• บิ๊กกัน191
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-11-22
  • จำนวนเรื่อง : 259
  • จำนวนผู้ชม : 865442
  • ส่ง msg :
  • โหวต 587 คน
วาไรตี้ต่างๆ โดย biggun191
ส่งข่าวสารน่าสนใจ ในปัจจุบัน ให้อ่านเพื่อเพิ่มองค์ความรู้
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/biggun191
วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม 2551
Posted by บิ๊กกัน191 , ผู้อ่าน : 2392 , 16:46:43 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

โรคภูมิแพ้
          โรคภูมิแพ้เป็นกลุ่มของโรคที่เกิดขึ้นในบุคคลบางคน   เนื่องจากร่างกายของผู้นั้นมีปฏิกิริยาต่อสารที่เข้าไปในร่างกายผิดไปจากคนส่วนใหญ่   พบโรคกลุ่มนี้ได้บ่อยในประชากรทั่วโลกรวมทั้งชาวไทยด้วย
          อาการของโรคภูมิแพ้  เกิดขึ้นเนื่องจากปฏิกิริยาระหว่างสารก่อภูมิแพ้ (allergens) ซึ่งเป็นสารจากภายนอกเข้าไปในร่างกาย กับภูมิแพ้ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นภายหลังได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปกระตุ้นในครั้งก่อนๆ ภูมิแพ้นี้อาจอยู่ในน้ำเหลือง    (เซรุ่ม)    หรืออยู่ในเซลล์ประเภทลิมโฟไซต์ (lymphocyte) ก็ได้ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น อาจทำให้เกิดโรคขึ้นได้ในหลายระบบอวัยวะ    สุดแต่ว่าบุคคลนั้นจะมีระบบอวัยวะใดเป็นที่ตอบสนอง    อาจแสดงออกในระบบทางเดินหายใจ  เช่น  หอบหืด อาจแสดงออกทางผิวหนัง เช่น  ลมพิษ หรืออาจแสดงออกทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน อุจจาระร่วง บางรายเกิดปฏิกิริยารุนแรงจนทำให้เกิดอาการหลายระบบพร้อมกัน เช่น  มีอาการช็อก หายใจไม่ออก และอาจถึงแก่ กรรมในระยะเวลาอันสั้นได้ ภาวะเช่นนี้ เราเรียกว่า  "ภาวะอะนาไฟแลกซิส" (anaphylaxis)
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้
          ๑. กรรมพันธุ์   กรรมพันธุ์มีความสำคัญในการถ่ายทอดโรคภูมิแพ้หลายชนิด เช่น โรคหืด จมูกอักเสบจากการแพ้  ผื่นเอ็กซีมา  แม้กรรมพันธุ์จะมิใช่เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดโรค     แต่บุคคลที่มีกรรมพันธุ์ของโรคเหล่านี้ ย่อมมีโอกาสเป็นได้ง่ายกว่าบุคคลที่ไม่มีประวัติโรคดังกล่าวในครอบครัว
          ๒. สารก่อภูมิแพ้  คนที่จะเกิดโรคภูมิแพ้จะต้องได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าร่างกายมาก่อน การได้รับครั้งแรกจะไม่มีอาการ ยิ่งได้รับสารภูมิแพ้เข้าร่างกายมากเท่าใด  บ่อยเท่าใด  ก็ยิ่งมีโอกาสเกิดอาการแพ้ได้มากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีแนวโน้มในการ เกิดโรคภูมิแพ้อยู่ด้วย เช่น มีกรรมพันธุ์ก็จะยิ่งมีโอกาสเป็นได้ง่ายขึ้น
         สารก่อภูมิแพ้เป็นสารอยู่รอบตัวเรา  สารแต่ละชนิดมีคุณสมบัติก่อภูมิแพ้ไม่เหมือนกัน บางชนิดก่อได้ง่าย บางชนิดก่อได้ยาก สารประเภทโปรตีนก่อภูมิแพ้ได้ดี  สารเหล่านี้เข้าร่างกายได้โดยการสูดหายใจเข้าไป เช่น ฝุ่นในบ้าน ตัวไรในฝุ่น ขนและรังแคสัตว์เศษแมลง เกสรของดอกไม้ ดอกหญ้า และวัชพืชตลอดจนสปอร์ของเชื้อราที่มีอยู่ในอากาศมากมาย ในแต่ละฤดูกาล และในแต่ละภูมิประเทศมีเกสรพืชและ สปอร์ของเชื้อราแตกต่างกัน สารก่อภูมิแพ้บางชนิดอาจเข้าร่างกายโดยการรับประทาน  เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และยา เป็นต้น สารบางอย่างอาจเข้าร่างกายโดยการสัมผัส เช่น เครื่องสำอาง เครื่องใช้ประจำบ้าน และสารบางอย่างอาจเข้าไปได้โดยการฉีดเข้าร่างกาย เช่นยา เป็นต้น
         เมื่อสารก่อภูมิแพ้จะเข้าร่างกายโดยทางใดก็ตามบุคคลส่วนน้อยเท่านั้นที่จะสร้างภูมิแพ้ตอบสนองจำเพาะต่อสารที่ตนแพ้ โดยสารก่อภูมิแพ้จะเข้าไปกระตุ้นกลุ่มเซลล์ประเภทลิมฟอยด์ (lymphoid cell) บางชนิดให้สร้างภูมิแพ้ขึ้น    ภูมิแพ้อาจอยู่ในน้ำเหลืองซึ่งเป็นส่วนของอิมมูโนโกลบุลิน  อี (immunoglobulin  E) หรือเรียกย่อว่า  lg  E  หรือเซลล์ลิมฟอยด์บางชนิดที่ถูก\สารก่อภูมิแพ้กระตุ้นอาจเป็นตัวแสดงปฏิกิริยาได้ถ้าสารก่อภูมิแพ้อีก  เซลล์พวกนี้จะมีคุณสมบัติจำได้ว่าตัวเองถูกกระตุ้นด้วยสารใด  เมื่อร่างกายได้รับสารที่ตนเองสร้าง ภูมิแพ้เข้าร่างกายอีก    ก็เกิดปฏิกิริยาระหว่างสารก่อภูมิแพ้กับภูมิแพ้ในน้ำเหลือง (หรือกับเซลล์ลิมฟอยด์ที่เคยถูกกระตุ้นไว้) มีผลทำให้เกิดการหลั่งสารเคมีหลายชนิด สารเหล่านี้จะไปออกฤทธิ์ต่ออวัยวะที่ตอบสนอง  แต่ละคนอาจมีอวัยวะตอบสนองต่างกัน  แม้ว่าจะได้รับสารที่ตนแพ้อย่างเดียวกัน   เช่น  บางคนสูดฝุ่นบ้าน แสดงออกโดยหอบหืด  บางคนอาจแสดงออกเพียงมีน้ำมูกไหลจาม และคันจมูก เท่านั้น หรือการแพ้ยา แม้ว่าจะเป็นยาชนิดเดียวกัน   บางคนแสดงออกโดยเป็นลมพิษบางคนหอบหืด  แต่บางคนอาจช็อกจนเสียชีวิตได้
[กลับหัวข้อหลัก]

