• บะห์รูน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-03-14
  • จำนวนเรื่อง : 38
  • จำนวนผู้ชม : 61009
  • ส่ง msg :
  • โหวต 34 คน
บะห์รูน ณ สวนทางปืน
บทวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาความไม่สงบของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยมุมมองลุ่มลึกอย่างละเอียด และเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ประจำ "เนชั่นสุดสัปดาห์"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/baroon
วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม 2550
Posted by บะห์รูน , ผู้อ่าน : 1980 , 14:19:08 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวนทางปืน / (ฉ.800)            


 ผู้เขียนค่อนข้างสับสนอยู่บ้างกับคำพิเศษสองสามคำ ที่มักจะพูดถึงบ่อยๆ เมื่อพื้นที่ไหนหรือประเทศไหนมีความขัดแย้งกัน โดยมีคู่ขัดแย้งกัน ระหว่างรัฐกับประชาชน หรือเผ่าชนหนึ่งกับอีกเผ่าชนหนึ่ง หรือแม้แต่กรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยมนุษย์กันเอง เลือกที่จะใช้แนวทางการต่อสู้ด้วยการแลกกับเลือดเนื้อและวิญญาณ เพื่อเป้าหมายของตนเอง

 ทั้งหมดนี้มักมีกรอบการวิเคราะห์ จึงมีการใช้คำอยู่สองสามคำเป็นบรรทัดฐานเสมอ คือ สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และ ความมั่นคงของชาติ

 คำเหล่านี้บางครั้งก็อธิบายขัดแย้งกัน บางครั้งก็พอจะสอดคล้องกันได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะขัดแย้งกันมากกว่า และความไม่สอดคล้องกันหรือขัดแย้งกัน ก็ยังขึ้นอยู่กับว่า ใครเป็นคนพูด ใครเป็นคนใช้ และใครได้ประโยชน์จากมัน

 ในอดีต ชาติตะวันตกออกล่าอาณานิคมและแข่งขันกันยึดครองแผ่นดินต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ของชาติตน โดยไม่ได้สนใจหรือให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน และความยุติธรรมเลย แต่ทั้งหมดก็เพื่อความมั่นคง ความมั่งคั่งของชาติตนเป็นหลัก การขูดรีดกดขี่ข่มเหงชาติใต้อาณานิคม เป็นไปด้วยความรู้สึกที่ไม่เท่าเทียมกัน เห็นมนุษยชาติอื่นเผ่าพันธุ์อื่นต่ำต้อยกว่าชาติตนเผ่าพันธุ์ตนเองเสมอ

 จนกระทั่งปัจจุบันนี้ความรู้สึกลึกๆ ที่เชื่อว่าชาติตะวันตก หรือที่เราเรียกว่าฝรั่ง ก็ยังคงรู้สึกเผ่าพันธุ์ตนเองเหนือกว่าพิเศษกว่า แต่ทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องความยุติธรรมหรือความเสมอภาคกันในความเป็นมนุษย์ กลับถูกนำเสนอโดยชาติตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ และถือว่าเป็นหัวขบวน หรือเป็นบรรทัดฐานของเรื่องเหล่านี้ด้วยซ้ำไป และโดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพ ถือได้ว่าชาติตะวันตกหรือฝรั่งเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมันเลยทีเดียว

 ดังนั้นเมื่อเราพูดถึงเรื่องเหล่านี้ เรามักจะมองดูฝรั่งเป็นหลัก และการมองดูฝรั่งของเราก็มักจะมองด้วยหูมากกว่ามองด้วยตา หมายถึงว่า เราจะฟังที่เขาพูดเขาโฆษณามากกว่าที่เราจะใช้ตาดูตาอ่านที่เขาเขียนเขาบันทึก และหากเราตั้งใจค้นคว้าเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อย เราจะเห็นได้ว่า ทั้งความอธรรม การละเมิดสิทธิมนุษยชน และลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน สามารถกระทำได้ทันทีภายใต้กฎหมายเพื่อความมั่นคงของชาตินั้น คือ ในบรรดาชาติตะวันตก กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง มีความศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยสิทธิพิเศษมากมาย ที่ประชาชนควรจะลืมคำว่าเสรีภาพ ความยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนไปเลย

 แต่น่าแปลกตรงประเด็นเหล่านี้ เมื่ออยู่ในประเทศอื่นๆ กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โต รัฐบาลทุกรัฐบาลแทบจะถูกเขกหัวทันที หากบังอาจอ้างกฎหมายความมั่นคงของชาติที่จะส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

