• บะห์รูน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-03-14
  • จำนวนเรื่อง : 38
  • จำนวนผู้ชม : 61017
  • ส่ง msg :
  • โหวต 34 คน
บะห์รูน ณ สวนทางปืน
บทวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาความไม่สงบของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยมุมมองลุ่มลึกอย่างละเอียด และเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ประจำ "เนชั่นสุดสัปดาห์"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/baroon
วันพฤหัสบดี ที่ 12 เมษายน 2550
Posted by บะห์รูน , ผู้อ่าน : 2139 , 11:50:55 น.  
หมวด : ตำรวจ-อาชญกรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวนทางปืน / เนชั่นสุดฯ


 สัปดาห์นี้ผู้เขียนได้รับเอกสารผลสรุปการประชุมสัมมนาคณะผู้รู้ศาสนาอิสลามในประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.สตูล เมื่อวันที่ 25-26 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อร่วมกันพิจารณาวินิจฉัยประเด็นปัญหาต่างๆ ทางศาสนา และเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลามแก่ประชาชนโดยทั่วไป

 ซึ่งมี คณะกรรมการวิสามัญเพื่อสอบสวนและศึกษาสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่วมกับ สำนักจุฬาราชมนตรี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4) และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นแม่งาน

 โดยภาครัฐหวังว่าจะได้รับข้อสรุปที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ก็ยังคงวนเวียนอยู่กับกรอบเดิมๆ ที่หวังจะให้ผู้นำและผู้รู้ทางศาสนา มีบทบาทในการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในชายแดนใต้ขณะนี้

 ก่อนอื่น ขอยกผลสรุปของการประชุมคณะผู้รู้ทางศาสนาอิสลามในครั้งนี้ ซึ่งมีข้อสรุปอยู่ 10 ประการ ดังนี้

 1.ในยามที่สังคมเกิดวิกฤติ ผู้รู้ และผู้นำศาสนาอิสลาม ต้องมีความกล้าหาญในทางจริยธรรม ในการชี้นำสังคมไปในทางที่ถูกต้อง ทั้งนี้ โดยรัฐให้การสนับสนุน ส่งเสริมให้ผู้นำและผู้รู้ทางศาสนา มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาของสังคมมุสลิม และประเทศชาติโดยรวม

 2.หลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ยอมรับในความแตกต่าง และความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม ตลอดจนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การกระทำหรือคำกล่าวใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าศาสนาอิสลามมีความเกลียดชังรังเกียจศาสนิกในศาสนาและชาติพันธุ์อื่นๆ ไม่ใช่หลักคำสอนของอิสลาม

 3.อิสลามมีหลักคำสอน เรื่อง ญิฮาดชัดเจน และการญิฮาด มิได้หมายถึงการทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะนับถือศาสนาใด การอ้างคำสอนเรื่องญิฮาดเพื่อนำมาทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม

 4.การเรียกว่าญิฮาดใช่หรือไม่ จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ถูกกดขี่และขับไล่อย่างอยุติธรรม ถูกลิดรอนด้านศาสนาและจะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางจริยธรรมในการทำสงครามญิฮาด เพราะฉะนั้น การก่อความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ย่อมไม่ถือเป็นการญิฮาด

 อนึ่ง รัฐจะต้องไม่สร้างเงื่อนไขใด ๆ อันจะนำไปสู่การอ้างความชอบธรรมของผู้ไม่หวังดีในการกระทำความรุนแรง

 5.การวินิจฉัยว่า บุคคลจะเป็นชะฮีด (ผู้ที่เสียชีวิตจากการต่อสู้ในการปกป้องศาสนาอิสลาม) หรือไม่ จะต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ของการทำญิฮาด แต่หากการเสียชีวิตที่อยู่นอกเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ดังกล่าว ย่อมไม่ถือเป็นชะฮีดตามบทบัญญัติอิสลาม

 6.การสาบาน (ซุมเปาะห์) จะสมบูรณ์ได้ จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขตามบทบัญญัติของอิสลาม และมีเป้าหมายในสิ่งที่ไม่ขัดต่อหลักการของอิสลาม หากผู้กล่าวสาบานไม่ได้ดำเนินการตามบทบัญญัติของอิสลาม หรือมีเป้าหมายที่ขัดแย้งกับหลักคำสอนของอิสลาม การสาบานนั้นให้ถือเป็นโมฆะ

 7.เงินที่ได้รับจัดสรรเยียวยาให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ถือว่าเป็นมรดก

 8.การประกาศวันสำคัญในศาสนาอิสลาม (อีดิลฟิตรี และอีดิลอัดฮา) ในประเทศไทย มีข้อเสนอให้จุฬาราชมนตรี ประชุมร่วมกับประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการประกาศวันสำคัญของศาสนาอิสลามให้เป็นเอกภาพ

 9.การผ่าศพและการขุดศพ เพื่อชันสูตรหาข้อเท็จจริงความเป็นบุคคล สาเหตุการตาย เพื่อหาความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม สามารถกระทำได้ ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้คำวินิจฉัยของผู้รู้ทางศาสนา และได้รับการอนุญาตจากญาติของผู้เสียชีวิต

 อนึ่ง ในกรณีศพนิรนาม การดำเนินการ ให้อยู่ในดุลพินิจของสำนักจุฬาราชมนตรี

 10.คำวินิจฉัยของอดีตจุฬาราชมนตรี (นายประเสริฐ มะหะหมัด) เกี่ยวกับปัญหาการปฏิบัติตามหลักศาสนาของมุสลิมกับทางราชการ ยังไม่ได้รับการเผยแพร่สู่หน่วยงานราชการ สาธารณชนและสู่การปฏิบัติอย่างทั่วถึง รัฐจะต้องกำหนดเป็นนโยบายสำคัญ เร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

 การที่ผู้เขียนยกผลสรุปในการประชุมครั้งนี้ทั้งหมด เพื่อชี้ให้เห็นข้อเท็จจริง 2 ประการ

 1) ฝ่ายรัฐหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือมีความพยายามที่จะมีส่วนร่วมในการคลี่คลายปัญหา ยังคงพยายามที่จะหาข้อสรุปให้เห็นกันชัดๆ ว่า ขบวนการต่อสู้ในสามจังหวัดนั้น ไม่เป็นการ 'ญิฮาด' (สงครามศาสนา) ซึ่งจะนำไปสู่การฟันธงว่า ฝ่ายก่อความไม่สงบ หากเสียชีวิตย่อมไม่ใช่ 'ชะฮีด' (ตายในหนทางศาสนา) ตามข้อ 3 และ 5 ซึ่งถ้าหากจะกล่าวว่าข้อสรุปเช่นนี้ คือเป้าหมายสำคัญที่ฝ่ายรัฐต้องการให้ออกมาจากปากผู้รู้ทั้งหลาย

 แต่การประชุมครั้งนี้ กลับไม่ได้ข้อสรุปเช่นนั้น แม้จะพยายามเกริ่นนำเป็นแนวทางไว้ จากข้อ 1-3 แต่พอถึงบทสรุปในข้อ 4 และ 5 กลับสรุปฟันธงให้ชัดไม่ได้ อ่านแล้วไม่เข้าใจ ตกลงว่าการที่กลุ่มคนบางกลุ่มใช้กำลังอาวุธ ทั้งยิงทั้งระเบิดทั้งหมดนี้ เป็นญิฮาดหรือไม่ เพราะตีวงอ้อมไปไกล และพาดพิงกันแต่เพียงการทำร้ายผู้บริสุทธิ์เท่านั้น

 ถ้าเช่นนั้น การลอบวางระเบิดหรือยิงเจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐ จะถือว่าเป็นการญิฮาดหรือไม่? ไม่มีใครให้คำตอบได้ ไม่ใช่เพราะกลัวฝ่ายโน้นจะทำร้าย  เนื่องจากการวินิจฉัยประเด็นนี้ประเด็นเดียว ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดไม่มีใครกล้ายืนยันว่าตัวเองมีความรู้พอที่จะวินิจฉัยได้ เพราะมันละเอียดอ่อน มีเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาหลายประการ

 สำหรับประเด็นของสามจังหวัด ในทัศนะผู้เขียน ถ้าหากประวัติศาสตร์ที่เขาเชื่อกันเป็นเช่นใด คำวินิจฉัยก็เป็นไปตามนั้น เพราะหากเขาเชื่อว่าขบวนการต่อสู้สืบเนื่องจากการรุกรานของรัฐพุทธกระทำต่อรัฐอิสลาม มันก็เข้าข่ายเงื่อนไขการทำสงครามญิฮาดแล้ว

 ผลสรุปของการประชุมนี้ นอกจากไม่ได้ข้อสรุปดังใจหวังแล้ว ยังกลับเป็นการยืนยันความถูกต้องของการต่อสู้ในวันนี้ของขบวนการเสียอีก

 เหตุที่ผู้เขียนกล่าวเช่นนี้ ท่านผู้อ่านลองทบทวนข้อ 4 ที่บอกเงื่อนไขสำคัญของการญิฮาดว่า 'ต้องถูกกดขี่ และขับไล่อย่างอยุติธรรม ถูกลิดรอนด้านศาสนา' ปุจฉาสักนิด ฝ่ายแพ้สงคราม (ปาตานี) ถูกยึดเมือง ถือว่าถูกกดขี่หรือไม่? และการถูกจับเป็นเชลย ต้องทิ้งบ้านเมืองตัวเองไปอยู่ที่อื่น ถือเป็นผู้ถูกขับไล่อย่างอยุติธรรมหรือไม่? ขณะถูกจับเป็นเชลย สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ครบถ้วนหรือ? เพียงเท่านี้ฝ่ายรัฐก็เพลี่ยงพล้ำนอนจมกองเลือดตัวเอง เพราะคิดเอง ทึกทักเอาเองว่า ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้บิดเบือนศาสนา

 ผู้เขียนไม่อยากโทษฝ่ายรัฐ หรือฝ่ายใดๆ ที่ตั้งใจจะแก้ปัญหา แต่มันเป็นปัญหา เพราะไม่รู้จักอิสลาม ไม่เข้าใจอิสลาม ไม่มีความรู้เรื่องอิสลาม แล้วยังได้ข้อมูล ได้ความรู้จากมุสลิมที่ชอบเอาใจนาย หวังได้ยศได้ตำแหน่งได้เกียรติ และขี้ขลาดไม่กล้าให้ความรู้ที่เป็นจริง

 ไม่รู้ว่าจะไปวุ่นวายอะไรนักหนากับการจะให้เป็นหรือไม่เป็น 'ญิฮาด' เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น ความเชื่อที่เกิดจากการตีความต่างกัน มันก่อเกิดให้มีข้อขัดแย้งในทางศาสนาทุกศาสนา แล้วจะแปลกอะไรกับการตีความที่เกิดขึ้นในสามจังหวัด

 ดังนั้น มันสำคัญที่ว่า ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ไม่เอาด้วยกับขบวนการคิดเห็นอย่างไร? และเข้าใจอย่างไร? ทำไมถึงไม่ได้คิดสู้เหมือนคนกลุ่มโน้น? ตอบคำถามเหล่านี้ก็เพียงพอแล้ว

 เอาแค่อธิบายเหตุผลความเชื่อของตัวเองว่า ฉันไม่เห็นด้วย เพราะอะไร หนึ่ง สอง สาม.. แล้วนำมาขยายให้ผู้คนได้รับรู้ เช่นที่ฉันไม่เห็นด้วยกับขบวนการ เพราะขบวนการมีผลประโยชน์แอบแฝง มีการฆ่าผู้บริสุทธ์ มีการกดขี่ประชาชน ด้วยการบังคับรีดเงินรีดทอง ซึ่งมันไม่ถูกต้องกับอิสลาม หรือเหตุผลอื่นๆ ก็ว่ากันไป

 ความจริงถ้าให้ความสำคัญกับคำวินิจฉัยมากกว่าให้ความสำคัญกับจำนวนคน น่าจะเกิดผลดีมากกว่า และชัดเจนกว่า เช่น ตั้งคำถามที่สงสัยทั้งหมด ส่งให้ 1) สำนักจุฬาราชมนตรี 2) คณะกรรมการกลาง 3) คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 4) วิทยาลัยอิสลาม ยะลา มี ดร.อิสมาแอล จะปะกิยา เป็นอธิการบดี 5) คณะอิสลามศึกษา ม.สงขลานครินทร์ ปัตตานี โดยให้องค์กรเหล่านี้ตอบข้อสงสัยหรือประเด็นที่ต้องการให้วินิจฉัย ตามทัศนะตามความเชื่อของสำนักคิดของแต่ละฝ่ายและให้ตอบออกมาในนามองค์กรด้วย จะทำให้ดูดี มีน้ำมีเนื้อ น่าเชื่อถือมากกว่า เพราะมีองค์กรรับรองคำวินิจฉัย

