• bepran
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-04-09
  • จำนวนเรื่อง : 91
  • จำนวนผู้ชม : 66556
  • ส่ง msg :
  • โหวต 95 คน
ปราณ
ลมหายใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran
วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม 2559
Posted by bepran , ผู้อ่าน : 793 , 15:18:01 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน ..เวลาสวัสดิ์.. , ลิงเขียว และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

ต่อ นั่นรูป รู้รูปก็คือวิญญาณ โดยวิญญาณ ด้วยวิญญาณ ไปทำหน้าที่รู้ ทีนี้ ก็ผ่านรูปไป เหลือ นั้นวิญญาณ นั้นสัญญา นั้นวิญญาณ นั้นสังขาร นั้นวิญญาณ นั้นเวทนา นั้นวิญญาณ เกิดดับ เกิดดับ เกิดดับ สืบไปอย่างนั้น นั้นเวทนาเกิด และดับทันทีที่วิญญาณเกิดรู้ต่อว่านั้นเวทนา เป็นมโนวิญญาณ รู้เวทนานั้นด้วยวิญญาณ โดยวิญญาณ ไปทำหน้าที่รู้เวทนานั้นๆ ก็ผ่านเวทนาไป เหลือ นั้นวิญญาณ นั้นสัญญา นั้นวิญญาณ นั้นสังขาร นั้นวิญญาณ รู้ว่าเกิดดับเกิดดับเกิดดับสืบเนื่องอยู่ตลอดเวลา รู้อย่างนี้ ก็เป็นมโนวิญญาณ เป็นวิญญาณ หมายรู้ไว้กลายเป็นสัญญา รู้ว่านี่สัญญาด้วยมโนวิญญาณ นี้วิญญาณ เกิดความคิดจากสัญญาทีเข้าไปปรุงแต่งกันใหม่ นี้สังขาร รู้นี้ก็มโนวิญญาณ นี้วิญญาณ สืบต่อไป เป็น นี้วิญญาณ นี้สังขาร นี้วิญญาณ นี้ีสัญญา นี้วิญญาณ สืบต่อกันไป เป็นจิตนี้เกิดขึ้น ดับลงเมื่อจิตใหม่เกิดขึ้น ดับลงเมื่อจิตใหม่เกิดขึ้น ดับลงเมื่อจิตใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันไปไม่มีหยุด เปรียบกับลิง คว้ากิ่งนี้ปล่อยกิ่งนั้นจับกิ่งนี่ปล่อยกิ่งนั้นเหนี่ยวกิ่งโน้นปล่อยกิ่งนี้คว้ากิ่งนั้นร่ำไป




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
bepran วันที่ : 20/10/2016 เวลา : 00.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

อนุโมทนาสาธุ

ความคิดเห็นที่ 19 bepran ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 18/10/2016 เวลา : 23.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 18 bepran ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 18/10/2016 เวลา : 23.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times


_/\_

ความคิดเห็นที่ 17 bepran ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 18/10/2016 เวลา : 23.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times



ความคิดเห็นที่ 16 (0)
bepran from mobile วันที่ : 06/10/2016 เวลา : 12.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

.
เส้นทางนี้จะสั้นนิดเดียว
ถ้าเราตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึก(ตัว)ขึ้นมาได้

เส้นทางนี้จะยืดเยื้อยาวนานไม่มีที่สุดเลย
ถ้าเราลืมกายลืมใจ

เส้นทางนี้ต้องยืดเยื้อยาวนาน นานเป็นกัปป์ๆ
ถ้าเราเพ่งกายเพ่งใจ เราก็จะไปเป็นพระพรหม

ถ้าเราคิดเรื่องกายเรื่องใจ(เป็นสมถะ)
เราอาจจะได้เป็นมนุษย์เป็นเทวดา

".. แต่ถ้าเรารู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง เรื่อยๆ
เราจะนิพพาน.."

ภาวะแห่งความตื่นเกิดขึ้นมาแล้วนะ
มันไม่ใช่เรื่องยาก

~.. มันยากเหลือเกินที่คนๆหนึ่ง จะตื่นขึ้นมา
แต่ไม่ยากเลย ที่คนที่ตื่นแล้วนะ
จะบรรลุมรรคผลนิพพาน.. โดยเร็ว

งั้นพวกเราจะต้องค่อยๆฟังธรรมนะ
อย่าพยายามทำอะไร
ให้รู้การทำงานของกาย รู้การทำงานของใจ
รู้..เล่นๆ ไปเรื่อย
อย่าไปแทรกแซงเค้า ให้รู้เค้าไป
ทำตัวเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู
ดูกายเค้าทำงาน ดูใจเค้าทำงาน

บางคราวขาดสติ ก็ลืมกายลืมใจ
บางคราวก็หลงไปเพ่งกายเพ่งใจ
อยากรู้ให้ชัด ก็จะหลงไปเพ่ง
งั้นบางทีไม่ต้องไปอยากรู้ให้ชัดนะ
พอรู้ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง..ไม่เป็นไร
รู้ชัด ก็รู้ว่ารู้ชัด.. รู้ไม่ชัด ก็รู้ว่ารู้ไม่ชัด
รู้ไปเท่าที่รู้ได้.. แต่รู้บ่อยๆ ไม่ใช่ลืมกายลืมใจ

เนี่ยฝึกอย่างนี้นะ
เส้นทางนี้ไม่ได้ยาว เส้นทางนี้ไม่ได้ยาก
เส้นทางนี้เรียบง่ายนะ
เส้นทางนี้ร่มรื่น เส้นทางนี้แสนจะสบาย
ความไม่รู้ต่างหากล่ะ
ทำให้เราดิ้นรนปรุงแต่งตั้งมากมาย..เราไม่รู้วิธี

บางคนก็ดื้อ
ไม่รู้วิธีนะก็คิดเอาเอง
ต้องทำอย่างนั้นต้องทำอย่างนี้ หรือเชื่ออาจารย์
เชื่ออาจารย์ ทั้งๆที่ไม่ได้ตรวจสอบอาจารย์นะ
ว่าอาจารย์สอนตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอนรึเปล่า

ถ้าภาวนาถูกต้องนะ
หลวงพ่อยืนยันอย่างนึง
ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธเนี่ย เป็นสายเดียวกันเลย
แต่ปริยัติต้องไม่ใช่ปริยัติส่วนเกินนะ
ปริยัติในคัมภีร์ชั้นหลังๆที่แต่งเพิ่มๆๆเข้ามาเนี่ย
บางส่วนเป็นเนื้องอกแล้ว
ปริยัติรุ่นดั้งเดิมนะ รุ่นพระไตรปิฎก
อถิธัมมัตถสังคหะ อะไรอย่างนี้นะ
พวกนี้ของวิเศษทั้งนั้นเลย
"ถ้าภาวนาถูกต้องแล้ว จะตรงกันเป๊ะเลย"

...

พอเรารู้สึกตัว/รู้กายรู้ใจ
เราเห็นกายเห็นใจเค้าทำงานได้เอง
ทำงานสืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ มันทำงานของมันเอง
ถึงวันนึงเราจะได้ "สัมมาทิฏฐิ"
เราจะเห็นเลย
ตัวกายตัวใจนี้ เป็นตัวทุกข์ล้วนๆ
นี่เรียกว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว

เรียกว่ารู้ทุกข์ (ทุกข์คือขันธ์ ๕)
เราเห็นกายเห็นใจเป็นตัวทุกข์ล้วนๆ

เนี่ยหัดรู้สึกตัวนะ
แล้วก็หมั่นรู้กายรู้ใจเป็นระยะๆไป
ถึงจุดนึงจะเห็นกายเห็นใจเป็นทุกข์ล้วนๆ
" เรียกว่า..รู้ทุกข์ "

ทันทีที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้งนะ
จิตจะสลัดคืนกายคืนใจให้โลกไป
ไม่ยึดถือกายยึดถือใจ
ตัณหาหรือสมุทัยจะดับโดยอัตโนมัติ
แล้วดับสนิท คือดับแล้วไม่เกิดอีก
" เรียกว่า..ละสมุทัย "

งั้นเมื่อไหร่รู้ทุกข์นะ เมื่อนั้นละสมุทัย

พวกเรายังไม่เข้าใจธรรมะ
เราคิดว่าเมื่อไหร่ละสมุทัยเมื่อนั้นพ้นทุกข์
แต่ความจริงแล้ว"เมื่อไหร่รู้ทุกข์เมื่อนั้นละสมุทัย"

