• บิ๊กกัน191
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-11-22
  • จำนวนเรื่อง : 259
  • จำนวนผู้ชม : 863351
  • ส่ง msg :
  • โหวต 587 คน
วาไรตี้ต่างๆ โดย biggun191
ส่งข่าวสารน่าสนใจ ในปัจจุบัน ให้อ่านเพื่อเพิ่มองค์ความรู้
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/biggun191
วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน 2551
Posted by บิ๊กกัน191 , ผู้อ่าน : 3539 , 01:27:30 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

แผนที่ฝรั่งเศสที่เผยแพร่เมื่อปี 2451 ที่กัมพูชาพยายาม "ไฮไล้ท์" เป็นพิเศษในเอกสารขอจดทะเบียนมรดกโลก มีการขยายแผนที่ส่วนแสดงที่ตั้งของปราสาทกับเส้นเขตแดนที่ไม่ได้ใช้สันปันน้ำในการปักปันให้เห็นอย่างเด่นชัด แผนที่นี้ปรากฏในหน้า 8 ของเอกสาร
ผู้จัดการออนไลน์ -- รัฐบาลกัมพูชาได้พยายามชี้ให้คณะกรรมการมรดกโลก เห็นว่า ปราสาทพระวิหารนั้นเป็นของกัมพูชาอย่างไร้ข้อกังขา โดยอ้างการตัดสินของศาลโลก ซึ่งได้ใช้แผนที่ของฝรั่งเศส เมื่อปี 2450 เป็นหลักฐานชี้ขาด
       
       แต่ขณะเดียวกัน รัฐบาลกัมพูชาได้พยายามลดความน่าเชื่อถือต่อการกล่าวอ้างของอธิปไตยเหนือดินแดนพระวิหารของประเทศไทยอย่างตั้งใจ
       
       รัฐบาลกัมพูชาได้จงใจหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ ที่ว่า ประเทศสยามได้ยื่นคัดค้านเรื่องนี้ต่อศาลโลกมาตั้งแต่เดือน ก.ค.2505 หรือประมาณ 1 เดือน หลังจากมีการตัดสินในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ยกปราสาทพระวิหารให้ตกเป็นของราชอาณาจักรกัมพูชา
       
       เหตุการณ์ดังกล่าวมีเอกสารเป็นหลักฐานครบถ้วน รวมแผนที่ประกอบที่ฝ่ายไทยใช้สันปันน้ำเป็นแนวเส้นพรมแดน
       
       ในขณะที่นำเสนอกระบวนการ วิธีการ และผลการตัดสินของศาลระหว่างประเทศ และนำเสนอแผนที่ฉบับฝรั่งเศสที่มีการนำออกเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2451 แต่ทางการกัมพูชากลับพยายามลดความน่าเชื่อถือของแผนที่ประกอบอีกแผ่นหนึ่งที่ไทยจัดทำขึ้น
แผนที่ฝรั่งเศสภาคขยาย กับแผนที่ที่ไทยทำขึ้นอ้างอธิปไตย มาตราส่วน 1: 15,000 ที่กัมพูชากล่าวว่า ทำขึ้น "เมื่อเร็วๆ นี้" โดยเลี่ยงที่จะกล่าวถึงการอ้างอธิปไตยของไทยกับแผนที่ประกอบอีกฉบับหนึ่งที่ไทยยื่นประท้วงต่อศาลโลกตั้งแต่ปี 2505 ทั้งสองแผ่นปรากฏในหน้า 9 ของเอกสาร
แผนที่ฉบับดังกล่าวถูกบรรจุเอาไว้ในหน้าที่ 9 ของเอกสารข้อเสนอขอจดทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยใช้คำบรรยายใต้ภาพว่า เป็นแผนที่ที่ฝ่ายไทยจัดทำขึ้น “เมื่อเร็วๆ นี้”
       
       แต่ข้อเท็จจริง ก็คือ แผนที่ที่ฝ่ายกัมพูชานำเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลกนี้เป็นแผนที่ที่จัดร่างขึ้นใหม่ทำให้เห็นแนวสันปันน้ำชัดเจนขึ้น โดยใช้สีระบายพื้นที่ที่ไทยกล่าวอ้างอธิปไตยรอบๆ เขตที่ตั้งปราสาท
       
       แต่การกล่าวอ้างอธิปไตย ตลอดจนการกำหนดแนวเส้นพรมแดนโดยยึดหลักสันปันน้ำตามหลักสากลนั้นมิใช่สิ่งใหม่ ประเทศไทยได้ยื่นแผนที่แบบเดียวกันนี้ต่อศาลโลกตั้งแต่เดือน ก.ค.2505 หรือ 46 ปีมาแล้ว
       
       การพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงดังกล่าวอาจจะส่งผลอย่างสำคัญต่อการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้พยายามชี้ให้เห็นว่า ปราสาทพระวิหารกับดินแดนทั้งหมด อยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชาโดยปราศจากข้อโต้แย้ง และการกล่าวอ้างอธิปไตยของไทยก็เพิ่งจะมีขึ้น “เมื่อเร็วๆ นี้”
แผนที่ที่กัมพูชานำเสนอบรรยายว่า ไทยจัดทำขึ้นแต่เพียงฝ่ายเดียว "เมื่อเร็วๆ นี้" ในความพยามย้ำให้เห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของกัมพูชาอย่างไร้ข้อโต้แย้ง โดยไม่ได้กล่าวถึงแผนที่ฉบับเดิมตามแนวสันปันน้ำเดียวกันที่ไทยนำเสนอต่อศาลโลกเป็นหลักฐานตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค. 2505 เป็นความพยายาามในการบิดเบือนข้อเท็จจริง
เอกสารข้อเสนอขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ซึ่ง “ผู้จัดการออนไลน์” ได้รับเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้นเป็นฉบับปรับปรุงล่าสุดในเดือน มิ.ย.ศกนี้ หลังจากไทยและกัมพูชาได้ร่วมกันลงนามในแถลงการณ์ร่วมฉบับหนึ่งในกรุงเทพฯ ในวันพุธ 18 มิ.ย. สนับสนุนการขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร
       
       ในวันเดียวกันนั้น รัฐบาลไทยได้ให้การรับรองแผนที่ที่กัมพูชาจัดร่างขึ้นมาใหม่ ประกอบการเสนอจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร แต่กระทั่งบัดนี้ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่ได้เปิดเผยแผนที่ฉบับจริงที่ฝ่ายกัมพูชาจัดทำขึ้น
       
       และไม่มีการนำเสนอแผนที่ดังกล่าวในเอกสารที่กัมพูชายื่นเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลกแต่อย่างไร
       
       นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยเคยให้สัมภาษณ์ว่า ต้องเก็บแผนที่ดังกล่าวเป็นความลับตามฝ่ายกัมพูชาร้องขอ เนื่องจากอาจจะส่งผลกระทบต่อการเมืองภายในประเทศนั้น
       
       กำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในกัมพูชาวันที่ 27 ก.ค.นี้
และการหาเสียงอย่างเป็นทางการจะเริ่มขึ้นในวันที่ 26 มิ.ย.ศกนี้

ภาพถ่ายจากมุมสูงที่ตั้งปราสาทพระวิหารจากปลายหน้าผาบริเวณ "เป้ยตาดี" มองเห็นแผ่นดินไทยลิบๆ อยู่ไกลโพ้น เส้นสีแดงขีดขึ้นใหม่แสดงให้เห็นแนวสันปันน้ำ ที่ควรจะเป็นเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาตามหลักสากล ส่วนเส้นประสีน้ำเงิน เป็นแนวเส้นเขตแดนที่ไทยกล่าวอ้างมาตั้งแต่ปี 2505 มิใช่เพิ่งจะยกขึ้นมากล่าวอ้าง "เมื่อเร็วๆ นี้" ตามที่กัมพูชาพยายามจะให้ฝ่ายต่างๆ เข้าใจ
รัฐบาลกัมพูชาภายใต้สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซน (Samdach Akkak Moha Sena Pdei Techo Hun Sen) นายกรัฐมนตรี ได้เริ่มเจรจากับไทยเรื่องการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกมาตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งเป็นรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
       