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
โรคภูมิแพ้ที่พบในคนไทย
         โรคหืด
         เป็นโรคที่หลอดลมของผู้ป่วยไวต่อสิ่งที่มากระตุ้นมากกว่าปกติ  ทำให้หลอดลมเกิดหดเกร็งเนื่องจากกล้ามเนื้อรอบหลอดลมหดเกร็ง  มีเสมหะมากและผนังหลอดลมบวม การหดเกร็งของหลอดลมนี้เกิดเป็นครั้งคราว ขณะเกิดอาการทำให้หายใจผ่านทางลำบากขึ้น  จึงเกิดอาการหอบ อาจได้ยินเสียงหายใจดังวี้ดๆได้ ขณะไม่หอบก็เหมือนคนปกติ
         สาเหตุของโรคนี้   อาจมาจากการแพ้สารบางอย่าง  หรืออาจเกิดจากการทำงานของประสาทที่ควบคุมหลอดเลือดผิดปกติไป ผู้ป่วยที่เป็นหืดอาจเกิดการหอบขึ้น  เนื่องจากพบสิ่งกระตุ้นซึ่งมีหลายอย่าง  เช่น  ผู้ป่วยได้รับสารที่ตนเองแพ้  การติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ การเปลี่ยนแปลงของอากาศ  อาทิ  อากาศหนาว อากาศอ้าว การออกกำลังมากเกินไป หรือแม้แต่ความผิดปกติในอารมณ์หรือจิตใจก็อาจเกิดการหอบขึ้นได้ สาเหตุของการแพ้ในโรคนี้ส่วนใหญ่เป็นสารที่สูดเข้าทางการหายใจ  เช่น ฝุ่นบ้าน ตัวไรในฝุ่น  ขนสัตว์เลี้ยง  เศษแมลง เชื้อรา เกสรหญ้า และเกสรดอกไม้ในอากาศ 
         โรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง เกิดขึ้นได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ โรคที่เริ่มเกิดในเด็กมักมีสาเหตุจากการแพ้มากกว่าโรคที่เริ่มเกิดในผู้ใหญ่ ถ้าเกิดในวัยเด็กจะมีโอกาสหายได้ง่ายกว่า

