• บะห์รูน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-03-14
  • จำนวนเรื่อง : 38
  • จำนวนผู้ชม : 61000
  • ส่ง msg :
  • โหวต 34 คน
บะห์รูน ณ สวนทางปืน
บทวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาความไม่สงบของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยมุมมองลุ่มลึกอย่างละเอียด และเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ประจำ "เนชั่นสุดสัปดาห์"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/baroon
วันอังคาร ที่ 23 ตุลาคม 2550
Posted by บะห์รูน , ผู้อ่าน : 1728 , 18:30:45 น.  
หมวด : ตำรวจ-อาชญกรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวนทางปืน /  (ฉ.802)

ผู้เขียนได้รับข้อคิดเห็น ข้อแนะนำ และข้อสังเกตประกอบคำถามจากผู้ตามสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่มักได้รับเสมอๆ คือ ขบวนการต่อสู้ของสามจังหวัดนั้น ชอบธรรมหรือไม่?

บังเอิญสัปดาห์นี้ ผู้เขียนได้รับบทความคัดลอกจากเวบไซต์ศูนย์ข่าวอิศรา ของสมาคมนักข่าวฯ ซึ่งในบทความได้วิเคราะห์การให้ทัศนะของนักวิชาการเกี่ยวกับการต่อสู้ของมลายูปาตานี เทียบเคียงกับการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ โดยมองประเด็นพื้นฐานเดียวกันคือ การถูกยึดครองและรุกรานโดยคนต่างถิ่นต่างเผ่ากัน

ผู้ส่งบทความให้คงจะข้องใจ และขอให้ผู้เขียนแสดงทัศนะ วิเคราะห์วิจารณ์ให้หน่อย ผู้เขียนจึงขออนุญาต กล่าวตรงนี้พอให้เป็นแนววิเคราะห์ เบื้องต้น ประเด็นของผู้เขียนอยู่ที่ว่า การต่อสู้ใดๆก็ตาม มันจะมีความชอบธรรมหรือไม่? มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ หรือ การถูกรังแกเหยียดหยาม เป็นสำคัญ แต่มันขึ้นอยู่กับว่า คุณสู้และตายไปเพื่ออะไรต่างหากที่สำคัญ

เหมือนกับบทเรียนการต่อสู้ของโลกที่ผ่านมา คู่ความขัดแย้งย่อมต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนและยิ่งใหญ่เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนเห็นมันมีคุณค่า และสำคัญกว่าชีวิตตนเอง ทั้งหมดนี้เราล้วนเรียกกันรวมๆ ว่า 'อุดมการณ์' ซึ่งก็คือ ปัจจัยที่เป็นเหตุเป็นผลที่สุดในอันจะอธิบายให้มนุษย์เข้าใจ ทั้งอัตตาภายในใจ และอัตตาภายนอก เกิดความรู้สึกที่ดี... รู้สึกสบายใจ...ทำอะไรลงไปก็ให้รู้สึกเป็นสุข แม้แต่ฆ่ากันตายก็ตาม และอุดมการณ์ที่สมบูรณ์แบบนั้น ยังจะต้องทำเพื่อสังคมโดยรวม หรือทำเพื่อประโยชน์สุขของคนอื่นอีกเยอะๆ หลายๆ คนและถ้าจะดีขึ้นไปอีก ก็เพื่อประโยชน์สุขต่อเนื่องไปถึงอนาคตลูกหลานด้วย

นอกจากเป้าหมายการต่อสู้แล้ว เรายังคงต้องพิจารณา ถึงข้อเสนอหรือสิ่งที่นำเสนอต่อสังคมว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายได้นั้น มีแนวทางอย่างไร? มีกฎกติกาอะไรบ้าง? และกฎกติกามารยาทต่างๆ นั้น จะต้องสอดคล้องกับอุดมการณ์ด้วย

กรณีขบวนการต่อสู้ชองชาวปาเลสไตน์นั้น แตกต่างอย่างมากกับขบวนการมลายูสามจังหวัด อย่างน้อย 4-5 ประเด็น

หนึ่ง - การเข้ายึดครองของอิสราเอลนั้น เริ่มมาจากศูนย์ คือ ตัวรัฐเดิมของอิสราเอลไม่มี ไม่ได้มีชายแดนติดต่อกัน ไม่เคยรบรากันไปมา ไม่เคยส่งบรรณาการให้แก่กัน ไม่เคยต้องส่งตัวแทนแต่งงานกัน หรือส่งไปปกครองกัน สรุปง่ายๆ ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ในรูปของเมืองหรือของรัฐ ไม่มีอะไรต่อกัน ซึ่งตรงข้ามกับปาตานีกับสยาม ที่มีความสัมพันธ์ที่แสดงถึงการเกี่ยวข้องกันในฐานะเมืองต่อเมือง หรือแคว้นต่อแคว้น โดยเป็นไปตามคตินิยมของยุคสมัยนั้นๆ

