• บะห์รูน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-03-14
  • จำนวนเรื่อง : 38
  • จำนวนผู้ชม : 61314
  • ส่ง msg :
  • โหวต 34 คน
บะห์รูน ณ สวนทางปืน
บทวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาความไม่สงบของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยมุมมองลุ่มลึกอย่างละเอียด และเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ประจำ "เนชั่นสุดสัปดาห์"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/baroon
วันพุธ ที่ 27 มิถุนายน 2550
Posted by บะห์รูน , ผู้อ่าน : 2608 , 19:13:14 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวนทางปืน / เนชั่นสุดฯ (ฉ.786)

 ผู้เขียนจะขออนุญาตกล่าวต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งค้างถึงประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการต่อสู้และปลุกระดมเยาวชน ผู้เขียนไม่ได้เจตนาที่จะชี้ผิดชี้ถูกของประวัติศาสตร์ แต่เพียงต้องการจุดประเด็นในมุมมองประวัติศาสตร์ให้ขบคิดกัน ยกตัวอย่างเพื่อการค้นคว้าเปรียบเทียบสักเล็กน้อย

 เช่นในหนังสือ 'มัสยิดกรือเซะ มรดกอารยะธรรมปัตตานี ” เขียนโดย รศ.ดร.ครองชัย หัตถา ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี มีภาพประกอบภาพหนึ่งเป็นรูปวาดมัสยิดกรือเซะที่ปรากฏในเอกสารฮอลันดา พ.ศ.2154  อธิบายสถานที่นี้ว่าตั้งอยู่หน้าพระราชวังไพรินที่กว้างขวาง แต่ภาพชิ้นนี้กลับถูกหยิบอ้างให้เป็นภาพมุมกว้างของ 'กรุงศรีอยุธยาท่ามกลางพายุ' ในหนังสือ 'กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง' รวบรวมโดย ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช ซึ่งก็มีการตั้งข้อสังเกตโดยอาจารย์ครองชัย หัตถา ว่า

 "ปีเตอร์ ฟาน เดอ อา ได้พิมพ์เผยแพร่และจำหน่าย ภายใต้ชื่อภาพ La Ville de Judia ou de Siam ou and quelle โดยที่ ปีเตอร์ ฟาน เดอ อา ไม่ได้เดินทางมาประเทศสยามด้วยตนเอง ทำให้เข้าใจว่าภาพดังกล่าวคือ อยุธยา แต่อยุธยาในเวลานั้นยังไม่มีมัสยิดที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมดังที่ปรากฏในภาพ" อ้างแล้ว
 แต่ก็มีข้ออ้างอิงและตั้งข้อสังเกต ของคุณธวัชชัย ตั้งศิริวานิช ว่า

 "จากการตรวจสอบกับแผนที่ซึ่งเขียนโดยชาวฮอลันดา ในช่วงปี พ.ศ. 2233-2248 ซึ่งระบุตำแหน่งของบ้านฮอลันดาและบ้านโปรตุเกส ทำให้อนุมานได้ว่า อาคารหลังกลางในภาพกรุงศรีอยุธยาของ ฟาน เดอ อา ที่อยู่บริเวณทางตอนใต้ของเกาะกรุงศรีอยุธยา น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของบ้านโปรตุเกส ส่วนอาคารหลังหน้าคือที่ตั้งของชุมชนชาวฮอลันดานอกกรุงศรีอยุธยา อนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบรูปแบบสถาปัตยกรรม ของอาคารหลังหน้าและอาคารที่สร้างโดยชาวฮอลันดาในกรุงอัมเตอร์ดัม หรือกรุงปัตตาเวีย จะสรุปได้โดยไม่ต้องสงสัยว่าส่วนหน้าสุดของภาพคือบ้าน ฮอลันดา"

 เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเท่ากับว่า ภาพมัสยิดกรือเซะ และพระราชวังไพรินในภาพนี้ มีความเป็นไปได้ว่า คือบ้านโปรตุเกส และบ้านฮอลันดา หรือเป็นหอการค้าต่างชาติ

 ดังนั้น ภาพมัสยิดกรือเซะ กับพระราชวังไพริน มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ซ้อนกันอยู่ คงต้องไปสืบค้นการอ้างอิงของแต่ละฝ่าย ว่าได้มาจากไหน อย่างไร?

 ประเด็นที่น่าสนใจอีกในหนังสือของอาจารย์ครองชัย หัตถา ซึ่งกล่าวถึงบันทึกฮอลันดา ในปี พ.ศ.2143 ตรงกับรัชสมัยของราชินีฮีเยา (Raja Hijau) ชาวฮอลันดา ที่เดินทางมาเยือนปัตตานี ได้บันทึกอธิบายสภาพโดยละเอียดของมัสยิดหลังหนึ่งที่สร้างอยู่ใกล้พระราชวัง นอกกำแพง ตอนหนึ่ง มีข้อความว่า