 อย่าคิดแบบหยาบๆ ประเภทเอาคนมารวมกันแล้วให้วินิจฉัยฟันธง ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย คนเหมือนกัน ไม่ได้กินแกลบกินหญ้า จะได้จูงจมูกไปไหนต่อไหนกันว่าเล่น





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
shukur วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 10.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shukur


http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=78
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอขอความสันติสุข จงมีแด่ศาสดามูฮัมมัด และผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกท่าน
ปัจจุบันมีคำอยู่ 2 คำ คือ ญิฮาด และ การก่อการร้าย ที่จำเป็นสำหรับผู้รู้หรือนักวิชาการมุสลิมจะต้องให้ความกระจ่างต่อสังคมไทย โดยเฉพาะสังคมมุสลิมเพราะ มีความเข้าใจผิดกันมากและได้ถูกนำไปใช้กันอย่างผิดๆ

อาจจะมีผู้ถามว่า ทำไมศาสนาอิสลามจึงมีการกำหนดการทำสงคราม ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่าอิสลามมีความเข้าใจธรรมชาติ และความเป็นจริงของสังคมโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันหรืออนาคต ว่าเป็นไปไม่ได้ที่สังคมจะปราศจากสงคราม ดังนั้นในทางที่ดีเพื่อความยุติธรรมและความเสียหายอาจจะขยายเพิ่มขึ้น ดังนั้นอิสลามจึงกำหนดเงื่อนไขและกฏเกนฑ์การทำสงคราม แต่เป็นที่น่าเสียใจมีมุสลิมบางคนบางกลุ่ม ได้นำเอาแนวความคิดการญิฮาดไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด เพื่อเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง หรือต้องการแก้แค้นเนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรม มีมุสลิมหลายคนที่เข้าใจเรื่องนี้อย่างผิดๆ และมีผู้ที่มิใช่มุสลิมโดยเฉพาะสื่อมวลชนหลายแขนงอธิบายความหมายของคำว่าญิฮาดไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้อ่านไม่สามารถแยกแยะระหว่างญิฮาดและการก่อการร้าย

ความหมายของ 'ญิฮาด'



ความหมายของ 'ญิฮาด'

- ในด้านภาษา 'ญิฮาด' เป็นภาษาอาหรับที่มาจากคำว่า 'ญะฮฺดุน' ซึ่งหมายถึง 'การทำอย่างยากลำบาก,การปฏิบัติอย่างเต็มที่ด้วยความเหนื่อยล้า' หรือมาจากคำว่า 'ญุฮฺดุน' ที่หมายถึงความพยายามอย่างจริงจัง
- ในด้านวิชาการ ญิฮาดหมายถึงการใช้ความพยายามเพื่อบรรลุถึงความดีและการป้องกันความชั่ว ตามพจนานุกรมอาหรับ - ไทย แปลไว้ 2 ความหมาย คือ การพลีและการต่อสู้ เป็นคำที่บ่งบอกถึงจิตสำนึกอันสะท้อนถึงสัญชาตญาณแห่งการรักษาและปกป้องชีวิตของมนุษย์และสัตว์โลกทั้งปวง

ญิฮาดสามารถปฏิบัติได้ในหลายๆด้านโดยวิธีการต่างๆ เช่น การต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเอง การต่อสู้กับมารร้าย ความยากจน การไม่รู้หนังสือโรคภัยไข้เจ็บและการต่อสู้ต่อพลังความชั่วในโลกทั้งหมด การต่อสู้นั้นจะต้องเริ่มต้นด้วยการต่อสู้กับตัวเอง เรียกว่า "ญิฮาดุนนัฟส์" ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด คือ ตัวเอง การต่อสู้กับตัวเอง หมายถึงการเอาชนะอารมณ์ของตนเองให้ได้ และอารมณ์ของมนุษย์นั้นถูกแบ่งออกเป็น 2 อารมณ์ เป็นขั้นพื้นฐาน นั่นคือ

1. อารมณ์ใฝ่ชั่ว คัมภีร์อัล-กุรอาน เรียกว่า "อัมมาเราะตุลบิซซูอ์" เรียกสั้น ๆ ว่า "อัมมาเราะฮ์" หมายถึงอารมณ์ที่ถูกครอบงำด้วยกิเลสตัณหา เช่น โกรธ หลง ริษยา เกลียด หยิ่ง ผยอง เป็นต้น
2. อารมณ์ใฝ่ดี คัมภีร์อัล-กุรอาน เรียกว่า "อันนัฟซุนมุฏมะอินนะฮ์" เรียกสั้นๆ ว่า "มุฏมะอินนะฮ์" หมายถึงอารมณ์สงบสะอาดบริสุทธิ์เนียนนิ่ง เนื่องจากต่อสู้เอาชนะกิเลสต่าง ๆ ได้อย่างราบคราบแล้ว

ศาสดามุฮัมมัดได้บัญชาแก่มนุษย์ทุกคนให้พยายามต่อสู้เอาชนะตัวเองให้ได้ เพื่อบรรลุสู่อารมณ์ "มุฏมะอินนะฮ์" และพระเจ้าทรงเชิญชวนคนที่เอาชนะตัวเองจนอารมณ์สงบบริสุทธิ์ดังกล่าวนั้นให้เข้าสวรรค์ดังบัญญัติในอัลกุรอาน ความว่า "อารมณ์อันสงบเอ๋ย เจ้าจงเข้ามาหาพระเจ้าของเจ้าโดยความยินดีและได้รับความยินดีเถิด ดังนั้นเจ้าจงเข้ามาอยู่ในกลุ่มทาส (ผู้จงรักภักดี) ของข้า และจงเข้าสวรรค์" (อัลฟัจร์ : 27)

สงครามอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของมนุษย์ คือ การต่อสู้เอาชนะตัวเอง ด้วยวิธีการและยุทธวิธีอันหลากหลายเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. รู้จักตัวเอง กล่าวคือ ผู้เข้าสู่สมรภูมิรบกับตนเองจะต้องรู้จักตัวเองให้ดี เรียนรู้ว่ากิเลสของตนเองปัจจุบันมีมากน้อยเพียงใด สามารถนิยามกิเลสตัณหาที่อยู่ในชีวิตภายในอย่างแจ้งชัด ผลแห่งกิเลสที่ทำให้ชีวิตต้องอับเฉาและอับปาง กิเลสเป็นต้นเหตุแห่งความเครียดและความทุกข์อันเป็นพิษร้ายแห่งชีวิต เมื่อมนุษย์ปล่อยให้กิเลสครอบงำมนุษย์จะอยู่ในความมืดบอดมองหนทางไปสู่สวรรค์ไม่เห็น กระจกสะท้อนภาพแห่งกิเลสต่าง ๆ คือความศรัทธา (อีมาน), การปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ (อิสลาม), และคุณธรรม (อิห์ซาน) ที่สร้างสมอยู่ในชีวิตอย่างบูรณาการ

2. สร้างกติกาแห่งชีวิต (มุซาเราะเฏาะฮ์) กล่าวคือ การดำเนินชีวิตในแต่ละวันจะต้องกำหนดทิศทาง เป้าหมาย และกำหนดการประจำวัน และถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ให้เป็นไปตามกติกาที่ตัวเองวางไว้จากคำสั่งที่บัญญัติโดยศาสนา ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน แบ่งเวลาของตัวเองในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น แบ่งเวลาสำหรับการทำงานหาเลี้ยงชีพ นอนพักผ่อน ออกกำลังกาย ปฏิบัติศาสนกิจ ร่วมกิจกรรมทางสังคม

3. หมั่นเพียรประกอบศาสนกิจอย่างเอาจริงเอาจังและเคร่งครัด (มุญาฮะดะฮ์) ต้องให้ความสำคัญแก่ศาสนกิจเหนือกว่ากิจกรรมใดๆ ทั้งสิ้น ศาสนกิจมีทั้งส่วนที่ต้องทำเป็นประจำวัน เช่น ละหมาดวันละ 5 เวลา ละหมาดประจำสัปดาห์ เช่น ละหมาดวันศุกร์ ละหมาดประจำปี เช่น ละหมาดวันอีด และศาสนกิจประจำชีวิต เช่น การประกอบพิธีฮัจญ์

4. ต้องประเมินผลตัวเองทุกวัน (มุฮาซะบะฮ์) ในสิ่งที่ตนเองได้กระทำผ่านพ้นไป เพื่อการปรับปรุงตัวเองในวันต่อไป เมื่อตื่นจากนอน ชีวิตเริ่มมีกิจกรรมของตัวเองหลังจากพักผ่อนอย่างเพียงพอ จนถึงเวลาก่อนนอนเป็นเวลาที่ประเมินผลตัวเองในกิจกรรมที่ได้กระทำทั้งวันนั้นได้อย่างสมบูรณ์ อัลกุรอานบัญญัติ ความว่า "และเจ้าจงพินิจพิเคราะห์สิ่งที่ได้กระทำไปแล้วเพื่อวันพรุ่ง" (ฮัซร์: 18)

การพลีหรือการต่อสู้ ย่อมมีความหมายกว้างขวาง รวมทั้งการเสียสละก็ถือเป็นญิฮาด หากการกระทำเป็นไปตามข้อบัญญัติของพระเจ้า สิ่งที่ใช้เพื่อการพลีหรือต่อสู้หรือเสียสละในทางของพระเจ้าได้แก่ทรัพย์สินหรือชีวิต

คำว่า ทรัพย์สิน หมายถึง ทรัพย์สินทั่วไปที่เข้าใจกัน ส่วนคำว่าชีวิต หมายความรวมไปหมดทั้งสมอง แรงงาน ร่างกาย และวิญญาณ ดังนั้น ผู้เสียสละในทางของพระเจ้า จะโดยปัจจัยใด ๆ ก็ตามย่อมได้รับผลตอบแทนจากพระเจ้า บัญญัติจากอัลกุรอานความว่า "เจ้าทั้งหลายจงเสียสละทรัพย์สินของพวกเจ้าและชีวิตของพวกเจ้าในทางของอัลลอฮ์เถิด" (อัตเตาบะฮ์ : 41)

จากคำสอนของท่านศาสดาการพูดจริงต่อหน้าผู้มีอำนาจก็ถือเป็นญิฮาด คือ การต่อสู้หรือการพลีหรือการเสียสละชนิดหนึ่ง ดังท่านศาสดาสอนไว้ความว่า "การญิฮาดที่ประเสริฐสุดคือการพูดจริงต่อหน้าผู้มีอำนาจที่ฉ้อฉล" ดังนั้นมุสลิมทุกคนจึงกล้าคิดกล้าพูดกล้าทำ เพราะนั่นคือการญิฮาดที่ได้รับกุศลจากพระเจ้า

ญิฮาดที่เป็นประเด็นร้อนของสังคมโลก

ดังนั้นญิฮาดจึงมีหลายประเภทสำหรับญิฮาดที่เป็นประเด็นร้อนของสังคมโลก กล่าวคือญิฮาดที่หมายถึงการต่อสู้และการทำสงคราม จะเรียกว่าญิฮาดชนิดนี้ได้จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้

1. ถูกกดขี่และถูกขับไล่อย่างอยุติธรรม
2. ถูกริดรอนสิทธิด้านศาสนา
3. จะต้องญิฮาดเพื่อนำสิทธิในข้อหนึ่งและสองกลับคืน
4. อยู่ภายใต้จริยธรรมในการทำสงครามเช่น ต่อสู้ต่อบรรดาผู้เป็นศัตรู แต่อย่าเริ่มการเป็นศัตรูก่อน แท้จริง

อัลลอฮฺไม่ทรงรักผู้รุกราน (ดูกุรอาน2:190) ไม่ทำลายศพ ฆ่าเด็กๆ คนแก่ ผู้หญิง หรือบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีสัญญาสงบศึก ไม่ตัดหรือเผาทำลายต้นไม้ที่ออกผล ไม่ฆ่าสัตว์เช่นแกะวัวหรืออูฐนอกจากเพื่อเป็นอาหาร,ให้ความเมตตาและการเอาใจใส่หรือบริการทางการแพทย์และการพยาบาลต่อเชลยสงคราม เพราะอัลลอฮฺดำรัสความว่า แท้จริงบรรดาผู้ทรงคุณธรรมนั้นจะได้ดื่มน้ำที่ผสมด้วยการบูรหอมจากแก้วน้ำเป็นตาน้ำพุที่บ่าวของอัลลอฮฺจะได้ดื่มโดยทำให้มันพุ่งออกมาอย่างล้นเหลือ เพราะพวกเขาปฏิบัติตามคำสัตย์สาบาน และกลัววันที่ความชั่วร้ายของมันแพร่กระจายออกไป และพวกเขาให้อาหารแก่คนขัดสน เด็กกำพร้าและเชลยเพราะความรักต่อพระองค์ พวกเขากล่าวว่า "เราให้แก่พวกท่านโดยหวังความโปรดปรานจากอัลลอฮฺเท่านั้นและเรามิได้หวังการตอบแทนหรือการขอบคุณจากท่านแต่ประการใด" (อัลอินซาน :5-9) และท่านนบีมุฮัมมัดได้สั่งบรรดาสาวกของท่านให้ทำดีต่อเชลยโดยครั้งหนึ่งท่านได้สั่งสาวกของท่านโดยกล่าวว่า "ท่านจะต้องปฏิบัติต่อเชลยด้วยดี"

