• บะห์รูน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-03-14
  • จำนวนเรื่อง : 38
  • จำนวนผู้ชม : 60999
  • ส่ง msg :
  • โหวต 34 คน
บะห์รูน ณ สวนทางปืน
บทวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาความไม่สงบของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยมุมมองลุ่มลึกอย่างละเอียด และเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ประจำ "เนชั่นสุดสัปดาห์"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/baroon
วันศุกร์ ที่ 16 มีนาคม 2550
Posted by บะห์รูน , ผู้อ่าน : 2194 , 16:27:47 น.  
หมวด :

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


ผู้เขียนได้รับเอกสารและถูกเชิญ (น่าจะบอกว่าบังคับมากกว่า เพราะถ้าไม่ไปจะถูกหาว่าเป็นแนวร่วม ไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐ) ไปฟังการพูดการบรรยายอะไรต่อมิอะไรที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความพยายามที่จะโยงใย หรืออธิบายอะไรต่อมิอะไรที่เกิดขึ้น เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ดูประหนึ่งว่ามุสลิม หรือศาสนาอิสลาม จะเป็นหนึ่งในหลายๆ สาเหตุของความรุนแรงต่างๆ รวมทั้งเห็นกันเกือบทุกวันบนจอโทรทัศน์วันนี้

 ความเข้าใจเช่นนี้ หรือทัศนะในทำนองนี้ มีผู้จุดประกายเริ่มต้นจากนักวิชาการของตะวันตก อย่าง แซมมวล ฮันติงตัน ซึ่งเป็นผู้พยากรณ์อนาคต ความขัดแย้งรอบใหม่ของมนุษยชาติในทศวรรษนี้ว่า มันจะเป็นการขัดแย้งหรือปะทะกันของอารยธรรม และเป็นอารยธรรมตะวันตกกับอิสลามหรือขงจื้อ

 ในบรรดาเรื่องราวเหล่านี้ ทำให้ก่อเกิดคำเรียกขาน อิสลาม หรือมุสลิมแบบแยกแยะเป็นประเภทได้อีกหลายคำหลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็น มุสลิมหัวรุนแรง มุสลิมสายกลาง หรือมุสลิมสุดโต่ง และที่น่าขำไปกว่านั้นสำหรับผู้เขียน คือความพยายามจะอธิบาย การเคร่งครัดในศาสนาของมุสลิม กลายเป็นความเคร่งตึงทางศาสนา และพลอยจะทำให้ชนต่างศาสนิกรู้สึกอึดอัดที่จะคบหาสมาคมด้วย ทั้งนี้ เป็นเพราะอิสลามในยุคปัจจุบัน ถูกอธิบายด้วยสองคุณลักษณะ

 ประการหนึ่ง คือความพยายามรื้อฟื้นประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของประชาชาติอิสลามในอดีต ในฐานะของมหาอำนาจที่เคยครอบครองดินแดนเกือบครึ่งโลกใบนี้
 ประการที่สอง คือความพยายามอธิบายอิสลามในฐานะของลัทธิความเชื่อที่สมบูรณ์ และเหมาะสมสำหรับมนุษยชาติ

 ในประการแรกนั้น เมื่อมุสลิมมองตนเองในฐานะเคยเป็นเสมือนหนึ่งมหาอำนาจ จึงเกิดคำถามต่อคนรุ่นใหม่ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ตกต่ำ ซึ่งการอธิบายประเด็นเหล่านี้ก็มีทัศนะหลักๆอยู่ 2 ทัศนะ คือ เกิดจากการทำลายของโลกตะวันตก หรือมหาอำนาจในยุคปัจจุบัน นับเนื่องกันตั้งแต่สงครามครูเสดก็ว่าได้

 ส่วนอีกทัศนะนั้น มองเห็นว่าเป็นเพราะความอ่อนแอของมวลมุสลิมเอง และในความอ่อนแอตรงนี้ก็คือ ความหย่อนยานในทางศาสนานั่นเอง และในความอ่อนแอนี้ ยังถูกอธิบายให้เชื่อมโยงกับความแปลกปลอมของความคิดอิสลามหรือศาสนา คือมีการบิดเบือน มีการปลอมปนของทัศนะอื่นๆ ที่ไม่ใช่อิสลามเข้ามาในหมู่ประชาชาติอิสลามอีกด้วย
 ทัศนะเช่นนี้ยังถูกอธิบายให้มองเห็นภาพ ของขบวนการมุสลิม อีกแนวที่มักเรียกว่า กลุ่มที่ต้องการนำอิสลามไปสู่คุณค่าดั้งเดิมที่บริสุทธิ์เหมือนเช่นสมัยศาสดา ที่มักได้ยินว่า 'อิสลามบริสุทธิ์'