ทันทีที่ละสมุทัยนะ
จะแจ้งนิโรธในขณะจิตนั้นเลย
ในขณะจิตที่รู้ทุกข์ ละสมุทัย แจ้งนิโรธ
ขณะนั้นแหละคือขณะแห่งอริยมรรค
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
จะเกิดขึ้นทีเดียวนั้นแหละ
แล้วก็จะละมิจฉาทิฏฐิที่เหลือด้วย

มิจฉาทิฏฐิที่เหลือ
ความไม่รู้ขันธ์ ธาตุ อายตนะ.. ในอดีต
พวกนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ชื่อ"อเหตุกทิฏฐิ"

อเหตุกทิฏฐิคิดว่า....
อย่างที่เราเกิดมาอยู่ตรงเนี้ยไม่มีเหตุหรอก
อยู่ๆมันก็เกิดเพราะพ่อแม่ผสมพันธุ์กันมา
แล้วมันก็เกิดมาเป็นอย่างเนี้ย
นี่พวกนี้ ไม่รู้เหตุ

แต่ถ้าเราภาวนาเราเห็นเลย
กายนี้นะมีความเกิดดับสืบเนื่องกันอยู่ในกายนี้
มีกลุ่มของธาตุในกายเนี่ยทำงาน
ของสภาวธรรมเป็นกลุ่มๆ ในกายเนี่ย
ทำงานเป็นกลุ่มเล็กๆๆๆ
แต่ละกลุ่มเค้าเรียก"กลาป"(อ่าน--กลาปะ)

นามธรรมก็เห็นเลยมันทำงานสืบเนื่องกันไป
เช่นจิตมันเกิดดับสืบเนื่องกันไปนะ
เห็นจิตดวงนี้เกิดขึ้นดับไปดวงนี้รับช่วง รับช่วงๆๆ
รู้เลยว่า แต่ละอย่างๆ มีเหตุถึงจะเกิด

หรืออย่างพวกเราภาวนาเห็นมั้ย
แต่เดิมเราไม่รู้หรอกว่าทำไมโกรธ
เราภาวนามาช่วงนึงเรารู้ว่าโทสะก็มีเหตุให้เกิด
เราต้องกระทบอารมณ์ที่ไม่พอใจก่อน
โทสะถึงจะเกิด
พอเรากระทบอารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจ
ราคะก็เกิด
เห็นมั้ยมันมีเหตุ
มันมีเหตุมันถึงเกิด ไม่มีเหตุไม่เกิด

งั้นสิ่งทั้งหลายมีเหตุ ไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุก็เกิดได้
เนี่ยถ้าเราภาวนาเราก็จะละมิจฉาทิฏฐิ
ที่ว่าไม่มีเหตุก็เกิดได้

~.. มิจฉาทิฏฐิอีกตัวนึงไม่รู้อนาคตนะ
ก็คิดว่าทุกวันเนี่ย เราอยู่อย่างเนี้ย
แต่พอตายไปเราก็หายไปเลย ตายแล้วสูญไปเลย
อันนี้เรียกว่า.."อุจเฉททิฏฐิ"/ไม่รู้อนาคต
ถ้าเราภาวนาเราก็จะเห็นเลย...
จิตมันเกิดดับสืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ
มันเกิดดับสืบเนื่องเรื่อยๆ
"แม้จะไม่มีร่างกายนะ จิตก็เกิดดับสืบเนื่องได้อีก"

อาศัยจิตดวงเดียวนี้แหละ
ไปสร้างขันธ์ ๕ ขึ้นมาได้ทั้งขันธ์ ๕ เลย
เพราะฉะนั้นไม่ใช่ตายแล้วสูญ
ไม่ใช่อุจเฉททิฏฐิ/ตายแล้วสูญ

~.. มิจฉาทิฏฐิอีกพวกนึงชื่อ.."นัตถิกทิฏฐิ"
อะไรๆก็ไม่มี เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีอนาคตก็ไม่มี
ไม่มี ไม่มี มีแต่ความไม่มี
บุญไม่มี บาปไม่มี
พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ไม่มี
พ่อแม่ครูบาอาจารย์ไม่มี อะไรๆก็ไม่มี
นั่งคิดตลอดวันนะ อะไรๆก็ไม่มี
สุดท้ายมันก็จะคิดได้แค่ว่า กูไม่มีกู
กูไม่มีกูนะ " ได้แต่คิดเอา"

พวกมิจฉาทิฏฐิที่ว่าอะไรๆก็ไม่มี
แล้วก็ไม่ได้ภาวนาให้เห็นว่า....
สภาวธรรมทั้งหลายนั้น
มันมีเหตุมันก็เกิดหมดเหตุมันก็ดับ
ไม่ใช่ว่ามันไม่มี แต่มันมี
"..แต่มันมี แต่มันไม่ใช่มีอย่างถาวร
มันมีเหตุมันก็เกิดขึ้นเป็นคราวๆ แล้วดับไป.."

เห็นมั้ย..
เราภาวนาแล้วเราก็ล้างมิจฉาทิฏฐิได้หลายๆตัว
ล้างไปเรื่อย มันก็หมดทุกตัว

งั้นมิจฉาทิฏฐิพวกนี้ชื่อ"นัตถิกทิฏฐิ"/อะไรๆก็ไม่มี

~.. อีกพวกนึงไม่รู้ขันธ์ ธาตุ อายตนะ
นี่คือไม่รู้กายไม่รู้ใจที่เป็นอดีตและอนาคต
คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรม
บุญ การกระทำใดๆนี้ ไม่มีความสำคัญหรอก
ไม่ต้องทำหรอก ถ้าสิ่งใดมันจะเป็นมันก็เป็นของม้นเอง
ถือว่าไม่มีการกระทำอะไร
อย่างมนุษย์เราเนี่ย ไม่ต้องทำอะไรหรอกนะ
ถูกลิขิตมาหมดแล้ว มันกำหนดมาหมดแล้ว
มันเป็นไปเอง ไม่มีเหตุไม่มีผล
สุดท้ายก็คือมองว่า ไม่มีการกระทำ
บุญก็ไม่จริง บาปก็ไม่จริง
การกระทำไม่เป็นการกระทำ
พวกนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิชื่อ.."อกิริยทิฏฐิ"

~.. มิจฉาทิฏฐิอีกตัวนึง...
ตัวสุดท้ายนะ ตัวสำคัญมาก
"..เพราะไม่รู้แจ้งปฏิจจสมุปบาท.."

ถ้าเราภาวนา
พวกที่ภาวนากับหลวงพ่อมาช่วงนึงเนี่ย
จะเริ่มเห็นปฏิจจสมุปบาท แต่จะเห็นท่อนปลายก่อน

รู้สึกมั้ย.. พอมีผัสสะ
มีการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เกิดเวทนา
พอมีเวทนาขึ้นมา กิเลสจะแทรกตามเวทนา
เช่นมีสุขเวทนานะ..ราคะก็แทรก
มีทุกขเวทนา..โทสะก็แทรก
มีอทุกขมสุข(เวทนา)โมหะก็แทรกเลย
ไม่รู้เรื่อง หลงๆเผลอๆไป
พอมีกิเลสขึ้นมาเนี่ย ใจจะถูกผลักดัน
ถูกผลักดัน แรงผลักดันนี้เรียกว่า..ตัณหา

พอตัณหาเกิดนั้น ตัณหาถ้ามีกำลังแรงนะ
จิตมันจะกระโดดเข้าไปยึดอารมณ์
รู้สึกมั้ย.. จิตกระโดดเข้าไปจับ(อารมณ์)
คนที่ภาวนามาเห็นตรงนี้มีเป็นพันๆแล้วนะ
ไม่ใช่ยากอะไรหรอก

จิตกระโดดเข้าไปจับ ตัวนี้เป็นอุปาทาน
จับแล้วไม่ใช่จับอย่างเดียวนะ
จับแล้วก็ขยำด้วย..รู้สึกมั้ย..?
ใครรู้สึกบ้างว่าจิตโดนขยำ..?
(จิต)มันทำงาน.. ทำไงว๊าจะดี
ทำไงว๊า..จะบรรลุมรรคผล
มันหาทางทำตลอด