 ผู้เขียนกล่าวมาค่อนข้างยาว เพราะรู้สึกผู้คนในประเทศไทยดูเหมือนจะเอาจริงเอาจังกับ สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ มากเกินกว่าฝรั่งที่เป็นต้นแบบเสียอีก เช่น ในกรณีพื้นที่สามจังหวัดบางพื้นที่รัฐได้ประกาศใช้กฎอัยการศึก ทำให้มีเสียงคัดค้าน ติเตียนกัน จนรัฐบาลออกพระราชกำหนดฉุกเฉินฯ นำมาใช้ ฟังแล้วทันสมัยขึ้นมาหน่อย แต่กฎอัยการศึกก็ยังใช้อยู่ ก็ใช้เพียงบางข้อบางประเด็นเท่านั้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความมั่นคงของชาติเป็นหลัก

 แม้ดูเหมือนจะไปกระทบกับคำว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนบางส่วนอยู่บ้าง และยิ่งมาในห้วงเวลานี้รัฐเลือกที่จะเปิดยุทธการปิดล้อมตรวจค้นและควบคุมตัวแกนนำหรือแนวร่วม ทั้งตามกฎอัยการศึก หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ควบคุมตัวกันหลายๆ วัน จนมีเสียงท้วงติงจากฟากฝั่งนักสิทธิมนุษยชน นักยุติธรรมต่างๆ โดยฝ่ายนักต่างๆ เห็นว่ารัฐกำลังปฏิบัติละเมิดสิทธิของประชาชน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยเสนอข้อมูลความยากลำบากและความยุ่งยากของครอบครัวผู้ถูกควบคุมตัว และยังเห็นว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐเหวี่ยงแหเดาสุ่ม หรือจับผิดจับถูก โดยตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะส่งฟ้องดำเนินคดีอาญา

 ประเภทจับตัวคุมตัวกันแล้วสุดท้ายก็ต้องปล่อยตัวเมื่อครบกำหนดเวลาที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้อำนาจไว้ และตรงที่กล่าวกันว่าไม่มีหลักฐานจะฟ้องนี่แหละเป็นข้อครหาที่ว่าฝ่ายรัฐละเมิดสิทธิประชาชน เพราะไปควบคุมตัวคนโดยไม่มีหลักฐานจริงๆ จังๆ แต่ในขณะที่ฝ่ายรัฐกลับเข้าใจและมองว่าสามจังหวัดนั้นเป็นพื้นที่พิเศษ ต้องใช้วิธีพิเศษ การก่อเหตุก่ออาชญากรรมต่างๆ นั้น ไม่ใช่ในแบบปกติทั่วไป แต่มีเป้าหมายทางการเมือง ทางอุดมการณ์เป็นสาเหตุหลัก

 ดังนั้น จะมัวแต่มุ่งจับกุมคุมขังส่งฟ้องเอาเข้าคุกเข้าตะรางเหมือนเป็นอาชญากรไม่ได้ เพราะมันอยู่ในหัว ไม่ใช่อยู่ในสันดาน ฉะนั้น จึงเลือกวิธีการ ควบคุมตัวกันนานๆ เพื่อสลายพฤติกรรม ปรับความคิดความเชื่อกันใหม่ เหมือนกลุ่มคนที่เขากำลังยกพวกตีกัน ไม่รู้ใครเป็นใคร ผู้ที่ชัดเจนเห็นชัดก็ใช้วิธีปฏิบัติอย่างหนึ่ง คนที่วิ่งมั่วๆ อยู่ในที่เกิดเหตุก็ใช้วิธีอีกอย่างหนึ่ง คือใช้วิธีแยกคนที่ตีกันออกจากกันก่อน แล้วหาที่หาทางให้ไปสงบสติอารมณ์ เผื่อว่าจะได้คิดกันได้เพราะเห็นทุกข์เห็นโศกของครอบครัวญาติพี่น้องที่ต้องพลอยมาเดือดร้อนเพราะการกระทำของเรา ถ้าฝ่ายรัฐมีมุมมองเช่นนี้ ก็ยังนับว่าคิดดี คิดถูก เพราะยังไงเสียก็เป็นเรื่องความขัดแย้งกันของคนในชาติ คับข้องหมองใจอะไรกัน ก็ใช้วิธีพูดคุยเจรจากัน

