• บะห์รูน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-03-14
  • จำนวนเรื่อง : 38
  • จำนวนผู้ชม : 61314
  • ส่ง msg :
  • โหวต 34 คน
บะห์รูน ณ สวนทางปืน
บทวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาความไม่สงบของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยมุมมองลุ่มลึกอย่างละเอียด และเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ประจำ "เนชั่นสุดสัปดาห์"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/baroon
วันพฤหัสบดี ที่ 9 สิงหาคม 2550
Posted by บะห์รูน , ผู้อ่าน : 1668 , 00:44:20 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวนทางปืน / เนชั่นสุดฯ (ฉ.792)


 ในห้วงนี้แม้จะดูเหมือนเหตุการณ์อะไรๆ ในสามจังหวัดค่อนไปทางคลี่คลายที่มีแนวโน้มจะรุนแรงน้อยลง หรือมีเหตุการณ์เกิดขึ้นน้อยลง ตามความเข้าใจของผู้คนทั่วไป แต่สำหรับผู้เขียน รู้สึกมีความกังวลต่อสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วงนี้อยู่ 2-3 ประการ

 ประการแรก หลายคนมีความเข้าใจผิดคิดไปว่า เหตุการณ์ระเบิดรายวัน ฆ่ารายวัน ที่เกิดขึ้นอยู่ในสามจังหวัด ตำรวจทหาร ทำอะไรกันอยู่? หรือทำอะไรไม่ได้เลยหรือ? วาทกรรมเหล่านี้ถูกสะท้อนออกมาเป็นระลอกคลื่นวันแล้ววันเล่า จนทำให้กำแพงความอดทนของแนวทาง 'การเมืองนำการทหาร' ต้องพังทลายลงเพื่อสนองตอบต่อคำถามมากมายของสังคมไทยที่มีต่อสถานการณ์สามจังหวัด อันอาจกลายเป็นปมเงื่อนไม่รู้จบในอนาคต

 สัจธรรมหนึ่งที่ฝ่ายรัฐควรทำความเข้าใจอย่างยิ่ง คือ สงครามประชาชนไม่อาจชนะด้วยกำลังอาวุธ หรือประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น

 ประการที่สอง วันนี้เราได้เห็นกำลังทหารลงพื้นที่ปฏิบัติการเต็มรูปแบบเสมือนพันธมิตรกำลังทำสงครามกับเยอรมัน สิ่งที่เด็กๆ ที่อื่นจะเห็นได้เฉพาะวันเด็ก ปีละครั้ง แต่สำหรับเด็กที่นี่พวกเราได้เห็นทุกวัน

 ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แม้เหตุการณ์จะมีความรุนแรงเพียงใด แต่ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าปืนกลหนักที่ติดตั้งอยู่บนรถแฮมวี่ วิ่งผ่านไปผ่านมาต่อหน้าเด็กๆ ที่นี่ ่ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าต่อสถานการณ์สามจังหวัด นำการทหารฝ่ายรัฐ คือข่าวการหลบหนีร่วมทั้งผู้ก่อ มันจะเคยถูกใช้หรือเปล่า?

 ตรรกะง่ายๆ ของมันมีอยู่ว่า เมื่อประเมินฝ่ายตรงข้ามอย่างไร ย่อมต้องต่อต้านเสมอเหมือน ในเมื่อประเมินกำลังฝ่ายตรงข้ามผิด เห็นว่ามีศักยภาพมากมาย ฝ่ายรัฐก็เตรียมสรรพกำลังผิดๆ เสมอ

 อะไรๆ ที่เห็นอยู่ในสามจังหวัดจึงดูอลังการงานสงครามจริงๆ หากว่าสถานการณ์ยังคงไม่สงบราบคาบอย่างที่ใจหวัง สุดท้ายเด็กๆ ที่นี่ก็จะเติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กับภาพที่เห็นจนคุ้นชิน ความรุนแรงและภาพทหารถืออาวุธ เติบโตพร้อมๆ กับเยาวชนที่นี่ ข่าวคราวการเข่นฆ่าเอาชีวิตกันและกันเป็นเรื่องปกติที่ได้ยินได้ฟัง

