่ 26 กันยายน 2554 วันเดียว ดัชนีลดไปถึง 90 จุด หรือ 9.4% ก่อนจะดีดตัวขึ้นมาติดลบ 54 จุด หรือ 5.6% รุนแรงกว่าภูมิภาคเดียวกันที่ลดลงประมาณ 2-3%  คำตอบคือ  จังหวะของคนไทยไม่ดี  เราเพิ่งได้รัฐบาลใหม่ในช่วงนี้พอดี  เป็นธรรมดาที่รัฐบาลใหม่จะประโคมโหมข่าวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ  ทั้งการลดภาษีนิติบุคคล ลดราคาน้ำมัน ลดภาษีบ้าน ภาษีรถยนต์ รวมถึงการที่มีข่าวระบบ 3G มากระตุ้นราคาหุ้นกลุ่มต่างๆ  ทำให้ตลาดหุ้นไทยคึกคักและให้ผลตอบแทนสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้

ประกอบกับก่อนหน้านั้นไม่นาน  นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่าตนมีแนวความคิดที่จะทำให้เงินบาทแข็งค่าเพื่อใช้ต่อสู้กับเงินเฟ้อ  ข่าวนี้กระตุ้นให้เงินบาทแข็งค่าแซงหน้าสกุลเงินอื่นๆในภูมิภาค  พร้อมกับได้สร้างความฮึกเหิมให้นักลงทุนไทย  เพราะทุกครั้งที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น  เรามักเห็นเงินลงทุนต่างประเทศไหลเข้าตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นเสมอ

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา  ทั้งราคาหุ้นและค่าเงินบาทได้ก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่หอมหวานที่สุด  เมื่อมีสัญญานการถอยทัพมาจากต่างแดน  นักลงทุนต่างประเทศจึงพร้อมใจกันเทขายหนักๆ เพราะมีกำไรทุกราคา

จากต้นปี พศ.2552 ตอนที่เริ่มมีการทยอยทำ Dollar Carry Trade ค่าเงินบาทอยู่ที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์ พอถึงต้นเดือนกัยยายน พศ.2554 เงินบาทได้แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์ แข็งขึ้นมาราว 15%  ดัชนีหุ้นไทย ณ ต้นปี 2552 อยู่ที่ประมาณ 450 จุด เพิ่มมาเป็น 1,050 จุด ณ ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา  เพิ่มขึ้นถึง 130% ไม่ขายตอนนี้  ไม่รู้จะไปขายตอนไหน

ซ้ำร้าย  มีนักลงทุนไทยและเทศหลายรายที่เข้าใจปรากฎการณ์นี้ดี  ได้ร่วมผสมโรงกระหน่ำขายโดยวิธียืมหุ้นคนอื่นมาขายก่อน หรือที่เราเรียกกันว่า Short sell แล้วค่อยซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่า   เวลาเดียวกันก็มีข่าวด้วยว่ามีนักลงทุนสถาบันต่างประเทศบางรายได้ฉวยโอกาสใช้วิธีซื้อออปชั่นดัชนีล่วงหน้าที่ดัชนีต่ำมากๆ แล้วเทขายหุ้นตัวใหญ่หลายๆตัว เช่น หุ้นการบินไทย หุ้นปูนซิเมนต์ หุ้นธนาคารต่างๆ เพื่อทำให้ดัชนีลงไปใกล้ตำแหน่งเป้าหมาย แล้วจึงขายออปชั่นปิดสถานะที่ซื้อไว้ เพื่อทำกำไรได้อีกต่อหนึ่ง

นอกจากนี้  ยังมีปัจจัยเพิ่มความซับซ้อนขึ้นมาอีก คือ มีผู้นำเข้าสินค้าที่ต้องการใช้เงินดอลลาร์จ่ายค่าสินค้าให้กับคู่ค้าในต่างประเทศ  พอเห็นเงินดอลลาร์เปลี่ยนทิศ ได้รีบเข้ามาซื้อเงินดอลลาร์เก็บไว้ก่อนที่ราคาจะสูงไปกว่านี้  ส่วนผู้ส่งออกก็ชลอการขายเงินดอลลาร์ที่ถืออยู่ในมือออกไป  ทำให้ค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับบาทยิ่งขยับสูงขึ้นไปอีก  เป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติยิ่งต้องเร่งลงมือ  หายนะจึงเกิดขึ้นอย่างที่เราเห็น  มูลค่าตลาดหุ้นไทยหายวับไปถึง 1 ล้านล้านบาทในชั่วเวลาเพียง 4 วันทำการเท่านั้น

เราได้เห็นแล้วว่า  เมื่อโลกเราเชื่อมโยงกันมากขึ้น  มีการพัฒนาการด้านต่างๆเพิ่มขึ้น  ความซับซ้อนก็ยิ่งมีมากทวีคูณ  คนที่รู้เท่าทัน  จะใช้มันเป็นเครื่องมือ  คนที่ไม่รู้ จะตกเป็นเหยื่อ

อย่าลืมว่า  เราจะมีการเปิดเสรีการค้ากับกลุ่มประเทศอาเซียนในอีก 4 ปีข้างหน้า  จะมีเรื่องแปลกๆใหม่ๆเกิดขึ้นอีกมากมาย  ทุกอย่างจะเชื่อมถึงกัน  และเกิดขึ้นเร็วมาก    ท่านละครับ  เตรียมรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นแล้วหรือยัง





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Invisible-Ink วันที่ : 14/10/2011 เวลา : 15.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/victor

สวัสดีครับพี่ หายกันไปนานทั้งคู่ ผมติดตามผลงานพี่มาตลอดครับ เรื่องนี้ผมก้อเซฟไว้อ้างอิงด้วย
พักหลังๆ นี่มีเวลาทั้งคู่เลย--ขอบคุณน้ำขึ้น 555

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
KaaTip วันที่ : 04/10/2011 เวลา : 23.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kaatip

ได้ความรู้มากๆเลยค่ะ ดูแล้วพวกตลาดหลักทรัพย์เป้นอะไรที่ พลิกไปมานะค่ะนี้

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2011 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]