การระเบิดที่หาดใหญ่หรือที่ไหนๆที่ทำให้ผู้บริสุทธิเสียชีวิตจะเรียกว่าญิฮาดได้อย่างไร เพราะฉะนั้นสงครามใดในยุคปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นที่ภาคใต้ของไทยหรือต่างประเทศหากไม่ได้อยู่อยู่ภายใต้เงื่อนไขแ ละกฏเกณฑ์ดังกล่าวคือการก่อการร้าย (ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของรัฐหรือผู้ก่อการ)

เหตุการณ์ระเบิดที่หาดใหญ่ไม่เพียงว่าไม่เรียกว่าญิฮาดและไม่สมควรเรียกว่า นักรบเพื่อพระเจ้า หรือ ศาสนา แต่จำเป็นต้องออกมาประณามดังที่ปราชญ์โลกมุสลิมเคยประณามการทำร้ายผู้บริสุทธิของมุสลิมเอง

เช่นชัยคฺซัลมาน อัลเอาดะฮฺ ได้ประณามผุ้ระเบิดทำลายผู้บริสุทธอย่างรุนแรงถึงแม้จะเป็นต่างศาสนิกผ่านเว็บไซต์ www.islamtoday.net ของท่าน "... เรื่องราวได้เกินเลยขอบเขตของความสมเหตุสมเหตุผล โดยที่ไม่ต้องกล่าวถึงกฏหมายของอิสลาม (ชะริอะฮฺ) เลย..." "...พวกเขาไม่ได้ทำความเสื่อมเสียเฉพาะแก่ตัวพวกเขาเองเท่านั้น แต่จะเกิดแก่มุสลิมทั่วทั้งโลก ผลการกระทำของพวกเขาทำให้เกิดความอับอาย..." "...ฉันเรียกร้องผู้ที่ทำสิ่งเหล่านี้อย่างน้อยที่สุดคือ การพิจารณาถึงเกียรติยศและศักดิศรีของมุสลิม..."

ยุซุฟ อัลก็อรฏอวีย์ เรียกร้องให้มุสลิมหยุดใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ซึ่งมันจะทำความหม่นหมองให้กับภาพลักษณ์ของอิสลามและนำอิสลามข้องเกี่ยวกับลัทธิก่อการร้าย "ฉันขอเรียกร้องให้พวกเขารำลึกถึงอัลลอฮฺ ซบ. และหยุดการกระทำของพวกเขาเถิด ซึ่งมันจะตีตราอย่างอธรรมต่ออิสลามและเป็นการเสียหายแก่ผู้ที่ยึดมั่นอิสลาม"

สรุป : จะเรียกญิฮาดได้ต้องมีเงื่อนไขที่สมบูรณ์ เจตนาดีและวิธีการถูกต้อง หากมีเพียงเงื่อนไขสมบูรณ์ เจตนาดีแต่ไม่คำนึงวิธีการจะไม่เรียกว่าญิฮาดแต่จะกลับกลายเป็นการก่อการร้ายทันที

วิธีแก้ปัญหาแนวคิดสุดโต่งในหมู่มุสลิมโดยเฉพาะเยาวชน

เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับศาสนาอิสลามและบทบัญญัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันระหว่างมุสลิมกับต่างศาสนิกหรือต่างวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงมุสลิมส่วนใหญ่โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษา และ เยาวชนมุสลิมส่วนใหญ่อย่างเพียงพอ และมีโอกาสค่อนข้างจำกัดที่นิสิตนักศึกษาและเยาวชนมุสลิมจะได้รับฟังในเวทีของการทำความเข้าใจต่างๆ รวมทั้งยังคงเห็นบทบาทของบุคลเหล่านี้ไม่เด่นชัดนัก ในเป็นแนวร่วมของการสร้างสันติภาพสู่สังคม

ดังนั้นองค์กรศาสนาอิสลามโดยเฉพาะคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยหรือห้าจังหวัดชายแดนใต้ควรร่วมมือกับสมาคมนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิม (ส.น.ท.) และสมาคมยุวมุสลิมแก่งประเทศไทย (ยมท.) ควรจะจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการในการสร้างสันติภาพของจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเป็นเวทีในการสร้างความเข้าใจแก่ นิสิตนักศึกษามุสลิมและเยาวชนมุสลิม ซึ่งมีภูมิลำเนาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้งนิสิตนักศึกษามุสลิมถือเป็นปัญญาชนที่ควรได้รับความเข้าใจในประเด็นดังกล่าวนี้อย่างลึกซึ้ง

การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติและอบรมอย่างจริงจังต่อเนื่องดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ของนิสิตนักศึกษามุสลิมและเยาวชน ที่จะมาทำหน้าที่เป็นฑูตแห่งสันติภาพ ที่จะทำการเคลื่อนไหว สร้างความเข้าใจ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร อันนำไปสู่สันติภาพของสังคมไทยต่อไป


โดย : shukur (222.123.40.201) เมื่อ : 23/02/2007 08:36 PM



“ญิฮาด” : ระหว่างสงครามและสันติภาพ "