 ถ้ารัฐเลือกวิธีจับกุมส่งฟ้อง เอาเข้าคุกกันทุกราย แม้สุดท้ายศาลอาจจะฟังว่ามีหลักฐานไม่พอจะลงโทษ ยกฟ้องกันไป แต่ผู้ต้องหาหรือจำเลยเหล่านี้ก็ต้องอยู่ในคุกในตะราง หรือเรือนจำเป็นเวลานานเป็นปี ครอบครัวก็จะเดือดร้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก ถึงแม้สุดท้ายถ้าศาลจะยกฟ้อง ก็เป็นเพียงการยืนยันว่าไม่ผิดตามฟ้องในกระดาษเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงคนเหล่านี้ ต้องอยู่ในเรือนจำในที่ที่เดียวกันกับผู้ที่ศาลตัดสินว่าผิดไปแล้ว แม้จะอยู่ต่างชื่อต่างแดนกันก็ตาม แล้วอย่างนี้เราจะเรียกว่ายุติธรรมหรือไม่?
 ผู้เขียนมองว่าบางครั้งเราจะคิดอะไรตามตำรับตำรามากเกินไปก็ไม่ดี โดยเฉพาะผู้คนในสังคมไทยส่วนใหญ่ที่ยังคงมองปัญหาที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดแบบด้านเดียว ไม่ค่อยได้ศึกษารากเหง้าหรือสาเหตุหลัก ทั้งในมุมประวัติศาสตร์ และพลวัตของสังคมที่นี่ หรือไม่ก็มองด้านเดียวในด้านของสิทธิมนุษยชน หรือความยุติธรรมที่ไร้ชีวิตชีวา เป็นความยุติธรรมตามตัวอักษร ไม่ใช่ความยุติธรรมที่เป็นทางเลือก ซึ่งควรจะตีความคำว่า ความยุติธรรม คือการยุติข้อขัดแย้งด้วยความเป็นธรรม ไม่ใช่ความยุติธรรมที่เป็นตัวบทกฎหมาย ที่จะต้องยุติกันที่ศาลเท่านั้น เช่นเดียวกัน คำว่า สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ ก็ไม่ควรเป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์ ยึดมั่นถือมั่นกันจนไม่สามารถควบคุมสังคมกันได้

 ในมุมมองของอิสลามถือว่า สิทธิของมนุษย์แต่ละคน จะเป็นเพียงสิทธิของกันและกัน ซึ่งเป็นสิทธิที่ขึ้นอยู่กับฐานภาพของตนเอง ที่มีทั้งสิทธิที่เหนือกว่าและการรองรับสิทธิของฐานภาพของผู้อื่น เช่น สิทธิของพ่อที่มีต่อลูก และสิทธิของลูกที่มีต่อพ่อ สิทธิของภรรยาต่อสามีและสิทธิของสามีต่อภรรยา ไล่เรียงกันไปจนถึงสิทธิของสิ่งถูกสร้างอื่นต่อมนุษย์ และสิทธิของมนุษย์ต่อสิ่งถูกสร้างอื่นๆ เช่น อิสลามกล่าวถึงสิทธิของมนุษย์ที่พระเจ้าอนุมัติให้แสวงหาอาหารจากธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกัน สิทธิของบรรดาอาหารเหล่านั้นก็มีเหนือมนุษย์เหมือนกัน โดยมนุษย์จะกินทิ้งกินขว้างไม่ได้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิ หรือการที่มนุษย์จะเอาการล่าสัตว์เพียงเพื่อความบันเทิงไม่ได้เด็ดขาด เป็นการละเมิดชีวิตสัตว์นั้นๆ

 ดังนั้น ทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ หรือแม้แต่ ความยุติธรรม มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวมันเองที่เป็นเพียงคำๆ หนึ่งเท่านั้น แต่มันจะต้องสะท้อนถึงความดีสูงสุดของมนุษย์ด้วย และองค์คุณของความดีสูงสุดก็คือความเมตตากรุณา ซึ่งทั้งหมดนี้ มนุษย์ยังจะต้องผ่านด่านที่สำคัญที่สุด คือ การให้อภัย