 "โบสถ์ของชาวมุสลิม (Gereja Mohametan) หรือที่เรียกว่า มัสยิด (Mestika) เป็นตึกสง่างาม โอ่โถง (Stately edifice) สร้างด้วยอิฐสีแดงโดยช่างชาวจีน ด้านในเคลือบ (gilt : ปิดทอง) อย่างหรูหรามาก.."
 ผู้เขียนกลับเห็นว่ายังมีข้อกังขาอีกบางด้าน เช่นบันทึกที่กล่าวถึงการรบพุ่งตลอดเวลาของปาตานีและการบูรณะซ่อมแซม คือถ้าดูเฉพาะบันทึกของฝรั่งและภาพวาดต่างๆ ก็สับสนพอควร ถ้าดูกันเฉพาะรูป คนหนึ่งบันทึกว่าสร้างแล้วเสร็จ อีกคนวาดภาพกำลังก่อสร้าง อีกคนบอกสร้างไม่เสร็จซะที

 ผู้เขียนขอยกตัวอย่างจากหนังสือของอาจารย์ครองชัย กล่าวคือ ในปี พ.ศ.2107 กองทัพชวาจากเมืองปาเล็มบัง บุกเข้าโจมตีเมืองปัตตานีถึง 2 ครั้ง บ้านเมืองเสียหายเป็นอันมาก และเชื่อว่ามัสยิดได้รับความเสียหายจากสงครามครั้งนี้ด้วย
 และยังมีบันทึกของกัปตันชาวอังกฤษ ปีเตอร์ ฟรอริส ซึ่งเข้ามาพำนักในปาตานี ในบันทึกว่า มีการบุกเผาเมืองโดยพวกทาสชาวชวาที่โกรธแค้น นอกจากพระราชวัง บ้านขุนนางและมัสยิด และยังกล่าวว่านี่เป็นครั้งที่สามที่ปาตานีถูกเผา 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นฝีมือพวกญี่ปุ่น ทีนี้มาดูในบันทึกที่กล่าวถึงการบูรณะบ้าง ปรากฏว่าบูรณะครั้งแรกในสมัยราชินีฮีเยา เป็นเจ้าเมืองปัตตานี (พ.ศ.2127-2159)

 หลังจากนั้นก็เกิดความขัดแย้งในราชวงศ์ปัตตานี ในการสืบต่อราชบัลลังก์ เกิดเหตุการณ์นองเลือดในราชวังหลายครั้ง ระหว่างปี พ.ศ.2116-2127 ผู้ที่ขึ้นครองราชย์ถูกลอบปลงพระชนม์ 2 พระองค์ ผู้สำเร็จราชการและผู้ที่อยู่ในข่ายจะได้รับครองราชย์ถูกลอบสังหารอีก 3 ราย จนเหลือเพียงสตรีเท่านั้น คือ ราชินีฮีเยา ได้ขึ้นครองในปี พ.ศ.2127 และถือว่าเป็นสมันที่มีการบูรณะขนานใหญ่ จนเป็นไปตามคำบรรยายของ ปีเตอร์ ฟลอริส ข้างต้น

 การบูรณะครั้งที่ 2 ในสมัยสุลต่านอาลงยุนุส (พ.ศ.2269-2272) ล่วงมาอีกประมาณ 100 ปี แต่ปรากฏว่าการบูรณะครั้งนั้นไม่ได้แล้วเสร็จ ในสมัยสุลต่านอาลงยุนุส เนื่องจากเกิดสงครามกลางเมือง สุลต่านอาลงยุนุส ถูกลอบปลงพระชนม์

 การบูรณะครั้งที่ 3 ในสมัยต่วนสุหลง เป็นเจ้าเมืองปัตตานี (พ.ศ.2329-2375) ได้มีการบูรณะมัสยิดอีกครั้งหนึ่ง แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จ ก็เกิดความขัดแย้งภายในเมืองปัตตานี และเกิดเหตุสงครามสยามกับหัวเมืองมลายูอื่นๆ รวมทั้งปัตตานี

 หากทบทวนประวัติศาสตร์ ปรากฏว่า มัสยิดกรือเซะ หากสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วก็มีห้วงเวลาที่โดดเด่น ยืนตระหง่านได้ไม่นาน เพราะเกิดสงครามทั้งภายในภายนอกตลอด ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับปาตานีมาโดยตลอด ไม่มากก็น้อย แต่ก็มีข้อน่าสังเกตอีกว่าในมุมมองทางวิศวกรรมก็น่าสนใจ เช่นในทัศนะของ วสุ โปษยะนันทน์ สถาปนิกกรมศิลปากร ให้ความเห็นไว้ว่า

 "การที่จะสร้างต่อเติมมัสยิดกรือเซะให้สมบูรณ์จากโครงสร้างเดิม ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากจะทำให้ตัวมัสยิดแอ่น เพราะปกติถ้าจะคลุมด้วยโดมจะต้องมีพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส เพื่อให้น้ำหนักของโดมกระจายออกไปอย่างทั่วถึงในทุกๆ ด้านเท่ากัน การถ่ายน้ำหนักจากโดมกลมส่วนบนมาสู่โครงสร้างที่รองรับเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำได้ยาก ฝีมือช่างที่สร้างมัสยิดกรือเซะคงไม่ใช่ช่างชำนาญการก่อสร้างแบบนี้ และโครงสร้างแบบนี้ก็ไม่ใช่ของพื้นถิ่น อาจเป็นแบบเปอร์เซียหรือที่อื่นๆ ที่รับเข้ามาในเวลานั้น อาจไม่ใช่ฟ้าผ่า แต่สร้างไม่ได้เอง เนื่องจากโครงสร้างผนังบางเกินไป ถึงแม้มัสยิดกรือเซะจะสร้างเสร็จ แต่ก็คงพังไปในที่สุด"