       ในปี 2549 กัมพูชาได้ยื่นเอกสารข้อเสนอฉบับหนึ่งต่อคณะกรรมการมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่คณะกรรมการฯ ซึ่งประชุมในประเทศนิวซีแลนด์ได้ตีกลับข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชาเนื่องจากยังมีข้อพิพาทเรื่องนี้กับประเทศไทย
       
       ได้มีการเจรจาเรื่องการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ระหว่างการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการของ นายสมัคร สุนทรเวช ในเดือน มี.ค.ปีนี้ และอีกครั้งหนึ่งรวมทั้งการเยือนของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กับ นายนพดล ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เมื่อฝ่ายไทยไปร่วมพิธีเปิดใช้ทางหลวงเลข 48 เกาะกง-สีหนุวิลล์-พนมเปญ ที่สร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากไทยเป็นเงินกว่า 1,000 ล้านบาท
       
       การเจรจาความคืบหน้ามาเป็นลำดับและอย่างรวดเร็วมาก จนกระทั่งฝ่ายไทยได้เปิดทางให้กัมพูชาดำเนินการได้อย่างสะดวกในวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ทุกอย่างง่ายขึ้นเมื่อนายสมัคร สุนทรเวช ไปเยือนในต้นเดือน มี.ค.ปีนี้หลังเข้ารับตำแหน่ง สมเด็จฯ ฮุนเซน ผู้นำกัมพูชายกย่องอย่างสูงรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่แปลงสภาพไปจากพรรคไทยรักไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ตนเองมีความสนิทสนมและยังติดต่อกันตลอดเวลา หลังหมดอำนาจในปี 2549
คณะของไทยที่นำโดย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ กับ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ได้รับการต้อนรับอบอุ่นจากสมเด็จฯ ฮุนเซน ในพิธีเปิดใช้ทางหลวงเลข 48 เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ อนุมัติเงินช่วยเหลือกัมพูชากว่า 1,000 ล้านบาท ในการสร้างทางหลวงสายนี้ เพื่อเชื่อม จ.ตราด-เกาะกง-สีหนุวิลล์และกรุงพนมเปญ
นายนพดลกับสมเด็จฯ ฮุนเซนอยู่ตรงกลาง ซีกขวาคือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ นายฮอร์นำฮอง รองนายกฯ-รมว.ต่างประเทศ และ เอกอัครราชทูตไทยฯ ปีกซ้ายคือ โสกอาน รองนายกฯ คู่เจรจราเรื่องปราสาทพระวิหาร พล.อ.เตียบัญ รมว.กลาโหม กับ พล.อ.แญ็ก บุญชัย เลขาธิการพรรคฟุนซินเปก ที่ร่วมในรัฐบาลปัจจุบัน
  คณะกรรมการมรดกโลกกำลังจะเปิดการประชุมอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 2 ก.ค.ศกนี้ ขณะที่ศิลปินและวุฒิสมาชิกจำนวนหนึ่งกำลังยื่นคัดค้านเรื่องนี้ต่อสำนักคณะกรรมาธิการการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ในกรุงเทพฯ
       
       ขณะเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตยเพื่อประชาชนที่จัดชุมนุมใหญ่ต่อต้านรัฐบาลมาเป็นเวลา 1 เดือน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอการคุ้มครองให้มติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่มีผลบังคับใช้เป็นการชั่วคราว
นักวิชาการเร่งล่าชื่อประชาชนไทยส่งหนังสือ คกก.มรดกโลกชะลอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร
นักวิชาการระดมสมองถกหาทางออกปัญหา “เขาพระวิหาร” เร่งล่าชื่อประชาชนไทย ส่งหนังสือค้านถึงคณะกรรมการมรดกโลกผ่านยูเนสโกประจำประเทศไทย ให้ชะลอการพิจารณารับรองปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
       
       
       เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 24 มิ.ย.ที่ชั้น 9 ตึกอเนกประสงค์ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิจัย 9 ไทยคดีศึกษา ได้เชิญนักวิชาการ นักกฎหมาย นายทหาร และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับกรณีปัญหาเขาพระวิหารตลอดจนประชาชนทั่วไป ร่วมระดมสมองเพื่อหาทางออกให้การลงนามของนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ไปลงนามรับรองรัฐบาลกัมพูชาที่เสนอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารต่อคณะกรรมการมรดกโลกเป็นโมฆะ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 30 คน
       
       ผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานสมัชชาประชาชนกรุงเทพหมานคร แถลงข่าวภายหลังการหารือร่วมกันของนักวิชาการว่า คณะนักวิชาการและประชาชนไทยจะยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการมรดกโลก ผ่านยูเนสโกประจำประเทศไทย ขอให้ชะลอการพิจารณาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตามข้อเสนอขอประเทศกัมพูชา โดยจะเร่งแปลจดหมายเป็นภาษาอังกฤษส่งถึงยูเนสโกให้เร็วที่สุด ในเบื้องต้นประชาชนสามารถมาลงชื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชาได้ที่สถาบันไทยคดีศึกษา ตึกอเนกประสงค์ชั้น 9 มธ. ซึ่งระยะต่อไปคาดว่าจะเปิดให้ประชาชนลงนามตามจุดต่างๆ ได้ อาทิ ที่นิด้า เป็นต้น โดยจะแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบว่าจะสามารถร่วมลงนามได้ที่ใดบ้าง
       
       ทั้งนี้ หากกลุ่มหรือองค์กรใดจะดำเนินการให้ประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้านเรื่องดังกล่าวก็จะไม่ขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการ เพื่อให้คณะกรรมการมรดกโลกได้รับทราบว่า กรณีปราสาทพระวิหารยังเป็นข้อขัดแย้ง และมีข้อคัดค้านในสังคมไทยอยู่มาก ดังนั้น หากจะรับรองการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกก็ควรให้ข้อขัดแย้งเรื่องเขตแดนได้ข้อยุติเสียก่อน ซึ่งคณะนักวิชาการจะเร่งส่งหนังสือพร้อมรายชื่อประชาชนต่อยูเนสโกให้เร็วที่สุดก่อนวันที่ 2 ก.ค.2551 ที่คณะกรรมการมรดกโลกจะมีการประชุมในเรื่องดังกล่าว
       
       “สิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นขณะนี้ คือ ให้การลงนามของ รมว.ต่างประเทศ ถือเป็นโมฆะ เพื่อเราจะไม่ต้องเสียสิทธิในปราสาทพระวิหาร และหากการลงนามของนายนพดลขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ผู้ที่ไปลงนามก็ควรต้องถูกลงโทษด้วย และเรื่องเขาพระวิหารนั้น หากเราไม่ร่วมกันคัดค้าน เรื่องนี้จะถูกนำไปแลกเปลี่ยนกับประโยชน์ทางธุรกิจ เป็นการใช้อำนาจทางการเมืองเจรจาต่อรองเพื่อผลทางธุรกิจต่างๆ และกอบโกยเข้าเป็นผลประโยชน์ของตนเอง”ผศ.ตุลย์กล่าว
       
       ด้าน นายพินิจ ณรงค์แสง สำนักงานทนายความเพื่อชุมชน กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภานำเอาข้อตกลงที่นายนพดลไปลงนามร่วมกับกัมพูชาเข้าไปพิจารณาในทั้ง 2 สภา ว่าเข้าข่ายการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศหรือไม่ และสภาทั้ง 2 แห่งจะให้การรับรองการลงนามของ รมว.ต่างประเทศหรือไม่ด้วย
“สนธิ” แฉแก๊งปล้นชาติยก “พระวิหาร” บังหน้า-เป้าหมายฮุบพลังงาน
“สนธิ” เปิดโปงกระบวนการทุนสามานย์ปล้นชาติ ใช้กรณี “ปราสาทพระวิหาร” บังหน้า แฉ “แม้ว” วางแผนชั่วสมคบ “ฮุนเซน” ฮุบธุรกิจพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอ่าวไทย ย้ำถ้ายอมรับแผนที่เขมรอัตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนจะทำให้พื้นที่พิพาท 40 จุดตกเป็นของเขมรทันที รวมทั้งเกาะกูดด้วย ยืนยันไม่สนใจโวหารแก๊งโจรในสภาเพราะโหวตชนะแน่นอน
       
        คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย 
       
       วันนี้ (24 มิ.ย.) เมื่อเวลาประมาณ 21.30 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัยหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยเริ่มระบุถึงพฤติกรรมของนายสมัคร สุนทรเวช ที่ชอบกล่าวว่าตนเองจงรักภักดี พ่อเป็นเจ้าพระยา กลับใช้เอกสารเท็จส่อหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เมื่อครั้งที่ นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ เสียชีวิต และได้ยื่นขอพระราชทานเพลิงศพโดยอ้างว่าเป็นผู้จัดการมรดกทั้งที่ยังไม่ได้แต่งตั้งเลย เรื่องแบบนี้ยังกล้าทำแล้วเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับการขายชาติทำไมจะไม่กล้า
       
       “คุณสมัครชอบอ้างว่าอายุมากกว่ามีความสามารถ แต่แท้ที่จริงแล้วอยู่เกิน 1 วันยังมีปัญหาเลย" นายสนธิ ระบุพร้อมระบุถึงต้นเหตุของกรณีปราสาทพระวิหารที่มีปัญหาในวันนี้ โดยย้อนอดีตให้ฟังว่าเกิดจากกรณีที่เจ้าของห้างแฮร์รอดส์ในอังกฤษ คือ นายโมฮัมเหม็ด อัลฟาเยด มาเยี่ยม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สมัยที่ยังเป็นนายกฯ แล้วบอกว่าอยากลงทุนด้านพลังงาน และสนใจพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ดังนั้น เมื่อเป็นพื้นที่ทับซ้อนก็มีปัญหาต้องมาเริ่มกระบวนการกันใหม่
       
       นายสนธิ ได้ตั้งข้อสังเกตกรณีสมัยที่ นายวิเศษ จูภิบาล อดีตจัดการใหญ่ ปตท.ที่ต่อมาได้เป็นรัฐมนตรีพลังงานเคยสั่งให้ ปตท.ไปสำรวจในอ่าวไทยพบว่ามีน้ำมันมหาศาล พร้อมตั้งข้อสังเกตเชื่อมโยงกับกรณีการแปรรูป กฟผ.และการขายหุ้นชินคอร์ป 73.000 ล้านบาทล้วนโยงกับธุรกิจด้านพลังงาน แต่เมื่อฟ้ามีตาแปรรูป กฟผ.ไม่สำเร็จเพราะมีพันธมิตรฯ คอยขวางทางอยู่ จนเกิดการยึดอำนาจ 19 ก.ย.จนต้องออกไป
       
       อย่างไรก็ดี นายสนธิ กล่าวว่า ความพยายามเรื่องนี้ยังไม่สิ้นสุด ยังดำเนินการผ่านทางพรรคพลังประชาชน การแต่งตั้ง นายนพดล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ที่เริ่มต้นด้วยการย้ายอธิบกรมสนธิสัญญา เพราะเป็นก้างขวางคอ ต่อมามีการย้ายเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แล้วเอา พล.ท.สุรพล ซึ่งเป็นเตรียมทหารรุ่น 10 รุ่นเดียวกับทักษิณ มาเป็นแทนเพื่อภารกิจปราสาทพระวิหาร แล้วอย่างนี้จะมีคนค้านได้อย่างไร ก็เพราะย้ายคนที่ไม่เห็นด้วยออกไปหมดแล้ว
       
       นายสนธิ กล่าวต่อว่า พื้นที่ปราสาทพระวิหารนั้น ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรื่อยมา ไม่มีรัฐบาลไหนยอมรับแผนที่เขมร ที่ใช้อัตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ขณะที่ไทยใช้ 1 ต่อ 5 หมื่น
       
       “ถ้าไทยยอมรับอัตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนของเขมรที่ทำเอาไว้กรณีปราสาทพระวิหารเท่ากับยอมรับอัตราส่วนนี้ต่อไปในอนาคต และเท่ากับว่าจุดขัดแย้ง 40 จุดจะมีปัญหาทันที” นายสนธิระบุ และว่าที่ผ่านมกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าเขมรยังยืนยันในแผนที่อัตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนมาตลอด ขณะที่ไทยยังยืนยันในอัตราส่วน 1 ต่อ 5 หมื่น ดังนั้นถ้ายอมแผนที่เขมรจะมีปัญหาต่อการปักปันเขตแดนในอนาคต แต่เลขา สมช.เตรียมทหารรุ่น 10 เพื่อนทักษิณไม่นำเข้า ครม.
       
       นายสนธิระบุอีกว่า การที่นายสมัครบอกว่า เลขาฯ สมช.และอธิบดีกรมสนธิสัญญาเห็นด้วย ก็จะไม่เห็นด้วยได้อย่างไร เพราะมีการโยกย้ายไปหมดแล้ว น่าผิดหวังข้าราชการที่อ้างว่าเป็นข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรณีเขาพระวิหารทำให้นึกย้อนอดีตกรณีของรองอธิบดีกรมสรรพากรที่ยอมช่วยตระกูลชินวัตรเรื่องภาษีเพื่อแลกกับการได้เป็นอธิบดี
       
       นายสนธิ กล่าวต่อว่า กรณีเขตแดนเขาพระวิหาร จะเป็นบรรทัดฐานให้กับการแบ่งเส้นเขตแดนในทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา บริเวณเกาะกูดด้วย ถ้ามีการนำเรื่องนี้ไปฟ้องศาลโลก แล้วมีการอ้างถึงเขตปราสาทพระวิหารที่ไทยเห็นชอบแล้ว เราก็จะแพ้ ดังนั้นกรณีเขาพระวิหารเป็นฉากบังหน้า แต่เป็นกระบวนการขายชาติที่มีการวางแผนกันมาอย่างต่อเนื่อง
       
       นายสนธิ กล่าวถึงกรณีที่พันธมิตรฯ ส่งตัวแทนไปร้องศาลปกครองให้ระงับมติ ครม.เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ยอมยกอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารและมีการลงนามในแถลงการณ์ร่วมกันไปแล้วว่เป็นมติที่มิชอบ นายนพดล ปัทมะจะต้องมีความผิดตามมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และ ครม.ทั้งคณะจะต้องติดคุก พร้อมกันนี้ศาลปกครองยังให้เปิดเผยเอกสารทั้งหมดที่ นายนพดลอ้างว่าเป็นความลับ
       
       “วันนี้เป็นเรื่องของฮุนเซนไปตกลงกับเจ้านายของ นายนพดล กันเพียงสองคน ดังนั้นทั้งคนไทยและเขมรเลยซวยด้วยกันทั้งสองสองฝ่าย และอยากถามถึงคนเกาะกงว่าจะยอมให้ฮุนเซนยกแผ่นดินเกาะกงให้ทักษิณเช่าถึง 99 ปีได้อย่างไร วันนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง เรื่องรัฐธรรมนูญ แต่เป็นของชาติ ซึ่งมั่นยิ่งใหญ่กว่า” นายสนธิ ระบุ
       
       นายสนธิ กล่าวว่า เวลานี้ไม่สนใจโวหารในสภา เพราะพอวันพฤหัสบดีที่มีการยกมือมันก็ชนะ อย่างนี้มันสภาโจร และวันนี้มีการทบทวนมติครม.เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.เพราะพันธมิตรฯ ถ้าเราเป็นแก๊งข้างถนน แต่ยังดีกว่าโจรปล้นชาติในตึกไทยคู่ฟ้า
       