 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ใช่ว่าจะจำกัดทัศนะเช่นนี้ได้เพียงสองประการ ยังมีกลุ่มที่สาม ที่เชื่อว่า ความตกต่ำของมุสลิมนั้น มีสาเหตุมาจากเหตุผลทั้งสองประการนั้นแหละ คือมีสาเหตุหลักจากทั้งตนเองและศัตรู และเมื่อเป็นเช่นนี้ การขับเคลื่อนสังคมเพื่อการฟื้นฟู จึงมีลักษณะที่แตกต่างกันด้วย ฝ่ายที่เห็นตัวเองเป็นปัญหาหลัก ก็เริ่มจากการแก้ไขตนเอง พยายามแสวงหาคุณค่าของตนเองเพื่อที่จะยืนเทียบเคียงกับผู้อื่นได้

 ส่วนที่มองว่าปัญหาหลักมาจากผู้อื่นหรือศัตรู ก็พยายามแสวงหาแนวทางการต่อสู้ต่อกรกับผู้อื่นหรือศัตรูเป็นหลัก แต่ในเมื่อรู้สึกว่าศัตรู ใหญ่กว่า เข้มแข็งกว่า ก็ต้องอาศัยวิธีการสร้างความเสียหายต่อศัตรูด้วยการไม่เผชิญหน้า ที่เรียกว่า การก่อการร้ายนั่นเอง
 ทั้งหมดที่ผู้เขียนกล่าวถึงนี้เป็นคล้ายๆ บทนำที่จะสะท้อนทัศนะการต่อสู้หรือมุมมองในมุมหนึ่งของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้น หมายถึงว่า การก่อเกิดขบวนการต่อสู้ ไม่ว่าจะเรียกว่าแบ่งแยกดินแดนหรือเรียกร้องความยุติธรรม หรือจะรวมถึงเรียกร้องสิทธิทวงคืนดินแดนที่เป็นของตนแต่เดิมโดยไม่ได้ขอแบ่งจากใคร และไม่ว่าสาเหตุมันจะมาจากอะไรเป็นหลักเป็นรอง  แต่ความสำคัญในวันนี้ คือกระบวนการต่อสู้ต่างหาก กระบวนการที่จะให้ได้มาซึ่งเป้าหมายที่ต้องการ หรือที่เรียกว่า 'ธงนำในการต่อสู้' และที่สำคัญที่สุดที่ควรจะพูดถึง คือ 'วิธีการต่อสู้' เพราะการอธิบายเหตุผลทุกอย่างของปัญหา ควรที่จะต้องถูกกำกับด้วยวิธีการด้วยเช่นกัน

 หากจะกล่าวถึงที่สุดแล้ว อิสลามให้ความสำคัญใน 'วิธีการมากกว่าเป้าหมาย' และนอกเหนือจากนี้สังคมไทยหรือฝ่ายความมั่นคง ควรที่จะให้ความสำคัญในการเข้าใจบริบทของสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเชิงประวัติศาสตร์มากกว่าที่เป็นอยู่อย่างน้อยก็มี 2 ประเด็นหลัก คือ

 ประเด็นแรก การเมืองการปกครองในอดีตของสามจังหวัดเป็นอย่างไร

 ประเด็นที่สอง รัฐไทยได้กระทำอะไรไปบ้างต่อชนมลายูในสามจังหวัดตั้งแต่อดีต
 ในประเด็นเหล่านี้ ผู้เขียนขออนุญาตยกเอาคำพูดของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ได้แสดงปาฐกถาพิเศษ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อไม่กี่วันมานี้ ท่านอาจารย์นิธิ ได้ให้ทัศนะมุมมองที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