 และในเล่มเดียวกันนี้ ยังมีทัศนะของวิศวกรท่านอื่นๆ อีก ที่น่าสนใจ เช่น

 "การขุดค้นบริเวณรอบฐานของมัสยิด ไม่ปรากฏร่องรอยของการถูกเผาไหม้แต่อย่างใด และเชื่อว่าหากมีการก่อสร้างโดมจนแล้วเสร็จจริง ก็คงต้องพังลงมาเองในที่สุด ทั้งจากเหตุทางวิศวกรรมและเทคโนโลยีการก่อสร้างในยุคสมัยนั้น และเรื่องของวัสดุในพื้นที่"

 ประกอบกับมัสยิดอีกหลังที่สร้างในยุคใกล้เคียงกัน แต่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน เช่น มัสยิดดารุลนาอีม ต.แหลมโพธ์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี หรือมัสยิดดาโต๊ะ ซึ่งเป็นมัสยิดที่มีสถาปัตยกรรมคล้ายคลึงกับมัสยิดกรือเซะ แต่มีโครงสร้างทางวิศวกรรมบางส่วนแตกต่างกัน และสร้างภายหลังมัสยิดกรือเซะประมาณกว่าสิบปี ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน

 ในขณะที่มัสยิดกรือเซะอยู่ในพื้นที่ใกล้ผู้ปกครอง และขึ้นอยู่กับการเมือง จึงได้รับผลกระทบจากสงครามทุกครั้ง ซึ่งปรากฏตามประวัติศาสตร์ ขณะที่มัสยิดดาโต๊ะเป็นที่ใช้บริการของประชาชนทั่วไป จึงมีประชาชนคนธรรมดาบำรุงรักษาดูแลตลอดมา

 ตามที่ผู้เขียนนำเสนอมาทั้งหมดนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า ประเด็นทางประวัติศาสตร์บางส่วน ได้มีการหยิบยกและใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนของขบวนการทุกกลุ่ม และทุกยุคทุกสมัย จนกระทั่งบางเรื่องเสมือนหนึ่งเป็นจริง เช่น ความเชื่อของชาวมลายูปาตานีในพื้นที่

 "สยามยึดเมืองปาตานีแล้วได้ทำการเผามัสยิดกรือเซะ และต้อนคนเป็นเชลยเจาะเท้าตรงเอ็นร้อยหวายผูกขากันไปกรุงเทพฯ"

 งานทางประวัติศาสตร์ที่ยังคลุมเครือในบางประเด็นเหล่านี้ กลับถูกผลิตซ้ำทางความคิดให้เยาวชนปาตานีรุ่นแล้วรุ่นเล่า โดยไม่มีใครสนใจทำมันให้กระจ่าง อย่างน้อยข้อเท็จที่เป็นทัศนะของผู้ที่ชำนาญทางเทคนิค เพราะยังมีอีกหลายประเด็น หรือแม้แต่เรื่องที่มักพูดว่า ปาตานีเป็นศูนย์กลางการศึกษา และเผยแผ่ศาสนาอิสลามในภูมิภาคนี้

 ถ้าพิสูจน์ได้ว่ามัสยิดกรือเซะไม่ได้ถูกสยามเผาทำลาย เพราะการสร้างมัสยิดมีปัญหาทางวิศวกรรมเอง

 ถ้าพิสูจน์ได้ว่าคนมลายูปาตานีไม่ได้ถูกเจาะเท้าร้อยหวายอย่างทรมานเป็นเดือนๆ เพราะคนเราถูกเจาะเท้าเอ็นขาด จะเดินหรือมีชีวิตอยู่ได้หรือเปล่าตามทัศนะทางการแพทย์

 ผู้เขียนกล่าวมาเพื่อหวังว่าบรรดาผู้มีอำนาจในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ จะได้เห็นความสำคัญ
 ที่สำคัญที่สุด คือ ทั้งหมดนี้มันเป็นแรงจูงใจประการหนึ่งที่นำไปสู่ความเคียดแค้นชิงชังของ คนต่างเผ่าพันธุ์ ต่างเชื้อชาติ ซึ่งความเกลียดชังนี้ ได้นำไปสู่การทำร้ายถึงชีวิต ของผู้บริสุทธิ์ ทำลายทรัพย์สิน และความหวังของมนุษย์ด้วยกัน
 คัมภีร์ อัลกรุอาน กล่าวว่า 'เพราะความผิดอันใดเล่าที่เธอถูกฆ่า?' บทซูเราะห์ที่ 81 อัตตักวีร โองการที่ 9





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
chaitham วันที่ : 29/06/2007 เวลา : 10.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/erp
ChaiTham

มาเรียนเชิญ ผู้กล้าไปช่วยตอบแบบสอบถาม พลเมืองไทย ตำนานทรราช
http://www.oknation.net/blog/change/2007/06/29/entry-1

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
Hi...Insider วันที่ : 28/06/2007 เวลา : 21.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ForSiam