การที่จิตทำงานนั้นแหละ เรียกว่า"ภพ"
เรียกว่า"กรรมภพ"
มีการทำงานของจิตนะ
ความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนมันก็จะผุดขึ้นมา
มันจะมีตัวเราขึ้นมา
มีตัวเราขึ้นมาเมื่อไหร่
มันก็จะมีความทุกข์ในจิตใจนี้เกิดขึ้น

นี้พวกเราภาวนามาช่วงหนึ่ง
เราจะเห็นกระบวนการทำงานมันมีนะ
มันไม่ใช่ลอยๆขึ้นมา
สิ่งทั้งหลายมีเหตุก็เกิดสืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ
ตามเหตุตามปัจจัยที่ปรุงแต่ง

ถ้าภาวนาวันใดเห็นปฏิจจสมุปบาทส่วนต้นนะ
วันนั้นจะเป็นพระอรหันต์ จำไว้นะ
เห็นปฏิจจสมุปบาทส่วนท้ายๆนะ ดูไปเรื่อย
วันนึงจะเป็นพระโสดาฯ

ผู้ที่จะไม่เห็นปฏิจจสมุปบาทเเนี่ย
จะมีมิจฉาทิฏฐิชนิดหนึ่งนะ ชื่อ.."อัตตานุทิฏฐิ"
อัตตานุทิฏฐิก็คือตัวเรามีอยู่จริงๆ ตัวเรามีจริงๆ
พวกเราทั้งหลายที่ไม่ใช่พระโสดาบันนะ
ยังมีอัตตานุทิฏฐิอยู่ เห็นว่าตัวเรามีจริงๆ
เรารู้สึกมั้ย ในกายในใจ ในเนี้ยมีเราอยู่คนนึง
เราคนนี้กับเราตอนเด็กๆ ก็ยังเราคนเดิม
เราคนนี้กับเราเย็นนี้ เย็นพรุ่งนี้นะ
อีกปีหน้า ก็เป็นเราคนเดิม
เรารู้สึกมีเราอยู่คนนึง

แต่ถ้าเราเห็นปฏิจจสมุปบาทนะ
เราเห็นกระบวนการทำงานของจิตใจ
ที่เค้าปรุงแต่งสืบเนื่องกันไป
ทั้งรูปธรรมนามธรรมที่เค้าปรุงต่อกันไป
เราจะรู้ว่าตัวตนถาวรไม่มีหรอก

ความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนนั้น
เกิดจาก(จิต)มันหลงไปก่อน
แล้วก็ไปปรุงแต่งขึ้นมา
"..ตัวตนจริงๆไม่มี.."

ตอนนี้คนที่ภาวนากับหลวงพ่อ
แล้วเห็นว่าตัวตนจริงๆไม่มี มีเป็นพันแล้วนะ
พวกเนี้ยคือพวก candidate ที่จะได้ธรรมะ
แต่ไม่บอกนะ.....
ว่าชั่วโมงของการ candidate นานแค่ไหน
ไม่ใช่เอาละว้า....
ฉันเห็นความเป็นตัวตนเกิดแล้วดับไปเป็นคราวๆ
เอาละ สบายละ หลวงพ่อบอกว่า candidate แล้ว
ชาตินี้นอนเล่นๆไปก่อน ชาติหน้าก็ลืม..ลืม

งั้นเราต้องภาวนา
เห็นมั้ยเรารู้สึกกายรู้สึกใจ มีสติรู้กายรู้ใจ
เราเห็นเลย ตัวตนจริงๆไม่มีหรอก
มีแต่กระบวนการทำงานปรุงแต่ง
ความเป็นตัวตนขึ้นมาเป็นคราวๆ

นี้การที่เราเจริญสติปัฏฐาน หรือมีสติรู้กายรู้ใจ
มันจึงละมิจฉาทิฏฐิทั้งหมดไป
แล้วก็ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิทั้งหมด

พวกอัตตานุทิฏฐิเนี่ย มีตัวมีตนนะ
คิดไกลไปในอนาคตอีกว่า ตายแล้วก็ยังอยู่อีก
นี่ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิอีกพวกนึง
ชื่อ"สัสสตทิฏฐิ "

ใช้ใจของมนุษย์ธรรมดาๆนี่แหละ
ไปเรียนรู้ความเป็นธรรมดาของกายของใจ
ใช้จิตใจของมนุษย์ธรรมดาๆ ไปคอยรู้กายคอยรู้ใจ
ว่าจริงๆกายเป็นยังไง จริงๆจิตใจเป็นยังไง

สรุปง่ายๆนะ
มีสติรู้กาย มีสติรู้ใจ อย่างที่เค้าเป็น
อย่าไปหลงเผลอเพลินลืมกายลืมใจไป
อย่าเอาแต่คิดเรื่องกายเรื่องใจ
ต้องดูว่าจริงๆ มันเป็นยังไง
แล้วก็อย่าไปเพ่งกายเพ่งใจ

เพ่งกายเพ่งใจ
มันเกิดจากความจงใจจะปฏิบัติ
พออยากปฏิบัติอยากรู้ให้ชัด
ก็เข้าไปจ้องๆๆ กลายเป็นเพ่ง

คอยรู้สึกกายรู้สึกใจนะ รู้สึกเรื่อย
ถึงวันนึงก็แจ้งขึ้นมา
ไม่ยากอย่างที่คิดหรอก ง่ายนะ

ปัญหาใหญ่มันอยู่ที่ผู้ปฏิบัติเกือบทั้งหมดเนี่ย
ชอบดัดแปลงกายดัดแปลงใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

#หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ 27
File : 511019
ธรรมเทศนาระหว่างนาที 15:10--29:49

ดาวน์โหลดไฟล์เสียงธรรมะได้ที่
Dhamma.com
.....
กราบคุณพระรัตนตรัยด้วยความเคารพอย่างสูง
กราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ
.....

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
bepran from mobile วันที่ : 06/10/2016 เวลา : 12.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

"รักษาจิต" เช่นนี้ไว้เรื่อยๆให้ "รู้อยู่เฉยๆ" ไม่ต้องไป "จำแนกแยกแยะ" อย่าบังคับ อย่าพยายาม อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม

เริ่มต้นด้วยอิริยาบถที่สบาย ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ตามสะดวก
ทำความรู้ตัวเต็มที่ และ รู้อยู่กับที่ โดยไม่ต้องรู้อะไร คือ รู้ตัว หรือ รู้ "ตัว" อย่างเดียว

เมื่อรักษาได้สักครู่ จิต จะคิดแส่ไปในอารมณ์ต่างๆ โดยไม่มีทาง รู้ทันก่อน เป็นธรรมดาสำหรับผู้ฝึกใหม่ ต่อเมื่อจิตแล่นไป คิดไปในอารมณ์นั้นๆจนอิ่มแล้ว ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง

เมื่อรู้สึก ตัวแล้วให้พิจารณาเปรียบเทียบสภาวะของตนเอง ระหว่างที่มี ความรู้อยู่กับที่ และระหว่างที่จิตคิดไปในอารมณ์ ว่ามีความ แตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นอุบายสอนจิตให้จดจำ

จากนั้น ค่อยๆรักษาจิตให้อยู่ใน "สภาวะรู้" อยู่กับที่ต่อไป ครั้น พลั้งเผลอ รักษาไม่ดีพอ จิตก็จะแล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีก จนอิ่มแล้ว ก็จะกลับรู้ตัว รู้ตัวแล้วก็พิจารณาและรักษาจิตต่อไป

ด้วยอุบายอย่างนี้ ไม่นานนัก ก็จะสามารถควบคุมจิตได้ และ บรรลุสมาธิในที่สุด และจะเป็นผู้ฉลาดใน "พฤติแห่งจิต" โดย ไม่ต้องไปปรึกษาหารือใคร
ข้อห้าม ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทำ เพราะไม่มีประโยชน์ และยังทำให้บั่นทอนพลังความเพียร ไม่มีกำลังใจ ในการ เจริญจิตครั้งต่อๆไป

ในกรณีที่ไม่สามารทำเช่นนี้ได้ ให้ลองนึกคำว่า "พุทโธ" หรือคำอะไรก็ได้ที่ไม่เป็นเหตุเย้ายวน หรือเป็นเหตุขัดเคืองใจ นึกไปเรื่อยๆ แล้วสังเกตดูว่า คำที่นึกนั้น ชัดที่สุดที่ตรงไหน ที่ตรงนั้นแหละคือฐานแห่งจิต

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
bepran from mobile วันที่ : 06/10/2016 เวลา : 12.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

ไม่ต้องหาเหตุมาปลอบจิต ..

