• บิ๊กกัน191
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-11-22
  • จำนวนเรื่อง : 259
  • จำนวนผู้ชม : 865547
  • ส่ง msg :
  • โหวต 587 คน
วาไรตี้ต่างๆ โดย biggun191
ส่งข่าวสารน่าสนใจ ในปัจจุบัน ให้อ่านเพื่อเพิ่มองค์ความรู้
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/biggun191
วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม 2551
Posted by บิ๊กกัน191 , ผู้อ่าน : 2087 , 09:02:50 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

* 'ทักษิณ-สมัคร'ต่างถือสุภาษิตไก่เห็นตีนงูงูเห็นนมไก่
       * ส่งผลให้ระบอบทักษิณเวียนว่ายอยู่ในสังคมไทยจนบัดนี้
       * เมื่อสมัครเป็นจอมโปรเจค-ทักษิณก็ต้องมีทายาทเหมือนกัน
       * มุ้งต่าง ๆ เข้าร่วมวงสนุกสนาน
       * ขบวนการหาประโยชน์จากการบริหารประเทศกำลังเกิดขึ้น
       * จับตา 3 กลุ่มงบประมาณที่จะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้เครือข่ายทักษิณอีกแล้ว!....
       
       การเปิดประเด็นเรื่องของ "บุญคุณ" ระหว่างสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลางที่ประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ได้ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่าแท้ที่จริงแล้ว ใครกันแน่ที่เป็นฝ่าย "ติดหนี้" บุญคุณ จนทำให้ต้องเกิดการชดใช้กันขึ้นมา เมื่อนายกฯสมัคร ยืนยันว่าเขาคือคนที่มีบุญคุณต่ออดีตนายกฯทักษิณ จึงไม่มีหน้าที่ต้องตอบแทนคุณเหมือนกับที่ใครต่อใครพากันเข้าใจ
       
       ดังนั้นการเข้ามาบริหารประเทศในฐานะผู้นำรัฐบาล "สมัคร 1"ครั้งนี้ของชายอารมณ์ร้อนวัย 73 ปีอย่างสมัคร สุนทรเวช จึงต้องการทำประโยชน์เพื่อบ้านเมือง แต่ดูเหมือนว่าสังคมกลับไม่ได้คล้อยตามในสิ่งที่นายกฯสมัคร พยายามอธิบายมากนัก
       แต่กลับเฝ้าสงสัยว่าปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในยุค "สมัคร 1"นั้นจะแตกต่างหรือพิสดารไปจากยุค "ทักษิณ" ได้มากน้อยแค่ไหน หลายคนที่รู้จักคนอย่างสมัคร สุนทรเวช ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ย่อมรู้ซึ้งเป็นอย่างดีว่าขณะที่เขาแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดใส่ฝ่ายตรงข้าม ทำให้ภายนอกเข้าใจได้ว่าเขาเหมือนผู้บริหารที่ไม่ลงมือทำงานนั้น แต่แท้ที่จริงแล้วกลับตรงข้ามอย่างสินเชิง?
       
       "สมัคร" จอมโปรเจคเมเนเจอร์ ตัวจริง!
       
       ว่ากันว่าเมื่อครั้งสมัคร นั่งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นั้นข้าราชการกทม.ที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์จากเงินแผ่นดินภายใต้นโยบายและโครงการต่างๆมักพอใจที่จะทำงานกับผู้บริหารอย่างผู้ว่าฯสมัคร เป็นที่สุด เนื่องจากต่างฝ่ายต่างไม่มีการก้าวก่ายล้วงลูกกันให้เกิดความวุ่นวาย
       
       " ประเด็นที่ต้องจับตามองคือ ประวัติของคนที่จะมาเป็นนายกฯ ซึ่งกรณีคุณสมัคร นี่ต้องเรียกว่า PM แต่ไม่ใช่ Prime Minister แต่ขอเรียกว่า Project Manager เพราะมีลักษณะชอบทำโครงการขนาดใหญ่ รวบเอามาทำไว้เองทั้งหมด โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคมซึ่งเป็นงานถนัด"
       
       แหล่งข่าวจากคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2552 กล่าวกับ "ผู้จัดการรายสัปดาห์" พร้อมทั้งชี้ว่า โครงการด้านการคมนาคมนั้นมีโอกาสในการงุบงิบผลประโยชน์กันมากที่สุด ซึ่งโดยวิธีการทำงานของสมัคร ที่ผ่านมาจะไม่มีการพึ่งพาข้าราชการประจำ แต่จะดำเนินการเองทั้งหมด
       
       "ในความเงียบ ของคุณสมัคร นั้นกลับปรากฏเสียงลือว่ามีการจัดสรรงผลประโยชน์กันไปแล้ว ว่าเส้นทางสายไหนจะแบ่งให้เจ๊คนไหนได้ไป แต่หลายฝ่ายกลับมาสนใจว่าคุณสมัคร จะแสดงอารมณ์หรือเกรี้ยวกราดใส่ใครมากกว่า"
       
       จากการเปิดประเด็นซักฟอกนายกฯสมัครและ 7 รัฐมนตรีบนเวทีสภาผู้แทนฯในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งล่าสุดนั้น จะพบว่าเนื้อหาสาระที่ฝ่ายค้านนำมาเปิดเผยนั้นไม่ได้มีเฉพาะความผิดพลาดล้มเหลวจากกการบริหารงานเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลในการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ มีวงเงินงบประมาณก้อนโต อาทิ โครงการเช่ารถเมล์ปรับอากาศ NGV จำนวน 6 พันคัน วงเงิน 111,690 ล้านบาท ที่มีกระแสข่าวถึงความไม่โปร่งใส มีการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างแกนนำกลุ่มการเมืองในพรรคพลังประชาชน
       
       ก๊วนการเมือง
       เตรียมแบ่งเค้กงบ 52

       
       การเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลเพียงแค่โครงการเช่ารถเมล์ปรับอากาศ NGV โครงการเดียวจากฝ่ายค้านนั้น สามารถทำให้ได้เห็น "ตัวละคร" จากฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องทั้ง เนวิน ชิดชอบ และ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ทั้งที่ทั้งคู่ต่างติดล็อค "บ้านเลขที่111" รวมทั้งก่อนหน้านี้ตัวนายกฯสมัคร เองก็ให้ความเห็นชอบโดยอ้างว่าเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาระบบขนส่งมวลชน แก้ไขปัญหาการขาดทุนให้กับขสมก.
       