       นายสนธิ กล่าวในตอนท้ายว่า ให้รอฟังเสียงนกหวีดอีกครั้งและให้บอกพี่น้องทั่วประเทศให้เตรียมตัวให้พร้อมและฝากไปถึง หมัก-เหลิมนอนไม่หลับไปจนชั่วลูกชั่วหลาน และขอบารมีของเสด็จเตี่ยกรมหลวงชุมพรฯคนดี และขอให้คนชั่วปล้นชาติได้ตกนรกอเวจีไปเลย

โอกาสไทยทวงคืน “ประสาทพระวิหาร” ย้อนดูคำประท้วงคำตัดสินของศาลโลก

จากบางส่วนของหนังสือ “ไทยแพ้คดี เสียดินแดนให้เขมร” เขียนโดย บุญร่วม เทียมจันทร์ ประภาส เฉลยมรรค และ ศรัญญา วิชชาธรรม
       
       

รัฐบาลไทยประท้วง คำตัดสินของศาลโลก
       
       


       
       ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๐๕ หลังจากศาลโลกตัดสินแล้ว ๒๐ กว่าวัน รัฐบาลไทยโดย ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือไปยัง นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อประท้วงคำพิพากษาของศาลโลก โดยอ้างว่าคำพิพากษานั้นขัดต่อกฎหมายและความยุติธรรม
       
       นอกจากนี้ ยังสงวนสิทธิที่ประเทศไทยจะเอาปราสาทพระวิหารกลับคนมาในอนาคตด้วย
       
       ต่อไปนี้เป็นคำประท้วง
       
       “ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติที่จะอ้างถึงคดีเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ซึ่งได้นำขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยคำร้องเริ่มคดีฝ่ายเดียวของกัมพูชา เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ค.ศ.๑๙๕๙ (พ.ศ.๒๕๐๒) และซึ่งศาลได้พิพากษา เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ค.ศ.๑๙๖๒ (พ.ศ.๒๕๐๕) ยอมรับนับถืออธิปไตยของกัมพูชาเหนือซากของปราสาทพระวิหาร
       
       “ในแถลงการณ์เป็นทางการลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๖๒ (พ.ศ.๒๕๐๕) รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ประกาศต่อประชาชนแสดงความไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลที่กล่าวข้างต้น โดยมีเหตุผลว่า ตามความเห็นของรัฐบาล คำพิพากษาขัดต่อข้อกำหนดอันชัดแจ้งของบทที่เกี่ยวเนื่องของสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) และ ค.ศ. ๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) และขัดต่อหลักกฎหมาย และความยุติธรรม แต่อย่างไรก็ดีรัฐบาลก็ยังแถลงว่าในฐานะที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะปฏิบัติตามพันธกรณีที่ตนมีอยู่ตามคำพิพากษาดังกล่าว เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ตามข้อ ๙๔ ของกฎบัตร
       
       “ข้าพเจ้าใคร่จะแจ้งให้ท่านทราบว่า ในการตัดสินใจที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในคดีเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารนั้น รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรารถนาที่จะตั้งข้อสงวนอันชัดแจ้งเกี่ยวกับสิทธิใดๆ ที่ประเทศไทยมีหรืออาจมีในอนาคต เพื่อเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา โดยอาศัยกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่หรือที่จะพึงนำมาใช้ได้ในภายหลัง และตั้งข้อประท้วงต่อคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา”
       
       “ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงรู้สึกเป็นเกียรติที่จะแจ้งข้อความข้างต้นให้ท่านทราบ พร้อมกับขอให้ท่านแจ้งข้อความในหนังสือฉบับนี้ ให้สมาชิกทั้งปวงขององค์การนี้ทราบทั่วกันด้วย”
       
       

บันทึกกระทรวงการต่างประเทศ
       เกี่ยวกับคำพิพากษาคดีเขาพระวิหาร


       
       วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๐๕ กระทรวงการต่างประเทศ (ดร.ถนัด คอมันตร์ รมต.กระทรวงการต่างประเทศ) ได้ทำบันทึกข้อสังเกตเกี่ยวกับคำพิพากษาคดีเขาพระวิหาร ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดของคำพิพากษาของศาลโลก รวม ๑๒ ประเด็น เสนอการประชุมคณะรัฐมนตรี รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี นับว่าเป็นประโยชน์แก่นักกฎหมายและประชาชนโดยทั่วไป
       

       
       


       บันทึก
       ข้อสังเกตเกี่ยวกับคำพิพากษา
       คดีปราสาทพระวิหาร

       


       ๑.เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้พิพากษาว่า ซากปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา โดยอาศัยเหตุผลแต่เพียงว่า ประเทศไทยได้นิ่งเฉยมิได้ประท้วงแผนที่ฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง ซึ่งส่งมาให้รัฐบาลไทยใน ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) และ ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) แล้ว แผนที่ฉบับนี้ เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสเป็นผู้ทำขึ้นแต่ฝ่ายเดียว แต่บังเอิญมีเครื่องหมายแสดงซากปราสาทพระวิหารไว้ในเขตกัมพูชา
       
       ๒.คดีปราสาทพระวิหารนี้ เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเหนือซากปราสาทพระวิหาร ประเด็นสำคัญซึ่งที่พึงพิจารณา คือ การปักปันเขตแดน ถ้าได้มีการปักปันเขตแดนที่ถูกต้องแล้ว กรรมสิทธิ์ในปราสาทพระวิหารก็จะตกเป็นของไทยอย่างไม่มีปัญหา แต่เหตุผลที่ศาลนำมาเป็นหลักในการวินิจฉัยคดี มิใช่หลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยกรรมสิทธิ์ หรือการได้มาซึ่งอธิปไตยแห่งดินแดน หรือจารีตประเพณีในการปักปันเขตแดน ซึ่งย่อมคำนึงถึงบทนิยมเขตแดนในสนธิสัญญากำหนดเขตแดนและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการปักปันเป็นสำคัญแต่กลับไปใช้หลักกฎหมายทั่วไปมาหักล้าง เจตนาของคู่สัญญาว่าในบริเวณที่พิพาทให้ถือสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดน ศาลจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องชี้ขาดว่า เส้นสันปันน้ำที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ถ้าศาลได้ยกข้อนี้ขึ้นพิจารณาแล้วก็จะต้องตัดสินว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตไทยอย่างไม่มีข้อสงสัย แม้แต่ความเห็นเอกเทศของผู้พิพากษา เซอร์ เจรัลด์ ฟิตซ์ มอริส ก็ยังได้ยอมรับในทัศนะนี้
       
       ๓.ความเคารพพันธกรณีตามสนธิสัญญา เป็นรากฐานสำหรับความแน่นอนในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ว่าคำพิพากษาของศาลในคดีนี้ ในขณะเดียวกับที่แสวงหาความแน่นอนและความสิ้นสุดยุติของข้อพิพาท คำพิพากษานี้เองกลับก่อให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้น และหาได้พัฒนาไปในแนวนั้นไม่
       
       ๔.กัมพูชาได้บรรยายฟ้องว่า แผนที่ภาคผนวก ๑ ซึ่งมีเส้นเขตแดนแสดงปราสาทพระวิหารไว้ในกัมพูชานั้น มีผลผูกพันไทย เพราะเป็นแผนที่ซึ่งคณะกรรมการผสมปักปันเขตแดนตามสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) ได้ทำขึ้นทั้งๆ ที่ศาลยอมรับฟังข้อโต้เถียงของไทยว่า แผนที่ภาคผนวก ๑ นั้น ไม่มีผลผูกพันประเทศไทย เพราะเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสและกัมพูชาเป็นผู้ทำขึ้น เมื่อพ้นจากหน้าที่ในคณะกรรมการปักปันแล้ว (คำพิพากษาหน้า ๒๑) โดยฝ่ายไทยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องและมิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผสม แต่ศาลกลับวินิจฉัยต่อไปว่า สำหรับปราสาทพระวิหารที่พิพาทนั้น มีเครื่องหมายแสดงไว้ชัดเจนในแผนที่นั้นว่าอยู่ในเขตกัมพูชา และฝ่ายไทยก็มิได้ประท้วงหรือคดค้านแต่ประการใด แต่ได้นิ่งเฉยเป็นเวลานาน ซ้ำยังได้พิมพ์แผนที่ขึ้นอีก แสดงเส้นเขตแดนเช่นเดียวกะภาคผนวก
       