ปัจจุบัน คำว่า “ญิฮาด” (Jihad) เป็นคำหนึ่งในภาษาอาหรับที่ถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนมากที่สุด จนทำให้เกิดเป็นมายาคติที่ว่า “อิสลามเป็นศาสนาแห่งความรุนแรง และเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดการก่อการร้าย” มีมุสลิมบางคนได้ใช้ประโยชน์ในทางที่ไม่เหมาะสมจากกรอบแนวคิดเรื่อง ญิฮาด เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายทางการเมืองของตน ขณะเดียวกันก็มีผู้ที่มิใช่มุสลิมจำนวนไม่น้อยไม่เข้าใจ ญิฮาด แล้วตีความหมายแบบผิด ๆ ซึ่งทำให้มุสลิมและอิสลามเกิดความเสื่อมเสีย หรือทำให้สูญเสียความน่าเชื่อถือ
“ญิฮาด” มาจากคำกริยาในภาษาอาหรับว่า “ญะฮะดา” หมายถึง “ความพยายาม” ความหมายในทางศาสนศาสตร์ คือ ความพยายาม การดิ้นรนต่อสู้ หรือการใช้พลังอำนาจของตนเองไปในแนวทางของอัลลอฮฺ ความพยายามนี้คือ ความพยายามที่จะเพิ่มพูนความศรัทธาในพระเจ้า ซึ่งจะบรรลุได้ด้วยความมีศรัทธามั่น การกระทำความดี หลีกเลี่ยงการทำความชั่ว การทำตามคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า การเผยแพร่ศาสนาอิสลามและปกป้องอิสลาม1
คำว่า ญิฮาด มิได้หมายถึงสงครามศักดิ์สิทธิ์ (Holy War) แต่หมายถึง “การดิ้นรนต่อสู้” หรือ “ความพยายามบากบั่น” ในคัมภีร์อัล-กุรอาน คำว่า ญิฮาด และคำที่แตกแขนงมาจากรากศัพท์ของญิฮาด มีปรากฏอยู่ถึง 36 ครั้ง ซึ่งจัดอยู่ในบริบทของการดิ้นรนต่อสู้ทางศีลธรรมจรรยามากกว่า
Marcel A. Boisard นักเขียนชาวฝรั่งเศสได้สรุปเอาไว้ว่า นักวิชาการมุสลิมแบ่งการญิฮาดออกเป็น 4 ระดับด้วยกัน
1. ญิฮาดโดยหัวใจ หมายถึง การต่อสู้กับตัณหาราคะในตัวเอง หรือการทำจิตใจของตัวเองให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง
2. ญิฮาดโดยลิ้น (รวมถึงการญิฮาดโดยเหตุผล) หมายถึง การชักชวนคนให้หันมายอมรับแนวทางที่ถูกต้องและให้เขาหลีกเลี่ยงจากการกระทำความชั่ว แบบฉบับของท่านศาสนทูตได้แสดงให้เห็นว่าท่านชอบวิธีนี้มากกว่าวิธีการใช้กำลังหรือการบังคับ
3. ญิฮาดโดยมือ หมายถึง การสนับสนุนความถูกต้อง และแก้ไขสิ่งที่ผิดโดยใช้กำลังทางร่างกาย
4. ญิฮาดโดยอาวุธ ในฐานะที่สงครามเป็นวิธีการสุดท้ายในการตัดสินข้อพิพาทระหว่างมนุษย์ อิสลามจึงอนุญาตให้มุสลิมตอบโต้การกดขี่ได้ 2
ในกรอบที่กว้างไปอีกอาจแบ่งการญิฮาดออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ 1. ญิฮาดน้อย (Lesser Jihad) คือ การต่อสู้กับศัตรู และ 2. ญิฮาดใหญ่ (Greater Jihad) คือ การทำตามคำบัญชาของอัลลอฮฺ การทำความดี ฯลฯ (ซึ่งในบทความนี้จะเน้นเรื่องการญิฮาดโดยอาวุธเป็นส่วนใหญ่)
แม้กระนั้นก็ตาม ในส่วนของญิฮาดน้อย หรือการต่อสู้กับศัตรู อัล-กุรอานก็มักจะใช้คำว่า “คิตาล” (Qital) ซึ่งหมายถึง การสู้รบ เพื่อบ่งบอกถึงการทำศึกสงคราม นอกจากนั้น คำว่า “ฟิตนะฮฺ” (Fitna) ก็มักถูกใช้ในอัล-กุรอาน โดยเฉพาะเมื่อใดก็ตามที่มีโองการอนุมัติให้ทำศึกต่อผู้ประกอบกรรมชั่ว (evil-doer) ได้ถูกประทานลงมา
คำว่าฟิตนะฮฺ เป็นคำที่ยากต่อการถ่ายทอดความหมายด้วยคำในภาษาใดๆ เพียงความหมายเดียว ในภาษาไทย ฟิตนะฮฺ อาจหมายถึง สถานะการณ์ที่ความไว้วางใจได้หายไป เช่น การใส่ใคล้ ใส่ความ การวิพากษ์วิจารณ์ไปในทางลบ การปองร้าย การยั่วยุ การอาฆาตเข่นฆ่า การทำให้คนหนึ่งตกอยู่ในความลำบาก นอกจากนั้น ฟิตนะฮฺ ยังหมายถึง การก่อการร้าย การกดขี่ทางสังคม หรือความสับสนวุ่นวาย ความไม่เป็นระเบียบทางสังคม (Social Disorder) และการคุกคามด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความแตกแยก การเข่นฆ่า และการก่อการร้ายระดับประเทศ ระดับรัฐ ระดับสังคม เป็นต้น
ฟิตนะฮฺมักถูกใช้ในอัล-กุรอานควบคู่กับคำว่า “ฟะซาด” (Fasad) ซึ่งหมายถึง การฉ้อฉล ความเสื่อมทรามทางศีลธรรม และความโกลาหลปั่นป่วน ซึ่งบ่งชี้ถึงความไร้ระเบียบและการกดขี่ทางสังคม เพราะฉะนั้น เงื่อนไขในการอนุมัติให้ฆ่าในอิสลามจึงเป็นไปเพื่อป้องกันฟิตนะฮฺและฟะซาด เพื่อที่จะสถาปนาหรือจัดระเบียบทางสังคม โดยมุ่งพิทักษ์ปกป้องการปฏิบัติอย่างโหดร้าย และเพื่อสร้างสภาวะแห่งการปกครองตามกฎหมาย แทนการปกครองแห่งความหวาดกลัว 3
ในประวัติศาสตร์ของอิสลามนับจากยุคของศาสนทูตมุฮัมมัดจนถึงปัจจุบันนั้น มุสลิมต่อต้านการกดขี่ พร้อมกันนั้นก็ดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งการปลดปล่อย ในลักษณะการไม่ใช้ความรุนแรง หรือการใช้รูปแบบสันติวิธี อิสลามได้สอนหลักจริยธรรมที่เหมาะสมในภาวะสงคราม ซึ่งสงครามนั้นเป็นที่อนุมัติในอิสลาม แต่มีเงื่อนไขว่า สันติวิธีแบบอื่นๆ เช่น การสนทนาไกล่เกลี่ย การเจรจาทางการทูต และการทำสนธิสัญญาสันติภาพล้มเหลว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สงครามเป็นเครื่องมือสุดท้าย แต่ก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ วัตถุประสงค์ของสงครามในอิสลามมิใช่เป็นไปเพื่อบังคับให้ผู้อื่นเปลี่ยนศาสนา หรือก่อตั้งดินแดนอาณานิคม หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งดินแดน ความมั่งคั่งร่ำรวย หรือเพื่อความรุ่งเรืองของตนเอง พื้นฐานเป้าหมายของสงครามในอิสลามก็เพื่อปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน ดินแดน เกียรติยศศักดิ์ศรี และเสรีภาพของตนเอง ตลอดจนพิทักษ์ปกป้องผู้อื่นจากความอยุติธรรม และการกดขี่ข่มเหง 4
การญิฮาดในยุคกลางของอิสลาม
ในยุคกลางของอิสลาม ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 8 ถึง 11 นักนิติศาสตร์อิสลามได้แบ่งดินแดนในโลกออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน
1. “แดนสันติ” (Dar al – Islam : Territory of Islam) หมายถึงดินแดนที่ประชากรเกือบทั้งหมดเป็นมุสลิม และมีระบอบการปกครองและกฎหมายอิสลามเป็นบรรทัดฐาน
2. “แดนข้าศึก” (Dar al – harb : Territory of War) หมายถึงกลุ่มที่อยู่ในแดนข้าศึก
3. “แดนสัญญาพันธไมตรี” (Dar al – Sulh or Dar al – ‘ahd) คือ กลุ่มที่อยู่ในดินแดนของรัฐที่ประชากรส่วนใหญ่ไม่ใช่มุสลิม แต่มีสนธิสัญญาผูกพันอยู่กับรัฐอิสลาม
การจัดประเภทดังกล่าวไม่ได้มีการบัญญัติไว้ในอิสลามตั้งแต่ต้น แต่เกิดขึ้นจากสภาพการณ์ในสมัยนั้นเป็นปัจจัยหลัก กล่าวคือ ในขณะที่อาณาจักรอิสลามได้แผ่ขยายออกไป โลกอิสลามต้องเผชิญกับการสู้รบกับข้าศึกผู้รุกรานเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ในขณะเดียวกันก็จะต้องปลดแอกดินแดนที่ประชากรได้รับการกดขี่ข่มเหงโดยผู้ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม
ต่อเงื่อนไขดังกล่าว เจ้าเมืองต่างๆ ที่นิยมใช้อำนาจเผด็จการ จึงจัดเตรียมกำลังรบเพื่อทำศึกกับรัฐอิสลาม โดยหวังจะบดขยี้อิสลามให้สิ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะมุสลิมมีนโยบายที่จะปลดแอกประชากรที่ถูกกดขี่ข่มเหง โดยจะธำรงรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพแห่งมนุษย์ และวางรากฐานแห่งความเสมอภาคระหว่างบุคคล ซึ่งนโยบายดังกล่าวย่อมขัดกับนโยบายแสวงหาอำนาจเพื่อความยิ่งใหญ่ของบุคคลและของนครรัฐ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของระเบียบโลกในยุคกลาง บรรดาผู้ปกครองทั้งหลายในยุคนั้นจึงได้โจมตีดินแดนมุสลิมจากทุกสารทิศ และมุสลิมก็ต้องต่อต้านป้องกันตนเองในขอบข่ายแห่งบทบัญญัติอิสลาม
อย่างไรก็ตาม การป้องกันตัวได้เปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง แทนที่ฝ่ายมุสลิมจะเป็นฝ่ายตั้งรับเฉยๆ ก็เปลี่ยนเป็นยกกำลังออกไปปราบปรามรัฐที่ฝักใฝ่ในการขยายอำนาจแบบไม่หยุดหย่อน
ตามนัยที่นักนิติศาสตร์อิสลามได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “แดนสันติ” และ “แดนข้าศึก” นั้น ท่านอบูหะนีฟะฮฺ (d.150/767) ได้ให้นิยามคำว่า “กลุ่มชนที่ไม่ใช่มุสลิม” ไว้ว่า จะต้องประกอบด้วยลักษณะ 3 ประการอย่างครบถ้วน หากยังขาดลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดินแดนแห่งกลุ่มชนนั้นก็ไม่ถือว่าเป็น “แดนข้าศึก” ลักษณะดังกล่าว ได้แก่
1. มีการฝักใฝ่หมกมุ่นในพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนหลักการแห่งอิสลามได้โดยเสรี เช่น การค้าประเวณี การดื่มสุรา การพนัน และการกระทำที่ต้องห้ามอื่น ๆ
2. มีพรมแดนติดต่อกับรัฐอิสลาม และมีท่าทีหรือพฤติกรรมที่ส่อว่าอาจโจมตีรุกรานรัฐอิสลามได้ทุกขณะ หรือมีการปิดกั้นทางสัญจรมิให้มุสลิมใช้ผ่าน ตามความหมายของอบุหะนีฟะฮฺ เขตทะเลทรายที่ประชิดพรมแดนรัฐมุสลิมจะต้องเป็นแดนสงบด้วย ในทำนองเดียวกัน น่านน้ำนอกชายฝั่งทะเลของรัฐอิสลามออกไปเท่าที่จะใช้สัญจรไปมาได้ก็จะต้องไม่อยู่ใน “แดนข้าศึก” ด้วย
3. สภาพการณ์ที่ทำให้มุสลิมหรือผู้อยู่ในปกครองไม่อาจอยู่ได้โดยมีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน (เว้นแต่ฝ่ายปกครองแห่งดินแดนนั้นจะให้หลักประกันความปลอดภัยอย่างเป็นทางการและเชื่อถือได้)
ลักษณะทั้ง 3 ประการจะต้องปรากฏอย่างครบถ้วน จึงจะถือว่าแดนนั้นเป็น “แดนข้าศึก” ได้ จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไปไม่ได้ เช่นในกรณีที่รัฐใดไม่ถือปฏิบัติตามกฎเกณฑ์แห่งอิสลาม แต่มิได้สั่งห้ามมุสลิมให้เปลี่ยนความศรัทธา รัฐนั้นก็ยังไม่นับว่าเป็น “แดนข้าศึก”
อัล-กัสซานี ได้ขยายความในข้ออธิบายของอบูหะนีฟะฮฺเกี่ยวกับคุณลักษณะดังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่จะกำหนดให้รัฐใดเป็นแดนข้าศึกนั้น ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขของความปลอดภัยต่อพลเมืองมุสลิมด้วย กล่าวคือ หากรัฐใดที่ให้ความปลอดภัยแก่พลเมืองที่มิใช่มุสลิม แต่ไม่ให้ความปลอดภัยแก่มุสลิม รัฐนั้นถือว่าเป็นรัฐที่ไม่ใช่รัฐอิสลาม ทั้งนี้โดยถือเกณฑ์แห่งความไม่ปลอดภัยและความหวาดผวาเป็นเกณฑ์สำคัญ ไม่ใช่ถือความแตกต่างทางศาสนาแต่อย่างใด
ในทางกลับกัน หากกรณีที่พลเมืองมุสลิมได้รับการคุ้มครอง โดยไม่มีความหวาดกลัวใดๆ และมีการรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัดและเที่ยงธรรม ก็ไม่ถือว่ารัฐนั้นเป็น “แดนข้าศึก” อย่างไรก็ตาม ก็ต้องคำนึงถึงอีกว่ารัฐนั้นจะยังคงรักษาอธิปไตยไว้ให้รอดพ้นจากรัฐอันธพาล (Rogue State) ซึ่งมีพรมแดนติดต่อกันได้มั่นคงเพียงใดด้วย คำจำกัดความดังกล่าวได้เน้นถึงภัยจากการรุกรานข่มเหงเป็นข้อใหญ่ ทั้งนี้เป็นเพราะในดินแดนเช่นนี้ มุสลิมย่อมรู้สึกหวั่นวิตกต่อภัยที่จะเกิดแก่ชีวิตและทรัพย์สินอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นหากมีสัมพันธไมตรีระหว่างรัฐที่จะประกันความปลอดภัยแก่พลเมืองได้เท่าเทียมกัน ถึงแม้หลักประกันนี้จะมิได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด อบูหะนีฟะฮฺก็ไม่ถือว่ารัฐนั้นเป็นแดนข้าศึก อัล-กัสซานี ได้ย้ำถึงข้อนี้ว่า “เพียงแต่สงสัยหรือคิดว่าอาจเป็นไปได้ ยังไม่เพียงพอที่จะถือว่ารัฐนั้นเป็นแดนข้าศึก” 5
ดังนั้น จากคำนิยามข้างต้นพอจะสรุปความเห็นของนักนิติศาสตร์อิสลามได้เป็นสองนัย ในกรณีที่จะวินิจฉัยว่ารัฐใดเป็นแดนข้าศึก
1. หากกฎหมายข้อบังคับต่าง ๆ เป็นไปตามหลักการแห่งอิสลาม รัฐนั้นก็ถือเป็นแดนสันติ มิฉะนั้นก็ถือว่าไม่ใช่แดนสันติ แม้รัฐนั้นจะเรียกตนเองว่าเป็นรัฐอิสลามก็ตาม
2. หากความเป็นมุสลิมของผู้ใดดำรงอยู่ได้ด้วยความปลอดภัยในรัฐใด ก็ถือว่ารัฐนั้นเป็นแดนสันติ มิเช่นนั้นจะถือเป็นแดนศัตรู
อย่างไรก็ตาม มาญิด คาดูรี นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านโลกมุสลิมได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ สงครามและสันติภาพในอิสลาม หน้า 214 ว่า อิสลามได้เปลี่ยนแนวคิดแบบเก่าของชาวอาหรับในเรื่อง ดารุล-ฮัรบฺ หรือ แดนข้าศึก มาเป็น ดารุล-อิสลาม หรือ แดนแห่งสันติ แล้ว ซึ่งพยายามที่จะนำเสนอศาสนาอิสลามให้แก่ทุกคนในโลก ความสำเร็จอันดับแรกสุดคือ การรวมเอาชาติต่างๆ ที่ยอมรับนับถืออิสลามมาอยู่ภายในกลุ่มของตนเอง เพื่อว่าจะได้เลิกมีสงครามกลางเมืองเสียที และยังดำเนินต่อไปเพื่อสร้างสันติภาพระหว่างประชาชาติอิสลามต่างๆ อิสลามมุ่งที่จะนำเอาความสงบเช่นนั้นมาสู่โลก ดังนั้น ความมุ่งหมายของญิฮาด ก็คือ สันติภาพในโลก และนั่นก็คือผลของมันในขั้นสุดท้าย 6
กฎระเบียบพื้นฐานของสงครามในอิสลามมีดังนี้
1. จะต้องเข้มแข็ง เพื่อที่ว่าศัตรูจักได้เกรงกลัวท่านและพวกเขาจะได้ไม่โจมตีท่าน
2. จะต้องไม่เริ่มความเป็นปรปักษ์ ทำทุกอย่างเพื่อสันติภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
3. ต่อสู้กับบรรดาผู้ที่ต่อสู้ ไม่มีการลงโทษต่อผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงคราม
4. ยุติความเป็นปรปักษ์ทันที เมื่ออีกฝ่ายโน้มเอียงสู่สันติภาพ
5. ปฏิบัติตามสนธิสัญญาและข้อตกลง ตราบเท่าที่อีกฝ่ายปฏิบัติตามสนธิสัญญาหรือข้อตกลงนั้น ๆ 7
อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ในอัล-กุรอาน “และพวกเจ้าจงต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺ ต่อบรรดาผู้ที่ทำร้ายพวกเจ้า และจงอย่ารุกราน แท้จริงอัลลอฮฺไม่ทรงชอบบรรดาผู้รุกราน” 8
ดังนั้น จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ญิฮาดไม่ได้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการก่อการร้าย (Terrorism) แต่อย่างใด จำต้องย้ำไว้ในที่นี้ว่า การก่อการร้ายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะโดยวิธีการรุกรานหรือการเข่นฆ่าต่างๆ ในทุกๆสถานการณ์นั้น ไม่เป็นที่อนุมัติในอิสลาม ในทางตรงข้าม อิสลามส่งเสริมให้บรรดาผู้ที่ได้รับการกดขี่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่ออิสรภาพของพวกเขา และยังบัญชาให้มุสลิมช่วยเหลือผู้ถูกกดขี่และได้รับความทุกข์ทรมานไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม แต่ทั้งนี้อิสลามไม่อนุญาตให้กระทำการเข่นฆ่าต่อผู้ที่ไม่ได้ร่วมทำสงครามและผู้บริสุทธิ์
การก่อการร้ายไม่ใช่ ญิฮาด แต่เป็น “ฟะซาด” (ก่อความวุ่นวายเสียหาย) ซึ่งตรงข้ามกับหลักคำสอนของอิสลาม อิสลามเป็นศาสนาที่ต้องการสร้างระเบียบโลก เพื่อจะทำให้มนุษยชาติทั้งมวล (ทั้งมุสลิมและมิใช่มุสลิม) สามารถดำรงชีวิตด้วยความยุติธรรม ความลงรอยสามัคคี และมีมิตรภาพที่ดี (Goodwill)ต่อกัน อิสลามได้ให้แนวทางชี้แนะแก่มุสลิมในการแสวงหาสันติภาพ ทั้งในการดำรงชีวิตในสังคมและส่วนตัว อีกทั้งยังบอกพวกเขาให้ขยายความเป็นมิตรที่ตั้งอยู่บนรากฐานของความสัมพันธ์ต่อผู้อื่น และมุสลิมก็ปฏิบัติตามหลักการนี้มานานหลายศตวรรษ ประชากรหลากหลายศาสนาและความเชื่อ สามารถดำรงชีวิตอยู่กับชาวมุสลิมในโลกอิสลามมาอย่างยาวนาน ประชาคมอิสลามนั้นเป็นที่รู้จักว่าเป็นกลุ่มชนที่มีขันติธรรม มีความใจกว้างและมีมนุษยธรรม
Zanghrid Honikah นักบูรพาคดีสตรีเยอรมัน ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเธอว่า “ในศตวรรษที่ 9 บาทหลวงแห่งนครเยรูซาเล็มได้มีหนังสือถึงบาทหลวงแห่งกรุงคอนสแตนติโนเปิล โดยได้พูดถึงชาวอาหรับมุสลิมไว้ว่า “ แท้จริงพวกเขานั้นเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรม พวกเขาไม่เคยละเมิดและอยุติธรรมกับเราเลย และไม่เคยใช้วิธีการรุนแรงใด ๆ กับเรา” 9
ในสังคมยุคสมัยใหม่ ซึ่งมนุษยชาติได้อาศัยอยู่ใน “หมู่บ้านโลก” (Global Village) ที่ซึ่งผู้ที่มิใช่มุสลิมอาศัยอยู่กับมุสลิมในประเทศมุสลิม และมุสลิมอาศัยอยู่กับผู้ที่มิใช่มุสลิมในประเทศที่มุสลิมเป็นชนกลุ่มน้อย จึงเป็นหน้าที่ของทั้งผู้ที่เป็นมุสลิมและผู้ที่มิใช่มุสลิมจะต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ร่วมกันสร้างสันติภาพและความยุติธรรม และร่วมมือกันในเรื่องของความดีและความถูกต้องเพื่อที่จะหยุดยั้งการก่อการร้าย การใช้ความรุนแรง และการรุกรานในทุกรูปแบบที่มีต่อพลเมืองโลกผู้บริสุทธิ์
-------------------------------------------------------
1.จรัญ มะลูลีม, “แนวคิดเรื่องสงครามของศาสนาอิสลาม”, ใน จุลชีพ ชินวรรโณ (บรรณาธิการ), ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แนวคิด ทฤษฎีและกรณีศึกษา (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2546) หน้า 89
2.อ้างไว้ใน Jamilah Kolocotronis, Islamic Jihad – An Historical Perspective ( Indianapolis : American Trust Publication, 1990), p.109.
3.Khalifa Abdul Hakim, Islamic Ideology, (Lahore : The Institute of Islamic Culture, 1953) pp. 182-183
4.Rudolph Peters, Islam and Colonialism : The Doctrine of Jihad in Modern History (New York : University of Amsterdam Press, 1979 ), p 123
5.อ้างไว้ใน มุฮัมมัด อะบู ซะฮฺเราะฮฺ, กฎการทำศึกแห่งอิสลาม, บัรกัต สยามวาลา แปลจากภาษาอังกฤษของเชาว์กี่-ซุกการี่ (กรุงเทพฯ : สำนักงานอัรฺ-รอบิเฏาะฮฺ, 2515) หน้า 19
6.ซัยยิด มุจตาบา รุคนี มุซาวี ลารี, อารยธรรมตะวันตกในสายตาของมุสลิม (Western civilization through Muslim eyes), กิติมา อมรทัต แปล (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์อัล ฮุดา, 1992) หน้า 253
7.ดูรายละเอียดเรื่องนี้ใน มุฮัมมัด อะบู ซะฮฺเราะฮฺ, กฎการทำศึกแห่งอิสลาม, บัรกัต สยามวาลา แปลจากภาษาอังกฤษของเชาว์กี่-ซุกการี่ (กรุงเทพฯ : สำนักงานอัรฺ-รอบิเฏาะฮฺ, 2515)
8.อัล-กุรอาน (2 : 190)
9.อ้างไว้ใน อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกิยา, อิสลามศาสนาแห่งสันติภาพ, ซุฟอัม อุษมาน แปล ( ปัตตานี : มัจลิสอิลมีย์ ปัตตานี, 2004) หน้า 79.
http://www.thaiwac.ias.chula.ac.th/Thai/phpPickUp.php?qID=104