บทที่ ๑๓ กลยุทธของโจรพูโล


อยู่มาวันหนึ่ง ผมได้ต้อนรับชายวัย ๔๐ ชาวตรัง ชื่อประทีป เป็นวิศวกรเครื่องจักรกล มาสมัครงานตำแหน่ง "นายช่างควบคุมการติดตั้งเครื่องจักร" ผมกำลังอยากได้อยู่พอดี จึงรีบรับสมัครและบรรจุงาน ให้ลงมือทำงานในวันรุ่งขึ้น

ตอนแรกๆ นายช่างประทีป จะไม่ค่อยมีเวลาว่าง เพราะงานเร่งเหลือเกิน ขนาดว่าวิ่งแล้วนะ ยังไม่ทันใจเลย นายช่างประทีปทำงานอยู่กับนายช่างประกอบ จงคณารักษ์ ผมเข้าไปแจมด้วยเป็นครั้งคราว ทำให้ผมได้ทำงานร่วมกันจึงใกล้ชิดสนิทสนมภายในเวลาอันรวดเร็ว

พอเขารู้จักชื่อผม เขาร้องอ้อ...อาจารย์นี้เอง ที่เขียนเจ้าพ่อกรรมกรในฟ้าเมืองไทย ผมตามอ่านจนกระทั่งฟ้าเมืองไทยเลิกไป แล้วเขาก็ถามหาคุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ และคำพูน บุญทวี ผมบอกว่า "ท่านอาจินต์ ปัญจพรรค์" ท่านยังเขียนหนังสืออยู่ วงการนักเขียนถือว่าท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ส่วนคำพูน บุญทวี...กลายเป็นคนบุญหมด...ล้มหายตายจากไปนานแล้ว

"ตอนนี้อาจารย์สะอาดเขียนอยู่หรือเปล่ามิทราบครับ..?

ผมบอกว่าผมไม่มีเวลาเขียน"คุณก็เห็นมีแต่งานกับงาน จะเอาเวลาจับปากกาที่ไหนได้"


ผมจำเป็นต้องโกหก ไม่ได้บอกให้เขารู้ว่าผมใช้นามปากกาอื่นเขียนเรื่องภาคใต้

อีก ๑๐ วันต่อมา...ผมถือโอกาสสอบถามความเห็นนายช่างประทีปว่าเขารู้สึกอย่างไรกับการก่อการร้ายที่กำเริบเสิบสาน ทำยังกะบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป นายช่างประทีปพูดไม่กี่คำ แต่กินใจความมาก..เขาพูดว่า "รัฐบาลถูกหัวหน้าโจรพูโลนั่งอยู่ใกล้ๆ หลอกกินตับ...เสียรู้โจร ถูกฆ่าตายรายวัน ยังมีหน้า มาพูดว่าแก้มาถูกทางแล้ว..." พูดแล้วสะบัดหน้าพรืด...มีอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด

ฟังคำตอบแล้ว...เชื่อเลย...เขาพูดจากใจจริง พูดตรงประเด็นเป๊ะ คำพูดของเขากลั่นออกมาจากใจ เห็นได้จากใบหน้ามีแววฉุนลึก


ในสัปดาห์นั้น ผมหาโอกาสนัดกับเพื่อนเก่าแก่สมัยทำงานด้วยกันที่ ยูโนแคล เขาเป็นคนพื้นที่มาตั้งแต่เกิด ภรรยาก็เป็นคนพื้น เขาคนนี้ได้เล่าระเอียดยิบเกี่ยวกับ "กลยุทธ์" ของพวกโจรพูโลให้ฟัง ท่านผู้นี้รู้ดีว่าผมเป็นคนเขียนหนังสือ เพราะเขารู้จักอดีตอันยาวนานของผม

เขาเล่าแบบไม่ปิดบังเลย




กลยุทธ์ที่ ๑...ทำอะไรก็ได้ ทำให้พี่น้องมุสลิมเกลียดคนไทย เอาให้เกลียดถึงกระดูกดำ ดังนั้น การฆ่าแล้วโยนความผิดให้ตำรวจ ถ้าโยนไม่ได้ ก็จะกล่าวโทษคนที่


ถูกฆ่าตายว่าทรยศต่อพวกเดียวกัน สมควรตาย


กลยุทธ์ที่ ๒...โจรพูโล วางแผนสร้างนักรบมายาวนาน พวกอุสตาส(ครูสอนศาสนา) รับหน้าที่อบรมสั่งสอนจิตสำนึก แล้วคัดเลือกคนส่งต่อให้หน่วยเหนือของเขา หาทางส่งไปฝึกอบรมที่ต่างประเทศทั้งโดยเปิดเผยภายใต้การสนับสนุนของรัฐ และแอบไปรับการฝีกแบบใต้ดินหลักสูตรให้เก่งภาษาอาหรับจบแล้วให้ทางการ (ไทย) รับรองปริญญาตรี เมื่อกลับถึงประเทศไทยจะได้รับราชการบริหาร ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนักรบหนุ่ม(และสาว) กำลังฝีกอบรมอยู่ต่างประเทศ พ่อแม่จะได้รับเงินกองทุนช่วยเหลือครอบครัว จะไม่ให้ได้รับความลำบาก