ไม่เออออ

ไม่คล้อยตาม

ไม่ผลักใส

แม้กระทั้งไม่คิดไปยึดว่า

ถูก หรือ ผิด

ดี หรือ ชั่ว

บุญ หรือ บาป

เพราะล้วนแล้วแต่เป็นคิดนึกปรุงแต่งทั้งสิ้น.

..

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล.

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
bepran from mobile วันที่ : 06/10/2016 เวลา : 12.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

จงทำ ญาณให้เห็นจิต เหมือนดั่งตาเห็นรูป

เมื่อเราสังเกต "กิริยาจิต" ไปเรื่อยๆ จนเข้าใจถึง "เหตุปัจจัย" ของ "อารมณ์ความนึกคิด" ต่างๆได้แล้ว

"จิต" ก็จะค่อยๆ "รู้เท่าทัน" การเกิดของ "อารมณ์ต่างๆ" อารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ก็จะค่อยๆดับไปเรื่อยๆ จน "จิตว่างจาก อารมณ์"

แล้ว "จิต" ก็จะเป็น "อิสระ" อยู่ต่างหากจาก "เวทนาของรูปกาย"

ให้รักษาจิต อยู่ที่ฐานกำหนดเดิมนั่นเอง การเห็นนี้เป็นการเห็นด้วย "ปัญญาจักษุ"

คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ต่อเมื่อ "หยุดคิด" จึงรู้ แต่ต้อง "อาศัยคิด"

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
bepran from mobile วันที่ : 06/10/2016 เวลา : 12.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

.
วันนี้จะขึ้นปัญญาสิกขาแล้ว
เราจะต้องมารู้รูปนาม

การรู้รูปกับการรู้นามนั้นต่างกัน
รูปนั้นรู้ลงเป็นปัจจุบันขณะ คือเดี๋ยวนี้เลยๆ
เนี่ยเคลื่อนไหวเห็นอยู่เลย
ถ้าดูได้ละเอียดนะ เห็นเลยจิตสั่งให้รูปเคลื่อนไหว
รูปก็เคลื่อนไหว
จิตไม่สั่งรูปก็ไม่เคลื่อนไหว
จะเห็นเลยมันทำงานอย่างนี้ เห็นสดๆร้อนๆ
เป็นปัจจุบันขณะ คือขณะเดี๋ยวนี้เลย
.

แต่การดูจิตดูใจนั้น ไม่ใช่ปัจจุบันขณะ
แต่เป็นปัจจุบันสันตติ คือสืบเนื่องกับปัจจุบัน
มีความสุขขึ้นมา แล้วค่อยรู้ว่ามีความสุข
มีความทุกข์ขึ้นมาแล้วรู้ว่ามีความทุกข์
เกิดกุศลขึ้นมารู้ว่ามีกุศลเกิดขึ้น
เกิดอกุศลขึ้นมาแล้วรู้ว่ามีอกุศลเกิดขึ้น

เหมือนที่พระพุทธเจ้าสอน
ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตมีราคะ ให้รู้ว่ามีราคะ
มีราคะเกิดขึ้นแล้วรู้ว่ามีราคะ
แต่เป็นการรู้ที่ต่อเนื่องกัน
ถึงจะเรียกว่าปัจจุบันสันตติ/สืบเนื่องกันกับปัจจุบัน
ไม่ใช่ปัจจุบันขณะ

งั้นจะไปดูจิตเนี่ย จะไปดูเป็นปัจจุบันขณะเนี่ย
"จะกลายเป็นสมถะทันที"
จะไปจ้องจิตแล้วก็ว่างๆอยู่
ต้องระวังนะดูจิตเนี่ย

ต้องกล้าๆหน่อย
ให้ตาเห็นรูป ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้เอา
ให้หูได้ยินเสียง ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้เอา
ให้จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายกระทบสัมผัส ใจคิดนึก
แล้วความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้เอา
อย่าไปรอดูจิต

การเจริญปัญญานั้นใช้กายก็ได้ใช้จิตก็ได้
ที่จริงในกาย- เวทนา -จิต -ธรรม ในสติปัฏฐาน ๔ นั้น
เป็นอารมณ์ที่พระพุทธเจ้าเลือกมาให้

แต่ต้องระวังนิดหนึ่งในสติปัฏฐาน ๔ นั้น
บางอย่างใช้ทำสมถะนะ
บางอย่างเป็นสมถะสำหรับพวกที่เป็นสมถยานิก
(สมาธินำปัญญา--ผู้ถอดความ)
พระพุทธเจ้าสอนอยู่ในสติปัฏฐาน ๔ ปนเข้ามาด้วย มีสมถะ

อารมณ์บางอย่างในสติปัฏฐาน ๔
เป็นวิปัสสนาอย่างเดียว
อารมณ์บางอย่างในสติปัฏฐาน ๔
ใช้ทำสมถะก็ได้ ใช้ทำวิปัสสนาก็ได้
อย่างอานาปานสติ(ดูกาย)
ใช้ทำวิปัสสนาก็ได้ ใช้ทำสมถะก็ได้
หรือดูจิต เป็นสมถะก็ได้ เป็นวิปัสสนาก็ได้

มีจิตบางดวงที่ใช้ทำสมถะ ในการดูจิต
คือจิตที่ ดูที่ความไม่มีอะไร/ความว่างๆ
คือดูความว่าง/ดูช่องว่าง
(อีก)อันหนึ่ง คืิอจิตที่ดูความไม่มีอะไร
นี่อันหนึ่งใช้ทำสมถะที่ง่ายๆเลย
หรือจะดูตัวจิตซ้อนไปเรื่อยๆนะ 'ดูตัวรู้'
วิญญาณซ้อนๆๆๆไปเรื่อยๆ
นี้ก็ได้ งั้นต้องระวัง
ไม่ใช่ดูจิตแล้วเป็นวิปัสสนาเสมอไปนะ
พวกที่ดูจิตๆ ส่วนใหญ่เป็นสมถะนะ (ทำสมถะอยู่)
ดูผิดด้วยซ้ำไป
.

... ถ้าจะดูจิตให้เป็นวิปัสสนานะ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ไป
แล้วเกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศล เกิดอกุศล
แล้วค่อยรู้เอา
ถ้าอยู่ๆ ไปดูจิต แล้วก็จะกลายเป็นสมถะทันทีเลย
(เพราะดูเป็นปัจจุบันขณะ--ผู้ถอดความ)
.

หรือรู้ลมหายใจ
บางคนบอกว่าเข้าคอร์สวิปัสสนา
ดูท้องพองท้องยุบ ดูท้องพองดูท้องยุบเป็นสมถะ
เพราะอะไร..? เราไปเพ่งตัวรูป ๆ
ถ้าเห็นรูปนั้นแสดงไตรลักษณ์นะ
ถึงจะเป็นวิปัสสนา

งั้นต้องระมัดระวังให้มากเลย
การเรียนต้องประณีตนะ มั่วมากๆ แล้วก็เครียดมากๆ
บ้ากันก็ไปเยอะนะ ไม่ใช่ไม่มี
อยากพ้นทุกข์นะ แต่ยิ่งเรียนยิ่งทุกข์ ก็ใช้ไม่ได้

ดูรูป ก็รู้สึกถึงรูปที่กำลังมีอยู่ รูปแท้ ๆ
รูปมี ๒ กลุ่มนะ
มีรูปแท้ ๆ กับรูปไม่แท้
รูปแท้ๆ อย่างธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม
ดูยาก ไม่ใช่ดูง่าย

ลองเอาแขนของตัวเองมาลองจับดู
รู้สึกมั้ย มันมีส่วนที่แข็งๆอยู่ข้างใน
ข้างนอกมันนิ่ม นิ่มกว่าข้างในรู้สึกมั้ย ข้างในมันกระดูก
ข้างนอกนี่นะ ธาตุดินมันน้อย
ข้างในธาตุดินมันเยอะ มันแข็ง
เราเรียนธาตุนะ

ลองเลื่อนมือไป รู้สึกมั้ยในแต่ละจุดในแขนเราเนี่ย
มันร้อนมันเย็นไม่เท่ากัน เนี่ยธาตุไฟไม่คงที่นะ
ธาตุไฟมันเปลี่ยน

ผ่อนคลายมือซิแล้วสัมผัสดู สัมผัสอย่างนุ่มนวล
รู้สึกนุ่มมั้ย
เกร็งมือซิ แล้วแข็งขึ้นมั้ย เนี่ยธาตุดินมันเปลี่ยน

ในเวลาที่เราเดิน
ในขณะที่เราเหยียบเท้ากดพื้นลงไปนะ
น่องเราจะแข็งขึ้น ธาตุดินมันเพิ่มขึ้น
ในขณะที่ยกเท้าขึ้นนะ ธาตุดินจะลดลง
ในขณะที่ก้าวไปเนี่ย ธาตุลมมันเพิ่มขึ้น
ดูยากมากนะ ถ้าไม่ทรงฌานจริงๆนะ ดูยาก
.