 เพราะหากไม่มีการให้อภัยแล้ว การสำแดงถึงความเมตตากรุณาก็จะเป็นเพียงคุณธรรมธรรมดาๆ เท่านั้น การให้อภัยเป็นตัวเสริมให้ความเมตตากรุณาสมบูรณ์ขึ้นด้วยกับคำว่า ปรานี แต่ทั้งหมดนี้ ความอดทน คือรากเหง้าของมัน และวันนี้ทั้งสังคมไทยส่วนใหญ่ และสังคมสามจังหวัด ยังคงต้องการความอดทน อดกลั้น ถึงที่สุดที่เราเรียกว่า ขันติธรรม เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ทุกฝ่ายเข้าอกเข้าใจกัน และหาทางออกต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่ดำรงอยู่ อย่างยุติธรรมจริงๆ

 อีกทั้ง ความเมตตากรุณาปรานี การให้อภัย และขันติธรรม มีความสำคัญสูงสุดที่ฝ่ายรัฐจะต้องยึดมั่นเป็นแบบอย่าง จึงจะสามารถสะท้อนให้ผู้คนสามจังหวัด สัมผัสมันได้ในความรู้สึกของ คำว่า 'ความยุติธรรมและสิทธิที่เท่าเทียมกัน' หาใช่ สิทธิมนุษยชน หรือสิทธิเสรีภาพ จอมปลอมอย่างที่มักพูดถึงกัน





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
มะโหนก วันที่ : 14/10/2007 เวลา : 16.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bigboom007

จริงค่ะ... ถ้าคนในสังคมเรา ให้เกียรติ
และเคารพซึ่งสิทธิเสรีภาพของกันและกัน
ความวุ่นวาย และความรุนแรงก็คงจะไม่เกิดขึ้น

ยังไงก็ตาม
มะโหนกก็อยากให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
กลับคืนสู่ความสงบร่มเย็นเร็วๆ ค่ะ
เพราะวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ของคนที่นั่น
เรียบง่าย และดูใจดี มะโหนกชอบนะคะ

รักกันเถอะค่ะ อยากให้คนไทยรักกัน

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
รวินทร์ วันที่ : 14/10/2007 เวลา : 01.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/14tula

ขอบคุณมากค่ะ แม้แต่กรรมการสิทธิมนุษยชน ยังไม่มีสิทธิฯ ในประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย (?) ภายใต้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
shukur วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 07.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shukur


shukur2003@yahoo.co.uk
089-7359279
สุขสวัสดีวันตรุษอีฎิ้ลฟิตริครับท่าน
ประกาศสำนักจุฬาราชมนตรี
เรื่อง วันอีดิ้ลฟิตร์ ฮิจญเราะห์ศักราช 1428
ตามที่สำนักจุฬาราชมนตรี ได้ประกาศให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศดูดวงจันทร์ เพื่อกำหนดวันที่ 1 ของเดือนเชาวาล (วันอีฎิ้ลฟิตริ) ปีฮิจเราะห์ศักราช 1428 ในวันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2550 เวลาหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้านั้นผลปรากฏว่า ไม่มีผู้พบเห็นในวันและเวลาดังกล่าว จึงขอให้ประกาศให้วันที่ 1 เดือนเชาวาล หรือวันอีฎิ้ลฟิตริตรงกับวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2550

จึงขอให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศได้ประกอบศาสนกิจตามวันและเวลาดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน

ประกาศ ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2550
นายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์
จุฬาราชมนตรี









http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=2691&Itemid=47&lang=

สุขสวัสดีวันตรุษอีฎิ้ลฟิตริ : วัฒนธรรมและศาสนพิธีวันอีดของชาวมุสลิม
วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม 2007 11:49น.
อ. อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์ ดินอะ(อับดุลสุโก ดินอะ)
shukur2003@yahoo.co.uk

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณา ปรานีเสมอขอความสันติสุข จงมีแด่ศาสดามุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามตามท่านและผู้อ่านทุกท่าน
เดือนรอมฎอนอันประเสริฐของชาวมุสลิม ปีนี้ก็ยังมีเหตุการณ์ความรุนแรงใน จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดเหตุร้ายขึ้นในหลายพื้นที่ วันสำคัญทางศาสนา (อีฎิ้ลฟิตริ) ไม่ทำให้มุสลิมในพื้นที่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแต่ประการใด