โดย : sarawut (222.123.40.201) เมื่อ : 23/02/2007 08:45 PM



ญิฮาดในอิสลาม

ถาม บางคนกล่าวว่าการญิฮาดมีสองประเภทด้วยกัน คือ การบุกโจมตีก่อนที่ศัตรูจะบุกโจมตีและการป้องกัน นี่เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ ?

ตอบ
ก่อนที่จะตอบปัญหาของคุณเกี่ยวกับการญิฮาดส องประเภทที่คุณกล่าวมานั้น เราอยากจะขอทำความกระจ่างเกี่ยวกับแนวความคิดที่ถูกต้องของการญิฮาดและมิติต่างๆ ของมันเสียก่อนโดยจะขอนำคำพูดของเชค อะตียะฮฺ ซ็อกร์ อดีตประธานคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาศาสนาของมหาวิ ทยาลัย อัล-อัซฮัรฺ มาอ้างดังนี้ : “ญิฮาดเป็นด้านหนึ่งของอิสลามที่เข้าใจผิดกันมากที่สุดและได้ถูกนำไปใช้กันอย่างผิด ๆ มีมุสลิมบางคนได้นำเอาแนวความคิดไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิดเพื่อเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง มีมุสลิมหลายค นที่เข้าใจเรื่องนี้อย่างผิดๆและมีผู้ที่มิใช่มุสลิมหลายคนที่อธิบายความหมายของคำว่าญิฮาดอย่างผิดๆเพื่อนำไปใช้ใน การลดความน่าเชื่อถือดของอิสลามและมุสลิม
เห ตุผลที่คำว่า “ญิฮาด” ได้ถูกนำไปใช้อย่างผิดๆก็เนื่องมาจากการ เข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน คำว่า “ญิฮาด” เป็นภาษาอาห รับที่มาจากคำว่า “ญะฮฺดุน” ซึ่งหมายถึง “งานที่ยากลำบาก,ควา มเหนื่อยล้า” หรือมาจากคำว่า “ญุฮฺดุน” ที่หมายถึงความพยาย าม คำว่า “มุญาฮิด”ก็คือคนที่ดิ้นรนต่อสู้ในหนทางของพระเจ้าและการใช้ความพยายามที่ ทำให้เขาต้องเหนื่อยล้า ญิฮาดหมายถึงการใช้ความพยายาม เพื่อบรรลุถึงสิ่งที่ต้องการ หรือ “การป้องกันสิ่งที่ไม่พึงต้องก าร” พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือมันเป็นความพยายามที่มีเป้าหมายอยู่ที่ การก่อให้เกิดประโยชน์หรือการป้องกันการบาดเจ็บ



ญิฮาดสามารถปฏิบัติได้ในหลายๆด้านโดยวิธีการต่างๆไม่ว่าจะเป็น ทางด้านวัตถุหรือศีลธรรม เช่น การต่อสู้กับความปรารถนาของตัวเอง การต่อสู้กับชัยฏอน ความยากจน การไม่รู้หนังสือ โรคภัยไข้เจ็บและการต่อสู้พลังความชั่วทั้งหมดในโลก


มีตำราทางศาสนาหลายเล่มที่อ้างถึงญิฮาดประเภทดั งกล่าวนี้ หนึ่งในรูปแบบของการญิฮาดก็คือการปกป้องชีวิต ทรัพย์สินและเกียรติยศ คนที่ตายในระหว่างทำการญิฮาดจะถูก ถือว่าเป็นผู้พลีชีพเพื่อหนทางของพระเจ้า(ชะฮีด) ดังที่นบีได้ยืนยันไว้ ญิฮาดยังถูกทำเพื่อป้องกันการรุกรานบ้าน ประเทศ และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือเพื่อที่จะเผชิญหน้าผู้พยายามขัดขวางการเรียกร้องไปสู่สัจธรรม”


ดังนั้น ญิฮาดจึงมิใช่เค รื่องของการทำสงครามต่อผู้บริสุทธิ์ มันไม่เคยหมายถึงการทำร้ายผู้อ่อนแอและผู้ถูกกดขี่ ญิฮาดในอิสลามเป็นสิ่งที่ถูกกำห นดมาเพื่อป้องกันสาส์น ของพระผู้เป็นเจ้ามิให้ถูกทำลายหรือถูกขัดขวางโดยศัตรู


เมื่อพิจารณาถึงคำถามที่ถามมา เชค อับดุลมะญีด ซุบฮ์ กล่าวว่า :- “ฉันอยากจะบอกลูกหลานทั้งชายหญิงร่วมศรัทธาที่รั กทั้งหลายว่าการเข้าใจการญิฮาดด้วยว่าเป็นการเริ่มต้นการต่อสู้โดยไม่มีเหตุผลที่ยอมรับได้ทางศาสนาเป็นการเข้าใจคำส อนของศาสนาผิดโดยสิ้นเชิง ในกุรอานการญิฮาดเพื่อเป็นการป้องกันนั้นจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการถูกรุกราน ใ นขณะที่การญิฮาดเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อนนั้นจะทำได้ก็แต่เฉพาะเมื่อประชาคมมุสลิมรู้แน่ชัดว่าเป็นการกบฏหรือรู้แน่ชัด ว่าศัตรูกำลังจะโจมตีเขตแดน


อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวไว้ว่า “จงต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺต่อบรรดาผู้ที่ต่อสู้สูเจ้า แต่จงอย่ารุกรานเพราะอัลลอฮฺไม่ทรงรักผู้รุกราน จงต่อสู้ ในหนทางของอัลลอฮฺต่อบรรดาผู้ต่อสู้สูเจ้า แต่จงอย่าเริ่มการเป็นศัตรูและจงฆ่าพวกเขาที่ไหนก็ตามที่สูเจ้าพบพวกเขาและขับไล่พวกเขาออก ไปจากสถานที่ที่พวกเขาเคยขับไล่สูเจ้าออกไปเพราะการกดขี่ข่มเหงนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าการฆ่า และจงอย่าสู้รบกับพวกเขา ในมัสญิดฮะรอมจนกว่าพวกเขาจะโจมตีสูเจ้าก่อนที่นั่น แต่ถ้าหากพวกเขาโจมตีสูเจ้า ดังนั้น จงฆ่าพวกเขาเสีย นั่นคือการตอบแทนบรรดาผู้ปฏิเสธ แต่ถ้าหากพวกเขายุติ ดังนั้นอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงให้อภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอและจงต่อสู้พวกเขาจนกว่าการกดขี่ข่มเหงจะหมดไปและศาสนาเป็นของอัลลอฮฺ แต่ถ้าพวกเขายุติ ดังนั้นจงอย่าให้มีการเป็นศัตรูกันอีกยกเว้นต่อผู้ทำความผิด” (กุรอาน 2:190-194)


จากความหมายของกุรอานดังกล่าวมาข้างต้น ฉันอยากจะขอทำความเข้าใจกับต่างศาสนิกที่เข้าใจเรื่องนี้อย่างผิดๆดังต่อไปนี้

1) การญิฮาดโดยการเริ่มต้นก่อนในวร รคแรกที่ว่า “จงต่อสู้”นั้นมิใช่การเรียกร้องให้ต่อสู้บรรดาผู้มีความเชื่อแตกต่างกัน แต่มันมีเงื่อนไขโดย “…บรรดาผู้ต่ อสู้สูเจ้า…”

2) ตรงคำพูดที่ว่า “และจงฆ่าพวกเขา ที่ไหนก็ตามที่สูเจ้าพบพวกเขา…”นั้นต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ว่า “แต่ถ้าพวกเขาโจมตีสูเจ้า…”

3) กฎทั่วไปที่ทุกคนจะต้องให้ความสนใ จตลอดบันทัดก็คือ “…อัลลอฮฺไม่ทรงรักผู้รุกราน” และ “แต่ถ้าพวกเขายุติ ดังนั้นก็จงอย่าให้มีการเป็นศัตรูเกิด ขึ้นยกเว้นต่อบรรดาผู้กระทำผิด”


หลังจากคำอธิบายดังกล่าวข้างต้นแล้ว ผมก็อยากที่จะกล่าวเพิ่มเติมว่าอิสลามห้ามการโจมตีบรรดาผู้ที่ไม่ได้ทำการต่อสู้ ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น อิสลามจะอนุญาตให้เริ่มโจมตีก่อนก็ต่อเมื่อศัตรูเป็นกบฏทรยศต่อมุสลิมที่เคยอยู่ร่วมกันกับพว กเขาอย่างสันติมาก่อน ในกรณีเช่นนี้ อย่าได้คิดว่ามุสลิมจะต้องยืนงอมืองอเท้าคอยให้ศัตรูมาฆ่าก่อน ถึงแม้ว่าเป้าหมาย ที่พวกเขาจะทำนั้นมิใช่สงครามก็ตาม เมื่อพูดถึงตรงนี้แล้ว ผมก็อยากจะแยกประเภทของสงครามในอิสลามออกเ ป็ น 3 ประเภทด้วยกัน คือ