สอง - การเข้ายึดครองของอิสราเอลต่อแผ่นดินปาเลสไตน์นั้น ได้ใช้กำลังคุกคามต่อประชาชนโดยตรง ด้วยการใช้กำลังทหารทำการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออก แล้วปิดกั้นดินแดนที่ยึดได้ค่อยๆสร้างบ้านเรือนให้ชาวอิสราเอลจากที่อื่นๆ ทั่วโลก อพยพเข้ามาอยู่เข้ามาจับจอง

แต่ในกรณีของปาตานีกับสยามนั้น ไม่ปรากฏว่าได้ขับไล่ชาวถิ่นเดิมไปไหน แต่ใช้วิธีจัดการโดยการเข้ายึดเอากับเจ้าเมือง และกำลังทหารที่ปกป้อง แต่เมื่อเจ้าเมืองหวาดกลัวภัยจะถึงตัวก็หลบหนีไป การตกเป็นเมืองขึ้น หรือการครอบครองในยุคนั้นเป็นเช่นนั้น ไม่ว่ายุคสยาม หรือยุคอังกฤษครอบครอง ล้วนแล้วแต่จบลงเพราะเจ้าเมืองยอมศิโรราบ และแทบไม่ปรากฏว่าเจ้าเมืองไหนสู้จนตัวตาย นอกจากหลบหนีทิ้งประชาชนให้อยู่กับผู้ปกครองใหม่เท่านั้นเอง

สาม - การเข้ายึดครองของปาเลสไตน์ ไม่ใช่เป็นเพียงการอยากได้ดินแดนแผ่นดินหรือที่ดินเท่านั้น แต่เป็นการวางยุทธศาสตร์ทั้งทางทหาร ทั้งทางจิตวิทยา ต่อโลกอาหรับและหรือโลกมุสลิมก็ว่าได้ เพราะจุดที่ตั้งของปาเลสไตน์ถือเป็นจุดเป็นจุดตายของศาสนาอิสลามเลยทีเดียว (สำหรับผู้ที่รู้จักศาสนาอิสลามดี) แต่การรบรากันระหว่างสยามกับปาตานี ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามียุทธศาสตร์พิเศษต่อโลกอิสลามแต่อย่างใด และสยามก็ไม่ได้แสดงว่ากำลังต่อสู้กับมุสลิม เพราะกองกำลังทหารของสยามเองประกอบด้วยมุสลิมจากที่อื่นๆ ร่วมอยู่ด้วย และเป็นที่ประจักษ์ว่า การต่อสู้กันและกันของสยามกับปาตานีนั้น ไม่มีเรื่องศาสนาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

สี่ - ขบวนการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ เกิดขึ้นจากประชาชนเอง ทั้งจากการเจ็บแค้นที่ถูกขับไล่และรู้เห็นเข้าใจ ต่อแผนการร้ายของยิวไซออนิสต์ที่มีต่ออิสลาม การจัดตั้งขบวนการจึงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนปาเลสไตน์อย่างเต็มที่ ทั้งในและนอกประเทศ แต่การเกิดขึ้นของขบวนการกู้ชาติปาตานี มาจากเจ้าเมืองที่หนีจากประชาชน จัดตั้งขบวนการเพื่อขอกลับเข้าไปมีอำนาจเต็มอีกครั้ง

ประเด็นนี้เราสามารถติดตามรายละเอียดข้อขัดแย้ง (เจรจา) ระหว่าง 'รายาปาตานี' กับสยาม ก่อนจะหลบหนีไปรัฐกลันตันได้จากหนังสือมากมาย แม้ต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งคนและแนวทางของขบวนการต่อสู้ไปบ้าง แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีเป้าหมายอะไร? และเพื่อใคร? เพราะเป้าหมายที่ชัดเจนเท่านั้นจึงจะสามารถกำหนดแนวทางที่ชัดแจ้งได้ เช่นหากต้องการสถาปนารัฐอิสลามขึ้นมา แนวทางที่เดินก็ต้องไม่ผิดหลักการของอิสลาม มิเช่นนั้น จะอ้างเอาอิสลามไปให้ใคร? ในเมื่อตัวเองได้มาด้วยแนวทางอื่น