ก่อนวันอีด(ฮารีรายอ)1 สัปดาห์มุสลิมจำนวนมากออกไปจ่ายตลาดซื้อเสื้อผ้า ทองและอาหารและคาดว่าฮารีรายอปีนี้จะ ยังมีมุสลิมทุกเพศทุกวัยคลาคร่ำมัสยิดหรือสถานที่ละหมาดพร้อมเสื้อผ้าที่สวยสดตั้งแต่เช้าเหมือนเดิม(ปีที่ผ่านมา) รวมถึงการเดินทางเยี่ยมเยียนญาติมิตรทั้งใกล้และไกลยังดำเนินเป็นปกติ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ปีนี้สำนักจุฬาราชมนตรี ได้ประกาศแจ้งให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศดูดวงจันทร์ เพื่อกำหนดวันที่ 1 ของเดือนเชาวาล (อีฎิ้ลฟิตริ) ปีฮิจเราะห์ศักราช 1428 ในวันพฤหัสสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2550 เวลาหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า นั้น

หากมีผู้พบเห็นดวงจันทร์ในวันและเวลาดังกล่าว วันอีด(ฮารีรายอ)จะเป็นวันที่ 12 /10/50 แต่ถ้าไม่เห็นก็จะเป็นวันถัดไป (13/10/50)
อันเนื่องมาจาก เป็นคำสั่งของ ท่านศาสดาได้กล่าวไว้ความว่า..

"صُومُوا لِرُؤْيَتِهِ وَأَفْطِرُوا لِرُؤْيَتِهِ فَإِنْ غُمِّيَ عَلَيْكُمْ فَعُدُّوا ثَلَاثِينَ يَوْمًا"

"พวกเจ้าจงถือศีลอดเมื่อเห็นมัน(จันทร์ของเดือนใหม่) และจงละศีลอดเมื่อเห็นมัน(สิ้นสุดการถือศีลอดวันสุดท้าย) แต่ถ้าว่าพวกเจ้าถูกเมฆหมอกบัง(จนไม่สามารถมองเห็นมันได้)ก็จงนับให้ครับ 30 วัน"
แต่จาก ตามหลักหลักการคำนวณทางดาราศาสตร์นั้นวันอีด ของปีนี้ จะตรงกับวันที่ 13 ตุลาคม 2550 อันเนื่องมาจากเหตุผลดังนี้

• เดือนนี้จันทร์ดับหรือจันทร์ใหม่(Newnoon) หรือตามหลักดาราศาสตร์อิสลามเรียกว่า อิจติมาอฺ คือการพบกันระหว่างดวงกับดวงจันทร์(ตามที่เรามองเห็นไม่ได้พบกันจริง แนวโคจรของทั้งสองดวงมันพบกันพอดี) ในวันที่ 11 เวลา 12:01:50 นาฬิกา
• วันที่ 11 ตุลาคม ปีนี้ ดวงอาทิตย์ตกดิน(Sunset) เวลา 18:02:28 นาฬิกา ดังนั้นเวลาดวงอาทิตย์ตกดิน ดวงจันทร์ใหม่มีอายุ 6 ชั่วโมง 2 นาที แม้ว่าจะมีขนาดไม่ใหญ่นักแต่คิดว่าพอสำหรับนักดูฮิลาล(จันทร์เสี้ยว)ที่จะมองเห็นได้
• แต่ ในวันที่ 11 ตุลามคมนี้ ดวงจันทรลับขอบฟ้า (Moonset) เวลา 18:01:29 นาฬิกา นั่นหมายถึงตกก่อนดวงอาทิตย์ตกดิน 1 นาที 5 วินาที

ถ้าเป็นลักษณะนี้ แม้ว่าจันทร์จะดับตั้งแต่ตอนเที่ยงแต่การเดินทางก็ดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์ยังเท่าๆกัน จนกระทั่งดวงจันทร์ยังตกก่อนดวงอาทิตย์อยู่หนึ่งนาที จะทำให้ในค่ำคืนวันนั้น ชาวไทยและชาวประเทศอื่นที่อยู่ในแถบนี้ไม่สามาถมองเห็นจันทร์ใหม่ได้ เดือนรอมฎอนปีนี้ก็ต้องมี 30 วัน (โปรดดู อิบรอฮีม หะยีสะอิ ในhttp://gotoknow.org/blog/ibm401/130399 )
สิ่งทีควรรู้เกี่ยวกับวันอีด