กลยุทธ์ที่ ๓...สร้างนักการเมืองในทุกระดับ ส่งลงเลือกตั้งทุกพรรคการเมือง ทั้งใน ๓ จังหวัดภาคใต้และทั่วประเทศ กระจาย "นักการเมือง" ออกไปทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด เพื่อการยึดหัวหาดเบ็ดเสร็จสร้างอำนาจต่อรองให้มีกำลังมากขึ้น


กลยุทธ์ที่ ๔...ประสานงานกับองค์กรมุสลิม มีการเดินทางไปมาหาสู่เชื่อมสัมพันธไมตรี ผูกมิตร แล้วถือโอกาสเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จกล่าวหาประเทศไทยของตัวเอง โดยบอกให้สังคมภายนอกเข้าใจผิด คิดว่าปัตตานีตกเป็นเมืองขึ้นของไทย ในกลยุทธ์ตัวนี้ โจรพูโลไม่ได้รับความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะทะเบียนเมืองขึ้นของโลก ไม่มีรายชื่อประเทศปัตตานีโจรปัตตานี จึงหันไปให้ข้อมูลเท็จ ฆ่ากันเองแล้วหาว่าถูกอุ้ม ไม่มีใครรังแกก็หาว่ารังแก ไม่ยอมทำงานอะไรเลย ก็หาว่ารัฐบาลเอาใจใส่แต่พวกพุทธ ปล่อยทิ้งมุสลิมไม่ใยดี


กลยุทธ์ที่ ๕...สร้างสุเหร่าให้มากเข้าไว้ แม้ว่าบางหมู่บ้านจะมีอิสลามเพียงครอบครัวเดียวก็สามารถ "หาเงินมาสร้างสุเหร่าได้" แล้วก็ออกข่าวเสมอว่า จำนวนประชากรของมุสลิมในประเทศไทย มีมากเป็นอันดับสองของประเทศพูดให้มากเข้าไว้


กลยุทธ์ที่ ๖...ออกวารสารและนิตยสารภายในที่ไหนก็ตาม เนื้อหาจะต้องสะท้อนปัญหาของอิสลามทั่วโลก แล้วดึงมาลงว่าประเทศไทยก็มีปัญหาไม่หย่อนไปกว่ากันพร้อมกับได้สนับสนุนให้ปัญญาชนออกมาทำสื่อให้มากขึ้น สร้างองค์กรประชาชนด้านนี้ เพื่อการเผยแพร่ให้กว้างขวาง


กลยุทธ์ที่ ๗...ได้รับผลกระทบอะไรเล็กน้อยก็ตาม ให้โวยวายทันที


กลยุทธ์ที่ ๘...จัดตั้งกองกำลังส่วนหน้า กองหนุน และจัดตั้งแนวร่วมให้กระจายครบ ๕ จังหวัด แต่ให้เน้นที่ ๓ จังหวัดก่อน ถ้าได้ยินเสียงบอกกล่าวให้ระดมผู้คนไม่ว่ากรณีใดๆ ให้จัดการระดมคนภายใน ๓ ชั่วโมงเฉพาะหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ให้ระดมได้ทันที หมู่บ้านไหนไม่ให้ความช่วยเหลือ จะถูกขึ้นบัญชีดำ


กลยุทธ์ที่๙...เป้าหมายคือแบ่งแยกดินแดน แต่เวลาแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม จะไม่บอกแม้แต่ประโยคเดียวว่าต้องการแบ่งแยก สิ่งที่พวกเขาเรียกร้อง คือ "ขอปกครองตนเอง" โดยยินดีที่จะให้รัฐบาลกลางเป็นผู้บริหาร กลยุทธ์ข้อนี้ถือว่าเป็นหัวใจเพราะว่าถ้าได้ปกครองตนเอง จะเป็นเงื่อนไขไปสู่การ "ปกครองกันเอง" จะทำให้การแยกตัวเองอย่างแท้จริงง่ายขึ้น


กลยุทธ์ที่ ๑๐...เรียกร้องให้ใช้ภาษายาวีเป็นภาษากลาง ประดาผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. และ ข้าราชการทั้งหลายร้อยละ ๘๐ ต้องเป็นอิสลาม


กลยุทธ์ที่ ๑๑...กองกำลังทั้งหมด แม้จะจบวิชาฆ่ามาจากต่างประเทศ มีความชำนาญในการใช้อาวุธ แต่ให้เริ่มต่อสู้ด้วยอาวุธโบราณ เช่น มีดสปาต้า กริช การฆ่าให้เชือดคอเชือดลูกกระเดือก หรือไม่ก็ตัดหัวหิ้วเอาไปประจาน แสดงออกประหนึ่งเป็นการระบายความแค้น


กลยุทธ์ที่ ๑๒...หลอกล่อ ยั่วยุให้ฝ่ายราชการใช้กำลังปราบปราม เพื่อจะได้เป็นข้ออ้างว่าถูกปราบปรามอย่างทารุณ ไม่มีความยุติธรรม


กลยุทธ์ที่ ๑๓...โปรยใบปลิว ปลุกระดมชาวบ้านให้เข้าร่วม พวกอุสตาสออกไปพบกับชาวบ้านแจ้งให้ทราบว่า อีกไม่นานจะชนะ


กลยุทธ์ที่ ๑๔...เริ่มปฏิบัติการกับพระพุทธศาสนาและชาวพุทธ ขับไล่ให้ออกไปจากดินแดนถ้าใครไม่กลัวตาย ให้ฆ่าทิ้งอย่างเหี้ยมโหด ไม่เลือกลูกเด็กเล็กแดง