ห้า - ขบวนการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ ได้รับการยอมรับจากโลก และโดยเฉพาะโลกมุสลิม ถือเป็นภารกิจของโลกอิสลามที่จะต้องร่วมกันต่อสู้ และให้การช่วยเหลือ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เรื่องของชาวปาเลสไตน์เป็นเรื่องหนึ่งที่พูดคุยกันอยู่เสมอในโลกมุสลิม ทั้งในระดับรัฐและระดับปัจเจก แต่เรื่องขบวนการต่อสู้ของปาตานี เป็นเพียงขบวนการชาตินิยมหรือเชื้อชาตินิยมในสายตาโลกมุสลิมเท่านั้น และหากจะมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ก็เป็นเรื่องปัจเจกบุคคลตามอัธยาศัย เรื่องของปาตานีไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นเป็นปัญหาของรัฐมุสลิม หรือแม้แต่ในเวทีที่ประชุมร่วมระหว่างประเทศมุสลิม หรือ โอไอซี ก็ไม่เคยหยิบยกเป็นวาระการประชุมประจำปี

ส่วนกรณีที่มีตัวแทนจาก โอไอซีเข้ามาสังเกตการณ์ในประเทศไทย ก็มาจากการเชื้อเชิญของรัฐบาลไทยเอง และการลงพื้นที่ในสามจังหวัดนั้น ทางตัวแทนโอไอซี แทบจะไม่ได้เดินทางเข้าไปในพื้นที่สีแดงเลย ในขณะที่มีเสียงกระซิบเป็นภาษาอาหรับว่า "ไม่แน่ใจว่าพวกที่ก่อเหตุนั้นจะใช้เราเป็นเหยื่อข่าวหรือเปล่า" ดังนั้น การลงพื้นที่จึงเดินทางวนเวียนกันอยู่แต่ในเมืองเท่านั้น

ดังนั้น ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คงพอจะให้เราได้พิเคราะห์พิจารณ์กันได้พอสมควร ถึงขบวนการต่อสู้ที่มีอยู่ในสามจังหวัดกับขบวนการอื่นๆ ที่มีอยู่ในโลกอิสลาม

หากเป้าหมายการต่อสู้เพื่อหวังให้สังคมเกิดการยอมรับในตัวตนความเป็นมลายู ไฉนเลยต้องลงทุนทำบาปถึงขนาดยิงครู ยิงเด็ก หรือเผาวัด เผาโรงเรียน

หรือถ้าเป้าหมายเพื่อจรรโลงความยุติธรรม ไฉนเลยต้องฆ่าคนบริสุทธิ์ ฆ่าคนที่ตนเองเพียงแค่สงสัย

หรือถ้าสู้เพื่อจะเปลี่ยนการเมือง การเศรษฐกิจ การสังคม ไฉนเลยประชาชนถึงไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าจะพาไปไหน? จะไปอย่างไร? ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม ผู้เขียนถือว่าขบวนการที่ก่อเหตุอยู่ทุกวันนี้ ทุ่มทุนสร้างมากเกินไป กับผลที่คาดว่าคนดูจะได้รับ หรือประเมินความยิ่งใหญ่ของเป้าหมายของตนเองมากเกินไป จึงไม่รู้ว่าจะพูดกับใครยังไงดี? เข้าทำนองคิดคนเดียว เออออคนเดียว ทั้งๆ ที่คนอื่นเขาไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลย และไม่ควรอย่างยิ่งที่ใครจะเทียบเคียงขบวนการของชาวปาเลสไตน์กับขบวนการปาตานี เพราะถือเป็นคนละชั้น คนละระดับ คนละเป้าหมาย และถือเป็นการดูแคลนการต่อสู้ของพี่น้องปาเลสไตน์ให้ต่ำต้อยอีกซะด้วย

ให้บังเอิญสัปดาห์นี้ นอกจากเรื่องปาเลสไตน์กับปาตานีแล้ว ยังมีคนที่เคารพนับถืออีกท่าน อุตส่าห์รวบรวมเอามาให้อ่านอีก 2-3 มปึก เป็นเรื่องทัศนะความเห็นของอดีตแม่ทัพภาค 4 อย่างน้อยสองท่าน คือ พล.อ.หาญ ลีลานนท์ และ พล.อ.กิตติ รัตนฉายา

ผู้เขียนจึงถึงบางอ้อว่า มิน่าเล่า ทหารถึงได้ส่งกำลังมาเยอะแยะขนาดนี้ เพราะอ่านดูทัศนะของแม่ทัพทั้งสองแล้ว ผู้เขียนบอกได้เลยว่า ถ้าขบวนการสามารถทำได้ และเป็นอย่างที่ท่านประเมินไว้ทั้งหมด ป่านนี้สามจังหวัดคงไม่เป็นอย่างนี้หรอก อาจเกิดรัฐใหม่ขึ้นจริงๆ แล้วก็ได้