1. ความหมายวันอีด
วันอีด หมายถึง วันฉลองการรื่นเริง คำว่า "อีด" นี้ ในหนังสือ อัลมุญัม อัลวะสีด เล่ม2 ( โปรดดู Anis. Ibrahim Dr. at el. n.d. 635) ได้ให้ความหมายว่า " กลับมา เวียนมา" นั่นคือ วันที่เวียนมาเพื่อฉลองรื่นเริง ในศาสนาอิสลามมี 2 วาระ คือ วันอีฎิ้ลฟิตริ และอีฎิ้ลอัฎฮา สำหรับวันอีฎิ้ลฟิตรินั้นตรงกับวันที่ 1 เดือนเชาวาลอันเป็นเดือนที่ 10 ต่อจากเดือนรอมฎอนเป็นวันที่กลับมาสู่การเว้นจากการถือศีลอด นั่นคือ การกลับมาสู่สภาพเดิม มุสลิมทุกคนจะฉลองกันอย่างสนุกสนาน(ต้องอยู่ภายบทบัญญัติอิสลาม)หลังจากที่ถือศีลอดนาน 1 เดือนเต็ม
ในสำเนียงมลายูท้องถิ่น 3 จังหวัดภาคใต้เรียก “วันฮารีรายอปอซอ” และ “ฮารีรายา” ในสำเนียงภาษาใต้ตอนบน รวมทั้ง “วันอีด” หรือ“วันออกบวช” ในความหมายของมุสลิมภาคกลางนั้นล้วนหมายถึงวันอีฎิ้ลฟิตริในภาษาอาหรับ อันเป็นหนึ่งในวันสำคัญของอิสลาม เทียบกับ “วันตรุษ” หรือจะเป็น “วันออกพรรษา” ของชาวไทยพุทธ นั่นเอง

2. วัฒนธรรมและศาสนพิธีวันอีด
ในจังหวัดชายแดนใต้วันอีดหรือฮารีรายอ เป็นวันที่อิสลามสนับสนุนให้มีการเฉลิมฉลองรื่นเริง งานนี้เด็กๆ จะสนุกสนานเต็มที่ พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ มักให้เงินซื้อขนม ซื้อของที่อยากได้มานานวัน ส่วนผู้ใหญ่จะ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สะอาดและใหม่อย่าง เรียบร้อยตามแบบมลายูหรืออาหรับ มีการ จัดเตรียมอาหารทั้งคาวหวานรองรับแขกผู้มาเยือน เช่น ปูโละ ซึ่งเป็นข้าวเหนียวหน้าต่างๆ ตูปะ (เหนียวรูปสามเหลี่ยม), ,มะตะบะ,ขนมจีน, รอเญาะ , กูแวฮางิ คล้ายๆ คัสตาร์ด ส่วนละแซ จะคล้ายขนมจีน, นาซิดาแฆ หรือข้าวแกงท้องถิ่น หรือสะเต๊ะกินกับข้าวปั้นและอาหารอื่นๆอีกมากมาย

นอกจากนั้นยังมีการบริจาคทานและจ่ายซะกาต(ทานบังคับ) ละหมาดร่วมกันที่มัสยิดกลางชุมชนหรือสนามกลางแจ้งของชุมชน และฟังคุฎบะฮ์ (คำเทศนาซึ่งผู้อ่านสามารถเอาตัวอย่าง คุตบะห์เพื่อความสมานฉันท์ขอบมอบแด่ทุกมัสยิดในนำไปเผยแผ่และไม่มีเวลาจะเขียนเอง ทั้งภาษาไทยและมลายูใน
http://www.oknation.net/blog/shukur/2007/10/08/entry-1 และ http://www.oknation.net/blog/shukur/2007/10/08/entry-2 ) อันสอดคล้องกับสภาวการณ์ของสังคมเพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้ฟังยึดมั่นในหลักการของอิสลาม รวมทั้งการเยี่ยมสุสานเพื่อรำลึกถึงผู้จากไปและรำลึกถึงความตาย

สำหรับรายละเดียดการจ่าย ซะกาต (ศาสนทาน) มีดังนี้

หลักการซะกาต (ศาสนทาน) เป็นโครงสร้างสำคัญ 1 ใน 5 ของหลักปฏิบัติอิสลาม

ท่านญิบรีล(เทวทูตของพระเจ้า) ได้มาถามท่านศาสดา ว่าอิสลามคืออะไร ท่านนบี ศ็อลฯ ตอบว่า "อิสลามคือการปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ และมุฮัมมัดเป็นศาสดา แห่งอัลลอฮ การดำรงนมาซ การบริจากซะกาต การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และการทำฮัจย์" รายงานโดย อิหม่ามบุคอรี-มุสลิม