          จมูกอักเสบจากภูมิแพ้
          บางคนเรียกว่า "ไข้ละอองฟาง" (hay fever) แต่คนทั่วไปเรียกโรคนี้ว่า  "โรคแพ้อากาศ"  ความจริงไม่ใช่การแพ้อากาศ  แต่เป็นการแพ้สารบางอย่างในอากาศ เมื่อผู้ป่วยสูดเอาสารที่ตนแพ้เข้าร่างกาย จะมีน้ำมูกไหล  คัดจมูก  คันจมูก  คันตา  คันในลำคอ มีน้ำตาไหลและจาม อาการดังกล่าวอาจเป็นเฉพาะฤดูกาล สาเหตุมักเกิดจากการแพ้สารที่มีในฤดูกาลนั้นๆ เช่น  เป็นฤดูกาลที่มีเกสรหญ้า  และวัชพืช หรือเชื้อรา หรืออาจมีอาการตลอดปี ซึ่งมักเกิดจากการแพ้สารที่ผู้ป่วยพบตลอดปี  เช่น ฝุ่นบ้าน ตัวไรในฝุ่นเศษแมลง  รังแคสัตว์  อาหาร  หรือเกสรและเชื้อราชนิดที่มีอยู่ตลอดปี ผู้ป่วยบางรายมีอาการหอบหืดด้วย  สาเหตุของโรคทั้งสองคล้ายกันแม้ว่าอาการของโรคนี้ไม่รุนแรงถึงกับเสียชีวิต แต่ก็ก่อความรำคาญแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก

          โรคผื่นเอ็กซีมา
          โรคผื่นเอ็กซีมา (atopic eczema) เป็นโรคที่มีผื่นของผิวหนัง ซึ่งมักเกิดในบุคคลที่มีแนวโน้มในการแพ้   ผู้ป่วยบางรายมีอาการหอบหืด  และจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมด้วย โรคนี้อาจเกิดได้กับเด็กเล็กแม้เพียงอายุ ๒-๓ เดือน    สำหรับเด็กเล็กนี้ผื่นมักเกิดที่บริเวณหน้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งแก้มทั้งสองข้าง  ศีรษะเป็นผื่นแดงคัน  อาจมีน้ำเหลืองซึม  และจะเกิดเป็นสะเก็ดคล้ายกับที่เราเรียกว่า "กลากน้ำนม" บางรายจะหายเมื่อโตขึ้น บางรายแม้ผื่นที่บริเวณหน้าทุเลาลง แต่มักพบผื่นตามบริเวณข้อพับของเข่า  ศอก  และรอบคอเมื่อเด็กโตขึ้น มีอาการคันมาก หากเป็นนานๆ ผิวหนังจะแห้งและหนาขึ้น อาการจะกำเริบเป็นครั้งคราว ไม่ทราบสาเหตุของโรคนี้แน่นอน ใน เด็กเล็ก อาหารบางชนิด เช่น ไข่ นม อาจทำให้ผื่นเห่อขึ้นในบางราย และสิ่งระคายผิวหนังก็ทำให้อาการรุนแรงขึ้น

          ลมพิษ
          เป็นปฏิกิริยาของเส้นเลือดในชั้นบนของผิวหนังผื่นมีลักษณะเฉพาะ คือ เป็นผื่นแดงนูน  มีขอบเขตชัดเจน  เป็นรอยหยักนูนขนาดต่างๆ กัน และคันมาก ถ้าปฏิกิริยาเกิดขึ้นใต้ผิวหนังจะทำให้เกิดการบวมเฉพาะที่ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เสมอกับผู้ที่เป็นลมพิษเป็นโรคที่พบได้บ่อย สาเหตุส่วนมากเนื่องมาจากการแพ้อาหาร และเครื่องดื่ม เช่น อาหารทะเล เบียร์สุรา สีเหลืองบางชนิดที่ใช้ทำขนมก็เป็นสาเหตุได้เหมือนกัน สาเหตุอื่นได้แก่ การแพ้ยา และโรคติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคพยาธิไส้เดือนในลำไส้การสัมผัสแมลง เช่น บุ้ง แมลงชีปะขาว   การสัมผัสหญ้า  หรือถูกแมลงต่อย  บางรายแพ้ความเย็นบางคนมีเหงื่อออกมากจากการออกกำลังกายก็เกิดลมพิษได้