โอกาสหน้าผู้เขียนขออนุญาตวิจารณ์ด้วยความเคารพ เพื่อเอาไว้พิเคราะห์กันต่อไป อินชาอัลลอฮ์





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
red_ant วันที่ : 26/10/2007 เวลา : 00.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/captant
 Iไม่เคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา...ไม่เสียดายชีวาถ้าสิ้นไปI

ขอบคุณ คุณบะห์รูนที่เปรียบเทียบได้ชัดเจนดีครับ
และข้อมูลดีดีของคุณ อับดุชชะกูร์ บิน ชาฟิอีย์ ดินอะ เราคนไทยด้วยกันหยุดรบกันได้แล้ว ช่วยกันพัฒนาประเทศ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
shukur วันที่ : 24/10/2007 เวลา : 21.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shukur

มองต่างมุม กรณี ยุทธการพิทักษ์แดนใต้ภายใต้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน



อับดุชชะกูร์ บิน ชาฟิอีย์ ดินอะ (อับดุลสุโก ดินอะ)
Shukur2003@yahoo.co.uk

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสดามุฮัมมัดและผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ปัญหาภาคใต้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเด็นที่มีมุมมองในมิติที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตามประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น มิได้เกิดจากปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นการเชื่อมโยงมิติประเด็นปัญหาหลากหลายเข้าด้วยกัน ดังนั้นการกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาให้เกิดสัมฤทธิผลอย่างยั่งยืน จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องวิเคราะห์ปัญหาเหล่านี้อย่างเชื่อมโยงเป็นองค์รวม ซึ่งจะทำให้การกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหามีความลุ่มลึกและเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ดียิ่งขึ้น

ปัจจุบันรัฐที่มีอำนาจเต็มมือและคิดว่ามีเอกภาพมากที่สุดได้ใช้ยุทธการพิทักษ์แดนใต้ ภายใต้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินใน 3 จังหวัดใต้ในการยุติไฟใต้ โดยเฉพาะเหตุร้ายรายวัน (ซึ่งใช้ พ.ร.ก.นี้ใช้กว่า สองปีแล้ว และยังขยายการใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าวออกไปอีก 3 เดือนข้างหน้า)

เป็นที่ทราบกันดี (โดยเฉพาะคนในพื้นที่) ว่า ยุทธการพิทักษ์แดนใต้ได้ระดมกำลังทหาร ตำรวจตรวจค้นจับกุมอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องกันมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2550 เป็นต้นมา ทางฝ่ายรัฐแถลงการณ์ว่า มีการจับกุม “สมาชิกกลุ่มอาร์เคเค” ได้กว่า 2,000 คน และยึดอาวุธปืนที่ถูกปล้น-ชิง จากทหาร ตำรวจ พลเรือน ได้กว่า 40 กระบอก

ที่สำคัญมีการยึดเงินกว่าสามสิบล้าน (ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นทอล์กออฟเดอะทาวหรือวิจารณ์ไปทั่วว่าอาจมีเงินโดนฉกไปหลายล้านจากเจ้าหน้าที่) มีการเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ “สีแดง” หลายพื้นที่ ซึ่งเป็นพื้นที่ “ปลดปล่อย” ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน และมีการ “ปะทะ” ด้วยอาวุธ จนกลุ่ม อาร์เคเค (รัฐคิดว่า) เสียชีวิตมากว่า 10 คน โดยผู้ที่ถูกจับ ได้กว่า 2,000 คน นั้นส่วนใหญ่จะถูกควบคุมตัวในค่ายต่างๆ ในภาคใต้ตอนบน และ ส่งเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมอาชีพระยะเวลา 4 เดือนแกมบังคับ (โปรดดู ผลกระทบจากการควบคุมตัวใน

1. 4 ผู้ถูกคุมถอนคำร้องปล่อยตัว เปิดคำสั่งแม่ทัพ 4 ห้ามเข้าชายแดนใต้ 6 เดือน
2. ทหารยันเชิญชาวบ้านเข้าค่ายฝึกอาชีพเพราะเอี่ยวเหตุป่วนใต้ ถ้าปล่อยกลับจะไม่รับรองความปลอดภัย
3. นักสังเกตการณ์ (The Observers) : บันทึกการยื่นคำร้อง กรณีควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ตอน 3)