กลยุทธ์ที่ ๑๕...ให้คอยฟังสัญญาณปลดปล่อยปัตตานี เมื่อได้รับสัญญาณ ให้ทุกคนออกไปยึดที่ทำการของรัฐบาลทุกแห่ง เอาเด็กและผู้หญิงเป็นเกราะกำบังกะว่าจะใช้คน ๕ แสน หรือ ๒ ล้านคน ก็จะสามารถยึดได้ภายในวันเดียว แล้วประกาศเอกราช...และวันนั้นชาวปัตตานี จะได้เห็นหน้าว่า ใครคือสุลต่าน หรือ ประธานาธิบดี คนแรกของชาวปัตตานีที่รอคอยมา ๑๐๐ ปี แล้วจะได้เห็นแม่ทัพนายกอง ตลอดทั้งคณะผู้บริหารประเทศใหม่ ภายใต้ธงชาติปัตตานี พวกโจรปัตตานีเขามั่นใจของเขามากเพื่อนเก่าแก่ในยูโนแคล คนพื้นที่โดยแท้นำเอาข้อลี้ลับมาเล่า และยืนยันว่าเป็นความจริงครบทุกกลยุทธ์ไม่ใช่ปั้นแต่งขึ้น


กลยุทธ์ที่ ๑๖...เป็นกลยุทธ์พลิกผันไปตามสถานการณ์ จะมี "คำลั่งพิเศษ" ออกมาเป็นระยะโดยจะปรับเข้ากับกลยุทธ์เก่าหรือกลยุทธ์ใดกลยุทธ์หนึ่งเพื่อนของผมบอกซ้ำว่า กลยุทธ์ของพวกโจรพูโลร้ายกาจมากแล้วจับมือถือแขนเขย่า ด้วยความคับแค้นใจ บอกกับผมว่า ถ้าคุณสอาดเขียนหนังสือเปิดหน้ากากเมื่อใด ให้แปลเป็น๔ ภาษา คือภาษาอังกฤษ อาหรับ ภาษาจีน โดยมีไทยเป็นแม่บท คนจะได้รู้กำพืดที่แท้จริงของโจรปัตตานี


ผมรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนักที่ได้รับรู้กลยุทธ์ลี้ลับที่พวกโจรวางเป็นกระดานเอาไว้ให้ขบวนการของพวกเขาเดินตามอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ผมเชื่อว่าโจรเขาแน่นมาก..โจรปัตตานีไม่ใช่โจรกระจอกอย่างแน่นอน

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
Hi...Insider วันที่ : 28/06/2007 เวลา : 20.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ForSiam

๔๗. ขอให้แกนนำด้านการศึกษา ไปลบชื่อ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีออกไป ขอให้ใช้ชื่อว่า มหาวิทยาลัยปัตตานีเฉย ๆ ถึงแม้จะเปิดเป็นมหาวิทยาลัยมา
ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๐ แล้วก็ตาม คณาจารย์เก่า ๆ ก็ตายไปหมดแล้ว และเพื่อให้ชื่อสมเด็จพระราชบิดาหมดไป ขอให้คณาจารย์มุสลิมแสดงท่าทีแข็งแกร้าว อย่างไรเสียไทยมันไม่กล้า
แน่นอนต้องยอมเรา ที่เราต้องทำอย่างนี้เพราจะให้ต่างชาติเห็นว่า เราเป็นมุสลิมเก่งเป็นเอกภาพเดียวกัน คนไทยมันไม่รู้แผนการของเราหรอก เราซื้อท่านวิจิตร ศรีสะอ้านได้แน่ๆ

๔๘. ขอให้คณาจารย์มุสลิมทุกมหาวิทยาลัย ทำลายงานวิจัยและประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เน้นมากที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้เขียนและบิดเบือนประวัติศาสตร์รัฐปัตตานี
ถึงแม้จริง ๆ มันเป็นของประเทศไทย เราต้องบิดเบือนให้ได้แล้วลง Internet ให้คนได้ได้อ่านกันให้ทั่วว่า ประเทศไทยโกงดินแดนของพวกเรา โดยให้เขียนประวัติราชอาณาจักรมลายู
ปัตตานี เรียกเป็นภาษายาวีว่า สยาเราะกือราญาอันมลายู-ปัตตานีขึ้นมา และให้แปลเป็นภาษาไทยด้วย โดยให้ผู้เขียนเป็นคนมุสลิมเรา ผู้แปลก็เป็นคนมุสลิมเรา ส่วนงานวิจัยทั้งเชิง
ประวัติศาสตร์ที่คณาจารย์ไทยทำไว้เดิมให้ทำลายทิ้ง
เช่นเรื่อง ๑). เหตุใดคนตากใบ จ.นราธิวาสและคนปานาเระ จ.ปัตตานี จึงพูดใช้คำราชาศัพท์เหมือนกัน
๒). งานวิจัยเรื่องสาเหตุใดคนไทยในตำบลโต๊ะโมะ อำเภอแว้ง จ.นราธิวาส จึงรู้เรื่องการทำเหมืองทองเป็นอย่างดี
๓). งานวิจัยเรื่องคนไทยในรัฐไทรบุรี ปะริด กลันตัน และตรังกานู รู้สึกอย่างไรเมื่อถูกแบ่งแยกดินแดนมาอยู่กับประเทศมาเลเซีย
และงานวิจัยอื่น ๆ อย่าให้มีเหลือไว้ แม้แต่เล่มเดียวในหอสมุดเคเนดี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