       ๕.ศาลได้พิพากษาว่าประเทศไทยเสียสิทธิในการที่จะต่อสู้ว่าปราสาทพระวิหารมิใช่ของกัมพูชา โดยที่ศาลเองก็ยังลังเลใจไม่กล้าระบุชัดลงไปว่าเป็นหลักใดแน่ จะเรียกว่า estoppel หรือ preclusion prescription หรือ acquiescence ก็ไม่ใคร่ถนัดนัก เพราะแต่ละหลักนั้น ไม่อาจนำมาใช้กับข้อเท็จจริงในคดีได้
       
       ก.ถ้าศาลจะแสดงออกมาว่าเป็นหลัก estoppel หรือ preciusion ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นหลักกฎหมายปิดปาก ก็เป็นการยอมรับว่าทั้งๆที่ข้อเท็จจริงทางภูมิประเทศปรากฏอยู่ตำตาแล้วว่า แผนที่ภาคผนวก ๑ มิได้เป็นไปตามเส้นปันน้ำประเทศไทยก็ยังถูกปิดปากมิให้โต้แย้งหลักนี้นอกจากจะเป็นการไม่เป็นธรรม ในกรณีที่เกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยแห่งดินแดนของรัฐอันเป็นเรื่องสำคัญเช่นนี้แล้ว ยังจะต้องอาศัยข้อพิสูจน์ว่า ประเทศไทยได้กล่าวหรือกระทำการใดมาก่อน ซึ่งเป็นการแสดงอย่างชัดแจ้งว่าไทยเชื่อและยินยอมว่าพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่กัมพูชาก็มิอาจพิสูจน์ได้ นอกจากนี้ ตามหลักกฎหมายปิดปาก กัมพูชาจะต้องแสดงว่าการกระทำต่างๆ ของไทยทำให้กัมพูชาหรือฝรั่งเศสหลงเชื่อ จึงไดทำกิจสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นโดยเข้าใจผิด และไทยโต้แย้งไม่ได้ ซึ่งหาตรงกับข้อเท็จจริงในคดีความนี้ไม่ เพราะแผนที่ซึ่งไทยโต้แย้งว่าผิดจากสันปันน้ำ ได้ทำขึ้นก่อนการกระทำใดๆ ของไทย
       
       ข.ถ้าศาลจะแสดงออกมาว่าเป็นหลัก Prescription หรืออายุความได้สิทธิสำหรับกัมพูชาและเสียสิทธิสำหรับไทยศาลก็จะต้องอาศัยข้อพิสูจน์ว่ากัมพูชาได้ใช้อธิปไตยในการครอบครองที่เป็นผลโดยสงบเปิดเผยและโดยปรปักษ์ เป็นเวลาต่อเนื่องกันพอสมควร (คำพิพากษาหน้า ๓๒)พูดถึงระยะเวลา ๕๐ ปี แต่ศาลก็มิได้ลงเอยว่ากัมพูชาได้สิทธิตามหลักอายุความ เพราะนอกจากจะไม่มีหลักฐานสนับสนุนแต่ประการใดแล้ว ยังเป็นการฝืนต่อเหตุผลแห่งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายด้วย เพราะไทยก็ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นเป็นอย่างชัดแจ้ง ซึ่งศาลเองก็ได้ยอมรับ(คำพิพากษา หน้า ๓o) แล้วว่า ฝ่ายไทยก็ไดใช้อำนาจการปกครองในบริเวณปราสาทพระวิหารเสมอมา
       
       ค.ถ้าศาลจะแสดงออกมาว่า เป็นหลัก Acquiescence หรือการสันนิษฐานว่ายอมรับโดยนิ่งเฉย ก็มีความหมายว่าไทยกับฝรั่งเศสได้ทำความตกลงขึ้นใหม่ เพื่อใช้แทนบทบัญญัติในสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) และ ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๕๕๐) ซึ่งก็จะเป็นการขัดต่อเหตุผลและข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน เพราะในสนธิสัญญาต่อๆ มา คือ ใน ค.ศ.๑๙๒๕ (พ.ศ.๒๔๖๕) และ ค.ศ.๑๙๓๗ (พ.ศ.๒๔๘๐) ทั้งไทยและฝรั่งเศสกลับยืนยันข้อบทแห่งสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) และ ค.ศ. ๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) ในเรื่องเขตแดนว่าเป็นไปตามสันปันน้ำ
       
       ผู้พิพากษาอาลฟาโร ได้ให้ความเห็นเอกเทศไว้ว่าคำพิพากษาไม่อธิบายถึงหลักเหล่านี้เพียงพอจึงได้อ้างอิงหลักอื่นๆ ทำนองนี้อีก คือ หลักปิดปากและหลักสันนิษฐานว่ามีการยินยอม เพราะมิได้มีการประท้วง หรือคัดค้าน หรือตั้งข้อสงวน หรือมีการสละสิทธิ์ นิ่งเฉย นอนหลับทับสิทธิ์ หรือสมยอมแต่ผู้พิพากษาอาลฟาโรเอง ก็มิได้ปักใจลงไปแน่นอนว่าจะยึดถือหลักใดเป็นเกณฑ์
       
       สรุปได้ว่า ศาลยังไม่แน่ใจทีเดียวว่าจะนำหลักใดในบรรดาหลักที่กล่าวถึงข้างต้นมาปรบกับคดีปราสาทพระวิหารนี้ และหลัก acquiescence ที่นำมาใช้นั้นก็เป็นหลักใหม่สำหรับเรื่องแผนที่ เหตุไฉนจึงนำหลักใหม่นี้ไปใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกาลเวลาที่ล่วงเลยมาแล้วกว่า ๕๐ ปี เป็นที่เสียหายแก่ฝ่ายไทยเล่า เพราะหลักนี้เอง ถ้าจะนำมาใช้กับแผนที่ในกาลปัจจุบันก็ยังเป็นหลักที่นักนิติศาสตร์กำลังถกเถียงกันอยู่
       
       ๖. ศาลได้ยึดถือเอาภาษิตลาตินที่ว่า “ผู้ที่นิ่งเฉยเสียเมื่อควรจะพูดและสามารถพูดได้นั้น ให้ถือเสมือนยินยอม” (Qui tacet consentire videtur si loqui debuiset sc potuisset) ในหน้า ๒๓ ของคำพิพากษา ซึ่งเป็นหลักกฎหมายทั่วไปมาใช้กับคดีปราสาทพระวิหาร ย่อมขัดต่อเหตุผลทั้งในแง่กฎหมายและในแง่ความยุติธรรม
       
       ก.ในแง่กฎหมาย ศาลหาได้คำนึงไม่ว่า หลักที่ศาลยืมมาใช้จากหลักกฎหมายทั่วไปนี้ เป็นที่ยอมรับนับถือกันในภูมิภาคเอเชียนี้หรือไม่ เพราะหลักนี้มิใช่หลักกฎหมายระหว่างประเทศสากล ศาลควรจะคำนึงถึงจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นด้วยอนึ่ง หลักกฎหมายทั่วไปไม่พึงนำมาใช้กับกรณีที่มีสนธิสัญญากำหนดเส้นเขตแดนที่แน่นอนแล้ว เพราะเป็นเพียงหลักย่อยหลักหนึ่ง ต่อเมื่อไม่ใช่เรื่องที่สนธิสัญญาระบุไว้อย่างชัดแจ้ง จึงอาจพิจารณาปฏิบัติกรรมของไทยได้
       