       การเข้ามาทำหน้าที่นายกฯนอมินีของ สมัคร เพื่อต่อชะตาให้กับพรรคพลังประชาชนในทางการเมืองและกุมอำนาจบริหารครั้งนี้นั้น ไม่ว่าจะมาเพราะให้พ.ต.ท.ทักษิณ รู้ซึ้งถึงบุญคุณของเขา หรือจะเป็นเพราะเข้ามารับงานในฐานะ "ลูกจ้าง" อีกคนหนึ่งเหมือนกับคนอื่นๆ ก็ตาม
       
       แต่สิ่งที่ต้องจับตามองความเคลื่อนไหวของนายกฯสมัคร อย่างมากคือบทบาทในฐานะ "เซลล์แมนขายฝัน" จากนี้ไปกับการบริหารนโยบายและโครงการต่างๆของรัฐบาล ภายใต้งบประมาณประจำปี 2552 นั้นจะมีความโปร่งใสได้หรือไม่ (ล้วงลึกงบปี52ส่งกลิ่นหึ่ง ....ประกอบ)
       
       ท่ามกลางการต่อรองผลประโยชน์จากกลุ่มก๊วนการเมืองภายในพรรคพลังประชาชนที่ต่างจ้องเข้าไปมีส่วนได้เสียกันทั้งสิ้น โดยแต่ละกลุ่มภายในพรรคต่างส่งตัวแทนเข้าไปเป็นรัฐมนตรีตามกระทรวงต่างๆ คอยดูแลผลประโยชน์ รวมทั้งเข้าไปเกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณปี2552 กันอย่างคึกคัก
       
       ไม่ว่ารัฐมนตรีสายตรงของพ.ต.ท.ทักษิณ อาทิ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและรมว.คลัง สันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รมว.พาณิชย์ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.ศึกษาฯ
       
       กลุ่มบุรีรัมย์ มีทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม - สุพล ฟองงาม รมช.มหาดไทย-ธีระชัย แสนแก้ว รมช.เกษตรฯ - พงศกร อรรณพพร รมช.ศึกษาธิการ คอยรับคำสั่งจากเนวิน
       
       กลุ่มกทม.ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ส่งสุธา ชันแสง นั่งรมว.พัฒนาสังคมและความมั่งคนของมนุษย์ และเตรียมดัน วิชาญ มีนชัยทนันท์ ส.ส.กทม.เข้าเสียบแทนหลังจากสุธา ลาออกจากตำแหน่ง
       
       ส่ง "สหัส บัณฑิตกุล
       "คุมงบ-กรองงาน
       

       ขณะที่นายกฯสมัคร เองถึงแม้จะเป็นเพียง "ข้าวนอกนา" ไม่มีส.ส.ในสังกัดเหมือนกับแกนนำกลุ่มคนอื่นๆ ก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมว่าด้วยการมีเอกสิทธิตัดสินใจสั่ง "ยุบสภา"ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลแล้ว นายกฯสมัคร ยังมีอำนาจบริหารจัดการเงินงบประมาณสำคัญทั้งงบกลางมูลค่า 2.4 แสนล้านบาท และงบประมาณสำนักเลขาธิการนายกฯจำนวน 5.8 หมื่นล้านบาท ตลอดจนหน่วยงานที่สังกัดนายกฯโดยตรง ไม่ขึ้นตรงกับกระทรวงต่างๆ ดังนั้นหากนายกฯสมัคร ต้องการใช้งบประมาณเพื่อผลประโยชน์และเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองย่อมดำเนินการได้ไม่ยากเย็น
       
       " หากดูงบประมาณโดยทั่วไปแล้ว ยังไม่เห็นความผิดปกติ เนื่องจากปีนี้มีงบลงทุนน้อย ขณะที่โครงการเมกกะโปรเจคต่างๆ ที่รัฐบาลประกาศไว้ก็ยังไม่รู้ว่าจะใช้เงินจากที่ไหน นอกจากต้องใช้วิธีการกู้เข้ามาลงทุน ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่านายกฯน่าจะบริหารงบประมาณเป็นไปในลักษณะของการสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองของตัวเองมากกว่า" แหล่งข่าวคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 ย้ำและว่าโดยธรรมชาติของนายกฯสมัคร นั้นเขาไม่ได้มีแต่ภาพของนักการเมืองปากร้าย อารมณ์ร้อนเท่านั้น
       
       แต่ความเป็นจริงแล้วหลายคนที่รู้จักเขาดี จะรู้ว่าสิ่งที่เขาสนใจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องนั้นต้องเป็นโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น!
       