๔๙. ในการลง Internet ทุกเรื่องให้มุสลิมเราที่มีความรู้ภาษาอังกฤษดี เขียนเป็นภาษาอังกฤษกำกับด้วย เพื่อให้ต่างชาติอ่านจะได้เคลือบแคลงและต่อว่าไทยว่า ยึดครองแผ่นดินเราจริงๆ
เมื่อมีการตัดสินหลักฐานทุกอย่างแสดงว่าเป็นของมุสลิมเรา เราก็ได้เป็นเจ้าของ ตอนนี้ต้องหลอกล่อมันทุกวิถีทาง ว่าทำเพื่ออัลลอฮ์ มันจะได้มีกำลังใจ จำไว้ว่า เราจะรับไว้กลุ่มเดียวเท่านั้น
ในดินแดนไทยคือ ธิดาของ ส.ส.ปัตตานีผู้ให้กำเนิดรัชทายาท ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับนายวันนอร์ นายเด่น โต๊ะมีนา นายนิฮูเซ็ม สุไลมาน กลุ่มมุสลิมกรุงเทพไม่เคร่ง เราไม่เอา แต่เรา
หลอกใช้มันไว้ก่อน

อัสลามูอาลัยกุม วาเราะห์ มาดุลลอ ฮีวา บารอกาคุหุ อัลฮัมคุลิยาฮุ
แท้จริงการสรรเสริญเป็นลัทธิของอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว เราขอสรรเสริญพระองค์

ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นอันตรายต่อประเทศชาติมาก เมื่ออ่านจบแล้วช่วยถ่ายเอกสาร ช่วยกันเผยแพร่ ส่งต่อให้ประชาชนได้รู้โดยทั่วถึงกัน จะได้ช่วยกันรักษาบ้านเมือง

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
Hi...Insider วันที่ : 28/06/2007 เวลา : 20.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ForSiam

๓๘. เร่งส่งเด็กจบใหม่ของเราเข้าไปสู่วงการสื่อมวลชน โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เราจะได้ลดวงเงินในการซื่อสื่อเพื่อเป็นกระบอกเสียงของเราให้ลดลง และจะได้เพิ่มการกระพือข่าว
ที่ไม่ดีของประเทศไทย ของราชวงศ์ไทย ก่อการร้ายในไทย การเขียนข่าวบิดเบือนว่ามุสลิมโดนรังแกให้เพิ่มมากขึ้น เป็นการตัดเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงไทยอยู่ทุกวันนี้คือการท่อง
เที่ยวจะได้เปลี่ยนนักท่องเที่ยวให้เข้าไปมาเลเซียและอินโดนีเซีย

๓๙. ให้เข้าขัดขวางการร่วมมือสร้างถนนเชื่อมต่อประเทศจีนกับไทย ให้ไปยุแหย่ประเทศพม่า ลาว กัมพูชา ให้ทะเลาะกับไทย ขอให้ทำลายไทยทุกวิถีทาง

๔๐. ต้องให้อาจารย์มุสลิมในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของไทย เปลี่ยนประวัติศาสตร์ โดยการเรียกร้องให้เปิดโครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา แล้วบิดเบือน
ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยให้แสดงให้เห็นว่า เดิมดินแดนแถบนี้เป็นของมลายู ที่ต้องตั้งโครงการนี้เพราะต่อ ๆ ไป เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ มันจะเป็นเรื่องจริงที่ปรากฏเป็น
หลักฐาน เพราะคนไทยมันไม่เขียนหลักฐาน เราเขียนไว้ผู้อ่านเขาจะเชื่อเรา เมื่อมีชาวต่างชาติอื่น ๆ มาอ่าน ก็จะพากันเชื่อว่าเราถูกไทยรุกราน โกงแผ่นดิน ทั้ง ๆ ที่เราจะโกงมัน
ถ้ามันมีหลักฐานอะไรก็ให้นักศึกษาเรายืมหนังสือประวัติศาสตร์นั้นๆ ไปทำลายทิ้งเสีย ทุกๆ ที่ที่มีประวัติศาสตร์ไทย

๔๑. เรื่องอิหม่ามและอุสต๊าส ในไทยจะต้องมีวิชาความรู้ โดยส่งไปเรียนที่สถาบันราชภัฏจอมบึง ให้อุสต๊านและอิหม่ามทุกคนไปฝึกภาษามลายูที่รัฐซาบา ประเทศมาเลเซีย
เพราะเป็นโครงการร่วมมือกัน อิหม่ามจะได้มีความรู้เอาไว้สู้กับพระสงฆ์ของไทย ถึงอย่างไรเสียพระสงฆ์ไทยก็มีช่องให้เราโจมตีอยู่แล้ว เพราะอิหม่ามของเรามีภรรยาได้
พระสงฆ์มีจุดอ่อนตรงนี้