 ประการที่สาม ด้วยเหตุผลธรรมดาๆ ในเมื่อพื้นที่สามจังหวัดวันนี้มีกำลังทหารตำรวจเคลื่อนไหวอยู่เต็มพื้นที่ มีอำนาจในการใช้กำลังในทุกรูปแบบ ความยืดเยื้อของสถานการณ์ ทำให้ความชอบธรรมเหล่านี้ จะพัฒนาตนเองจนกลายเป็นอำนาจหลักในการกำหนดชะตากรรมของผู้คนที่นี่ หมายความว่าในอนาคตข้างหน้าพื้นที่นี้จะคุ้นชินกับการมีทหารตำรวจเป็นเจ้าของอำนาจ และทำให้บทบาทของฟากฝั่งประชาชนก็จะเริ่มหดตัวลงไปด้วย งานการเมืองของภาคประชาชนก็จะถูกชี้ ถูกควบคุมโดยฝ่ายรัฐมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้นจนเกิดสภาพสังคมแบบเดิมๆ อย่างสองทศวรรษก่อน

 วาทกรรมในอดีตของเราที่ว่า สยามคือผู้ปกครอง เรามลายูคือผู้ถูกปกครอง มันคงกลับมาก้องในโสตประสาทของผู้คนที่นี่อีกครั้งหนึ่งแน่นอน

 ประการสุดท้าย เมื่อฝ่ายรัฐโดยข้าราชการประจำในทุกกระทรวง ทบวง กรม และเฉพาะอย่างยิ่ง ทหาร ตำรวจ ในฐานะเป็นผู้ถือกฎหมายและถืออาวุธ และกุมอำนาจรัฐในพื้นที่อย่างแท้จริง เริ่มพยายามสื่อสารและสัมพันธ์กับประชาชนจริง จึงจำเป็นต้องใช้ตัวแทนหรือประชาชนคนธรรมดาเป็นตัวกลาง และพัฒนากลายเป็นตัวแทนของอำนาจรัฐภาคประชาชน

 สภาพการณ์ของตัวแทนเหล่านี้ ก็คือ 'โต๊ะนา' ที่เรียกกันมาตั้งแต่อดีต ให้ความหมายถึงคนที่อยู่เป็นลิ่วล้อของอำนาจรัฐ ทำไมคนเหล่านี้จึงเป็นโต๊ะนา? เพราะเมื่อพวกเขาสัมพันธ์กับอำนาจรัฐมากขึ้น ทำให้พวกเขาเหล่านี้มีความอิสระทางศาสนาน้อยลง เนื่องจากบทบาทของรัฐยังมีบางประเด็นไม่สอดคล้องกับวิถีอิสลาม เช่นการร่วมวงรับประทานอาหาร การใช้เวลาและแบ่งเวลาให้กิจกรรมศาสนา ล้วนอยู่ในภาวะพะอืดพะอม จนกลายเป็นดูเหมือนไม่ให้ความสำคัญกับศาสนาตนเอง

 ในอดีตที่ผ่านมา บรรดาตัวแทนรัฐภาคประชาชนเหล่านี้จึงมักขัดแย้งกับผู้ที่เคร่งครัดในศาสนา (โต๊ะครู อุสตาดและเครือข่าย) และความขัดแย้งดิ่งลึกเช่นนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งให้เกิดความแตกต่างและขัดแย้งสะท้อนไปถึงรัฐ หรืออาจจะกล่าวให้ง่ายขึ้นได้ว่า ผู้ที่สัมพันธ์กับรัฐ พวกเขามักจะเป็นผู้ที่ไม่เคร่งครัดในศาสนา จึงไม่ได้รับความศรัทธาจากมวลชน แต่ขณะเดียวกัน พวกเขากลับมีอิทธิพล (ด้านลบ) ต่อชุมชนของตัวเอง และจากสถานะทางสังคมเช่นนี้ พวกเขาได้พัฒนาตัวเองกลับกลายเป็นผู้มีอิทธิพลที่กดขี่ข่มเหงประชาชน โดยอาศัยอำนาจรัฐที่ตัวเองสัมพันธ์ พยายามบีบรัดและควบคุมชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลเท็จ สร้างสถานการณ์ใส่ร้ายคู่กรณี ก่อเกิดความเจ็บช้ำน้ำใจต่อประชาชน และแล้วสังคมทั้งสังคมก็พัฒนาตัวเองจนเกิดคู่ขัดแย้งใหม่ๆ ตลอดเวลา

 การต่อต้านต่อสู้กันนี้ ถือได้ว่าเป็นวงจร เป็น วัฏจักร ของสังคมที่นี่มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ส่งตัวแทนมาปกครองจนถึงการปั้นแต่งตัวแทนมาควบคุม และวิวัฒนาการไปสู่ วงจรอุบาทว์ --- รัฐสร้างผู้มีอิทธิพล --- ผู้มีอิทธิพลกดขี่ประชาชน --- ประชาชนหวาดกลัวยอมจำนนต่ออำนาจรัฐผ่านตัวแทน --- เกิดขบวนการปกป้องประชาชน --- ขัดขวางผู้มีอิทธิพล จนไปขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ และสุดท้ายมันก็คือการต่อต้านอำนาจรัฐ