       อย่างไรก็ตามแม้นายกฯสมัคร จะอยู่ท่ามกลางกลุ่มการเมืองที่คอยแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ในพรรคพลังประชาชน แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาได้วางมือทำงานที่มีความใกล้ชิดและไว้ใจได้ดีที่สุด คือ สหัส บัณฑิตสกุล รองนายกฯ ซึ่งมีความเกี่ยวพันแนบแน่นกันเนื่องจากสหัส เป็นญาติกับคุณหญิงสุรัตน์ ภริยานายกฯสมัคร เคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับสมัคร เมื่อครั้งที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นรมว.คมนาคม ในยุครัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดังนั้นจึงมีชื่อของสหัส เข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการดูแลนโยบายใหญ่ๆ อาทิ คณะกรรมการพัฒนาระบบขนส่งทางรางและระบบขนส่งมวลชน คณะกรรมการพัฒนาระบบขนส่งทางอากาศยานและท่าอากาศยาน
       
       ด้วยอำนาจหน้าที่ของรองนายกฯ ที่สหัส มีอยู่ในมือนั้นยังส่งผลต่อการ "ชง"นโยบายขนาดใหญ่ที่กลุ่มการเมืองในพรรคตั้งเป้าเอาไว้ ต้องมาผ่านการกลั่นกรองจากสหัส ในฐานะรองนายกฯอีกชั้นหนึ่ง
       
       " ผลประโยชน์กับการต่อรองทางเมืองต้องมีขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกับพรรคการเมืองที่ไม่มีความเป็นเอกภาพ อย่างพลังประชาชน ถึงแม้ฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณ จะส่งคุณสันติ (พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม)เข้ามาเป็นตัวแทน
       
       ส่วนคุณเนวิน เองก็มีคุณทรงศักดิ์ (ทองศรี รมช.คมนาคม)เป็นตัวแทน แต่ไม่ใช่ว่าจะเสนอทุกอย่างได้ตามใจชอบ เพราะตามหลักแล้ว รองนายกฯสหัส มีอำนาจในการพิจารณากลั่นกรอง เคาะโต๊ะคนสุดท้าย" แหล่งข่าวระบุ
       
       คุมงบกลางเบ็ดเสร็จ
       ออกหนังสือเวียนสั่งรมต.

       
       นอกเหนือไปจากการมีมือทำงานที่ไว้วางใจได้อย่างสหัส รองนายกฯแล้ว แต่นายกฯสมัคร ก็ยังใช้ความช่ำชองส่วนตัวจัดสรรงบประมาณให้กับกองทัพเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองให้กับตัวเอง รวมทั้งในส่วนของงบกลาง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบโดยตรงจำนวน 2.4 แสนล้านบาทนั้นเขาได้วางมาตรการเพื่อดึงงบกลางมาดูแลเองทั้งหมด
       
       "มีรายงานล่าสุดว่า นายกฯสมัคร ได้ทำหนังสือเวียนไปยังรัฐมนตรี และหน่วยงานต่างๆทั้งหมดว่าต่อไปนี้นายกฯจะเป็นผู้ควบคุมและอนุมัติอย่างเข้มงวดเอง หากมองในแง่ดีก็ถือว่าเป็นการดีที่นายกฯจะเข้ามาดูแลไม่ให้มีการรั่วไหล นายกฯรู้สึกไม่ไว้ใจรัฐมนตรีของตัวเอง"
       
       ขณะที่เมื่อหัวหน้ารัฐบาลคนนอก พยายามหาทางดึงงบกลางมาควบคุมและอนุมัติเองทั้งหมด โดยไม่สนใจว่าจะสร้างความไม่พอใจต่อรัฐมนตรีและกลุ่มการเมืองต่างๆในพรรคหรือไม่ อีกด้านหนึ่งนายกฯสมัคร กลับจัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงกลาโหมเพื่อครองใจพล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.มูลค่า 1.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2551 ถึง 2.5 หมื่นล้านบาท
       
       " มีการพูดกันว่ายุครัฐบาลทักษิณ ชอบให้งบเอาใจกองทัพ แต่พอมาถึงยุคคุณสมัคร ต้องบอกว่าเอาใจมากกว่า เพราะกองทัพคือเกราะกำบังชั้นดีของคุณสมัคร ในเวลานี้ ส่วนจะมีการต่อรองระหว่างเรื่องของงบประมาณกระทรวงกลาโหม กับโผแต่งตั้งโยกย้ายประจำปีในเดือนตุลาคมนี้ด้วย ก็เป็นไปได้"
       
       ท่ามกลางการจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัวระหว่างตัวนายกฯสมัครกับกลุ่มการเมืองภายในพลังประชาชนนั้น มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งมากขึ้น หากการเจรจาต่อรองไม่ลงตัว รวมทั้งหากมีความไม่ชอบมาพากล จนทำให้นายกฯสมัคร ต้องเปลืองตัวจากโครงการใดโครงการหนึ่ง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มการเมือง อาจทำให้นายกฯสมัคร ต้องทบทวนการให้ความร่วมมืออย่างหนัก
       
       " เชื่อว่าจริงๆแล้วคุณสมัคร เองก็ไม่อยากอยู่นานไปมากกว่านี้ เพราะเขามีทุกอย่างครบหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ครอบครัว เพียงแต่การได้รับตำแหน่งสูงสุดในชีวิต ซึ่งทุกอย่างก็ได้ครบหมดแล้ว แต่ถ้าจะต้องเอาตัวเองมาเสี่ยงเพื่อให้คนอื่นได้ประโยชน์มหาศาล แต่ตัวเองได้ไม่คุ้มเสีย คิดว่าคงไม่ยอมแน่
       
       ทำไมคุณสมัคร ต้องมาทำเพื่อคนพรรคพลังประชาชน พรรคนี้ไม่ใช่ของเขา แล้วถ้าเกิดความผิดพลาดจากการเอื้อประโยชน์ให้คนอื่น ก็เท่ากับว่าคุณสมัคร มาพังตอนจบ"
       