          แพ้ยา
          ในปัจจุบันมียามากมายหลายชนิด  ยิ่งมียามากเท่าใดก็ยิ่งมีการแพ้ยามากขึ้นเท่านั้น ยาประเภทที่ทำให้เกิดการแพ้ง่ายได้แก่  พวกเพนิซิลลิน ซัลโฟนาไมด์ และยาแก้ปวด อาการแพ้ยาอาจพบได้เป็น ๒ แบบ แบบแรกเป็นผื่นแพ้ยา ซึ่งจะเกิดเป็นผื่นชนิดใดก็ได้ อาจมีอาการตั้งแต่คัน มีผื่นแดงทั่วไปเกิดลมพิษ   มีผื่นคล้ายหัด  ผิวหนังพองมีน้ำเหลืองบางครั้งรุนแรงถึงมีผื่นทั่วตัว รวมทั้งมีการอักเสบของเยื่อบุต่างๆ เช่น เยื่อบุในปาก เยื่อบุตา และอาจเสียชีวิตได้ อาการอีกแบบหนึ่งแสดงออกทางกายทั่วไปโดยไม่มีผื่น เช่น คลื่นไส้   อาเจียน   มีไข้   ต่อมน้ำเหลืองโต ข้อบวม ดีซ่าน ไตอักเสบ บางรายมีอาการแพ้รุนแรง เกิดอาการช็อก และเสียชีวิตในเวลาอันสั้น

          ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส
          เป็นการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัสกับสารที่ผู้ป่วยแพ้ ส่วนใหญ่เป็นสิ่งของที่สัมผัสเป็นประจำ เช่น เครื่องใช้ประจำวัน หรือสิ่งที่ต้องสัมผัสในอาชีพการงาน ซึ่งมีสารเคมีที่ผู้ป่วยอาจแพ้ได้ ปฏิกิริยามักเกิดขึ้นหลังสัมผัสกับสารนั้นประมาณ  ๖-๔๘ ชั่วโมง  ที่ผิวหนังจะมีผื่นบวม แดง คัน มีน้ำเหลืองซึม หรือมีเม็ดตุ่มใส และจะเกิดเฉพาะบริเวณที่สัมผัสกับสารนั้นเท่านั้น มักเห็นเป็นรอยชัดเจนพอที่จะทำให้นึกถึงสาเหตุได้  สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ เครื่องสำอาง เครื่องประดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่มีส่วนผสมของนิกเกิล  นอกจากนี้ ผงซักฟอก ยาย้อมผม รองเท้า ปูนซีเมนต์ สีผึ้งทาปาก และยาต่างๆ ล้วนอาจเป็นสาเหตุได้ทั้งสิ้น

          แพ้อาหาร
          อาหารอาจก่อให้เกิดการแพ้และแสดงอาการได้หลายระบบอวัยวะ  อาจก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ  เช่น  หอบหืด อาจแสดงอาการทางผิวหนัง เช่น เกิดลมพิษ อาจแสดงอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง อาหารที่เป็นสาเหตุของการแพ้บ่อยในวัยทารก คือ  นมวัวส่วนวัยผู้ใหญ่นั้น   สาเหตุที่สำคัญได้แก่ อาหารทะเลของหมักดอง สุรา เบียร์ เนื้อสัตว์ อาหารสุกๆดิบๆ และผลไม้บางชนิด

          แพ้แมลง
          แมลงในโลกมีมากมายนับเป็นแสนๆ ชนิด แมลงอาจก่อโรคภูมิแพ้ได้หลายแบบ เศษซากแมลงอาจเข้าร่างกายคนโดยการสูดหายใจเข้าไป ซึ่งมักก่อโรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินหายใจ  เช่น  โรคหืด จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ แมลงประเภทนี้ ได้แก่ เศษแมลงในบ้านรวมทั้งแมลงสาบด้วย แมลงพวกยุง กัดแล้วอาจทำให้ ผู้ป่วยแพ้ได้เช่นกัน มักเกิดอาการทางผิวหนัง เช่นมีผื่น คัน ลมพิษ แมลงที่ต่อย เช่น ผึ้ง แตน ต่อมดแดงไฟ และมดตะนอย ก็อาจทำให้ผู้ป่วยแพ้ได้  มักจะเกิดอาการรุนแรงและรวดเร็ว  มีอาการปวด บวม บางรายรุนแรงมากถึงกับมีอาการช็อกหายใจไม่ออก  และอาจเสียชีวิตภายในเวลาอันสั้น
[กลับหัวข้อหลัก]