 ผู้เขียนแสดงความกังวล 3-4 ประการนี้ ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นปฐมบทของสภาพการณ์ของอนาคตอันใกล้ หากฝ่ายรัฐยังคงเดินหน้า เดินนโยบายเช่นทุกวันนี้ เพราะตัวชี้วัดประการหนึ่งของการปฏิบัติงานด้านยุทธการเช่นนี้ ไม่สามารถชนะสงครามแย่งชิงมวลชนได้

 คือ ความหวาดระแวงต่ออำนาจรัฐ ต่อเจ้าหน้าที่รัฐมีมากขึ้น ความสัมพันธ์แนวขวางระหว่างรัฐกับประชาชนเสียหาย หรือพูดง่ายๆ ว่า รัฐกับประชาชน สัมพันธ์กันได้ในแนวดิ่งเท่านั้น

 ข้อด้อยที่สุดของการเปิดยุทธการ ปิดล้อมตรวจค้น และควบคุมตัว คืองานทางด้านการข่าว ซึ่งจะต้องแม่นยำ ชัดเจนเป็นที่สุด มิฉะนั้นหากเกิดความคลางแคลงใจของประชาชนเมื่อใด ก็เท่ากับ รัฐชนะทางทหาร แต่พ่ายแพ้ทางการเมือง โดยเฉพาะข่าวลวงข่าวหลอกที่ฝ่ายตรงข้ามอุตส่าห์แฝงตัวให้ข่าวกับคนของรัฐ เพื่อหวังให้เกิดแนวร่วมมุมกลับ จากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ เข้าทำนองตัวเล็กทำให้ใหญ่ --- ตัวปลอมทำให้จริง --- ตัวจริงทำให้มัว --- ตัวใหญ่ทำให้เป็นธรรมดา

 ข้อด้อยอีกประการของฝ่ายรัฐเมื่อเลือกเปิดยุทธการเช่นนี้ คือ ไม่ได้เตรียมรองรับการรุกทางการเมืองไว้เป็นดาบสองดาบสาม ที่ผู้เขียนกล่าวเช่นนี้ เพราะข้อเท็จจริงในวันนี้ เมื่อมีการปิดล้อมหมู่บ้านสักแห่ง ทหารตำรวจก็จะใช้กำลังโอบล้อมปิดเส้นทางเข้า-ออก ดึกๆ ดื่นๆ บุกขึ้นบ้านเคาะประตู ควบคุมตัวคนลงมาจากบ้าน ให้ไปรวมตัวกันในมัสยิด สอบถามซักไซ้ไล่เลียงกันเสร็จ คัดตัวบุคคลส่งต่อไปควบคุมตามค่ายทหารต่างๆ ที่เหลือกลับบ้านนอน หรือบ้างที่อาจรอสว่างแล้วค่อยคัดแยกคนกัน  และสุดท้าย เจ้าหน้าที่รัฐเหล่านี้ก็จากไป ทิ้งความตกใจ หวาดระแวง และ.......ฯลฯ อีกมากมายไว้ข้างหลัง

 งานการเมืองที่ผู้เขียนกล่าวถึงในที่นี้ คือ การปรับทุกข์ ผูกมิตรกับผู้คนที่เหลือ มีมาตรการอะไรที่จะบอกได้ว่า พวกเขาจะอยู่ในฐานะอะไรต่อไปในสายตาของรัฐ? พวกเขาจะมีโอกาสถูกควบคุมตัว เชิญตัว ต่อไปหรือไม่?

 คำถามง่ายๆ เช่นนี้แหละคือการรุกทางการเมืองที่สำคัญ แม้จะดูเหมือนเล็กน้อยในระดับยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี แต่สำหรับความรู้สึกนึกคิดของชาวบ้านแล้ว มันเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ ที่จะสร้างความมั่นใจต่อคำถามคำตอบที่ว่า พวกเขายังคงเป็นประชากรของประเทศนี้อยู่อีกหรือไม่?