       อย่างไรก็ดีการดำรงตำแหน่งนายกฯของสมัคร ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมานี้ หลายคนมองว่าหากเป็นคนอื่น หรือแม้แต่ตัวพ.ต.ท.ทักษิณ เองก็อาจยอมถอดใจยกธงยอมแพ้กระแสกดดันทางการเมืองจากคนรอบข้างไปนานแล้ว เนื่องจากต้องยอมรับว่าเขาเผชิญหน้าทั้งกระแสบีบคั้นทั้งจากในและนอกพรรค โดยเฉพาะจาก "นายใหญ่" ที่ส่งสัญญาณให้ส.ส.ในพรรคพลังประชาชน ออกมาถล่มสมัคร อยู่บ่อยครั้ง
       
       ทั้งกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550 การสั่งสลายม็อบพันธมิตรฯที่เกือบทำให้รัฐบาลต้องพ้นวาระไปก่อนกำหนด รวมทั้งการตัดสินใจไม่ยอมเปิดให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้การเดินเกมการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณ ต้องสะดุดลง และหากการเจรจาต่อรองเงินงบประมาณผ่านโครงการต่างๆของกลุ่มการเมือง ที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากนายกฯสมัคร ไม่ได้ข้อยุติที่น่าพอใจ ยิ่งจะทำให้กระแสขับไล่ - เปลี่ยนตัวนายกฯ ดังกระหึ่มขึ้นภาย
       ในพรรคพลังประชาชนอีกระลอก
       
       "ทักษิณ"ถือไพ่คดี
       หมิ่นประมาทบีบ "สมัคร"
       

       อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าการควบคุมบงการ "ลูกจ้าง"อย่างนายกฯสมัคร ของพ.ต.ท.ทักษิณ นั้นสร้างความยากลำบากใจต่อเขาอย่างยิ่ง เพราะเขาอาจไม่คาดคิดมาก่อนว่าลูกจ้างรายนี้ไม่เป็นไปได้ดั่งใจ แต่ก็หาช่องทางเล่นงานกดดันสมัคร ให้ยอมทิ้งเก้าอี้ไม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เมื่อช่องทางทางการเมืองไม่อาจสนองตอบต่อความต้องการของพ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งกลุ่มพันธมิตรฯที่ต้องการเห็นรัฐบาลประกาศลาออกก็ตาม
       
       แต่ต้องไม่ลืมว่านายกฯสมัคร นั้นมีคดีความสำคัญติดตัวอยู่ ถึง 2 คดีด้วยกัน คือ คดีหมิ่นประมาท สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯกทม.กรณีกล่าวหาทุจริตประมูลโครงการต่างๆของกทม. ต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำตัดสินให้ สมัคร มีความผิด มีคำสั่งจำคุก คนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา ซึ่งเวลานี้คดีอยู่ในขั้นการต่อสู้คดีในศาลอุทธรณ์
       
       ส่วนคดีที่ 2 คือกรณีวุฒิสมาชิก เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี จากกรณีเป็นพิธีกรรายการชิมไปบ่นไปและรายการอื่น ของบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด อันเป็นบริษัทของเอกชนที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไร อันเข้าข่ายต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ที่ห้ามไม่ให้นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไร
       
       โดยในคดีเดียวกันนี้เอง ยังปรากฏว่ามี สว.เข้าชื่อจำนวน 49 คนยื่นต่อประธานวุฒิสภา เพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯสมัคร ว่าขัดต่อมาตรา 182 และม.91 หรือไม่ ซึ่งเวลานี้กำลังรอการพิจารณาคดีจากศาลรัฐธรรมนูญ และมีแนวโน้มว่าคดีที่อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญน่าจะได้คำตอบในเร็วๆนี้
       
       "คุณทักษิณ เคยให้ผู้ใหญ่ในวงการเศรษฐกิจคนหนึ่งไปช่วยพูด มาขอกับคุณสามารถ แต่คุณสามารถไม่ยอมความ ซึ่งผู้ใหญ่คนดังกล่าวนี้คือคนที่เจ้าของบริษัทใหญ่ที่คุณสามารถ เคยทำงานด้วยมาก่อน เคยให้พระผู้ใหญ่หลายคนมาขอ แต่สุดท้ายเวลานี้มีข่าวแพร่สะพัดว่าคดีน่าจะตัดสินแล้วในศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์จะไม่เป็นคนอ่านคำพิพากษาเอง ต้องส่งมาให้ที่ศาลชั้นต้นเป็นคนอ่านคำพิพากษา"
       
       อย่างไรก็ดีก็มีข่าวสะพัดอีกเช่นกันว่าคดีดังกล่าวนี้หากสมัครยอมลาออกไปก่อนหน้านี้ คดีก็อาจจะไม่ออกมาเช่นนี้ แต่เมื่อไม่ยอมลาออกจากนายกฯ คงมีขั้นตอนหนึ่งที่สมัคร จะต้องรับผิด และถ้าคิดว่าจะอยู่ต่อไปอย่างไม่มีอนาคตเป็นเรื่องที่สมัครได้ตัดสินใจแล้ว
       
       นอกจากนี้นายกฯสมัคร ยังมีคดีการทุจริตจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง ของกทม. ที่ได้ถูกโอนถ่ายจากมือคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.)ไปสู่มือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คาดว่าต้องใช้ระยะเวลาชี้ขาดอีกยาวนานกว่าสองคดีข้างต้น และสำหรับในส่วนของคดีหมิ่นประมาทอดีตรองผู้ว่าฯกทม. นั้นตามขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว หากคำสั่งของศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้สมัคร มีความผิดยืนตามศาลชั้นต้น ก็ใช่ว่านายกฯสมัคร จะไร้หนทางต่อลมหายใจให้กับตัวเองเสียทีเดียว
       