คุณมูฮำมัดอายุบ ปาทาน ผู้คร่ำหวอดด้านการข่าวในชุมชนมุสลิมตลอดระยะเวลากว่าสิบปี ได้แสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นถ้ามองเพียง “พื้นผิว” ต้องบอกว่าเป็น “ความสำเร็จ” ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าหรือสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ดูท่าจะบรรเทาเบาลงได้มาก แม้จะมีการก่อเหตุขึ้นบ้างประปราย แต่ก็ไม่หนักหนาอย่างก่อนหน้านี้ สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เหตุการณ์ที่เบาบางลงไป เป็นเพราะขบวนการใต้ดินอ่อนกำลังลง หรือมาจากการที่ฝ่ายรัฐทุ่มกำลังจำนวนมากลงไปในพื้นที่ ปิดกั้น จำกัดการเคลื่อนไหวของฝ่ายใต้ดิน...

วันนี้ภาพเด็กวัยรุ่นนั่งกันอยู่บนราวสะพานในหมู่บ้านหายไป คงมีแต่ทหารเฝ้าคุมเชิงสังเกตการณ์ทั่วทุกจุด หากการควบคุมพื้นที่ความรุนแรงสูง กวาดแนวร่วมเข้าค่าย และถอนแกนปฏิบัติการในพื้นที่ เป็นมาตรการร่นเวลาของสงครามให้สั้นลง ซึ่งในระยะต่อจากนี้ไปน่าเป็นห่วงว่า รัฐจะอ่อนล้ากับเกมสงครามนี้ไปเสียก่อนหรือไม่...

หากพิจารณาจากรูปแบบการก่อเหตุที่ผ่านมา พอจะเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์ของขบวนการใต้ดินมิใช่การรบแตกหัก แต่เป็นการก่อสงครามยืดเยื้อ หาโอกาสซึ่งได้เปรียบที่สุด สร้างสถานการณ์กดดันทั้งภายใน และระดับสากล รัฐอาจได้เปรียบในการควบคุมพื้นที่ แต่การรุก-รับทางการทหาร หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่อาจกำชัยเด็ดขาด ยิ่งนานวันไปผลเสียก็จะตกอยู่กับรัฐ กำลังจำนวนมากซึ่งควบคุมพื้นที่ ล้วนเป็น ‘กำลังรบ' ในขณะที่กลไกรัฐอื่นๆ ไม่สามารถเชื่อมประสาน เข้าถึงพื้นที่ เข้าถึงมวลชนได้ อาจกลายเป็นชนวนปัญหา ซึ่งจะเป็นการตอกย้ำจุดอ่อนเรื่องความรุนแรงในอดีตที่รัฐไทยยังไม่อาจแก้ให้พ้นไปได้อย่างหมดจด รวมทั้งโจทย์ใหม่ที่เกิดขึ้นคือความรู้สึกที่ชาวบ้านมองเจ้าหน้าที่รัฐในแง่ลบ และความแตกแยกระหว่างไทยพุทธและไทยมลายูมุสลิม…

การที่ทหารควบคุมได้เฉพาะพื้นที่ แต่ภายใต้โลกซึ่งถูกย่นย่อลงด้วยช่องทางการสื่อสารที่เปิดกว้าง สถานการณ์ภายใน ที่จะถูกถ่ายทอดออกไปสู่ระดับสากล ยังเป็นสิ่งที่ควรให้ความใส่ใจระมัดระวังอย่างสูง ถึงที่สุดแล้ว รัฐกำหนดเกมสงครามนี้ได้จริงหรือไม่ สถานการณ์ที่สงบนิ่ง อาจสะท้อนว่า ฝ่ายขบวนการใต้ดินไม่ยอมเล่นตามเกมที่รัฐเป็นผู้กำหนด สถานการณ์ยิ่งยืดนานไปเท่าใด โอกาสที่รัฐจะสร้างจุดโหว่ก่อความผิดพลาดก็มีมากขึ้นเท่านั้น ขณะเดียวกันก็เอื้อให้ขบวนการใต้ดินเพาะตัว รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมและได้เปรียบ รุกโต้กลับคืน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องระวังก็คือ ภายใต้การรุกทางทหาร แต่งานการเมืองของรัฐยังมิอาจเดินหน้าไปได้ไกล ถึงที่สุดแล้ว รัฐเองอาจถูกบีบให้เป็นฝ่ายตั้งรับทางการเมืองก็เป็นได้

สิ่งที่ผู้เขียนพบข้อมูลอีกด้านหนึ่ง จากการรายงานของนักข่าวในพื้นที่ พบว่าสถิติไม่ได้ลดลงตามรัฐกล่าวอ้าง (โปรดดู ปกรณ์ พึ่งเนตร.เปิดข้อมูลไฟใต้ VIS สวนทางสถิตินายกฯ เหตุรุนแรงไม่ลด.สืบค้นเมื่อ 15 ตุลาคม 2550 จาก http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=156 และ http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=2724&Itemid=47&lang=)