งั้นดูหน้าตาพวกเรานะ
คนที่จะทรงฌานมีน้อยเหลือเกิน มีน้อย
กรรมฐานที่เหมาะกับคนซึ่งไม่เก่งสมาธินะ
คือการดูจิต
"จิตตานุปัสสนา" เหมาะกับวิปัสสนายานิก
(ปัญญานำสมาธิ--ผู้ถอดความ)

กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา
เหมาะกับสมถยานิก(สมาธินำปัญญา)

งั้นเราจะเจริญปัญญาดูลงไปเลย"ดูจิตดูใจ"

.

การดูจิตดูใจนั้นมีกฏอยู่ ๓ ข้อ

ข้อที่ ๑. ก่อนจะดู(จิต)นะ อย่าจงใจไปดู
อย่าไปดักดู อย่าไปรอดู
ต้องให้ความรู้สึกเกิดก่อนแล้วค่อยรู้เอา

ถ้าเราจะดูจิตแล้วก็ .. ไหน จิตเป็นยังไง ไปจ้องดูอยู่
เอาละตามองเห็นแล้ว แต่ใจตรงนี้ก็จ้องอยู่นะ
เห็นแล้วเฉยๆ เอ้าฟังแล้วเฉยๆ เฉยหมดเลยนะ
"ไม่มีไตรลักษณ์ให้ดู"

งั้นการดูจิตเนี่ย
อย่าไปจ้องดู -- อย่าไปรอดู -- อย่าไปดักดู
นี่คือกฏข้อที่ ๑ เลยนะ

ถ้าจะดูจิตดูใจตัวเองนะ
อย่าไปดักดู อย่าไปจงใจดู อย่าไปจ้องดู

อย่าไปรอดู
ไหนๆ คนนี้มาแล้ว คนนี้มาคุยกับเราทีไรโกรธทุกที
ไหนดูซิจะโกรธตอนไหน
เอ้า..คุยไป .. ไม่โกรธเลย
เพราะอะไร..? มัวแต่ดูตัวนี้ (ตัวจิต)
ไม่สนใจคนที่ชวนให้เราโกรธ

ธรรมชาติของจิตรู้อารมณ์นะได้ครั้งละอย่างเดียว
เมื่อเรามาสนใจดูซิว่าความโกรธจะเกิดมั้ย
เราไม่สนใจคนที่ทำให้โกรธ มันจะไม่เกิดความโกรธ
เพราะเหตุปัจจัยของความโกรธไม่ครบ
ไม่ถูกยั่วให้โกรธ
.

งั้นการดูจิตดูใจนะ
ต้องให้ความรู้สึกเกิดก่อนแล้วค่อยรู้เอา
อย่าไปดักดู อย่าไปรอดู อย่าไปคอยดู
ถ้าคอยดู ดักดู รอดู จะไม่มีอะไรให้ดู .. จะว่างๆ
.

ข้อที่ ๒ (ของการดูจิต)
ระหว่างดู.. ดูแบบคนวงนอก
อันนี้ดูกายก็ใช้ข้อนี้เหมือนกัน
ดูแบบคนวงนอก ดูเหมือนดูคนอื่น

เราเห็นความโกรธผ่านเข้ามาในใจเรา
เหมือนเห็นคนเดินผ่านหน้าบ้าน
เห็นความโลภ ความโกรธ ความหลง ความสุข ความทุกข์
มันผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป เหมือนคนเดินผ่านหน้าบ้าน
เราอยู่ในบ้าน นั่งสบายๆ ดูสบายๆ ไม่วิ่งตามเค้าไป

คอยดูนะ อย่างตอนนี้มีความสุข รู้สึกมั้ย
ก็เห็นความสุขมันผ่านมาผ่านไป
แต่ถ้ารอดู
ไหนๆ ความสุขอยู่ไหน ไหนๆ ไม่เห็นมีเลย..ว่าง

ก่อนดู อย่าไปดักดู อย่าไปรอดู อย่าไปขวนขวายดู
อย่าพยายามดู
ระหว่างดู ดูห่างๆ ดูแบบคนวงนอก
.

งั้นตรงนี้แหละ.. "ที่ต้องแยกขันธ์เป็น"
แยกขันธ์ไม่เป็น มันจะเป็นคนวงใน มันจะคลุกวงใน
จิตกับอารมณ์มันจะไปรวมกันทันทีเลย
ต้องดูห่างๆ ดูสบายๆ
.

ข้อที่ ๓. ดูแล้วไม่แทรกแซง
เช่นความสุขเกิดขึ้นใจมันอยากให้ความสุขอยู่นานๆ
รู้ทันใจที่โลภ ใจมันยินดีในความสุข มันโลภ
พอรู้ทัน ความโลภมันดับ ใจเป็นกลาง
แล้วก็จะเห็นความสุขเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-แล้วก็ดับไป
ไม่เข้าไปแทรกแซงว่าความสุขต้องอยู่นานๆ

หรือตอนนี้ไม่มีความสุขก็เที่ยวแสวงหาความสุข
อันเนี้ยพยายามแทรกแซง
จิตไม่มีความสุข อยากให้มีความสุข
จิตมีความสุขแล้วอยากให้อยู่นานๆ
อันนี้แทรกแซงทั้งหมดเลย

หรือความทุกข์ก็เหมือนกัน ไม่แทรกแซงมัน
ความทุกข์เกิดขึ้นก็สักว่ารู้ว่าเห็น ว่าความทุกข์เกิดขึ้น
หรือกิเลสเกิดขึ้นก็สักว่ารู้สักว่าเห็น ไม่แทรกแซง
ความโกรธเกิดขึ้นก็ไม่ต้องไปหาทางทำให้หาย
ถ้าหาทางละความโกรธ (คือ)หาทางแทรกแซง
ให้สักว่ารู้ว่าเห็นสภาวะทั้งหลาย
โดยไม่เข้าไปแทรกแซง

แทรกแซงด้วยความยินดีบ้าง ด้วยความยินร้ายบ้าง
ยินดีเช่น ความสุขเกิดขึ้นอยากให้อยู่นานๆ
ความสุขหายไปก็อยากให้มาใหม่
ยินร้ายก็เช่น ความทุกข์เกิดขึ้นอยากให้ดับเร็วๆ
แล้วก็ไม่อยากให้มันเกิดอีก นี่เต็มไปด้วยความไม่อยาก
ไม่อยากให้มันอยู่ ไม่อยากให้มันเกิด
เนี่ยอยากแทรกแซง

ถ้าแทรกแซงแล้วเราจะไม่เห็นความจริง ๆ
อย่างขณะที่ความโกรธเกิดขึ้น
เราก็บริกรรมโกรธหนอๆๆ ความโกรธหายไป
เราไม่ได้เห็นไตรลักษณ์ของความโกรธ
แต่เรารู้สึกว่า"กูเก่ง"
ความโกรธเกิดขึ้นแล้ว
กูบริกรรมแล้วความโกรธหายได้กูเก่ง
แทนที่จะเห็นว่าไม่มีกูนะ
แทนที่จะเห็นว่าความโกรธก็เป็นอนัตตา/บังคับไม่ได้
กลับรู้สึกว่าบังคับได้ เหนือมนุษย์ธรรมดา

คือแทนที่ภาวนาแล้วจะลดละความเห็นผิดนะ
กลายเป็นเพิ่มความเห็นผิดได้ด้วย
งั้นต้องระมัดระวังนะ อย่าเข้าไปแทรกแซง
เห็นสภาวะทั้งหลายก็สักแต่ว่าเห็นไป
.