       ข.ในแง่ความยุติธรรม ศาลได้เพ่งพิจารณาแต่เพียงปฏิบัติกรรมของไทย และสันนิษฐานเอาเองว่า การที่ไทยนิ่งเฉยไม่ประท้วง แปลว่า ไทยยินยอม แต่ศาลหาได้พิจารณาถึงปฏิบัติกรรมของฝรั่งเศสและกัมพูชาไม่ ซึ่งถ้าได้พิจารณาแล้วก็จะพบว่า ฝรั่งเศสเองก็มิได้ถือว่าแผนที่ภาคผนวก ๑ นั้นผูกพันแต่ประการใด จึงมิได้ประท้วงการครอบครองพระวิหารของไทยจนกระทั่ง ค.ศ.๑๙๔๙ (พ.ศ.๒๔๙๒) และเมื่อทำการประท้วงก็มิได้อ้างแผนที่ภาคผนวก ๑ ว่ามีผลผูกพัน แต่คงอ้างหลักสันปันน้ำซึ่งกำหนดไว้ในสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) และ ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) ศาลได้พิจารณาข้อเท็จจริงในสายตาหาได้เข้าใจถึงความเป็นอยู่ และปฏิบัติการของรัฐสมัยนั้นในภูมิภาคเอเชียไม่ โดยเฉพาะศาลไม่พยายามเข้าใจถึงสถานะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย ในเอเชียในขณะนั้น ซึ่งมีประเทศเอกราชอยู่ไม่กี่ประเทศ และต้องเผชิญกับนโยบายจักรวรรดินิยมของประเทศมหาอำนาจตะวันตก ตรงกันข้าม ผู้พิพากษาส่วนมากกลับพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนการแผ่ขยายอาณานิคมของประเทศตะวันตก (หน้า ๓๔-๓๕) ซึ่งโดยแท้จริงแล้วผู้พิพากษาเหล่านั้นไม่มีหน้าที่ที่จะต้องกระทำเช่นนั้นเลย
       
       จึงสรุปได้ว่า คำพิพากษาของศาล นอกจากมิได้ใช้หลักกฎหมายที่ถูกต้องดังจะแจ้งรายละเอียดในข้อต่อไปแล้ว ยังไม่ตรงต่อหลักความยุติธรรมอันเป็นหลักหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ในหลักกฎบัตรสหประชาชาติควบคู่กับกฎหมายระหว่างประเทศและมีคุณค่าไม่ด้อยไปกว่ากัน นักนิติศาสตร์ย่อมทราบดีว่าการให้ความยุติธรรมอย่างเดียวนั้น ยังไม่พอจะต้องทำให้ปรากฏชัดด้วยว่าเป็นความยุติธรรม
       
       ๗.ศาลมิได้พิจารณาข้อเท็จจริงที่คู่คดีเสนอโดยละเอียดเท่าที่จะพึงกระทำได้ แต่ได้ใช้การอนุมานสันนิษฐานเองแล้วก็ลงข้อยุติทางกฎหมายจากข้อสันนิษฐานนั้น ซึ่งบางครั้งก็เป็นอนุมานซ้อน หรือเป็นการสันนิษฐานที่ขัดกันเอง และขัดต่อข้อเท็จจริง ดังจะยกตัวอย่างพอสังเขปดังต่อไปนี้
       
       (๑) ทั้งๆ ที่ศาลยอมรับ (ในคำพิพากษาหน้า ๑๘ วรรคแรก) ว่าไม่ปรากฏหลักฐานแสดงว่าคณะกรรมการปักปันได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร แต่ก็ยังสันนิษฐานเอาได้(ในคำพิพากษาหน้า ๑๙ วรรคสุดท้าย) ว่าคณะกรรมการปักปันชุดแรกจะได้ปักปันเขตแดนเรียบร้อยแล้ว ตามสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) คือถือเอาตามเส้นที่ลากไว้ในแผนที่ภาคผนวก ๑ แสดงว่าพระวิหารอยู่ในกัมพูชา มิฉะนั้นคณะกรรมการปักปันชุดที่สอง ตามสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) ก็คงจะต้องทำการปักปันเขตแดนตอนนี้ เพราะพิธีสาร ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) คลุมถึงปราสาทพระวิหาร ซึงตั้งอยู่บนเขาคงรักด้านตะวันออกด้วย ศาลได้ตั้งข้อสันนิษฐานนี้ขึ้นโดยมิได้พิจารณาโครงวาดต่อท้ายพิธีสาร ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) ซึงแสดงอาณาเขตที่คณะกรรมการปักปันชุดที่สองจะต้องทำการปักปัน คือ เพียงแค่ช่องเกนทางด้านตะวันตกของทิวเขาดงรักเท่านั้น ข้อสันนิษฐานนี้จึงขัดกับโครงวาด แต่ศาลก็กลับลงข้อยุติโดยอาศัยข้อสันนิษฐานที่ผิดพลาดนี้ได้ว่า ในบริเวณปราสาทพระวิหารนั้น คณะกรรมการปักปันชุดแรกได้ปักปันแล้ว และสันนิษฐานต่อไปว่าปักปันตามที่ปรากฏในแผนที่
       
       (๒) ศาลใช้ข้อสันนิษฐานอธิบายสาเหตุแห่งการที่ประธานคณะกรรมการปักปันของฝรั่งเศสชุดแรกคาดว่า จะมีการประชุมกันอีก แต่ในที่สุดก็ไม่มีการประชุมไปในทางที่เสียประโยชน์แก่ฝ่ายไทย โดยเดาเอาว่าถ้าได้มีการประชุมก็คงจะได้รับรองเส้นเขตแดนตามที่ปรากฏในแผนที่ (คำพิพากษา ๒๐ วรรคแรก)
       
       (๓) ศาลกล่าวขึ้นมาลอยๆ (ในคำพิพากษา หน้า ๒๐ วรรค ๒) ว่าพิมพ์แผนที่เป็นงานสุดท้ายของคณะกรรมการปักปัน ทั้งๆ ที่ศาลก็ทราบดีอยู่แล้วว่าคณะกรรมการปักปันได้มีมติไว้แล้วว่า การปักปันนั้นแบ่งออกเป็นสามชั้น คือ ๑.การตระเวนสำรวจ ๒.การสำรวจภูมิประเทศ และ ๓.การอภิปรายและกำหนดเขตแดน โดยมิได้กล่าวถึงการพิมพ์แผนที่ว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานปักปัน ตามข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า การพิมพ์แผนที่เป็นเรื่องนอกเหนือจากการปักปันเขตแดนงานชิ้นสุดท้ายในการปักปันดังจะมีต่อไปอีกก็เห็นจะเป็นการปักหลักเขตแดน มิใช่การพิมพ์แผนที่
       
       (๔) ศาลสันนิษฐานเอง (ในคำพิพากษา หน้า ๔๒) ว่าในการที่ฝรั่งเศสส่งแผนที่นั้นไม่ถูกต้องตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการปักปัน และสันนิษฐานต่อไปว่าฝ่ายไทยมิได้คัดค้านนั้น อาจจะเป็นเพราะว่ามีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้ถือว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ทั้งที่ในตอนต้น(คำพิพากษาหน้า ๑๘ วรรคแรก) ศาลก็ได้ยอมรับแล้วว่า ไม่มีหลักฐาน แสดงว่าคณะกรรมการปักปันได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร กระนั้นก็ยังสันนิษฐานเอาจนได้ เป็นการสันนิษฐานที่ไทยเสียประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง
       
       (๕) ศาลได้ใช้ข้อสันนิษฐานต่อไปอีก (ในคำพิพากษา หน้า ๒๖ ) โดยถือเอาว่ากรรมการปักปันของไทยคงจะทราบดีแล้วว่าแผนที่ภาคผนวก ๑ ไม่ได้รับความเห็นชอบระหว่างการประชุมคณะกรรมการปักปัน แต่ถ้าได้รับไว้โดยมิได้ตรวจดูให้แน่นอนเสียก่อนว่า ถูกต้องตามหลักสันปันน้ำตามสนธิสัญญาหรือไม่แล้ว จะมาอ้างภายหลังว่าแผนที่ผิดไม่ได้ ข้อสันนิษฐานข้อนั้นตรงกันข้ามกับข้อสันนิษฐานในวรรคก่อน แต่ก็ยังลงข้อยุติได้เหมือนกันโดยอาศัยหลักซึ่งผู้พิพากษาฟิตช์มอริสในความเห็นเอกเทศ เรียกว่า Caveat emptor กล่าวคือ ผู้ซื้อย่อมต้องใช้ความระมัดระวัง
       