 1.ความเข้าใจของรัฐสยามว่าการแข็งเมืองเป็นการแบ่งแยกดินแดน ถือเป็นการเข้าใจผิด
 2.ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่เป็นศูนย์กลางอย่างอยุธยาหรือมะลากากับรัฐประเทศราช เช่นปาตานี ไม่อาจนำคำอธิบายอย่างเมืองฝรั่งมาใช้เทียบเคียง เพราะเป็นความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ผู้น้อย แต่ไม่ใช่เมืองขึ้นอย่างฝรั่งใช้ในภายหลัง

 3.ก่อนเกิดรัฐสมัยใหม่ สยามขยายตัวและมีอิทธิพลในดินแดนมลายูจนกระทั่งถูกอังกฤษมาคานอำนาจ และรัฐสยามพยายาม 'บูรณาการทางดินแดน แต่ไม่ใช่บูรณาการชาติ' นั่นคือการล้มล้างอำนาจเดิมของมลายู เท่าที่ตนเองมีอิทธิพลถึง ในขณะที่อังกฤษยังคงรูปแบบเดิมๆเช่นสุลต่านอยู่

 ความต่างตรงจุดนี้ ในยุคสมัยนั้นจึงเกิดขบวนการของเจ้าเมืองปาตานีกับสยาม แต่ไม่เกิดกับรัฐมลายูอื่นกับอังกฤษ และในการบูรณาการดินแดน แต่ไม่บูรณาการชาติ ที่ว่านี้ ยังทำให้เกิดข้อเรียกร้องของท่านฮัจยีสุหลง ซึ่งโดยเนื้อหาที่แท้จริงก็คือ การเรียกร้องการปกครองที่แตกต่างกันนั่นเอง

 ขบวนการต่อสู้ต่างๆ ก็เริ่มพรั่งพรูออกมา ประชาชนจับกลุ่มคุยกัน เสร็จสรรพจบลงจัดตั้งกันเป็นขบวนการ ถ้าหากลงลึกไปในประวัติศาสตร์ความจริงของสามจังหวัด ไม่ใช่มีเพียง 3-4 กลุ่มเท่านั้นที่ประกาศตัว แต่มีมากกว่า 20 กลุ่ม แต่ก็เป็นไปตามสภาพของผู้บริหารองค์กรที่จะนำพาไปได้ไกลแค่ไหน? จนสุดท้ายหลงเหลือเป็นกลุ่มใหญ่ที่พอมีชื่อเสียงคุ้นหูเพียงไม่กี่กลุ่น

 ส่วนพัฒนาการของขบวนการต่อสู้ในสามจังหวัดนั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว ดังที่ผู้เขียนกล่าวตอนต้น

 มันมีประเด็นกระบวนการฟื้นฟูอิสลาม เข้ามาแทรกเป็นกระแสหลักในยุคต่อมา และแทบกล่าวได้ว่า เป็นธงนำสำคัญในการต่อสู้ของวันนี้ก็ว่าได้

 ถ้าประเด็นนี้เองสังคมไทยหรือฝ่ายความมั่นคงไทยยังไม่รู้เหนือรู้ใต้ หรือยังไม่ประกอบชุดความรู้ในประเด็นนี้เพื่อนำมาศึกษาอย่างแท้จริง ผู้เขียนพูดได้เลยว่า การแก้ปัญหาในสามจังหวัด ก็ยังอีกห่างไกลที่จะสงบสันติจริงๆ แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานทั่วไป หรือจะเรียกว่า หลักนิยมก็ได้ที่ว่า สงครามคือการเมืองที่หลั่งเลือด ในเมื่อไม่อยากให้มีการหลั่งเลือด นั่นคือวิธีทางการเมืองจะต้องเป็นธงนำในการแก้ปัญหา แต่ไม่ใช่การเมืองนำการทหารอย่างที่พูดๆ กัน

 แต่หมายถึงการเมืองจริงๆ การเมืองการปกครองจริงๆ คือการให้ข้อเสนอเพื่อหาข้อยุติในทางการเมือง เพื่อค้นคว้าหาคำตอบว่า "ที่ทำกันมาทั้งหลาย สุดท้ายต้องการอะไร?" แม้ฟังดูแล้วจะตรงๆ ซื่อๆ แต่นัยสำคัญที่ฝ่ายรัฐเองจะได้ตระหนักซะทีว่า "ที่ผ่านๆ มาบอกว่าแก้ปัญหานั้นน่ะ แก้ปัญหาของใคร? เพราะถ้ายังไม่รู้ว่า 'เขา' ต้องการอะไร?"