จำได้มั้ย ข้อที่ ๑. อย่าไปดักดู
ข้อที่ ๒. ดูแบบคนวงนอก
ข้อที่ ๓. ดูแล้วไม่แทรกแซง ดูด้วยความเป็นกลาง
แต่ถ้าใจมันยินดีให้รู้ทัน ใจมันยินร้ายให้รู้ทัน
ใจมันจะเข้าสู่ความเป็นกลาง อันนี้กลางด้วย.. สติ
รู้ทันความยินดียินร้าย ความยินดียินร้ายดับ
ใจก็เป็นกลาง ก็เห็นสภาวะเกิด-ดับไป

ดูไป น า น น น เลยนะ เห็นสภาวะเกิด-ดับ
สุขมาแล้วสุขก็ไป ทุกข์มาแล้วไป ดีมาแล้วไป ชั่วมาแล้วไป
วันหนึ่งเราจะเข้าสู่ความเป็นกลางด้วยปัญญา
เพราะว่าจิตมันได้ยอมรับความจริงแล้ว
ว่าทุกอย่างเป็นของชั่วคราว
สุข-ทุกข์-ดี-ชั่ว มาแล้วไปเหมือนๆกันหมด

เพราะฉะนั้นเวลาความสุขมาเนี่ย จิตไม่หลงระเริง
ไม่หลงยินดี
เวลาความทุกข์มาจิตไม่หลงยินร้าย
เวลากุศลมา จิตไม่หลงยินดี
เวลาอกุศลมา จิตไม่หลงยินร้าย
นี่จิตมันเป็นกลาง เพราะมันมีปัญญา
มันเห็นแล้วว่าทุกอย่างมาแล้วก็ไปๆ

เราจะต้องฝึกนะ
เบื้องต้น ฝึกให้เป็นกลางด้วยสติ
หรือการรู้ทันความยินดียินร้ายที่เกิดขึ้น

เวลารู้สภาวะแล้วดูห่างๆ
ถ้ามันยินดียินร้ายขึ้นมารู้ทันมัน
มันเป็นกลางด้วยสติ

นี้ก็เห็นสภาวะเกิดดับไปนาน
เป็น ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี แต่ละคนไม่เหมือนกัน

จนกระทั่งวันหนึ่งจิตมันฉลาด
มันรู้ว่าทุกอย่างนี้เป็นของชั่วคราว
ต่อไปนี้อะไรมานะ จิตมันฉลาดซะแล้ว
มันมีปัญญา
มันก็จะเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง
ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งดี ทั้งชั่วนะ จิตจะเสมอกันหมดเลย
จิตเป็นกลาง
ไม่ใช่อยากได้อย่างหนึ่งปฏิเสธอย่างหนึ่ง

ตรงที่จิตเป็นกลางด้วยปัญญานี้แหละ
คือประตูแห่งการบรรลุอริยมรรค

ไม่ใช่นั่งสมาธิแล้วก็คือประตูแห่งอริยมรรคนะ

ต้องทำวิปัสสนาจนแก่กล้าเลย
จนกระทั่งจิตเข้าสู่ความเป็นกลาง
เป็นประตูของอริยมรรค
ตัวนี้จิตมีปัญญาชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ
(ญานที่ ๑๑ ในโสฬสญาณ/ญาณ ๑๖ --ผู้ถอดความ)

สังขาร-ญาณ
ญาณคือปัญญา อุเบกขาคือความเป็นกลาง
สังขารคือความปรุงแต่งทั้งหลาย

จิตเข้าถึงความเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งหลาย
ด้วย.. ปัญญา
ปัญญาเห็นไตรลักษณ์นั่นเอง
จนกระทั่ง(จิต)เข้ามาสู่ความเป็นกลาง

_/|\_ _/|\_ _/|\_

#หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ 57
File: 571214
พระธรรมเทศนาระหว่างนาที 9:12-- 22:53

ดาวน์โหลดไฟล์เสียงธรรมะได้ที่
Dhamma.com

.....
กราบคุณพระรัตนตรัยด้วยความเคารพอย่างสูง
กราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ
.....

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
bepran from mobile วันที่ : 06/10/2016 เวลา : 12.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

.
ลงทุนลงแรงมากนะ กว่าจะได้มานั่งฟังธรรมะ
ของฟรีไม่มีของฟลุ๊คไม่มีหรอก
คนในโลกมีตั้งเท่าไหร่นะ
กระทั่งในเมืองไทยเนี่ย
คนที่ได้ฟังธรรมจริงๆ มีสักเท่าไหร่

คนสวนใหญ่ไม่ได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า
ฟังของเดียรถีย์แทรกๆเข้ามา อยู่ในศาสนาพุทธเราเท่านั้นเอง
มันสอนให้เราเชื่อโชคลาง
สอนให้เราเชื่ออะไรก็ได้ที่จะเสียเงินให้เค้า
ไม่ค่อยมีใครสอนให้มีสตินะ

งั้นพยายามฝึกตัวเอง
ให้ได้คุณค่าสูงสุดจากพระพุทธศาสนา
หายใจออกรู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว
เท่านี้ชีวิตก็มีคุณค่าขึ้นมาแล้ว ไม่หายใจตายเปล่า
หายใจออกหายใจเข้าตายเปล่าๆ เนี่ยพอกพูนกิเลสไปเรื่อยๆ

มีสตินะ .. รู้สึก(ตัว)ไป
เห็นร่างกายหายใจ ใจเป็นคนดู
อย่าไปจ้องตัวลมหายใจนะ
เห็นร่างกายหายใจ ใจเป็นคนดู
เห็นอะไร ..? เห็นร่างกายหายใจ

ฟังให้ชัดนะ ...
กิริยาคือไปเห็นมัน เห็นด้วยใจเห็นด้วยปัญญา
เห็นอะไร ..? เห็นร่างกาย
เห็นร่างกายทำอะไร ..? เห็นร่างกายหายใจ

ไม่เหมือนกันนะ
ระหว่างเห็นลมหายใจ กับเห็นร่างกายหายใจ

ที่หลวงพ่อสอนให้เห็นร่างกายหายใจ
หรือเห็นร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน
อันเนี้ยเราจะต่อขึ้นปัญญา(วิปัสสนา)ง่าย
ถ้าเห็นลมหายใจมันต่อไปทางฌาน(การเพ่ง/สมถะ)
มันไปคนละทางกัน มันเสียเวลานานเข้าสมาธิ
หลวงพ่อเสียเวลา ๒๒ ปี เสียเวลานาน

ถ้าหายใจออกรู้สึก หายใจเข้ารู้สึกนะ
เห็นร่างกายหายใจไป
ถ้าร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก ร่างกายหยุดนิ่งรู้สึก
ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอนรู้สึก เรียกว่ามีสติแล้ว

พอรู้สึกไปๆ เราก็ค่อยดูอีก
ร่างกายที่หายใจ ร่างกายที่ยืน เดิน นั่ง นอน
ร่างกายที่เคลื่อนไหว ร่างกายที่หยุดนิ่ง
เป็นสิ่งที่จิตไปรู้ไปเห็นเข้า มันไม่ใช่ตัวเรา
รู้สบายๆ แล้วรู้สึกเลยมันไม่ใช่ตัวเรา
ทำความรู้สึกอย่างนี้ขึ้นมาในใจก่อน
เรียกว่าเราไปหมายรู้ ถึงความไม่เป็นตัวเป็นตน

อาศัยการหมายรู้
หมายรู้คือตัวสัญญา(ความจำได้หมายรู้)
อาศัยสัญญาไปหมายรู้ร่างกาย
มันไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา
เริ่มต้นอย่างนี้ก่อน เนี่ยปัญญามันถึงจะเกิด

ถ้าไม่มีการหมายรู้ถูกนะ จิตมันจะหมายรู้ผิดทันทีเลย
มันจะหมายรู้ว่าร่างกายนี้เป็นตัวเรา

พอหมายรู้ผิดก็คิดผิด เวลาคิดก็คิดว่ากายเป็นเรา
เมื่อคิดผิดแล้วก็เรียกว่าเกิดความเห็นผิด
เชื่อมั่นแน่นแฟ้นว่าร่างกายนี้คือตัวเรา
มันเริ่มมาจากการหมายรู้ผิด
หมายรู้ผิดก็สัญญาวิปลาส
ปุถุชนมีสัญญาวิปลาส

นี่เราอาศัยได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า
มาทำสัญญาที่ไม่วิปลาสขึ้นมา หมายรู้ให้ถูก
หมายรู้รูป-หมายรู้นาม
โดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา

(จิต)ของเราชอบหมายรู้ผิด
หมายรู้ของไม่สวยว่าสวย
ของไม่เที่ยงว่าเที่ยง ของเป็นทุกข์ว่าสุข
ของไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ว่าเป็นตัวเป็นตน
เนี่ยพวกเดียรถีย์นะมันแอบเข้ามาอยู่ในศาสนาพุทธนะ
มันสอนว่าปฏิบัติอย่างเค้าแล้ว...
ก็เข้าถึง(ความ)เที่ยง(ความ)สุข บังคับได้ เป็นตัวเป็นตน
นิพพานแล้วก็ยังมีโลกๆนึงไปอยู่
.