๔๒. วัดใดที่โดนเผาและทำลายไปแล้ว ให้ต่อต้านไม่ให้สร้างขึ้นใหม่ ให้เพิ่มการสร้างสุเหร่าของมุสลิมเราแทนที่วัดเท่านั้น ส่วนบริเวณที่ดินเดิมให้สร้างกูโบ (ที่ฝังศพของมุสลิม)
ลงแทนที่วัดเดิม

๔๓. การจ้างคนพุทธแต่งกายเป็นมุสลิมโดยเฉพาะในวันพิธีสำคัญของไทย โดยจ่ายค่าจ้างไปคนละ ๒,๐๐๐ บาท เพราะภาพที่ออกมาทางสื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์
จะทำให้เห็นว่าประเทศไทยก็เป็นมุสลิมทั้งประเทศ เป็นการข่มขู่คนไทยและประเทศที่เป็นคริสต์ศาสนาไว้ก่อน สำหรับเสื้อผ้าที่จะแต่งกาย ขอให้มุสลิมกลุ่มกรุงเทพฯ
และในจังหวัดต่าง ๆ ช่วยกันจัดหาให้ไปก่อนเพื่อดูดี การเงินเบิกได้ที่แกนนำมุสลิมประจำจังหวัด การจ้างคนเขมร ลาว พม่า มาทำงานในร้านอาหารของมุสลิมเรา
ก็ให้แต่งกายแบบมุสลิม

๔๔. ให้ทำวุฒิบัตร Transcript ปลอมให้กับผู้ที่จะเป็นอาจารย์อัตราจ้างหรืออัตราประจำ เน้นให้บรรจุลงใน ๓ จังหวัดที่ขาดแคลนก่อน เพราะผู้ที่พิจารณาเป็นพวกเรา
เสร็จแล้วก็ให้ขอย้ายไปประจำในมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั่วประเทศเพื่อช่วยมุสลิมเรา และเพื่อการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในสถาบันและจังหวัด

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
อ้วนตุ้ย วันที่ : 28/06/2007 เวลา : 11.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kondee

คัมภีร์ อัลกรุอาน กล่าวว่า 'เพราะความผิดอันใดเล่าที่เธอถูกฆ่า?' บทซูเราะห์ที่ 81 อัตตักวีร โองการที่ 9
แล้วความผิดอันใดเล่า ที่ทำให้พี่น้องชาวไทยพุทธและไทยมุสลิม ต้องรุกขึ้นมาเข่นฆ่ากันและกัน
หรือนี้คือ ผลกรรมที่ทำร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Hudjung วันที่ : 28/06/2007 เวลา : 08.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hudjung

เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก อยากให้ผู้แก้ไขปัญหาภาคใต้มาอ่านบ้าง

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
Sigree วันที่ : 28/06/2007 เวลา : 07.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sigree
ขอกรุณาแห่งพระเจ้า อำนวยพรแด่ท่านทั้งหลาย

เป็นความจริงที่มุสลิมท้องถิ่นอ่อนไหว และรับไม่ได้กับเรื่องนี้
ยิ่งภายหลังมาสานกับตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนียวอีก
สมควรชำระอย่างยิ่ง

แต่

กล้าพอจะขำระหรือ??
ในเมื่อคนทำให้คนไทบทั้งประเทศ
เชื่อว่ามัญยิดถูกสาป คือ......รัฐบาลทหารในอดีต
กล้าไหม?
ที่จะรื้อพื้นแล้วอาจจะทำลายความสัมพันธ์อย่างถาวรของรัฐและ......คนท้องถิ่น
บางทีความคลุมเครืออาจเหมาะที่สุด

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ภาษาหลากสี วันที่ : 28/06/2007 เวลา : 00.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pasalarksee
นิดนรี

เป็นข้อมูลที่น่าสนใจน่ะค่ะ บางทีเราไม่ได้อยู่พื้นที่ ก็เลยไม่ค่อยเข้าใจเรื่องละเอียดอ่อนพวกนี้น่ะค่ะ // นิดนรี

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ดำดูดี วันที่ : 27/06/2007 เวลา : 21.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/audas

เชิญชมภาพวีดีโอสดๆร้อนๆ..เปิดใจโจรค้ายาบ้าสารภาพสิ้นต้องการใช้หนี้..
http://www.oknation.net/blog/audas/2007/06/27/entry-1

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 27/06/2007 เวลา : 21.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

ขอแค่เป็นผู้อ่านค่ะ

ไม่ขอวิจารณ์

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
teanarm วันที่ : 27/06/2007 เวลา : 19.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/teanarm

น่าสนใจครับ ละเอีอดอ่อนมากนะคับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
BlackandWhite วันที่ : 27/06/2007 เวลา : 19.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/blackandwhite



ลึกซึ้งมากครับ น่าหามาอ่าน บ้างจังเลย ครับ


แวะ นำ Tag เรื่อง Tag...origin of Black&White มาฝากครับแวะไปอ่านนะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 27/06/2007 เวลา : 19.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

น่าสนใจนะครับ..
ว่าแต่หนังสือ 'มัสยิดกรือเซะ มรดกอารยะธรรมปัตตานี ” เขียนโดย รศ.ดร.ครองชัย หัตถา
มันแพงไหมบัง..หาซื้อได้ที่ไหน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2007 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30



[ Add to my favorite ] [ X ]