       จับตาอัยการสูงสุดช่วย
       "สมัคร"ต่อลมหายใจ

       
       ดร.ปรีชา สุวรรณฑัต อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงศ์ชลิตกุล กล่าวว่า ตามหลักแล้วคดีหมิ่นประมาทเป็นคดีเล็กๆ ซึ่งเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงไม่ใช่การตีความ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่คำตัดสินของศาลอุทธรณ์จะยืนตามศาลชั้นต้น และหากผลคดีออกมาในลักษณะดังกล่าว นายกฯสมัคร จะต้องหลุดจากตำแหน่งทันที
       
       "ตามหลักประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อคดีมีการตัดสินในชั้นศาลอุทธรณ์แล้วหากจำเลยต้องการยื่นต่อสู้ในชั้นศาลฎีกา ต้องได้รับการอนุญาตจากผู้พิพากษาคดีและอัยการสูงสุด จำเลยไม่สามารถยื่นคำร้องขอต่อสู้ได้เอง และคาดว่าประเด็นที่คุณสมัคร จะหยิบยกขึ้นมาต่อสู้น่าจะเป็นกรณีปัญหาข้อกฎหมาย"
       
       อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ กล่าวว่า การตัดสินใจของอัยการสูงสุดที่จะอนุญาตให้จำเลยได้สิทธิในการต่อสู้ชั้นต่อไปหรือไม่นั้น หากเกิดขึ้นกับบุคคลธรรมดาทั่วไปในคดีหมิ่นประมาทย่อมไม่มีปัญหา แต่กรณีของนายกฯสมัคร นั้นอัยการสูงสุดต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเมือง
       
       ดังนั้นคดีหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นคดีเล็กๆแต่กำลังมีแนวโน้มต่อสถานะนายกฯของสมัคร อย่างมากเช่นนี้ ย่อมทำให้ตัวเขาเองจำเป็นต้องวิ่งหาทางออกให้กับตัวเองเช่นกัน
       
       " เชื่อว่าคุณสมัคร ต้องหาทางวิ่งเต้นเพื่อขอยื่นอุทธรณ์ต่อสู้ในศาลสุดท้ายต่อไป กับอัยการสูงสุดให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นต้องยุติบทบาทนายกฯทันที"
       
       แหล่งข่าวจากกลุ่มพันธมิตรฯ ระบุ พร้อมทั้งกล่าวว่าต้องจับตาดูว่าอัยการสูงสุดจะยอมเปิดไฟเขียวให้กับนายกฯสมัคร หรือไม่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ทำให้หลายฝ่ายต่างกังวลเนื่องจากการทำงานที่ผ่านมาของอัยการสูงสุด มักสร้างความผิดหวังอย่างมาก โดยเฉพาะการตีกลับ ไม่ส่งฟ้องคดีอายัดทรัพย์ตระกูลชินวัตร 7.6 หมื่นล้านของคตส. รวมทั้งก่อนหน้านี้ยังสั่งไม่ฟ้องคดีหวยบนดิน2-3ตัวและคดีทุจริตกล้ายาง 90 ล้านต้น จนทำให้คตส.ต้องยื่นฟ้องเองมาแล้ว
       
       "ไม่มีใครต้องการก้าวล่วงฝ่ายตุลาการ แต่ที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ" รวมทั้งยังมีคนในแวดวงอัยการสูงสุดบางคนที่เคยมีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบอบทักษิณมาแล้ว อาทิจุลสิงห์ วสันตสิงห์ รองอัยการสูงสุด ที่เคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบอร์ดการท่าอากาศยาน ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทยมาแล้ว
       
       "เนวิน"ร่วมวง "แม้ว"
       เฟ้นว่าที่นายกฯคนใหม่

       
       จากนี้ไปชะตากรรมของนายกฯสมัคร อาจต้องขึ้นอยู่กับคำตัดสินของกระบวนการยุติธรรม และศาลรัฐธรรมนูญในอีกไม่เกินเดือนนี้ นั่นจึงเท่ากับว่าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นกะทันหัน โอกาสที่จะพ.ต.ท.ทักษิณ จะได้เวลา "เปลี่ยนตัว"ผู้เล่นย่อมมาถึง
       
       " พรรคเรามีมรสุมหลายลูกที่กำลังรออยู่ ทั้งวันที่ 8 ก.ค.ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดคดีใบแดงของยงยุทธ (ติยะไพรัช) วันที่ 9 ก.ค.จะเป็นคดีของคุณไชยา สะสมทรัพย์ จากนั้นคาดว่าคดีของคุณสมัคร คงอีกไม่นาน"
       
       แหล่งข่าวจากพรรคพลังประชาชนระบุ พร้อมทั้งกล่าวว่า แคนดิเดตพรรคเคยมองเอาไว้อย่างนพ.สุรพงษ์ ก็อาจติดปัญหาคดีหวยออนไลน์ ที่ถูกโอนงานไปยังป.ป.ช.แล้ว ส่วน สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรมหรือ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยคนใกล้ชิดที่มีข่าวมาโดยตลอดนั้น ก็ยังมีความเป็นไปได้
       
       " มีข่าวว่าเวลานี้คุณเนวิน กำลังหารืออย่างใกล้ชิดกับคุณทักษิณ แต่ไม่มีใครรู้ว่าผลออกมาจะเลือกใครขึ้นมาแทนคุณสมัคร หากต้องหลุดจากตำแหน่งจริง"
       
       ขณะเดียวกันทางฝ่ายพันธมิตรฯ เองกลับไม่สนใจว่าใครจะเข้ามาทำหน้าที่ต่อจากสมัคร เพราะหากยังคงเป็นคนของพรรคพลังประชาชน การขับไล่ระบอบทักษิณ จะต้องเดินหน้าต่อไป แต่หากเปลี่ยนตัวให้นายกฯคนใหม่ ไม่ได้มาจากพรรคพลังประชาชน อาจเป็นเงื่อนไขที่พันธมิตรฯ พอที่จะยอมรับได้
       