เรามาเรียนรู้นะ รู้สึกตัวขึ้นมา
เห็นร่างกายหายใจ เห็นร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน
เห็นร่างกายเคลื่อนไหว เห็นร่างกายหยุดนิ่ง
แล้วไม่เห็นเฉยๆ ไม่ใช่รู้สึกอยู่เฉยๆถึงร่างกาย
รู้สึกซ้อนลงไปอีกที
ร่างกายที่หายใจ ร่างกายที่ยืน เดิน นั่ง นอน
ร่างกายที่เคลื่อนไหว ร่างกายที่หยุดนิ่ง
เป็นของถูกรู้ถูกดูอยู่ จิตเป็นคนไปรู้ไปดูมัน
มันไม่ใช่ตัวเราหรอก
ค่อยๆรู้สึกไป ร่างกายนี้มันไม่ใช่ตัวเรา
ต้องฝึกให้มากๆ

นี้บางคนไม่ถนัดดูกาย ก็ดูใจ
เดี๋ยวใจก็สุข-เดี๋ยวใจก็ทุกข์
เดี๋ยวใจก็ดี-เดี๋ยวใจก็โลภ-โกรธ-หลง
เดี๋ยวก็ฟุ้งซ่าน-เดี๋ยวก็หดหู่
เนี่ยเฝ้ารู้ลงไป

แล้วก็หมายรู้ไปอีกนะว่า
เอ้อ..มันไม่เที่ยงนะ
สุขอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย ทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย
ดีหรือชั่ว อยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย
นี่หมายรู้ว่ามันไม่เที่ยง
มันสุขมันก็สุขเอง มันทุกข์มันก็ทุกข์เอง
มันดีมันก็ดีได้เอง มันชั่วมันก็ชั่วได้เอง
เราไม่ได้เลือก
อย่างมันจะโกรธ มันก็โกรธได้เอง
มันจะรักมันก็รักได้เอง.. เราสั่งไม่ได้
เนี่ยเรารู้สึกอย่างนี้ลงไปนะ เราหมายรู้ถูก
เราเห็นความเป็น'อนัตตา'
เนี่ยเฝ้ารู้ลงไป

ถ้ารู้สึกที่กาย ก็หมายรู้ให้ถูก
ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรานะ
ร่างกายนี้มีทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ตัวเราหรอก

จิตใจนี้ สุขทุกข์ดีชั่วทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นในจิตใจ
ก็ล้วนแต่ของไม่เที่ยง ของไม่ใช่ตัวเรา
อย่าไปรู้สึกตัวอยู่เฉยๆ
ไม่ใช่รู้สึกกายอยู่เฉยๆ รู้สึกใจอยู่เฉยๆ
ไม่หมายรู้ให้ถูก..ไม่ใช่วิปัสสนานะ

แต่หมายรู้ .. ไม่ใช่คิดนะ
หมายรู้มันเป็นการมองในมุม
คือหัดมองในมุมของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
(ไตรลักษณ์--ผู้ถอดความ)

ไม่ใช่นั่งคิดเอา
แต่บางคนถ้าหมายรู้ไม่เป็น
เบื้องต้นคิดไปก่อนก็ได้
แล้วสุดท้ายจิตมันก็หมายรู้เป็น ค่อยๆฝึก

งั้นถ้าคนหมายรู้ไม่เป็นนะ
เบื้องต้นพิจารณาคิดไปก่อนก็ได้
ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ยืมโลกมาใช้ชั่วคราว
อย่างนี้คิดเอา
ถ้าหมายรู้เป็นความรู้สึก รู้สึกเลยว่าตัวนี้ไม่ใช่เรา

เอ้า..ตอนนี้รู้สึกตัวซิ รู้สึกตัวขึ้นมา แล้วยิ้มหวานๆ
เห็นมั้ยร่างกายยิ้ม เห็นด้วยใจ เห็นมั้ยร่างกายยิ้ม
เห็นมั้ยตัวที่ยิ้มไม่ใช่เรา

ลองพยักหน้าซิ
เห็นมั้ยร่างกายมันพยักหน้า มันเป็นสิ่งที่ถูกรู้ถูกดูนะ
ใจเป็นคนไปเห็นมัน
ร่างกายที่พยักหน้าไม่ใช่เราหรอก ไม่ใช่เรา

ทำไมเราไปรู้อย่างนี้แล้วมันไม่มีเรา..?
ความเป็นเรามันเกิดจากความคิด
เรา..รู้..อยู่ มันไม่คิดนี่ (ตัว)เราไม่เกิดหรอก
ความเป็นเรามันเกิดจากความหมายรู้ผิด
คิดผิด แล้วก็เชื่อผิด เป็นความเห็นผิดขึ้นมา

วิปลาสมันมี ๓ ตัวนะ
สัญญาวิปลาส/หมายรู้ผิด
อย่างเราหมายรู้ของไม่สวยว่าสวย
ของไม่เที่ยงว่าเที่ยง ของเป็นทุกข์ว่าสุข
ของไม่ใช่เราว่าเรา
นี่หมายรู้ผิด

เนี่ยใจลึกๆนะ มันรักตัวเองหวงตัวเอง
ของดีของวิเศษของงาม รักมากเลย
อาศัยการหมายรู้ผิดๆนะ ก็เกิดความรู้ผิดๆ
พอเกิดความคิดผิดๆ ก็เกิดความเชื่อผิดๆ ความเห็นผิดๆ

คิดผิดๆ เรียกว่า"จิตวิปลาส"
แล้วก็เกิดความเชื่อผิดเรียกทิฏฐิวิปลาส/ความเห็นผิด
เราเห็นของไม่เที่ยงว่าเที่ยง
ของไม่สวยว่าสวย ของเป็นทุกข์ว่าสุข
ของไม่ใช่เราว่าเรา
อย่างรู้สึกว่าเนี่ยเป็นเราตลอดเลย
ก็สะสมแต่ความหมายรู้ผิด สะสมแต่การคิดผิด
สะสมความเห็นผิดขึ้นมา

งั้นต่อไปนี้เราไม่สะสมความเห็นผิดแล้ว
เราจะสะสมความเห็นถูก
ความเห็นถูกมันมาจากการคิดถูก
เวลาคิดเราก็เห็นนะว่าธาตุขันธ์มันทำงาน ไม่ใช่เรา
ร่างกายมันทำงานไม่ใช่เราทำงาน
สุข-ทุกข์มันทำงาน ไม่ใช่เราทำงาน
สัญญา/ความจำได้หมายรู้มันทำงาน ไม่ใช่เราทำงาน
ความปรุงดีปรุงชั่วคือสังขารมันทำงาน ไม่ใช่เรา
จิตรับรู้อารมณ์ ไม่ใช่เรารับรู้อารมณ์
เห็นจิตมันทำงาน ไม่ใช่เราทำงาน
ค่อยๆดูไป

เนี่ยตอนนี้ร่างกายหายใจรู้สึกมั้ย
เห็นมั้ยร่างกายหายใจ ไม่ใช่เราหายใจ
นี้ถ้ามีการหมายรู้ถูกมันจะรู้สึกเลยอะไรหายใจ
ร่างกายหายใจ ไม่ใช่เราหายใจ
ถ้ามีความเห็นผิดอยู่นะ ...
หมายรู้ผิด คิดผิด เห็นผิด ก็เป็นเราหายใจ