       (๖) ศาลได้ใช้ข้อสันนิษฐานต่อไปอีก (ในคำพิพากษาหน้า ๒๘ วรรคแรก) ว่าไทยได้ยอมรับแผนที่ภาคผนวก ๑ แล้วโดยการไม่ประท้วง ทั้งๆ ที่ทราบว่า แผนที่นั้นไม่ตรงกับตัวบทสนธิสัญญา อย่างไรถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ศาลก็สันนิษฐานซ้อน (ในคำพิพากษา หน้า ๒๙ วรรคแรก) ว่าไทยได้ยอมรับแผนที่นั้นโดยการนิ่งเฉย มิได้คำนึงว่าแผนที่จะผิดหรือถูกประการใด
       
       (๘) ศาลอ้างเป็นข้อสันนิษฐานที่ชี้ขาดการยอมรับแผนที่ภาคผนวก ๑ ของไทย โดยยกเหตุผล (ในคำพิพากษา หน้า ๒๗ และ ๒๘) ว่าประเทศไทยมีโอกาสหลายครั้งที่จะขอแก้ไขแผนที่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเจรจาทำสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๒๕ (พ.ศ.๒๔๖๘) และ ๑๙๓๗ (พ.ศ.๒๔๘๐) ศาลให้เหตุผลตรงกันข้ามกับข้อยุติของศาลเองว่า แผนที่ภาคผนวก ๑ มิได้เป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ. ๒๔๔๗) หรือ ๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) ซ้ำยังตีความข้อบัญญัติในสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๒๕ (พ.ศ.๒๔๖๘) และ ๑๙๓๗ (พ.ศ.๒๔๘๐) ที่คลาดเคลื่อนจากถ้อยคำของข้อบทสนธิสัญญาอีกด้วย (คำพิพากษาหน้า ๑๗) เมื่อพิจารณาดูถ้อยคำของ ข้อ ๒๗ แห่งสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๒๕ (พ.ศ.๒๔๖๘) และข้อ ๒๒ แห่งสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๓๗ (พ.ศ.๒๔๘๐) แล้ว จะพบสนธิสัญญาทั้งสองฉบับนี้มิได้ยืนยันเขตแดนตามแผนที่แต่ประการใดไม่ กลับไปยืนยันบทนิยามเขตแดนตามสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๑๔ (พ.ศ.๒๔๕๗) และ ๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) กล่าวคือให้ถือตามหลักสันปันน้ำ
       
       จึงสรุปได้ว่า ศาลได้มีความสนธิสัญญา โดยขัดกับถ้อยคำของสนธิสัญญานั้นเอง และสันนิษฐานเป็นที่เสียประโยชน์แก่ฝ่ายไทยว่าไทยได้ยินยอมยกพระวิหารให้ฝรั่งเศส เพราะมิได้ฉวยโอกาสขอแก้ไขสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ. ๒๔๔๗) หรือ ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) แต่เมื่อพิจารณาดูให้ถ่องแท้แล้วจะเห็นได้ชัดว่าฝรั่งเศสต่างหากที่เป็นฝ่ายยินยอม และมิได้ฉวยโอกาสผนวกแผนที่เข้าไว้กับสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๒๕ (พ.ศ.๒๔๖๘) หรือ ค.ศ.๑๙๓๗ (พ.ศ.๒๔๘๐) และ ความจริงสนธิสัญญาทั้งสองฉบับนี้ยืนยันสันปันน้ำต่างหาก ซึ่งก็เป็นการประกาศอย่างชัดแจ้งว่าหลักสันปันน้ำจะต้องสำคัญกว่าแผนที่ใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ถ้ามีการแคลงใจเรื่องแผนที่ว่าจะไม่ถูกต้องตามหลักสันปันน้ำตาที่ไทยได้ค้นพบในการสำรวจ ค.ศ.๑๙๓๔-๑๙๓๕ (พ.ศ.๒๔๗๗-๒๔๗๘) ยืนยันหลักสันปันน้ำแล้ว อันเป็นการปฏิเสธแผนที่ที่ขัดกับสันปันน้ำโดยตรง
       
       ๙. ฝ่ายไทยได้ยืนยันต่อศาลโลกตลอดมาว่า เส้นเขตแดนในบริเวณที่พิพาทนั้น เป็นไปตามสันปันน้ำ และว่ารัฐบาลไทยก็ถือตามนี้ เพราะสนธิสัญญาทุกฉบับได้ยืนยันสันปันน้ำเป็นเขตแดน
       
       ข้อสำคัญที่ศาลอาจจะมองข้ามไปคือ หนังสือประท้วง ปี ค.ศ.๑๙๔๙ (พ.ศ.๒๔๙๒) ที่ฝ่ายฝรั่งเศสส่งมายังรัฐบาลไทย โดยอ้างพิธีสาร ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) เป็นหลัก พิธีสารฉบับนี้กล่าวไว้อย่างชัดแจ้งว่า เขตแดนระหว่างประเทศทั้งสองในบริเวณนั้น ถือตามเส้นสันปันน้ำ ซึ่งข้อนี้แสดงชัดแจ้งว่าฝ่ายฝรั่งเศสและกัมพูชาเองก็เชื่ออยู่ตลอดเวลาว่า เขตแดนนั้นเป็นไปตามสันปันน้ำ ฝ่ายฝรั่งเศสจึงได้อ้างพิธีสารมาในหนังสือประท้วง ค.ศ.๑๙๔๙ (พ.ศ.๒๔๙๒) ในลักษณะเช่นนี้
       
       ในการพิจารณาคดีนี้ ในเมื่อศาลเองถือเอาเจตนาของคู่กรณีเป็นหลักสำคัญในการวินิจฉัยคดีแล้ว เหตุไฉนเล่าศาลจึงไม่ให้ความสำคัญแก่เจตนาอันชัดแจ้งของทั้งสองฝ่าย ในเรื่องให้ยึดถือสันปันน้ำเป็นเขตแดนในบริเวณที่พิพาท แสดงว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นขัดกับข้อยุติธรรมของศาลที่ว่าภาคีทั้งสองได้มีเจตนาทำความตกลงขึ้นใหม่ในการกำหนดเขตแดนในบริเวณนั้น (พึงสังเกตด้วยว่าพิธีสาร ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) ได้เอ่ยถึง “เส้นซึ่งคณะกรรมการปักปันเขตแดนขุดก่อนได้ตกลงไว้เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐)” นั้น เกี่ยวกับปลายเขตแดนด้านตะวันออก ซึ่งกำหนดให้บรรจบแม่น้ำโขงที่ห้วยดอนมิได้เกี่ยวกับบริเวณพระวิหาร)
       
       ๑๐.ศาลรับฟังข้อเท็จจริงที่ผิดพลาด แห่งความเชื่อถือตามข้อเท็จจริงที่ผิดพลาดนั้น อันเป็นผลเสียหายแก่รูปคดีของไทย
       
       (๑) ศาลถือ (ในคำพิพากษา หน้า ๑๕ วรรคแรก) ว่า ปราสาทพระวิหารเป็นสถานที่สักการบูชา ซึ่งตามข้อเท็จจริงเป็นเทวสถานตามลัทธิพราหมณ์ที่ปรักหักพัง และแทบจะไม่มีผู้ใดไปสักการบูชา เพราะประชาชนทั้งในไทยและกัมพูชาก็นับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ การที่ศาลเชื่อเช่นนี้พ้องกับข้อเสนอของกัมพูชาว่าคนกัมพูชาใช้ปราสาทเป็นที่สักการบูชา
       