และความรู้สึกที่รัฐมองว่าการมีทหารและตำรวจถืออาวุธครบมือจะช่วยป้องกันเหตุร้ายให้กับประชาชนส่วนใหญ่นั้นไม่จริงเพราะหากท่านลองสำรวจแบบสอบถามคนในพื้นที่ดูว่าประชาชนมั่นใจหรือไม่ถ้าเขาต้องเดินท่ามกลางทหารและตำรวจหรือขับรถตามหลังรถทหารและตำรวจ ในร้านที่เต็มไปด้วยทหารและตำรวจ ประชาชนส่วนใหญ่จะตอบว่าเขาจะพยายามหลีกห่างสถานที่ดังกล่าว (ไม่นับรวมคนส่วนน้อย)

ท้ายสุดตามทัศนะของผู้เขียน (ถึงแม้ไม่ใช้นักการทหารเป็นเพียงนักวัฒนธรรมตัวเล็กๆ ในพื้นที่) ยุทธการพิทักษ์ใต้ของรัฐภายใต้กฎอัยการศึกหรือ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ประกาศใช้มาหลายปีนั้นรัฐเพียงควบคุมพื้นที่แต่ไม่สามารถควบคุมใจของมวลชนส่วนใหญ่ได้

สำหรับผู้เขียน (กรรมการสิทธิฯ และข้อเสนอแนะของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ตลอด 3 ปีที่ผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมประชุมสัมมนาแก้ปัญหาใต้ทั้ง 4 จังหวัด จะวอนขอให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โปรดดูhttp://siangtai.com/TH/newssouth_detail.php?News_ID=3678)

ผู้เขียน ยังมีความมั่นใจว่าหากรัฐกล้าประกาศยกเลิกกฎดังกล่าวรัฐจะสามารถ ลด ความรุนแรงรายวันโดยไม่ต้องรบและสูญเสียทั้งคนและงบประมาณมากมายขนาดนี้ และยังรักษามวลชนโดยเฉพาะไทยมลายูมุสลิม

โดยผู้เขียน มีข้อเสนอขั้นตอนการยกเลิกดังนี้

มอบหมายให้คนในพื้นที่ดูแลกันเองดูสัก 3 เดือน

ใช้ระบบชูรอ (ปรึกษาหาหรือตามวิถีภูมิปัญญาชุมชน) ในชุมชนทำข้อตกลงด้วยวิถีวัฒนธรรมเป็นสัญญาประชาคมว่าหากเหตุการณ์ความไม่สงบไม่ลด รัฐจะนำกฎดังกล่าวมาใช้ในพื้นที่ดังกล่าวทันที

(โปรดดูความสำเร็จของระบบชูรอที่ชายแดนใต้ใน รายงาน : ‘สภาชูรอ’ ที่ชายแดนใต้ : ศีลธรรมกับการมีส่วนร่วม)

อาจจะมีผู้แย้งว่าจะนำไปสู่การเสียดินแดนได้ในที่สุด ซึ่งผู้เขียนมีทัศนะว่าจะเป็นการดีเสียอีกสำหรับรัฐที่มีทั้งกองทัพอันมหึมาและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย จะสามารถทราบตัวตนที่แท้จริงว่าแกนนำเป็นใคร หลังจากรบกับเงามืดมายาวนาน และคงไม่ยากที่จะเอาดินแดนคืน

ใช้ยุทธศาสตร์ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นหัวหอก ในการพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์อย่างจริงใจและจริงจัง พร้อมกันห้าด้าน

1. ความมั่นคงทางสุขภาพ คือ การส่งเสริมสุขภาวะอย่างยั่งยืน ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ไม่เป็นโรคร้ายแรง อันเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพหรือการดำเนินชีวิตตามปกติ รวมทั้งการส่งเสริมในการสร้างบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขใหม่จากคนในพื้นที่ ที่สำคัญควรร่วมมือกับองค์กรเอกชนต่างๆ เช่นสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทยที่ทำงานการป้องกัน และดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์และยาเสพติดในชุมชนตลอดสิบกว่าปี

2. ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คือ มีช่องทางเลี้ยงชีพหรือมีรายได้เพียงพอแก่ความจำเป็นพื้นฐานของตนเองและครอบครัวอันประกอบด้วยปัจจัย 4 เป็นอย่างน้อย โดยไม่มีหนี้สินที่เป็นภาระเกินกำลังส่งคืน รวมทั้งมีหลักประกันความมั่นคงของรายได้ในอนาคตตามสมควร พร้อมทั้งใช้มาตรการแก้ไขปัญหาความยากจนด้วย กัน 13 วิธีดังนี้
(1) กระบวนการเพิ่มรายได้
(2) กระบวนการขยายโอกาส
(3) กระบวนการลดรายจ่าย
(4) เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
(5) การพัฒนาฐานข้อมูลครัวเรือน/ผู้ลงทะเบียนปัญหาสังคม เชิงบูรณาการ
(6) กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้
(7) การจัดสรรที่ดินทำกิน
(8) การขยายงานภาครัฐ
(9) การส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่แต่ต้องไม่ให้กระทบทุนชุมชน
(10) กระบวนการมีส่วนร่วม
(11) บ้าน/บ้านเช่าเอื้ออาทร
(12) การเข้าถึงแหล่งทุน
(13) การปรับปรุงแก้ไขระเบียบกฎหมายที่เป็นอุปสรรค

3. ความมั่นคงทางสังคมในที่นี้รวมถึงความมั่นคงของครอบครัวและชุมชน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขในสังคม เป็นต้น

4.ความมั่นคงทางการเมืองการปกครอง ซึ่งจะขึ้นอยู่ที่ปัจจัยว่าประชาชน มีสิทธิเสรีภาพเพียงพอ ไม่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน มีความยุติธรรมเสมอภาคในสังคมหรือไม่ ดังนั้นสังคมที่อยู่ภายใต้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในนั้นเป็นการขยายบทบาทให้ทหารหรือหน่วยงานของรัฐ เข้ามามีบทบาทครอบงำสังคมมากขึ้น และอาจมีการใช้อำนาจล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน อันเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ด้วยเหตุผล ดังนี้

ประการแรก เป็นการจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในให้มีอำนาจแทนหน่วยงานของรัฐ เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงของชาติ โดย กอ.รมน. สามารถเป็นเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอื่นๆ ทุกฉบับ หรือหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานมอบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ ให้ กอ.รมน.ดำเนินการแทนได้ในทุกสถานการณ์ ตลอดจนการให้อำนาจ กอ.รมน.จัดตั้งหน่วยงานระดับภาคและระดับจังหวัดให้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับ กอ.รมน.ระดับชาติ จึงถือเป็นการถ่ายโอนอำนาจให้กองทัพหรือทหารมีอำนาจเหนือหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงาน ซี่งเป็นการรวบอำนาจให้ทหาร หรือกองทัพ ย่อมส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

ประการที่สอง เป็นการให้อำนาจกับผู้อำนวยการ กอ.รมน.สามารถออกข้อกำหนดที่อาจเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น การยุติการชุมนุมในที่สาธารณะ การห้ามใช้เส้นทาง การค้นอาคาร สถานที่ เป็นต้น

ประการที่สาม การออกข้อกำหนด คำสั่งของผู้อำนวยการ กอ.รมน.ตามกฎหมายฉบับนี้ที่อาจมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ต้องถูกตรวจสอบโดยศาลปกครอง อันเป็นการขัดกับหลักการทั่วไปของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารจะต้องถูกตรวจสอบจากฝ่ายตุลาการอยู่เสมอ อันเป็นการขัดต่อหลักนิติธรรม

ประการที่สี่ การยกเว้นความผิดของเจ้าหน้าที่ ที่ไม่ต้องรับผิดทางอาญา ทางแพง หรือทางใดๆในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายนี้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการลุแก่อำนาจและทำให้คนทำผิดลอยนวลดังเป็นที่ประจักษ์อยู่ในขณะนี้ (ทั้ง 5 ข้อเป็นข้อสังเกตของ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน คณะทำงานยุติธรรมและสันติภาพ และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน โปรดดูเหตุผลแย้งของนายกรัฐมนตรีได้ที่ ข่าวนายกฯหนุนพรบ.มั่นคงชี้ป้องกันรุนแรง-ไม่ต้องประกาศอัยการศึก)