ใครได้ยินเสียง ลองฟังดูว่าใครได้ยินเสียง..?
(เสียงระฆังดัง)
เราได้ยินมั้ย หรือหูได้ยิน หรือใจได้ยิน..?
ทีแรกได้ยินด้วยหูใช่มั้ย ..?
แล้วเสร็จแล้วก็มาแปลความหมายด้วยใจ เห็นมั้ย..?
หูมันได้ยินนะ ใจมันได้ยิน มันไม่ใช่เราได้ยิน

มันไม่ใช่เราได้ยิน หูมันเป็นคนได้ยินเสียง รับเสียง
ใจเป็นคนแปลความหมาย
เค้าทำของเค้าเอง

เนี่ยค่อยดูนะ กระทั่งฟังเสียงระฆังนะ
ไม่แน่วันนึงเราได้ยินธรรมะแบบนี้แล้ว
วันนึงเราได้ยินเสียงอะไรนะ ใจเราอาจจะบรรลุธรรมขึ้นมา

ใครได้ยินเสียง
หูกระทบเสียงใช่มั้ย ใจแปล
ไม่ใช่เราได้ยินเสียง ไม่ใช่เราคิดนะ
"รูปกับนามมันทำงาน ตัวเราไม่มี"

ตัวเราไม่มีมันก็ได้ธรรมะขั้นต้นแล้ว/เป็นโสดาฯได้แล้ว

_/|\_ _/|\_ _/|\_

#หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

แสดงธรรม ณ วัดสวนสันติธรรม 20 พ.ค. 59

CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ 66
File: 59020A
พระธรรมเทศนาระหว่างนาที 4:35--16:57

ดาวน์โหลดไฟล์เสียงธรรมะได้ที่
Dhamma.com
.....
กราบคุณพระรัตนตรัยด้วยความเคารพอย่างสูง
กราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ
.....

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
bepran from mobile วันที่ : 05/10/2016 เวลา : 17.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

จิตคิดชั่วเช่น จิตเกิด คิดฆ๋ามนุษย์ และมันดับลง สติรู้ว่าเป็นแค่อนิจจังของจิต ก็ไม่ฆ่าใคร แค่สิ่งเกิดขึ้นดับไป อีกสักพัก จิตเกิดใหม่ คิดไปทำทาน แล้วก็ดับไป ก็อนิจจังของจิต ไปทำทาน แต่จะไม่ติดในบุญในทานนั้น จะพ้นจากบุญและบาป ดีและชั่ว มีเพียงสติรู้ทันจิต เห็นว่าเป็นแต่เพียงจิตดวงใหม่เกิดขึ้นดวงเก่าดับลงอยู่อย่างนี้ เห็นเพียงจิตเกิดและดับ พ้นจากสมมติที่จิตหลอก ยิ่งเห็นยิ่งทันยิ่งเข้าใจยิ่งวางยิ่งพ้นครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
bepran from mobile วันที่ : 05/10/2016 เวลา : 17.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

ขันธ์ห้าเป็นของเกิดดับตามธรรมดา

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
bepran from mobile วันที่ : 05/10/2016 เวลา : 16.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

ฉัน..บังคับจิต ก็อัตตา
ฉัน..ปล่อยจิต ก็อัตตา
สติ รู้จัก จิต

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
bepran from mobile วันที่ : 05/10/2016 เวลา : 16.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

บังคับไม่ได้ แต่ถ้าสติรู้ทันมันไม่ไป เหมือนบังคับไม่ใ้ห้คิดฟุ้ง เผลอเมื่อไหร่มันไป ส่วนมากจะมีผลคือเริ่มเครียดเริ่มอึดอัด [นั้นอกุศลธรรม) แต่ถ้าสติรู้ ความคิดจะหยุดทันที มีสติบ่อยๆรู้ว่าคิดนี้เป็นธรรมดา สติรู้ตัวเห็นความธรรมดาของสังขารขันโธนี้เป็นของธรรมดา บ่อยๆ ใจจะปล่อยวางเพราะเห็นเป็นธรรมดาของจิต จิตเกิดดับ ดวงใหม่เกิดดับ สืบต่อกันไป ความกังวลต่อความดิ้นรนของจิตจะลด สติจะยิ่งเพิ่ม จิตยิ่งกดยิ่งดิ้น ยิ่งดิ้นยิ่งกังวล มีสติกุศลจิตเกิดรู้ อกุศลจิตเกิดก็รู้ รู้นี้คือรู้ทัน ไม่ใช้รู้ยกขึ้นหรือรู้กดลง รู้ว่าสักว่าจิต เกิดเดี๋ยวก็ดับ ไม่เที่ยงแท้อะไร เหมือนลิงดิ้นไป เหมือนฝูงวัวเที่ยวไปตามธรรมชาติมัน มีศีลประคับประคองไว้ ไม่ล่ามไม่ผูก เฝ้าดูธรรมชาติมัน
ผู้คนมักไม่เห็นตัวจิต แต่มักสนใจในเรื่องราวที่มันคิดพาไป
สังขารจิตเกิดคิดเรื่องน้ำท่วมแล้วมันก็ดับไป
ผู้คนเห็นน้ำท่วมน้ำมากน้อยฯลฯ แต่ไม่เห็นว่าจิตเกิดและดับ ไปติดอยู่ในเรื่องราวที่มันปรุงขึ้นเสียส่วนใหญ่ ทั้งที่เพียงมันเกิดและก็ดับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
bepran from mobile วันที่ : 05/10/2016 เวลา : 15.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

ตัณหา ปัจจยา อุปาทานัง
เวทนา ปัจจยา ตัณหา
ผัสสะ ปัจจยา เวทนา
อายตนะ ปัจจยา ผัสโส
นามะรูปะ ปัจจยา สฬายตนัง
วิญญาณะ ปัจจยา นามารูปัง
สังขาระ ปัจจยา วิญญาณัง
อวิชชา ปัจจยา สังขารา
อนัตตาติ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 04/10/2016 เวลา : 22.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

บังคับมิให้ไป -- ได้ไหม

========

คห ๔
ไหลอยู่อย่างนี้ หมุนอยู่อย่างนี่ อย่างธรรมจักร ที่หมุนมาก่อนแม้พระพุทธเจ้าพระองค์แรกจะอุบัติ หมุนไปไม่มีวันสุด กักขังอุปาทานขันธ์เอาไว้้

.
.
สิ่งใดกักขังอุปาทานขันธ์ฤาคะท่าน

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
bepran from mobile วันที่ : 03/10/2016 เวลา : 23.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

ไหลอยู่อย่างนี้ หมุนอยู่อย่างนี่ อย่างธรรมจักร ที่หมุนมาก่อนแม้พระพุทธเจ้าพระองค์แรกจะอุบัติ หมุนไปไม่มีวันสุด กักขังอุปาทานขันธ์เอาไว้้

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
bepran from mobile วันที่ : 03/10/2016 เวลา : 23.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

ความคิดว่าไปไหนดับลงเมื่อภาพดอกบัวขาวเกิดขึ้นที่ตา ภาพดอกบัวขาวที่ตาดับลงเมื่อความคิดคำนึงใหม่เกิดขึ้นที่ใจ ความคิดคำนึงนั้นดับลง เมื่อเสียงแม่ดังขึ้นกระทบหู เสียงที่หูนั้นดับลง เมื่อความหมายรู้ว่าแม่เกิดที่ใจ หมายรู้นั้นดับไปเมื่อภาพที่ตาเกิดขึ้นใหม่ จากกิ่งนั้นไปภพนี้ จากภพนี้ลงภพนั้น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 03/10/2016 เวลา : 23.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

..ไหน

ความคิดเห็นที่ 1 ..เวลาสวัสดิ์.. , อาโป ถูกใจสิ่งนี้ (2)
bepran from mobile วันที่ : 03/10/2016 เวลา : 15.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

เป็นเพียงสักว่าจิต สักว่าธรรม เป็นของไม่เที่ยงเลย สั่งให้เกิดก็ไม่ได้ สั่งให้ไม่เกิดก็ไม่ได้ สั่งให้ดับก็ไม่ได้ สั่งให้ไม่ดับก็ไม่ได้ เป็นธรรม มีลักษณะสามอย่าง คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ตั้งอยู่ไม่ได้ และไม่มีตัวตนบุคคลเราเขาที่ไหน เป็นอนัตตา

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2016 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]