ซะกาตที่มุสลิมจะจ่ายช่วงวันอีดนั้นสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท
1. สำหรับทุกคน(ส่วนใหญ่) คือ ซะกาตฟิตเราะห์

ซะกาตฟิตเราะฮฺ คือ ซะกาตที่จำเป็นจะต้องจ่ายอันเนื่องจากหมดภาระถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ซึ่งจำเป็น (วาญิบ) แก่มุสลิมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ เพศชาย หรือหญิง แต่ผู้ที่จะเป็นผู้จ่ายนั้น จะ เป็นหัวหน้าครอบครัว และผู้อุปการะผู้อื่นโดย จ่ายเพื่อตัวเขา และเพื่อคนที่อยู่ในครอบครัวทุกคน และคนที่ต้องรับผิดชอบด้วย

สำหรับปริมาณที่ต้องจ่าย คนละ 1 ศออฺ (ในภาษาอาหรับ)หรือประมาณเกือบ 4 ลิตรของอาหารหลักในท้องถิ่นนั้น ๆ เช่น ในประเทศไทยคือข้าวสาร เป็นต้นโดยจะจ่ายให้คนยากจน หรือให้เจ้าหน้าที่เก็บซะกาตของมัสญิดก็ได้ เพื่อจะได้แจกจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิ์รับซะกาตต่อไป

2. สำหรับคนรวยหรือมีเงื่อนไขครบ ซะกาตที่ต้องจ่าย มีดังนี้

1. เงินแท่งทองแท่ง
2. รายได้จากปศุสัตว์
3. รวยได้จากพืชผล
4. รายได้จากการค้า
5. ขุมทรัพย์
อัตราจ่าย ซะกาต อูฐ แพะ แกะ และวัวควาย มีดังนี้
อัตราจ่ายซะกาต อูฐ
จำนวนอูฐ จ่ายซะกาต
อูฐ 5 ตัว ถึง 9 ตัว แกะ 1 ตัว
อูฐ 10 ตัว ถึง 14 ตัว แกะ 2 ตัว
อูฐ 15 ตัว ถึง 19 ตัว แกะ 3 ตัว
อูฐ 20 ตัว ถึง 24 ตัว แกะ 4 ตัว
อูฐ 24 ตัว ถึง 35 ตัว ลูกอูฐตัวเมียอายุย่างเข้า 2 ขวบ 1 ตัว
วัวและควาย
จำนวนวัว จ่ายซะกาต
30 ตัว ลูกวัวอายุ 1 ขวบ 1 ตัว
40 ตัว ลูกวัวอายุ 1 ขวบ 1 ตัว
60 ตัว ลูกวัวอายุ 1 ขวบ 2 ตัว
70 ตัว ลูกวัวอายุ 1 ขวบ 1 ตัว กับอีก 2 ขวบ 1 ตัว
80 ตัว ลูกวัวอายุ 2 ขวบ 2 ตัว
90 ตัว ลูกวัวอายุ 1 ขวบ 3 ตัว
100 ตัว ลูกวัวอายุ 2 ขวบ 1 ตัว กับอีก 1 ขวบ 2 ตัว
แพะแกะ
จำนวนแพะหรือแกะ จ่ายซะกาต
40 ถึง 120 ตัว 1 ตัว
121 ถึง 200 ตัว 2 ตัว
211 ถึง 399 ตัว 3 ตัว
400 ถึง 499 ตัว 4 ตัว
500 ถึง 599 ตัว 5 ตัว
มีเกินกว่านี้ จ่าย 1 ตัว ต่อ 100 ตัว

อัตราจ่ายซะกาตสำหรับเงิน (ที่ใช้จ่าย) ทองคำและเงินแท่ง
จำนวนเงินครบอัตราจ่ายเป็นซะกาต
เท่ากับราคาทองคำซึ่งหนัก = 20 ดีนาร (หรือมิษกอล)
หรือ = 85 กรัม
หรือ = 5.6667 บาท (น้ำหนักทองคำ)
อัตราจ่ายซะกาต = 2.5 %
ทองคำครบ 20 ดีนาร = 5.6667 บาท
จ่ายเป็นซะกาต = 0.5 ดีนาร
หรือ = 2.125 กรัม
หรือ = 0.14167 น.น.ทองคำ
เงินแท่งครบ 200 ดิรฮัม จ่ายเป็นซะกาต = 5 ดิรฮัม
หรือเท่ากับทองคำซึ่งหนัก = 3.5 ดีนาร
หรือ = 14.875 กรัม
หรือ = 0.99167 บาท
หมายเหตุ
ดินาร หรือมิษกอล เป็นมาตราชั่งน้ำหนักทองคำ
ดิรฮัม เป็นมาตราชั่งน้ำหนักเงิน