5.ความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ มีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยอย่างต่อเนื่องต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต โดยไม่เกิดการเสื่อมโทรมจนเป็นปัญหาหรืออุปสรรคต่อความมั่นคงด้านอื่นๆ เพราะในอดีตจะพบว่าการพัฒนาชายแดนใต้ที่มาจากรัฐโดยเฉพาะ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งการเปลี่ยนแปลง (ส่วนใหญ่) ล้วนมาจากข้างนอกทั้งสิ้น คนในรับรู้เพียงน้อยนิด นโยบายจากส่วนกลางในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจังหวัดชายแดนใต้ดังกล่าวได้ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างคน 2 กลุ่ม 2 สังคม คือสังคมใหญ่กับสังคมย่อย สังคมใหญ่เป็นสังคมมหาชนที่มีรัฐเป็นองค์กรใหญ่กับสังคมท้องถิ่นที่เป็นสังคมเล็กๆ จนนำไปสู่ปัญหาความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น การพัฒนาของภาครัฐเพื่อตอบสนองตลาดการพาณิชย์ได้ทำให้ระบบนิเวศน์อ่าวปัตตานีและนิเวศน์ชายฝั่งมีปัญหา เรื่อง ซีฟู๊ดแบงค์ (Sea Food Bank) ซึ่งเป็นโครงการของรัฐที่อยากเปลี่ยนแปลงอ่าวปัตตานี เป็นความคิดที่อยากให้มีความทันสมัยระดับโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ผู้เขียนได้อ่านการวิจัยเรื่อง เสียงสะท้อนจากหมู่บ้านประมงอ่าวปัตตานี พบว่า คณะวิจัย ได้สรุปผลงานวิจัย เป็นแผนภูมิของอ่าวปัตตานีได้อย่างลุ่มลึกโดยการวาดภาพอ่าวปัตตานีและ ระบายสีให้เป็นสีแดงและสีเขียวคนละซีก ซีกสีเขียวคือแหลมตาชี อันเป็นถิ่นฐานของคนปัตตานี ที่มีวิถีชีวิตแบบพอเพียงในการใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติเพื่อการอยู่ร่วมกัน ซึ่งก็เห็นได้จากการใช้เครื่องมือจับปลาแบบประเพณี ในขณะที่ซีกสีแดงคือแหลมนก ซึ่งปัจจุบันคงไม่มีนก เป็นย่านอุตสาหกรรมนานาชนิดที่มีคนจากนอกพื้นที่ ไปอยู่ทำกินด้วยเครื่องมือหากินที่ทันสมัย และทำลายสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างสุดโต่ง คนในพื้นที่ได้คาดว่า ในไม่ช้าอ่าวปัตตานีจะเป็นทะเลปิดหรือทะเลสาบอันเนื่องจากการทับถมของโคลนตะกอนและสิ่งปฏิกูลอันมากด้วยมลพิษจากแหล่งอุตสาหกรรมและ ความรุนแรงและความขัดแย้งที่ไม่ยุติในสามจังหวัดภาคใต้นั้น มีมาจากการแย่งทรัพยากรของคนจากภายนอกที่มีต่อคนภายในคือ เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ (โปรดดู เสียงสะท้อนจากหมู่บ้านประมงอ่าวปัตตานี. สืบค้นเมื่อ 15 ตุลาคม2550 จากhttp://www.lek-prapai.org/south/index_south_education1.htm)

นี่เป็นการมองต่างมุมของผู้เขียน ต่อกรณี ยุทธการพิทักษ์แดนใต้ภายใต้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่รัฐประกาศใช้มายาวนานและจะต่ออีกสามเดือน...ซึ่งนับวัน รัฐ ชนะเพียงยุทธการด้านพื้นที่ แต่ไม่สามารถกุมหัวใจของคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ กล่าวคือรัฐควบคุมพื้นที่แต่ไม่สามารถควบคุมใจของมวลชนเพราะคนที่ตายไปและโดนจับคือลูกหลานของพวกเขาซึ่งเขาไม่มองดอกว่าลูกเขาทำผิดอะไร เพราะนี่คือธรรมชาติของคนเป็นพ่อ และแม่หรือผู้ปกครองในโลกนี้ (โลกแห่งความเป็นจริงดูตัวอย่างได้จาก ดร.เฉลิม อยู่บำรุงกับลูกชาย) ท้ายสุดอาจจะนำไปสู่การก่อการร้ายสากล...ซึ่งทุกคนไม่อยากให้เกิดเช่นนั้น

หมายเหตุ
อ่านผลการวิจัยเรื่องความคิดเห็นต่อนโยบายชายแดนใต้หรือความมั่นคงแห่งชาติเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนใต้ ได้ที่ http://www.geocities.com/policysbp/activity/020423.html และ http://www.budutani.com/policysbp/staff.html

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปุถุชน วันที่ : 23/10/2007 เวลา : 18.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/putushon
บล็อกอย่างเป็นทางการของปุถุชน > http://putushon.wordpress.com

ติดตามอ่านเรื่องต่อไปด้วยระทึก

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]