1) สงครามป้องกัน ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อศัตรูของมุสลิ มโจมตีศาสนา เกียรติยศ ทรัพย์สินและดินแดน เป็นต้น

2) สงครามปลดปล่อย ซึ่งทำเพื่อปลดปล่อยบรรดาผู้ถู กกดขี่ เช่น ทาส สงครามประเภทนี้เป็นสิ่งปกติในยุคแรกของอิสลาม

3) สงครามที่เริ่มต้นบุกก่อน ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อมุสลิ มรู้แน่ชัดว่ามีการทรยศต่อสัญญาสันติภาพที่ทำไว้กับศัตรู เมื่อศัตรูมีแผนที่จะโจมตีมุสลิมอย่างจริงจัง อยากจะย้ำตรงท้ ายนี้ว่าสงครามทั้งสามประเภทที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นที่ยอมรับโดยกฎหมายระหว่างประเทศและมันเป็นกฎหมายที่ยังใ ช้ในปัจจุบัน”


ญิฮาด : ความหมายที่แท้จริงและวัตถุประสงค์

ถาม
อยากทราบแนวความคิดที่แท้จริงของการญิฮาดในอิสลามครับ เพราะต้องการเห็นความแตกต่างจากลัทธิการก่อการร้าย

ตอบ
เรื่องนี้ได้มีการพูดกันนับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่าญิฮาดเป็นวิธีกา ร ป้องกันการรุกรานสำหรับมุสลิมและการกระทำที่เป็นการยั้บยั้งแผนการต่อต้านอิสลามใดๆของฝ่ายศัตรู อย่าได้คิดว่า ญิ ฮาดมีความหมายเดียวกับการรุกราน


ญิฮาดมิใช่เครื่องมือการทำสงครามต่อคนผู้บริสุทธิ์ มิใช่สิ่งที่นำไปใช้ในการรังแกคนอ่อนแอและผู้ถูกกดขี่ เพื่อที่จะเข้าใ จแนวความคิดเกี่ยวกับการญิฮาด เราขอยกคำพูดของ ดร.มุซัมมิล ซิดดีกี อดีตนายกสมาคมอิสลามแห่งอเมริ กาเหนือ มาตอบดังนี้ :-


อัลลอฮฺทรงกล่าวว่า “จงต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺอย่างแท้จริงดังที่สูเจ้าควรจะต่อสู้ (ด้วยความจริงใจและมีระเ บียบวินัย) พระองค์ได้ทรงเลือกสูเจ้าและไม่ได้ทรงสร้างความยากลำบากใดๆแก่สูเจ้าในศาสนา มันเป็นศาส นาของอิบรอฮีมบรรพบุรุษของสูเจ้า พระองค์ต่างหากผู้เรียกสูเจ้าว่ามุสลิมทั้งก่อนหน้าและในคัมภีร์นี้ เพื่อที่รอ ซูลจะได้เป็นพยานแก่สูเจ้าและสูเจ้าเป็นพยานสำหรับมนุษยชาติ ดังนั้น จงดำรงนมาซและจ่ายซะกาตและจง ยึดมั่นต่ออัลลอฮฺ พระองค์เป็นผู้ทรงคุ้มครองสูเจ้า ทรงเป็นผู้คุ้มครองที่ดีที่สุดและผู้ทรงช่วยเหลือที่ดีที่สุด” (กุร อาน 22:48)



ญิฮาดคืออะไร ?


คำว่า “ญิฮาด” ไม่ได้หมายความว่า “สงครามศักดิ์สิทธิ์” มันหมายถึง “การต่อสู้” หรือ “การพยายามดิ้นรน” คำว่า “สง คราม” ในกุรอานคือ “ฮัรฺบ์” หรือ “กิตาล” ส่วนคำว่าญิฮาดหมายถึงการพยายามต่อสู้อย่างจริงจังและจริงใจทั้งในระดับบุ คคลและสังคม มันเป็นการพยายามต่อสู้เพื่อทำความดีและขจัดความไม่เป็นธรรม การกดขี่ข่มเหงและความชั่วให้หมดไป จากสังคม การต่อสู้นี้เป็นการต่อสู้ทั้งทางด้านจิตใจ ด้านสังคมด้านเศรษฐกิจแ ละด้านการเมือง ญิฮาดคือการทำงานหนักเพื่อทำสิ่งที่ถูกต้อง ในกุรอาน คำนี้ได้ถูกใช้ ในรูปแบบต่างๆถึง 33 ครั้ง และมันมักจะมาจากแนวความคิดอื่นๆของกุรอาน เช่น ค วามศรัทธา การสำนึกผิด การทำความดีและการอพยพ


ญิฮาดคือการคุ้มครองความศรัทธาและสิทธิมนุษยชนของตนเอง ญิฮาดมิใช่สงครามเ สมอไปถึงแม้มันสามารถที่จะอยู่ในรูปของสงครามก็ตาม อิสลามเป็นศาสนาแห่งความ สันติ แต่มันไม่ได้หมายความว่าอิสลามยอมรับการกดขี่ข่มเหง อิสลามสอนว่ามนุษย์จ ะต้องใช้ความพยายามให้ถึงที่สุดในการที่จะขจัดความตึงเครียดและความขัดแย้ง อิสลามส่งเสริมการไม่ใช้ความรุนแร งในการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูป ความจริงแล้วอิสลามส่งเสริมให้มนุษย์ทำลายความชั่วด้วยวิธีการสันติโดยปราศจากก ารใช้กำลังให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในประวัติศาสตร์อิสลามตั้งแต่สมัยของท่านนบีมุฮัมมัดจนถึงปัจจุบันมุสลิ มมักจะเป็นฝ่ายต่อต้านการรุกรานและต่อสู้เพื่อการปลดปล่อยตนเองโดยวิธีการสันติเสียเป็นส่วนใหญ่


นอกจากนี้แล้ว อิสลามก็สอนจริยธรรมในยามสงครามด้วยเช่นกัน สงครามเป็นที่อนุมัติในอิสลามแต่เฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถใช้วิธีการสันติอย่างเช่นการพูดคุย การเจรจาและการทำสัญญาได้แล้วเท่านั้น สงครามจะต้องเป็นวิธีการสุดท้ายและจะต้องหาทางหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด ส งครามในอิสลามมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับคนให้เปลี่ยนศาสนาหรือล่าอาณานิคมหรือแสวงหาดินแดน ความมั่งคั่งแล ะความยิ่งใหญ่ แต่มันมีวัตถุประสงค์สำคัญคือเพื่อป้องกันชีวิต ทรัพย์สิน ดินแดน เกียรติยศและเสรีภาพของตนเช่นเ ดียวกับการป้องกันคนอื่นให้พ้นจากความไม่เป็นธรรมและการกดขี่


กฎพื้นฐานของสงครามในอิสลามมีดังนี้ :

1) จะต้องเข้มแข็งเพื่อที่ศัตรูของสูเจ้าจะได้เกรงกลัวสูเจ้าและไม่โจมตีสูเจ้า

2) จงอย่าเริ่มต้นการเป็นศัตรูก่อน แต่จงทำงานเพื่อสันติภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

3) จงต่อสู้กับคนที่ต่อสู้สูเจ้า ไม่มีการลงโทษแบบเหมารวม จะต้องไม่ทำร้ายคนที่ไม่ได้เข้าร่วมสงครามและจะต้องไม่ใช้ อาวุธทำลายร้ายแรง

4 ) ยุติการเป็นศัตรูทันทีที่อีกฝ่ายหนึ่งมีแนวโน้มที่จะยอมรับสันติภาพ

5 ) รักษาสัญญาและข้อตกลงตราบใดที่ศัตรูยังปฏิบัติตามสัญญา


ญิฮาดมิใช่ลัทธิก่อการร้าย ขอย้ำตรงนี้ว่าอิสลามไม่อนุมัติการก่อการร้ายต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ไม่ว่าจะโดยการรุกรานหรื อโดยวิธีการพลีชีพไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดก็ตาม


อิสลามส่งเสริมผู้ถูกกดขี่ให้ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตัวเองและสั่งมุสลิมให้ช่วยเหลือคนที่ถูกกดขี่และได้รับความเดือดร้อน การก่อการร้ายมิใช่การญิฮาด มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ฟะซาด”(การก่อความเสียหาย) ซึ่งขัดกับคำสอนของอิสลาม มีบาง คนที่ใช้คำนี้อย่างผิดๆไปสนับสนุนการก่อการร้ายเพื่อแนวทางของตนเอง แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาใช้สนับสนุน อัลลอฮฺทรงกล่าวว่า : “เมื่อได้มีการกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘จงอย่าก่อความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน’ พวกเขากล่าว ว่า ‘เปล่า เราเพียงแต่ต้องการแก้ไขสิ่งต่างๆต่างหาก’ แท้จริง พวกเขาคือผู้สร้างความเสียหาย แต่พวกเขาห าได้ตระหนักไม่” (กุรอาน 2:11-12) อิสลามต้องการที่จะสร้างระเบียบโลกที่มนุษย์ทั้งหมดทั้งมุสลิมและมิใช่มุสลิมสามา รถอยู่ร่วมกันอย่างยุติธรรมในความสันติและความสมานฉันท์


อิสลามได้ให้แนวทางที่ครบถ้วนสมบูรณ์แก่มุสลิมเพื่อหาความสงบทั้งในชีวิตส่วนตัวและชีวิตทางสังคมและอิสลามก็บอ กมุสลิมถึงวิธีการยื่นมิตรไมตรีต่อผู้อื่นบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ของมนุษย์ด้วยเช่นกัน มุสลิมทำงานภายใต้หลักการเ หล่านี้มาเป็นเวลานับศตวรรษ คนที่นับถือศาสนาอื่นๆก็เคยอยู่ร่วมกับพวกเขา สังคมอิสลามเป็นสังคมที่รู้จักกันดีในเรื่องค วามใจกว้างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีมนุษยธรรมในสังคมสมัยใหม่ที่โลกกลายเป็นหมู่บ้านเดียวกันซึ่งผู้ที่มิใช่มุสลิมอาศั ยอยู่กับมุสลิมในประเทศมุสลิมและมุสลิมอาศัยอยู่กับผู้ที่มิใช่มุสลิมในประเทศที่ผู้มิใช่มุสลิมเป็นประชากรส่วนใหญ่ เ รามีหน้าที่จะต้องสร้างความเข้าใจที่ดีและถูกต้องในหมู่พวกเรากันเอง จะต้องทำงานเพื่อสันติภาพและความยุติธรรมสำ หรับประชาชนทั้งหมดและร่วมมือกันในเรื่องคุณธรรมความดีเพื่อที่จะยับยั้งลัทธิการก่อการร้าย การรุกรานและการใช้ความ รุนแรงต่อคนบริสุทธิ์ นี่คือการญิฮาดของเราในปัจจุบัน”


จริยธรรมสงครามในอิสลาม

ถาม
ผมมิใช่มุสลิม แต่ก็เป็นคนที่รักความสันติและผมอยากที่จะรู้ว่าศาสนาของท่านมีกฎจริยธรรมใช้ในการสงครามหรือไม่ ? โดยเฉพาะดังที่เราเห็นจากสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้มีแต่การล่วงละเมิดจริยธรรมและคำสอนกันทั้งสิ้น

ตอบ
ก่อนอื่น เราอยากให้คุณทราบว่าสงครามเป็นที่อนุมัติในอิสลามเพื่อเป็นการป้องกันตนเอง นี่เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าเป้าหมาย เบื้องหลังของสงครามคือการทำลายการรุกราน ไม่ใช่เพื่อเป็นเครื่องมือบังคับคนให้หันมานับถืออิสลาม อัลลอฮฺทรงก ล่าวไว้ว่า “สำหรับผู้ถูกโจมตีนั้น อนุญาตให้ต่อสู้ได้เพราะพวกเขาถูกกดขี่ข่มเหง แท้จริง อัลลอฮฺทรงมีอำนาจที่จ ะช่วยเหลือพวกเขาได้” (กุรอาน 22:39)


ทีนี้ขอให้หันมาดูคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมสงครามในอิสลามบ้าง เราจะขอขมวดเรื่องนี้ใน 5 ประเด็นหลักดังต่อไปนี้ :