หากซะกาตเหล่านี้สู่มือผู้ยากไร้มันจะเป็นปัจจัยหนึ่งของสูตรแก้ปัญหาความยากจน ในสังคมเบื้องต้น ทำให้คนจนมีหลักประกันชีวิต สังคมรักสมัครสมานกันระหว่างคนรวยกับคนจน เห็นอกเห็นใจกัน ช่วยเหลือกัน อันนำไปสู่ความอบอุ่นมั่นคงในชีวิต ความเห็นแก่ตัวเอาตัวรอดจะจางหายไป จากสังคม (อินชาอัลลอฮฺ)

..ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น....ตลอดเดือนรอมฎอนที่ทุกคนได้ขวนขวายเพื่อกระทำการจงรักภักดีในทุกรูปแบบและละเว้นความชั่ว ด้วยความอดทน บรรดาบรรพชนของมุสลิม (สะละฟุศศอและฮฺ) พวกเขาได้วิงวอนขอพรต่ออัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูว่าตะอาลา เป็นเดือนๆ เพื่อทรงรับการถือศีลอดของพวกเขา ให้ได้พบกับเดือนรอมฎอนในปีต่อไป

หวังว่า พฤติกรรมที่ดีๆในเดือนรอมฎอน จะส่งผลต่อพฤติกรรมในเดือนถัดไป อย่าให้เหมือนชายคนหนึ่งที่ท่านศาสดาเคยกล่าวไว้ว่า ความว่า "ความพินาศจงประสบแก่ชายคนหนึ่ง เมื่อเดือนรอมฎอนได้มาหาเขา แล้วมันได้ผ่านพ้นไปก่อนที่เขาจะได้รับการอภัยโทษ (คืออยู่ในสภาพที่ขาดทุน) " (บันทึกโดย :อิหม่าม อะหมัด อัตติรมิซีย์ และอิบนฺฮิบบาน ในหนังสือศ่อเฮี้ยะฮฺของท่าน)

จงเป็นคนดีมีศีลธรรม และเป็นผู้ศรัทธาตลอดไปอย่างมั่นคงเพราะว่าการศรัทธานั้นคือชีวิตของมุสลิมที่ดี อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูว่าตะอาลา ได้ตรัสไว้ในซูเราะฮฺอัลอันอาม อายะฮฺที่ 122

ความว่า - และผู้ที่ตายแล้ว แล้วเราได้ให้เขามีชีวิตขึ้น และเราได้ให้แสงสว่าง แก่เขา ซึ่งเขาใช้แสงสว่างนั้นเดินไปในหมู่มนุษย์นั้น จะเหมือนกับผู้ที่อุปมาของเขาซึ่งอยู่ในบรรดาความมืดโดยที่มิใช่เป็นผู้ที่จะออกมาจากบรรดาความมืดเหล่านั้นได้กระนั้นหรือ ในทำนองนั้นแหละได้ถูกประดับให้สวยงาม แก่ผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย ซึ่งสิ่งที่พวกเขากระทำกันอยู่

สุดท้ายนี้ขอดุอาอ์(พร)จากอัลลอฮ ซุบฮานะฮุ วะ ตะอาลาโปรดทรงรวมพลังของพวกเราทุกคนในชาติให้อยู่บนทางนำ และรวมหัวใจของพวกเราอยู่บนความรักฉันท์พี่น้อง และความมุ่งมั่นของพวกเราอยู่บนการงานที่ดีและขอทรงทำให้ วันนี้ของพวกเราดีกว่าเมื่อวาน และให้ พรุ่งนี้ของพวกเราดีกว่าวันนี้ แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยินและทรงอยู่ใกล้ และที่สำคัญที่สุดคือนำความสงบสุขสู่จังหวัดชายแดนใต้และประเทศชาติทั้งมวลด้วยเทอญ สุขสวัสดีวันตรุษอีดฎิ้ลฟิตริ 1428 อามีน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 14.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีค่ะ ... ขอบคุณสำหรับเรื่องราวที่นำมาแบ่งปัน

มีความสุขในวันอังคารนะคะ .. Let's fly to the moon ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]