[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้
          ใช้วิธีการเหมือนโรคอื่นๆ คือ อาศัยประวัติการตรวจร่างกาย และอาจต้องใช้ข้อมูลจากห้องปฏิบัติการด้วย  สำหรับการหาสาเหตุว่าผู้ป่วยแพ้สิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น  สิ่งที่สำคัญคือ การสังเกตของผู้ป่วยเองอย่างละเอียดถี่ถ้วนว่า  อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นน่าจะสัมพันธ์กับสิ่งใด การทดสอบทางผิวหนังอาจช่วยทำให้แน่ใจขึ้นสำหรับโรคภูมิแพ้ที่มีปฏิกิริยาแสดงอย่างรวดเร็ว  เช่น หืด จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือการแพ้แมลงต่อยอาจทดสอบด้วยวิธีใช้เข็มสะกิดผ่านน้ำยาทดสอบที่หยดบนผิวหนัง (prick หรือ scratch test) หรือ วิธีฉีดน้ำยาที่สงสัยเข้าผิวหนัง  (intracutaneous test) แล้วดูปฏิกิริยาภายในเวลา ๑๕-๒๐ นาที ส่วนโรคภูมิแพ้ที่แสดงปฏิกิริยาล่าช้า เช่น ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส ใช้วิธีเอาสารสกัดจากสิ่งที่สงสัยมาปิด (patch test) ไว้ที่ผิวหนัง  ทิ้งไว้และอ่านผลภายในเวลา  ๒๔-๔๘ ชั่วโมง การทดสอบเป็นเพียงเครื่องช่วยหาสาเหตุสำหรับใช้ประกอบประวัติ    เพื่อให้การวินิจฉัยมีความถูกต้องมากขึ้นเท่านั้น
[กลับหัวข้อหลัก]

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การรักษาโรคภูมิแพ้
          มีหลักสำคัญ ๓ ประการ คือ
          ๑. หลีกเลี่ยงที่สารตนแพ้ถ้าทราบว่าแพ้สิ่งใดเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ถ้าสารนั้นไม่เข้าร่างกายปฏิกิริยาก็จะไม่เกิดขึ้น
          ๒. การรักษาด้วยยา เป็นเพียงการรักษาตามอาการ เช่น หอบหืดก็ใช้ยาขยายหลอดลม วิธีนี้จะได้ผลเฉพาะช่วงเวลาที่ยาออกฤทธิ์เท่านั้น
          ๓. การเสริมภูมิคุ้มกัน สำหรับโรคบางอย่างเช่น หืด จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ และแพ้แมลงต่อยที่รุนแรง หากใช้สองวิธีข้างต้นแล้วไม่ได้ผล และไม่ สามารถหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้  การฉีดสารที่ตนเองแพ้เข้าร่างกายในขนาดที่เหมาะสมเป็นระยะเวลานานพอสมควร อาจช่วยสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นได้




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เมฆหมอก วันที่ : 19/03/2008 เวลา : 16.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tuangka

ขอบคุณมากค่ะ ความรู้นี้ เพราะตัวเองก็เป็นภูมิแพ้จมูก แล้วก็พาลไปหอบหืดด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
INDYLOVE วันที่ : 18/03/2008 เวลา : 16.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loveindy
บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำความประทับใจ ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว และอาหาร

ทุกวันนี้ไม่รู้แพ้อะไรเหมือนกันค่ะ
ยังหาสาเหตุไม่ได้ มีแต่อาการเท่านั้นเอง
แย่จังนะคะ มลพิษเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ...
โรคภัยใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นตามมาเรื่อยๆ เหมือนกัน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ญาใจ วันที่ : 18/03/2008 เวลา : 16.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yahyy


อ่านจนแพ้เลยค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณชอบอ่านข่าวอะไรมากที่สุด
กีฬา
26 คน
การเมือง
24 คน
อาชญากรรม
15 คน
ดารา
33 คน
ทั่วไป
34 คน

  โหวต 132 คน