1) พฤติกรรมส่วนตัวของทหาร ในยามสงครามก็เช่นเดียวกับในยามสงบ คำสั่งของอิสลามทั้งหมดจะต้องได้รับการปฏิบัติ เช่น การนมาซก็จะต้องทำแม้ในยามสู้รบ กฎหมายอิสลามถือว่าอะไรก็ตามที่เป็นที่ต้องห้ามระหว่างที่มีความสงบก็ถือเป็ นที่ต้องห้ามในระหว่างสงคราม สงครามมิใช่เหตุผลที่จะนำมาใช้แก้ตัวเพื่อผ่อนปรนให้แก่ทหารที่มีความประพฤติเสีย หาย ท่าน นบีได้กล่าวว่า “จงระวังการนมาซของผู้ถูกกดขี่ เพราะไม่มีสิ่งกีดขวางระหว่างมันกับอัลลอฮฺ” ตรงนี้ท่านนบีได้แ ยกแยะระหว่างผู้ศรัทธาที่ถูกกดขี่และผู้ไม่ศรัทธา


2) จะต่อสู้กับใคร การต่อสู้จะต้องกระทำกับทหารที่กำลังต่อสู้ด้วยเท่านั้น มิใช่รบกับคนที่ไม่ได้ต่อสู้ ดังที่กุรอานได้สั่ งไว้ว่า “จงต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺต่อบรรดาผู้ต่อสู้สูเจ้า แต่จงอย่าเริ่มการเป็นศัตรูก่อน แท้จริง อัลลอฮฺไม่ทร งรักผู้รุกราน” (กุรอาน 2:190) ในการรบครั้งหนึ่ง มีการพบศพผู้หญิงคนหนึ่ง ท่านนบีได้ตำหนิเรื่องนี้โดยกล่าวว่า “นางไม่ได้ต่อสู้” นับตั้งแต่นั้นมาท่านนบีและบรรดาเคาะลีฟะฮฺจึงได้มีการออกคำสั่งย้ำรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปยัง กองทัพและแม่ทัพ


3) คำสั่งของท่านนบีไปยังแม่ทัพ ท่านนบีมุฮัมมัดได้ออกคำสั่งไปยังแม่ทัพของท่านว่า : “จงต่อสู้ในหนทางของอัลล อฮฺ จงต่อสู้บรรดาผู้ปฏิเสธอัลลอฮฺ จงอย่าเป็นผู้ขมขื่น จงอย่าทรยศ จงอย่าฟันศพ จงอย่าฆ่าเด็กๆหรือคนที่ มีสัญญากับเรา”


4) คำสั่งของอบูบักรฺถึงอุซามะฮฺที่ออกศึกยังซีเรีย “จงอย่าทรยศหรือหลักหลังอาฆาตพยาบาท จงอย่าฟันศพ จงอ ย่าฆ่าเด็ก คนแก่หรือผู้หญิง จงอย่าตัดหรือเผาต้นปาล์มหรือต้นไม้ที่ออกผล จงอย่าฆ่าแกะ วัวหรืออูฐนอกจาก เพื่อเป็นอาหารและท่านจะพบคนที่พากเพียรปฏิบัติธรรมโดยดำรงตนสันโดษ จงปล่อยพวกเขาให้ปฏิบัติธร รมของพวกเขาต่อไป”


5) คำสั่งของอบูบักรฺที่มีไปถึงยะซีด อิบนุ อบีซุฟยาน “ฉันขอให้คำบัญชาสิบประการแก่ท่าน ดังนี้คือ อย่าฆ่าผู้หญิ งหรือเด็กหรือคนแก่และจงอย่าตัดต้นไม้หรือทำลายที่อยู่อาศัยหรือฆ่าแกะนอกจากเพื่อเป็นอาหาร จงอย่าเผาต้ นอินทผลัมหรือโค่นมัน และจงอย่าเป็นผู้มุ่งร้ายหรือไม่เป็นธรรม”


6) การรักษาความยุติธรรมและการหลีกเลี่ยงการแก้แค้นอย่างมืดบอด เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่ชัดเจนยิ่งไปกว่าถ้อย คำในกุรอาน อัลลอฮฺทรงกล่าวว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย….จงเป็นพยานด้วยความยุติธรรมและจงอย่าให้ก ารเกลียดชังผู้หนึ่งผู้ใดทำให้สูเจ้าไม่มีความยุติธรรม จงมีความยุติธรรม นั่นเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงมาก กว่า จงเกรงกลัวอัลลอฮฺ แท้จริง อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ทุกสิ่งที่สูเจ้ากระทำ” (กุรอาน 5:8)


7) การให้บริการทางการแพทย์และการพยาบาล อิสลามให้การยอมรับและให้ความสำคัญแก่อาชีพทางด้านการแพทย์มา ตั้งแต่เริ่มต้น แพทย์ชาวคริสเตียนและชาวยิวได้ถูกว่าจ้างโดยรัฐอิสลามมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์อุมัยยะฮฺและบางคนก็ได้เป็ นแพทย์ส่วนตัวหรือแพทย์ประจำราชสำนักของเคาะลีฟะฮฺ ด้วยความใจกว้างของอิสลาม แพทย์บางคนได้มีโอกาสแส ดงความสามารถของตนอย่างเต็มที่ ดังนั้น แพทย์เหล่านี้จึงได้มีส่วนต่อความรู้ทางด้านการแพทย์ ความช่วยเหลือทางด้ านการแพทย์เป็นสิทธิ์ของมนุษย์ทุกคนโดยไม่คำนึงถึงศาสนาหรือความเชื่อ และรวมไปถึงศัตรูด้วย ตัวอย่างที่รู้จักกันดี ในตะวันตกก็คือตัวอย่างของเศาะลาฮุดดีนที่จัดหาความช่วยเหลือทางด้านการแพทย์แก่ริชาร์ดใจสิงห์ ศัตรูของเขาที่ได้รั บบาดเจ็บสาหัสในระหว่างสงครามครูเสด เศาะลาฮุดดีนได้ส่งริชาร์ดไปหาหมอของเขาและดูแลการรักษากษัตริย์ริช าร์ดด้วยตัวเองจนกระทั่งเขามีอาการดีขึ้น ในการยกตัวอย่างเช่นนี้ เรากล้ากล่าวได้ว่าท่าทีเช่นนี้เป็นท่าทีที่แตกต่างไปจาก พฤติกรรมของพวกครูเสดที่รุกราน เมื่อพวกครูเสดเข้าเมืองเยรูซาเล็มเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ.1099 พวกเขาได้ฆ่ามุ สลิมไปถึง 70,000 คนรวมทั้งผู้หญิง เด็กและคนแก่ พวกเขาหักกระดูกของพวกเด็กโดยการฟาดกับกำแพง โยนทารกล งมาจากหลังคา ย่างสดผู้ชายและผ่าท้องผู้หญิงเพื่อดูว่าพวกนางกลืนทองคำไว้หรือเปล่าที่กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่กิบบ็อน นัก เขียนชาวคริสเตียนเองเขียนไว้และทำให้ปัญญาชนหลายคนประหลาดใจว่าเป็นไปได้อย่างไรที่หลังจากสร้างความหฤโหด เช่นนั้นไว้แล้ว คนพวกนี้ยังมีหน้ามาสวดอธิษฐานต่อพระเยซูคริสต์เพื่อขอความจำเริญและการอภัยบาป ( Draper, Hi story of t he Intellectual Development of Europe, Vol.2, p.77) เราไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เนื่องจากความขมขื่นหรือคว ามอคติ เพราะมุสลิมหรือชาวคริสเตียนผู้ซื่อตรงรู้ดีว่าศาสนาคริสต์เป็นเรื่องหนึ่งและการกระทำของพวกครูเสดก็เป็นอี กเรื่องหนึ่ง


8) เชลยสงคราม เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ศาสนาหรือนิกายที่อิสลามได้ใช้วิธีการให้ความเมตตาและการเอาใจใส่ ต่อศัตรูที่ถูกจับได้


ก่อนหน้านี้ไม่มีระบบกฎหมายใดและก่อนหน้าที่จะมีสนธิสัญญาเจนีวาเป็นเวลานาน อิสลามได้วางกฎระเบียบไว้ว่าเชลยจ ะต้องได้รับที่พักโดยผู้ที่จับเขาไว้และความบาดเจ็บของเขาจะต้องได้รับการรักษา ก่อนหน้านี้มีธรรมเนียมว่าเชลยจะต้ องทำงานเพื่ออาหารของตนเอง แต่คัมภีร์กุรอานได้ถือว่าการให้อาหารเชลยเป็นทานอย่างหนึ่ง “แท้จริง บรรดาผู้ ทรงคุณธรรมนั้นจะได้ดื่มน้ำที่ผสมด้วยการบูรหอมจากแก้วน้ำ เป็นตาน้ำที่บ่าวของอัลลอฮฺจะได้ดื่มโดยทำให้ มันพุ่งออกมาอย่างล้นเหลือ เพราะพวกเขาปฏิบัติตามคำสัตย์สาบานและกลัววันที่ความชั่วร้ายของมันแพร่กร ะจายออกไป และพวกเขาให้อาหารแก่คนขัดสน เด็กกำพร้าและเชลยเพราะความรักต่อพระองค์ พวกเขากล่ าวว่า “เราให้แก่พวกท่านโดยหวังความโปรดปรานจากอัลลอฮฺเท่านั้น และเรามิได้หวังการตอบแทนหรือการขอ บคุณจากท่านแต่ประการใด” (กุรอาน 76:5-9) ท่านนบีได้สั่งบรรดาสาวกของท่านให้ทำดีต่อเชลย ครั้งหนึ่งท่านได้สั่ งสาวกของท่านโดยกล่าวว่า “ท่านจะต้องปฏิบัติต่อเชลยด้วยดี”
อบูอะซีซ อิบ นุอุมัยร์ เชลยคนหนึ่งที่ถูกมุสลิมจับได้ในสงครามบะดัรฺได้ฟื้นความจำว่า : “เมื่อใดก็ตามที่ฉันนั่งกับผู้ที่จับกุมฉันเพื่อกิน อาหารกลางวันหรืออาหารเย็น พวกเขาจะนำขนมปังมาให้ฉันและพวกเขาเองจะกินอินทผลัม (ในทะเลยทราย ขนมปั งเป็นอาหารที่มีค่ามากกว่าอินทผลัม) เมื่อใดก็ตามที่พวกเขามีขนมปังอยู่ เขาจะเอามาให้ฉัน ด้วยความรู้สึกอาย ฉันจะให้มั นกลับคืนไป แต่เขาก็ยื่นมาให้ฉันอีก” อีกครั้งหนึ่ง ษุมามะฮฺ อิบนุ อะษัล ได้ถูกจับตัวเป็นเชลยและเมื่อถูกนำตัวไปยังท่าน นบี ท่านได้กล่าวว่า “จงปฏิบัติต่อเชลยด้วยดี” เมื่อนบีได้กลับไปยังบ้าน ท่านได้สั่งให้นำเอาอาหารที่มีอยู่ที่นั่นไปให้เชลย เมื่อพวกยิวเผ่าบนีกุร็อยเซาะฮฺถูกจับ ท่านนบีได้สั่งให้ขนอินทผลัมไปให้พวกเขากินตามปกติ นอกจากนั้นท่านยังได้สั่งใ ห้จัดหาที่พักให้พวกเชลยพ้นจากแสงแดดในฤดูร้อนและจัดหาน้ำให้พวกเชลยได้ดื่มด้วย จากทัศนะทางด้านกฎหมาย มุส ลิมมีความเห็นเป็นเอกฉันท์เกี่ยวกับเรื่องการห้ามกระทำทารุณต่อเชลยโดยการสั่งงดอาหารและน้ำหรือเสื้อผ้า