       แกนนำจากกลุ่มพันธมิตรฯ ชี้ว่า มีความชัดเจนว่า พรรคพลังประชาชนต้องการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เห็นได้จากถุงเงิน 2 ล้านบาท เพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณให้หลุดคดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าใครก็ตามที่เป็นสายตรงของพ.ต.ท.ทักษิณ ย่อมที่จะอุทิศตัวและกล้าที่จะกระทำทุกวิถีทางที่จะช่วยให้เขากลับเข้ามามีอำนาจได้อีกครั้งหนึ่ง
       
       "ขนาดคุณสมัคร ไม่ใช่หน่อเนื้อของพรรคพลังประชาชนยังทุ่มเทต่อกรให้คุณทักษิณ ขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นสายตรงจากคุณทักษิณ เหตุการณ์จะยิ่งเข้มข้นมากกว่านี้มาก"
       
       *************
       
       โหรฟันธงรัฐบาลมีสิทธิ์พัง!
       ดวง 'สมัคร'เป็นกาลีดวงเมือง
       

       โหราจารย์จากหลายสำนักฟันธง 4 ธ.ค.51 รัฐนาวา "สมัคร"มีสิทธิ์ยุบสภา ระบุดวงนายกฯเป็นกาลีต่อดวงเมือง เตือนให้ระวังสุขภาพเพราะอาจถึงล้มหมอนนอนเสื่อ เชื่อช่วงปลายปีปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมปะทุแน่
       
       ชั่วโมงนี้คนไทยจำนวนมากหันมาให้ความสนใจในเรื่องโหราศาสตร์กับการเมือง อย่างเป็นจริงเป็นจังโดยเฉพาะในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งในช่วงเวลานั้นบ้านเมืองได้เกิดวิกฤตการณ์ต่างๆมากมาย ดังนั้นความเชื่อในเรื่อง "โหราศาสตร์"จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตของคนไทยไปโดยปริยาย
       
       เมื่อถึงรัฐบาลสมัคร สุนทรเวชในปัจจุบัน ก็ได้มีโหราจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายๆคนออกมาทำนายอนาคตของการเมืองไทยกันอย่างคึกคัก และหมอดูผู้หนึ่งที่ทำให้การเมืองไทย "ร้อนฉ่า"ขึ้นมาทันทีทันใดในช่วงที่ทุกฝ่ายกำลังชิงไหว ชิงพริบกันอยู่อย่าง หมอดูเจ้าของฉายา "หมอดูฟันธง"หรือ ลักษณ์ เรขานิเทศ ที่ออกมาบอกล่าสุดว่าในวันที่ 2 ก.ค.2551 ดาวอังคารและดาวเสาร์โคจรองศาทับกันแทบสนิท จะทำให้เกิดวิกฤตใน 2 ช่วงระหว่างวันที่ 2 ก.ค. บวกลบไม่เกิน 5 วัน กับวันที่ 1-5 ส.ค. จะเกิดเหตุการณ์รุนแรง และไฟทางอารมณ์ของผู้คนจะปะทุ เกิดการปะทะกัน ไฟทางใต้ที่สงบในระยะหนึ่งจะกลับมาร้อน ไฟจากการเผาตึกอาคาร แก๊งก่อกวน
       
       โดยหมอลักษณ์ บอกว่าที่ท้ายนั้นไม่ได้ต้องการให้เกิดความตื่นกลัว แต่ในเชิงทฤษฎีต้องออกมาเตือน ในเดือน ส.ค. จะเกิดคราสหรือจุดดำจุดมืดคือ เงามืดทับดวงเมืองถึง 2 ครั้ง ต้นเดือน ส.ค.ครั้งหนึ่งและปลายเดือน ส.ค. จึงเตือนว่าในช่วงเวลาดังกล่าวที่จะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้นแน่นอน
       
       อย่างไรก็ตามการทำนายมีผิดบ้างถูกบ้างก็ถือว่าเป็นการ "คาดคะเน"โดยอาศัยการโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้าเป็นตัวกำหนด "ผู้จัดการรายสัปดาห์"จึงได้สอบถามไปยังโหราจารย์หลายๆสำนักถึงเหตุที่จะเกิดขึ้นตามคำทำนายว่าจะจริงเท็จหรือไม่
       
       อาจารย์ธนกร สินเกษม นายกสมาคมโหร แห่งประเทศไทยฯ บอกว่าลัคนาราศีเกิดของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีสถิตย์อยู่ในราศีกรกฏ ปัจจุบันอายุย่าง 74 ปี ช่วงนี้มีดาวพฤหัสฯเป็นกาลี จะทำให้ตัวนายกรัฐมนตรีเองประสบปัญหาหลายๆอย่างรุมเร้าเข้ามา โดยเฉพาะปัญหาอันเกิดจากบริวาร แถมช่วงนี้ยังจะมีปัญหาด้านสุขภาพถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อเลยทีเดียว
       
       อย่างไรก็ตามในช่วงวันที่ 4 ธันวาคม 2551 ดาวพฤหัสฯเป็นกาลีจะย้ายมาทับลัคนาในราศรีกรกฏจะเป็นช่วงที่ไม่สามารถควบคุมและบริหารในพรรคพลังประชาชนได้ ช่วงนี้พรรคร่วมรัฐบาลจะเริ่มมีปัญหา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะเริ่มทำงานลำบากถึงขนาดทำงานไม่ได้เลยทีเดียว
       
       "ผมขอฟันธงเลยว่าในช่วงวันที่ 22 เมษายน 2552 จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ถึงขนาดเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเลยทีเดียวเพราะช่วงนี้ดวงเมืองซึ่งคือดาวอาทิตย์กุมลัคนาดวงเมืองเป็นกาลี แถมยังมีกาลีทับลัคน์ กาลีทับบริวารเข้ามาอีก ยิ่งมีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง"
       