       (๒) ศาลกล่าวไว้หลายแห่ง (ในคำพิพากษา หน้า ๑๖ และ ๑๗) ว่าคณะกรรมการปักปันตามสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) มีสองแผนก (Sections) คือแผนกฝรั่งเศส และแผนกไทย แต่เป็นกรรมการเดียวทั้งๆ ที่ตามตัวบทสนธิสัญญาข้อ ๓ หมายถึงกรรมการ ๒ คณะ (Commissions) เป็นพหูพจน์และไม่มีการกล่าวถึงคำว่าแผนกในสนธิสัญญา หรือในรายงานการประชุมของคณะกรรมการปักปัน และ ฝ่ายไทยก็แย้งไว้แล้วว่า แผนที่ภาคผนวกซึ่งทำขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส ถึงแม้จะอาศัยชื่อของคณะกรรมการปักปันฝรั่งเศส (Commissionde Delimitation) ก็ไม่มีผลผูกพันฝ่ายไทยได้ เพราะไม่ใช่แผนที่ของคณะกรรมการผสม (Mixed Commissions) การที่ศาลถือเอาว่าเป็นคณะกรรมการเดียวแต่มีสองแผนก จึงทำให้เข้าใจผิดได้ว่า แผนที่ที่ฝรั่งเศสทำเป็นแผนที่ของคณะกรรมการปักปันทั้งคณะ คือคณะกรรมการร่วมกันของฝ่ายไทยและฝ่ายฝรั่งเศส
       
       ๑๑.ศาลได้นำเหตุผลที่ขัดกันมาใช้ในการพิจารณาข้อโต้เถียงของไทยแล้ววินิจฉัยว่าข้อโต้เถียงของไทยฟังไม่ขึ้น คือ
       
       ก.ศาลให้ความสำคัญแก่การที่กรมแผนที่ไทยยังพิมพ์แผนที่แสดงว่าพระวิหารเป็นของฝรั่งเศสเรื่อยไป และกว่าจะพิมพ์แผนที่แสดงพระวิหารไว้ในเขตไทยก็ต่อเมื่อถึง ค.ศ.๑๙๔๕ (พ.ศ.๒๔๙๗) แล้ว ศาลน่าจะเข้าใจว่า เพราะเหตุนี้การพิมพ์แผนที่จึงไม่มีความสำคัญ เพราะก่อนหน้า ค.ศ.๑๙๕๔ (พ.ศ.๒๔๙๗) นี้เอง ทั้งๆ ที่ยังพิมพ์แผนที่ผิดอยู่ กัมพูชาและฝรั่งเศสก็ได้ประท้วงมาว่า พระวิหารเป็นของกัมพูชา เมื่อ ค.ศ.๑๙๔๙ (พ.ศ.๒๔๙๒) และ ค.ศ.๑๙๕๐ (พ.ศ.๒๔๙๓) แต่ในทางตรงข้าม ศาลกลับไม่ถือว่ากิจกรรมเกี่ยวกับการปกครอง ตลอดจนการที่บุคคลสำคัญของรัฐบาลกลางไปเยือนพระวิหารในปีต่างๆ ระหว่าง ค.ศ.๑๙๐๗-๑๙๓๙ (พ.ศ.๒๔๕๐-๒๔๘๒) เป็นของสำคัญ กลับถือว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองท้องที่ ซึ่งขัดกับท่าทีอันแน่นอนของรัฐบาลกลาง จึงต้องมองข้ามไป แสดงว่าศาลใช้มาตรฐานและเครื่องทดสอบที่ไม่สม่ำเสมอกัน
       
       ข. ทั้งๆ ที่ศาลถืออยู่ตลอดเวลา (โดยเฉพาะในคำพิพากษา หน้า ๓๐) ว่าการปกครองบริเวณปราสาทพระวิหารของไทยนั้นไม่มีความสำคัญ เพราะเป็นเพียงขั้นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเท่านั้น แต่พอถึงที่ที่จะตีความให้ไทยเสียประโยชน์ เพราะการปกครองพระวิหาร (ในคำพิพากษา หน้า ๓๓ วรรค๒) ศาลกลับเห็นเป็นของสำคัญ โดยกลับถือว่า เพราะไทยได้ปกครองพระวิหารเรื่อยมา จะมาอ้างว่าไม่รู้ว่าแผนที่ผิดไม่ได้ เพราะถ้าคิดว่าถูกแล้วยังใช้อำนาจปกครองก็จะเป็นการรุกรานไป แสดงว่าข้อเท็จจริงอันเดียวกัน ศาลถือว่าไม่มีความสำคัญ ถ้าเป็นประโยชน์แก่ไทย แต่ถือว่าสำคัญมากในตอนที่ไทยจะต้องเสียประโยชน์ คล้ายๆ กับว่าศาลจงใจจะตีความให้ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ พอจะมาพิจารณา (ในคำพิพากษา หน้า ๒๘ วรรค ๓) ถึงเรื่องการกลับสู่สภาพเดิมก่อนอนุสัญญากรุงโตเกียว ค.ศ.๑๙๕๑ (พ.ศ.๒๔๙๔) ศาลกลับปัดไม่ยอมพิจารณาเรื่องการครอบครองพระวิหารเสียเฉยๆ
       
       ค.(ในคำพิพากษาหน้า ๓๑ วรรคแรก) ศาลตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งไทยและฝรั่งเศสก็มิได้มั่นใจว่าพระวิหารเป็นของตนในขั้นแรก ทั้งๆที่ศาลยอมรับ (ในคำพิพากษา หน้า ๓๐) ว่าไทยได้ใช้อำนาจปกครอง แต่ก็ยังกล่าวได้เต็มปากว่า ความเชื่อของไทยว่าพระวิหารเป็นของฝรั่งเศสนั้น สอดคล้องกับท่าทีของไทยโดยตลอดมา
       
       ๑๒.ศาลถือว่าไทยมีหน้าที่คัดค้าน เมื่อรับแผนที่จากฝรั่งเศสใน ค.ศ.๑๙๐๘ – ๑๙๐๙ (พ.ศ.๒๔๕๑ – ๒๔๕๒) แต่เมื่อมาพิจารณาดูข้อเท็จจริงและพฤติการณ์โดยตลอดแล้ว จะเห็นได้ว่าไทยไม่มีหน้าที่คัดค้านแต่ประการใดเลย ฝรั่งเศสและกัมพูชาต่างหากที่มีหน้าที่คัดค้านการครอบครองปราสาทพระวิหารของไทยในสมัยนั้น แต่ก็มิได้คัดค้าน เช่น เมื่อส่งแผนที่มาให้ ก็มิใช่เป็นการแสดงว่าขัดกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการปักปัน และจะไปคัดค้านได้อย่างไร ถ้าสันปันน้ำที่แท้จริงตรงกับแผนที่ และปันพระวิหารไปอยู่ในเขตไทยหรือกัมพูชา ฝ่ายตรงข้ามก็มิอาจคัดค้านได้ และถ้าคัดค้านก็ไม่มีประโยชน์อะไร
       
       กระทรวงการต่างประเทศ
       ๔ กรกฎาคม ๒๕๐๕
       

       
 

โดย ผู้จัดการออนไลน์
       




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ดีเจพะโล้ วันที่ : 25/06/2008 เวลา : 23.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/djpalo

หวัดดีครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
joeyman วันที่ : 25/06/2008 เวลา : 12.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/inmind


ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ...

ผมเรียนว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรผิดในเรื่องนี้ มีเรื่องเดียวครับ คือ ทำให้สองท่านนี้เกิดทางการเมือง (สมัคร สุนทรเวช , นภดล ปัทมะ) และบุญคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือแผ่นดิน ท่านจะเนรคุณ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่จริงที่ท่านจะเนรคุณ พันตำรวจโท ทักษิณ ซะครึ่งนึง ที่เนรคุณ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ผมว่าบ้านเมืองจะไปได้ดีกว่านี้

*****************************
เชิญฟังเสียงประชาชน..พูดถึงเขาพระวิหาร...
http://www.oknation.net/blog/inmind
*****************************

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 25/06/2008 เวลา : 06.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ติดตามข่าวด้วยความกังวลค่ะ ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2008 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณชอบอ่านข่าวอะไรมากที่สุด
กีฬา
26 คน
การเมือง
24 คน
อาชญากรรม
15 คน
ดารา
33 คน
ทั่วไป
34 คน

  โหวต 132 คน