9) ชะตากรรมของเชลยศึก คัมภีร์กุรอานได้สั่งไว้ว่า : “และเมื่อสูเจ้าพบบรรดาผู้ปฏิเสธในสนามรบ จงฟันคอพวกเ ขาจนกระทั่งสูเจ้าปราบพวกเขาจนราบคาบแล้ว จงจับพวกเขาเป็นเชลย หลังจากนั้นจะปล่อยพวกเขาเป็นอิสระ หรือจะเรียกเอาค่าไถ่ก็ได้จนกระทั่งสงครามสิ้นสุดลงด้วยการวางอาวุธนั่นแหละคือคำสั่ง และหากอัลลอฮฺทรงป ระสงค์ พระองค์ก็สามารถลงโทษพวกเขาโดยไม่ต้องอาศัยสูเจ้า แต่ที่กำหนดเช่นนี้ก็เพื่อที่จะพระองค์ไ ด้ทดสอบบางคนในหมู่สูเจ้าโดยคนอีกกลุ่มหนึ่ง และบรรดาผู้ที่ถูกฆ่าในหนทางของอัลลอฮฺนั้นพระองค์จะไม่ทร งทำให้การงานของเขาไร้ผลเป็นอันขาด” (กุรอาน 47:4) ตามกฎหมายอิสลาม เชลยจะตกเป็นของรัฐ ไม่ใช่เป็นขอ งคนที่จับได้ ผู้ปกครองมีอำนาจสูงสุดในการที่จะให้อิสรภาพแก่เชลยหรือปล่อยให้เป็นไทหลังจากที่ได้รับค่าไถ่แล้วก็ไ ด้ ในบรรดาผู้ที่ท่านนบีมุฮัะมมัดได้ให้อิสรภาพนั้นมีกวีคนหนึ่งซึ่งถูกเรียกว่าอบู-อัซซา เขาได้กล่าวแก่ท่านนบีว่า “ฉันมีลู กสาวห้าคนที่ไม่มีใครเลี้ยงดู ดังนั้นกรุณาปล่อยฉันไปยังพวกเขาเป็นทานด้วยเถิดและฉันสัญญาว่าจะไม่ต่อสู้ท่านหรือช่ว ยศัตรูของท่านอีกต่อไป” อบุลอาศ อิบนุ อัรฺ-เราะบีอฺ ก็ได้รับอิสรภาพเนื่องจากมีคนมาไถ่ตัว แต่หลังจากนั้นท่านนบีก็ได้ คืนเงินค่าไถ่กลับไปให้เขา ต่อมาเขาก็ได้เข้ารับอิสลาม อุมามะฮฺ อิบนุ อะษัลได้ถูกปล่อยให้เป็นอิสระเพราะเขาสัญญาว่ าจะไม่จัดหาอาหารให้ศัตรู การปฏิบัติด้วยดีเช่นนี้สามารถชนะใจเขาได้และหลังจากนั้นเขาก็ได้หันมารับอิสลามโดยกล่า วแก่ท่านนบีว่า : “มีครั้งหนึ่งที่ใบหน้าของท่านเกลียดชังฉัน และตอนนี้ก็เป็นวันที่ใบหน้าของท่านมีความรักอย่างที่สุด” บา งครั้งเชลยจะถูกแลกเปลี่ยนกับเชลยมุสลิมที่ถูกศัตรูจับตัวไป ค่าไถ่ตัวที่ยอมรับได้และเป็นที่ปฏิบัติกันก็คือการสอนเด็กมุ สลิมสิบคนให้อ่านออกเขียนได้ อยากให้ท่านได้ทราบว่ากฎหมายระหว่างประเทศยุคปัจจุบันก็อนุญาตให้ปล่อยเชลยสงคร ามด้วเยหตุผลนี้เช่นเดียวกัน นายทหารจะได้รับอิสรภาพด้วยการให้สัญญาว่าจะไม่ต่อสู้อีกและรัฐบาลของพวกเขาจะต้องไ ม่ส่งเขาให้ไปทำการรบอีก ถ้าพวกเขาทำลายสัญญา พวกเขาจะต้องถูกประหารชีวิตถ้าหากพวกเขาถูกจับเป็นเชลยอีก


10) ฝ่ายที่ไม่ใช่คู่สงคราม อิสลามไม่เคยต่อสู้ชาติใดนอกไปจากอำนาจเผด็จการ สงครามของอิสลามเป็นสงครามเ พื่อการปลดปล่อย มิใช่เพื่อบังคับ เสรีภาพของคนที่จะตัดสินใจว่าจะนับถือศาสนาอะไรนั้นได้ถูกกล่าวไว้แล้วและเพื่อคว ามแน่ใจในเสรีภาพนี้เองที่มุสลิมต่อสู้ มันเป็นเรื่องน่าสนใจที่จะกล่าวว่าเมื่อมุสลิมทำสงครามกับพวกโรมันในอียิปต์ พวกอียิปต์ได้เข้าข้างและช่วยเหลือมุสลิมต่อต้านพวกโรมันที่เป็นชาวคริสเตียนเหมือนกับพวกตน นั่นก็เพราะว่าชาวอียิ ปต์คริสเตียนได้รับการกดขี่ทางศาสนาโดยพวกโรมันคริสเตียนที่บังคับพวกเขาให้ยึดถือความเชื่อทางศาสนาของพวกเข า การกระทำอีกอย่างหนึ่งของมุสลิมยุคแรกในอียิปต์ก็คือการให้หลักประกันในเสรีภาพทางศาสนาและการให้เบนจามินก ลับมาเป็นบิชอปแห่งอเล็กซานเดรียอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ต้องหลบซ่อนตัวจากพวกโรมันในทะเลทรายตะวันตก แต่เสรีภ า พทางด้านศาสนาเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่อิสลามให้ ไม่ว่าจะเป็นชาวอาหรับหรือชาวอียิปต์ มุสลิมหรือคริสเตียน อิสลามได้ สร้างความเป็นมิตรที่มนุษยชาติต้องการเพื่อความเสมอภาพและความเป็นภราดรภาพ มีเรื่องหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในอดีตและเป็ นที่รู้จักกันดีก็คือเรื่องการวิ่งแข่งขันที่จัดขึ้นในอียิปต์ ในการแข่งขันครั้งนั้นปรากฏว่าชาวอียิปต์ชนะการแข่งขันซึ่งทำให้ บุตรชายของอัมร์ อิบนุ อัลอาศ เจ้าเมืองอียิปต์ซึ่งเข้าแข่งขันด้วยไม่พอใจ จึงได้ตีเด็กคนนั้นและกล่าวว่า “เจ้ากล้าดีอ ย่างไรที่มาเอาชนะฉันทั้งที่ฉันเป็นลูกของผู้สูงศักดิ์” เมื่อเคาะลีฟะฮฺอุมัรฺทราบข่าว จึงได้สั่งให้คนทั้งสามมายังมะดีนะฮฺแ ละสั่งให้ชาวอิยิปต์แก้แค้นโดยกล่าวว่า “ตีเขากลับ ตีลูกผู้สูงศักดิ์นั่นแหละ” หลังจากนั้น อุมัรฺก็หันมากล่าวกับอัมร์ด้วยคำ พูดที่รู้กันดีว่า “ท่านทำให้คนเป็นทาสตั้งแต่เมื่อใดในขณะที่แม่ของพวกเขาเกิดมาเป็นอิสระ”


11) กฎหมายระหว่างประเทศ กระบวนการของการเข้าแทรกแซงเพื่อยุติหรือขจัดการรุกรานเป็นการพัฒนาอย่างหนึ่งที่กฎ หมายสากลสมัยใหม่ยอมรับ ตัวอย่างเช่นสงครามโลกครั้งที่สองที่เริ่มต้นโดยการรุกรานโปแลนด์โดยเยอรมันซึ่งดึงให้ป ระเทศต่างๆที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขัดแย้งโดยตรงต้องเข้าไปร่วมต่อสู้ด้วย ผลอย่างหนึ่งของสงครามก็คือการเกิดขึ้นขอ งสหประชาชาติเพื่อที่จะไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างชาติโดยวิธีการสันติหรือถ้าจำเป็นก็ต้องใช้กำลังทหารร่วม ดังนั้นจึงไม่ ควรมีใครมาโต้แย้งว่าควรจะปล่อยให้อียิปต์และอาณาจักรโรมันแก้ปัญหากันเองตามลำพังเป็นตัวอย่าง ในยุคสมัยใหม่นี้ ครอบครัวแห่งชาติถือว่ามันเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ สิบสี่ศตวรรษก่อนหน้าที่จะมีการก่อตั้งสั นนิบาตนานาชาติและต่อมาได้กลายเป็นสหประชาชาติ อิสลามได้ประกาศเรื่องความรับผิดชอบเช่นนี้มาแล้ว หลักการทา งกฎหมายในการแทรกแซงเพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทได้ถูกเสนอไว้โดยกุรอานในคำพูดต่อไปนี้ : “ถ้าหากผู้ศรัทธาสอง ฝ่ายพิพาทกัน สูเจ้าก็จงหาทางสร้างความสันติระหว่างสองฝ่าย แต่ถ้าหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดละเมิดขอบเขตของอีกฝ่ายหนึ่ง ก็จงปราบปรามฝ่ายที่ละเมิดจนกว่าฝ่ายนั้นจะกลับม สู่พระบัญชาของอัลลอฮฺ แต่ถ้าหากฝ่ายนั้นปฏิบัติตามแล้ว ดังนั้น จงสร้างความสันติระหว่างสองฝ่ายด้วยความยุติธรรม เพราะอัลลอฮฺทรงรักผู้ยุติธรรม” (กุรอาน 49:9)


12) การเคารพสัญญาและข้อตกลง ข้อบกพร่องประการหนึ่งของการเมืองระหว่างประเทศสมัยใหม่ก็คือการขาดความเคา รพต่อหน้าที่ทางศีลธรรม ครั้งแล้วครั้งเล่าที่สัญญาและข้อตกลงได้กลายเป็นแค่เพียงกระดาษที่ไม่มีค่าซึ่งทำให้ผลผลิตอั นสวยงามของปัญญามนุษย์ในด้านกฎหมายระหว่างประเทศต้องถูกทำลายไปในทันทีเพราะความโลภและความเชื่อในยุค นี้ที่เราคิดว่าเป็นยุคแห่งอารยธรรม แต่ที่เลวร้ายไปยิ่งกว่านั้นก็คือความสำเร็จของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มัก จะกลายเป็นเครื่องมือของผู้ไม่มีพระเจ้าแทนที่จะถูกใช้ในหนทางของพระเจ้า อิสลามได้ห้ามการหักหลังโจมตีศัตรูโดยไม่ รู้ตัว การลงนามในสัญญากับชาติใดชาติหนึ่งเพื่อเป็นการปิดบังเจตนาโจมตีชาตินั้นถือเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการอิสลามดังที่ กุรอานกล่าวไว้หลายแห่งด้วยกัน เช่น “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงปฏิบัติตามสัญญาของสูเจ้าให้ครบ…” (กุร อาน 5:1) และ “จงปฏิบัติตามสัญญาของอัลลอฮฺให้ครบเมื่อสูเจ้าได้ทำสัญญาไว้และจงอย่าละเมิดคำสาบานห ลังจากที่สูเจ้าได้ยืนยันไว้แล้วแท้จริง สูเจ้าได้ให้อัลลอฮฺเป็นพยานแก่สูเจ้าแล้ว เพราะอัลลอฮฺทรงรอบรู้ในสิ่งที่ สูเจ้ากระทำ” (กุรอาน 16:91) ถ้าหากมุสลิมรู้สึกว่าศัตรูกับผู้ที่เขาทำสัญญาด้วยจะทรยศหักหลัง พวกเขาจะต้องประกา ศเลิกสัญญาก่อนที่จะทำสงคราม ถึงแม้ว่ามุสลิมมีหน้าที่จะต้องไปช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมที่ถูกกดขี่ข่มเหงทางศาสนาใน ดินแดนของศัตรู พวกเขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่นี้ถ้าหากว่ามีประชาคมมุสลิมมีสัญญากับศัตรูนี้ การให้เกียรติแก่สั ญญาเป็นสิ่งที่จะต้องมาก่อน “แต่ถ้าหากพวกเขาขอให้สูเจ้าช่วยเหลือในเรื่องศาสนา มันก็เป็นหน้าที่ของสูเจ้าที่จะ ต้องช่วยเหลือพวกเขายกเว้นต่อคนที่สูเจ้ามีสัญญาระหว่างกันอยู่ และอัลลอฮฺทรงเห็นสิ่งที่สูเจ้ากระทำ” (กุรอา น 8:72)


เอาละ ตอนนี้มีกฎหมายใดๆที่จะเป็นกฎหมายในอุดมคติได้มากไปกว่านี้บ้าง ? และที่สำคัญก็คือ นี่มิใช่ความพิถีพิถันที่จะ ต้องปฏิบัติหรือละทิ้งโดยรัฐ หากแต่มันเป็นคำสั่งทางศาสนาที่อยู่เหนือความรู้สึกและความอคติ มิเช่นนั้นแล้ว มันก็จะเป็ นการฝ่าฝืนอิสลามอย่างรุนแรง”

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Nity วันที่ : 13/04/2007 เวลา : 21.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nity
โลกหลากแบบ จึงมองได้หลายมุม!

สาดน้ำวันสงกรานต์ ขอให้สนุกสุขใจ และสุขภาพแข็งแรง

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ใต้ร่มเย็น วันที่ : 13/04/2007 เวลา : 13.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wichit
มนุษย์โลกทุกคนมีสัญชาติเดียว คือ "สัญชาติโลก"...Albert Einstein (1879-1955)

...หยุดเรื่องร้าย ๆ ที่ไม่บายใจไว้..ตรงนั้น

...เล่นน้ำสงกรานต์ ที่ไหน ขอให้เดินทางปลอดภัย ทั้งไปทั้งกลับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เมธา วันที่ : 13/04/2007 เวลา : 10.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/talkwithMetha

สุขสันต์สวยงามเบิกบานวันสงกรานต์นะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปุถุชน วันที่ : 12/04/2007 เวลา : 12.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/putushon
บล็อกอย่างเป็นทางการของปุถุชน > http://putushon.wordpress.com

จบสวย ๒ บรรทัดสุดท้าย ผู้เกี่ยวข้องน่าจะตัดใส่กรอบ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



[ Add to my favorite ] [ X ]