       ด้านอาจารย์ พัฒนา พัฒนศิริ นักพยากรณ์ที่มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่งได้ทำนายไว้ว่าสำหรับในปี 2551 ให้ระวังเภทภัยร้ายแรงที่จะเกิดขึ้น 2 ช่วงดังนี้
       
       ช่วงแรกจะเกิดกลางเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคม เป็นช่วงจังหวะที่จะเกิดเหตุการณ์ก๊าซระเบิด ไฟไหม้ครั้งใหญ่ โรงงานระเบิด อุบัติเหตุบนถนนหลวง มีคนบาดเจ็บล้มตายเกลื่อนกลาด ตึกพัง รวมทั้งแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่จะสร้างความตื่นตระหนกแก่บ้านเมืองยิ่งกว่าที่ผ่านมา คนที่มีความจำเป็นต้องเดินทางในช่วงระยะเวลานี้ ให้ระมัดระวัง
       
       ช่วงที่สอง จะเกิดกลางเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยเฉพาะช่วงวันที่ 17 ตุลาคมถึง 15 พฤศจิกายน เภทภัยร้ายแรง อาทิ เครื่องบินตก แก๊สระเบิด คลังแสงอาวุธ ภาคใต้มีการวางระเบิดร้ายแรง ไฟไหม้รายใหญ่ ฯลฯ
       
       ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองจะมีความวุ่นวาย ภาพรวมหลายสิ่งหลายอย่างในบ้านเมืองยังหาจุดลงตัวไม่ได้ โดยช่วงวันที่ 4 ธันวาคม 2551 รัฐบาลจะเกิดความเสื่อมอีกครั้งหนึ่ง เพียงแค่ 1 ปีเศษ ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หรือยุบสภา ด้วยไม่มีดวงดาวมหัศจรรย์มาพลิกผันสถานการณ์ให้ดีขึ้น
       
       "การที่เราพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคต เป็นเสมือนการเตือนภัยล่วงหน้า แม้คำเตือนที่เราได้ฟัง จะดูเป็นเรื่องร้าย แต่ถ้าเราได้ลองทบทวนทำความเข้าใจ เราก็สามารถระมัดระวังมิให้เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นได้ หรือทำให้เรื่องร้าย ผ่อนหนักเป็นเบาได้"อาจารย์ พัฒนา
       
       ขณะที่อาจารย์ ภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ บอกว่าในปี 2551 ดาวพฤหัสโคจรเข้าสู่ศุภราศีเกษตร จะมีความมั่นคงและมีความสันติสุข มีพิธีการทางศาสนาสำคัญๆ เกิดขึ้น การศึกษามีการพัฒนาขั้นสูง การท่องเที่ยวจะดีขึ้น การติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศจะดีขึ้น แต่การดีนั้นจะเป็นแบบชนิดรีบเร่งแบบวิปริต
       
       ช่วงหลังวันที่ 25 มิ.ย. 51 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้น อาจมีการปรับคณะรัฐมนตรีและหลังวันที่ 4 ธ.ค. 51 ดาวพฤหัสจะโคจรสวนทางกับราหูในราศีมังกรในวันที่ 5 ก.พ. 52 จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เช่น การยุบสภา
       
       สิ่งที่น่าพิจารณาในปี 51 คือการเกิดคราส 4 ครั้ง ครั้งแรกเกิดในราศีมังกร เกิดสุริยคราสในวันที่ 7 ก.พ. 51 ครั้งที่ 2 เกิดวันที่ 21 ก.พ. 51 เวลา 10.32 น. ราศีสิงห์ ครั้งที่ 3 สำคัญมาก คือเกิดวันที่ 1 ส.ค. 51 เวลา 17.14 น. แนวคราสจะพาดผ่านพระจันทร์ ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้จะส่งผลต่อดวงเมืองโดยตรงคือจะเกิดการสูญเสีย เกิดความเศร้าสลดครั้งใหญ่ในบ้านเมือง การเมืองจะเกิดความสบสนวุ่นวาย เศรษฐกิจจะตกต่ำ ปัญหาสังคมโดยเฉพาะเรื่องของเยาวชนจะทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
       
       ส่วนซินแสภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ซินแสชื่อดัง บอกว่านายสมัครเกิดปีกุน เดือนมะเมีย วันวอก ตั้งแต่หลังตรุษจีน 7 ก.พ. 2551 จะเป็นการย่างเข้าสู่ปีชวด ธาตุดิน ที่ไม่เกื้อหนุนกับชะตานายสมัคร ประกอบกับรอบอายุ 73 ปี ย่างขึ้น 74 ปี เป็นช่วงวัยที่อยู่ในเคราะห์ จะทำให้จังหวะก้าวเดินชีวิตจะต้องฟันฝ่ากับอุปสรรคมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ชนิดที่แทบจะประคองตัวเองไม่อยู่ ซึ่งเหตุการณ์บ้านเมือง ณ เวลานี้ เกิดเนื่องจากดวงเมือง และดวงของคนที่เป็นผู้นำ คณะผู้บริหารประเทศ คือนายกฯ สมัคร สุนทรเวช กับคณะรัฐมนตรีทั้งหมด
       
       "ดวงชะตาของนายสมัครนั้นรอบอายุยังอยู่ในเคราะห์ และเดือน เม.ย.-6 มิ.ย. 2551 จะเป็นช่วงที่หนักที่สุด จะมีปัญหาทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ ภาระหน้าที่การงานที่ทำอยู่"
       
       ซินแสคนเดิมระบุอีกว่าการที่นายสมัครจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ วิธีที่ดีที่สุดคือ "ต้องมีความอดทน" เป็นที่ตั้ง แต่แม้ว่าจะค่อย ๆ เบาขึ้น ก็ใช่ว่าจะพ้นปัญหา จะยังคงมีประเดประดังเข้ามาเรื่อย ๆ จะพ้นเคราะห์และปลอดโปร่งได้บ้างก็ต้องหลังจากวันที่ 23 ก.ย. 2551 ไปแล้ว
       