 แล้วทีนี้ที่ไปแก้ๆ กัน มันแก้อะไร? และถ้าจะตอบว่า 'เขา' ต้องการเอกราช ซึ่งให้ไม่ได้ แล้วเคยบอกหรือเปล่าว่า ให้อะไรได้บ้างล่ะ?

 การเมืองในความหมายของผู้เขียนในทีนี้ คือ การรวมความเข้าใจแบบของอาจารย์นิธิ ว่าด้วยการเมืองการปกครองในอดีตปาตานี กับการเข้าใจว่า มีสังคมหนึ่งที่พยายามกลับสู่หลักการศาสนาอย่างเข้มข้นขึ้น เพราะเข้าใจว่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการจัดการปัญหาสังคมของตนเอง ซึ่งบางทีอาจจะไม่อาจเป็นจริงดังที่คิดก็ได้ แต่ในเมื่อยังไม่เคยพบเจอความใฝ่ฝัน ไหนเลยจะหยุดฝันได้ หากไม่นั่งจับเข่าเปิดอกคุยกันไหนเลย จะรู้ว่าลูกเราฝันเห็นอะไรบ้าง? และอยากทำตามความฝันนั้นเพียงใด?

 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสำหรับผู้เขียน ยังคงอยากขอยืนยันว่า ถ้าหากนำวิถีมลายูเป็นแนวทาง ย่อมแตกต่างจากวิถีอิสลาม คุณค่าของมลายู แยกออกต่างหากจากอิสลาม และมลายูอาจก่ออาชญากรรม (ฆ่าผู้บริสุทธ์) ได้ แต่อิสลามไม่อาจกระทำได้

 
ดังนั้น อิสลามจึงให้ความสำคัญกับวิธีการมากกว่าเป้าหมาย ซึ่งความแตกต่างกันของทั้งสอง เราจะได้ค้นคว้าหาคำตอบกัน ในประเด็นอัตลักษณ์มลายู ไม่ใช่อัตลักษณ์อิสลาม..อินชาอัลลอฮ์



สวนทางปืน / เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับ 772





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
abacus วันที่ : 24/03/2007 เวลา : 17.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/santana

ความขัดแย้งในประเทศที่เป็นมุสลิมอย่างอินโดนิเซียกับอาเจ๊ะ ซึงเป็นความขัดแย้งระหว่างมุสลิมด้วยกันยุติได้ต้องใช้เวลา 35 ปี ความขัดแย้งกลุ่มอาบูไซยาบกับรัฐบาลพีลิปปิน ยังไม่ยุติ ความขัดแย้งระหว่างซุนนีกับชีอะห์ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามเช่นกันในอีรัค ความขัดแย้งโลกอาหรับกับสหรัฐอเมริกา จึงไม่แปลกที่ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่กำลังเป็นปัญหาโลกแตกอยู่ในเวลานี้

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
บินหลาหาดใหญ่ วันที่ : 23/03/2007 เวลา : 18.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/witphoto
APICHART AMMUAY Photographer Journalist

ตามนั้นครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ใต้ร่มเย็น วันที่ : 22/03/2007 เวลา : 18.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wichit
มนุษย์โลกทุกคนมีสัญชาติเดียว คือ "สัญชาติโลก"...Albert Einstein (1879-1955)

...เมื่อไหร่ ไทยจะเป็นไทย ไม่แบ่งแยก...

ทั้งความคิดและความเชื่อ...
"ทุกศาสนา สอนให้เป็นคนดี" ตามแต่แนวทางของแต่ละศาสดา

...ฟัง อ่าน เขียน ทั้งความเห็น ขอเป็นกลาง...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ปุถุชน วันที่ : 18/03/2007 เวลา : 10.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/putushon
บล็อกอย่างเป็นทางการของปุถุชน > http://putushon.wordpress.com

อินชาอัลลอฮ์

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
โต.รัตนะ วันที่ : 16/03/2007 เวลา : 17.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bigtoh

ชั่ยจิงจิง บะห์รูน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]