 และที่สำคัญที่สุด คือ เข็มมุ่งในทางยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้ ควรจะยึดมั่นอย่างแน่วแน่ อย่าได้เดินตามกระแสกดดันของสังคมใหญ่เพื่อความพึงพอใจในวันนี้ แต่กลับเป็นเงื่อนไขใหม่ของปัญหาในอนาคต และฝ่ายรัฐจะยิ่งลำบากมากขึ้นหากการเดินยุทธการทางทหารเข้มข้นไปแล้ว แต่กลับมีการก่อเหตุรุนแรงต่อเนื่องไม่ได้หยุด

 หากจะหยุดระเบิด หยุดยิง ก็ต้องไปหาเอากับคนปฏิบัติ ส่วนจะสืบสวนสอบสวนด้วยวิธีตามหลักนิยมทั่วไปอย่างไรก็ว่ากันไป แต่สำหรับแนวร่วมหรือมวลชนในหมู่บ้าน ก็ต้องใช้งานลักษณะเฉพาะเพื่อเอาชนะใจมวลชน เอาชนะในหมู่บ้าน และแยกตัวออกไปชัดเจนจากมวลชน ซึ่งถือเป็นการชนะเบื้องต้นของสงครามแย่งชิงมวลชนในสามจังหวัด

 ส่วนภายหลังจากนั้นจะเดินหน้าถล่มปะทะกันในป่าในเขา ก็ว่ากันให้เต็มที่ทั้งสองฝ่าย แต่ที่ฝ่ายรัฐจะต้องทำให้ชัดเจน คือ ประชาชนที่นี่ยังคงเป็นประชากรของรัฐนี้อยู่ต่อไป





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เดรัจฉานการเมือง วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 17.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cteno9
เอ-กา


คงมี 2 แนวทางที่เขาอยากบอกให้รู้
หลงเดินทางผิด ในการปฏิบัติ ความอับจนของทางแก้
: ผู้มีอำนาจทางการเมือง การทหาร
แก้ไม่ถูกทาง ไม่ถูกคน ไม่มีความสงบในพื้นที่ จชต.
: ผู้ทำหน้าที่ในส่วนปกครองท้องถิ่น
ผมอาจรุนแรงในแนวคิด บางศาสนาอ้างว่าสอนให้คนทำความดี แต่ ผู้ชี้นำบางตัวมันชั่ว ทำให้ศาสนานั้นเป็นที่รังเกียจ และทำให้หลายคนไม่แบ่งแยก เพราะมองไม่เห็นว่า อยู่ที่ใหนจะสงบ มักยกความต่ำต้อย แล้วตอบโต้
ด้วยความรุนแรง.. แล้วมันก็จริง
ในพื้นที่ต่อให้แอบแฝง สอนให้ชั่ว เพื่อผลประโยชน์ของตัว
ทำไม ไม่มีใครค้าน ต่อต้าน ต่อสู้ เพื่อให้เกิดการสอน
จากผู้สอนที่ใจบริสุทธิ์ ทำไมยอมมัวหมอง หมางเมินด้วย
แต่กลับ..ชี้หน้าด่ารัฐ ด่าผู้ปกครอง ฆ่าพระสงฆ์ ฆ่าเด็ก
ฆ่าคนไทยพุทธ ฆ่าตัดคอคนขายไอศครีม ฆ่าผู้หญิง ฆ่าครู
..ทำไม.ไม่มีใครเปิดปากพูด ยิ้มรับ แสยะยิ้มหลบ เพื่อผล
ประโยชน์ทั้งสองทาง โดยอ้าง ไม่มีใครคุ้มครอง ..จริงหรือ
..การเข้าบ้านของพระเจ้าเช้าเย็น การสวดวันละ 5 ครั้ง มี
ประโยชน์อะไร มันเป็นเรื่องของผู้ชาย ที่อ้างพระเจ้า เพื่อ
เลี่ยงงาน เลี่ยงความรับผิดชอบในการหาเลี้ยงครอบครัว ?
แล้วพระเจ้าช่วยอะไร นอกจากเป็นที่ซ่องสุม ปลุกระดม
..ในบ้านของพระเจ้า เอาสิ่งอัปมงคลที่ใช้ลอบฆ่าคน ไป
ซุกซ่อน ใช้เป็นที่วางแผนฆ่าคนไม่มีทางสู้ ก่อกวนรัฐ
จะบอกว่า เพราะประสงค์ของพระเจ้า..งั้นหรือ บ้าแล้ว
... มองแต่ว่า ข้าถูกรังแก แต่ไม่ได้มองตัวเองเลยว่า กำลัง
ยืนอยู่บนอกของคนไทยพุทธ..มันไม่เกินไปหน่อยหรือ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ผู้หญิงตัวเล็ก วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 09.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rinn

สวัสดีค่ะ...เข้ามาทักทายค่ะ

อืม...สงครามมีแต่สูญเสีย...ทั้ง 2 ฝ่าย

เมื่อไหร่จะจบซักที...สันติภาพอยู่ไหนน่ะ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]