       "แม้ช่วงต้นปียังพอประคองให้ผ่านพ้นปัญหามาได้ แต่พอย่างเข้าสู่กลางปี ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2551 จะเริ่มมีปัญหาหนักขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรี โดยการเฟ้นหาคนที่ดวงดีมาช่วยกันบริหารประเทศ จะหนักชนิดที่รัฐบาลประคองสถานการณ์ไม่อยู่ หรือพังทั้งรัฐบาล"ซินแสภานุวัฒน์กล่าวในที่สุด
       
       **************
       
       ล้วงลึกงบปี 52 ส่งกลิ่นหึ่ง
       แค่ 5 โปรเจครวยอื้อ-ทุ่มหาเสียงก่อนยุบสภา

       
       กมธ.งบฯ ล้วงลึกงบประมาณปี 2552 แนะจับตา 5 แผนงานเอื้อฮั้วประมูลตั้งแต่โครงการเมกะโปรเจก-ท้องถิ่น แฉโครงการรถไฟฟ้าทุจริตไปแล้วในขั้นตอนการออกแบบกว่า 2 พันล้านบาท ขณะเดียวกันให้เกาะติดงบฯหาเสียง-งบผีอย่างใกล้ชิด เพื่อปูทาง "สมัคร" ยุบสภา
       
       ผ่านไปแล้วกับวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะจบลงอย่างรวดเร็ว แต่ต้องยอมรับว่าร่างงบประมาณ ฉบับปี 2552 นี้ยังอยู่ในช่วงของการถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากคนในสังคม
       
       เนื่องเพราะรัฐบาลของนายกฯที่ชื่อ "สมัคร สุนทรเวช" สืบทอดมาจากรัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยตรง แถมช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ปรากฏในภายหลังว่าได้มีการทุจริตเกิดขึ้นในรูปแบบของการทุจริตเชิงนโยบายหลายโครงการ ซึ่ง คตส.ได้ติดตามและตรวจสอบพบมี มูลค่าความเสียหายของประเทศที่เกิดขึ้นประมาณ 1.8แสนล้านบาท
       
       แม้ว่าพรรคไทยรักไทยจะถูกยุบไปแล้ว แต่ผู้ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญๆในปัจจุบัน ของรัฐบาลในนามพรรคพลังประชาชน ก็ล้วนยังเป็นผู้ที่เคยมีบทบาทอยู่ในไทยรักไทยแทบทั้งสิ้น ฉะนั้นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 ที่วางไว้สูงในจำนวนกว่า 1.8 ล้านล้านบาท นี้เอง จึงเป็นร่างนโยบายที่ถูกจับตามากที่สุดในประเด็นของการสานต่อด้านผลประโยชน์!
       แฉงบฯเอื้อทุจริต-หาเสียง
       
       กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ หนึ่งในคณะทำงานด้านงบประมาณ พรรคประชาธิปัตย์ และหนึ่งในคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยกับ "ผู้จัดการรายสัปดาห์"ว่า การศึกษาร่างงบประมาณฯ ปี 2552 เบื้องต้นพบว่า แผนการใช้เงินของรัฐบาลในนโยบายต่างๆ นั้น ไม่ได้อยู่ในส่วนของร่างงบฯประมาณ ทั้งหมด แต่กลับมีหลายส่วนสำคัญๆ เป็นงบประมาณที่ต้องใช้นอกงบประมาณประจำ ฉะนั้นถ้าจะจับให้ได้ไล่ให้ทันรัฐบาลก็ต้องดูรายละเอียดของงบประมาณและต้องติดตามข่าวสารการใช้งบประมาณที่แขวนลอยไว้ทั้งหมด
       
       ในส่วนของแผนงบประมาณ ปี 2552 พบว่าแผนการใช้เงินในเรื่องของวิธีการใช้เงินของรัฐบาลนี้ได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ยุทธศาสตร์ และแผนงาน ซึ่งส่วนที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษคือวิธีการใช้เงินตามแผนงาน
       
       อีกทั้งยังพบว่ารัฐบาลชุดนี้ได้จับงบประมาณที่น่าสงสัยใน 3 กลุ่ม คือ 1.งบเมกะโปรเจค และงบฯในแผนงานต่างๆ ที่ใช้วิธีการเอื้อทุจริตแบบฮั้วประมูลในขั้นตอนต่างๆ 2.งบประมาณที่จัดไว้เพื่อการหาเสียง สร้างฐานเสียง และ3.งบที่มีแต่ตัวเงินแต่ไม่มีรายละเอียดการใช้เงิน ซึ่งเอื้อต่อการทุจริตได้ง่าย
       
       5 โครงการใหญ่เอื้อฮั้วประมูล
       
       ในส่วนของงบฯในแผนงานต่างๆ ที่สามารถใช้วิธีการทุจริตแบบฮั้วประมูลในขั้นตอนต่างๆ นั้นปรากฏพบว่ามีตั้งแต่โครงการเมกะโปรเจค ยันงบฯพัฒนาท้องถิ่น ปกติแล้วงบฯที่เอื้อต่อการทุจรติแบบฮั้วประมูลนั้น ส่วนใหญ่เป็นงบฯก่อสร้างหรืองบในส่วนของคมนาคมขนส่ง ซึ่งสามารถเอื้อทุจริตได้ใน 3 ขั้นตอนได้แก่ 1.โครงการอยู่ระหว่างการออกแบบ 2.โครงการอยู่ระหว่างการกำหนดราคากลาง และ 3.โครงการประกวดราคาก่อสร้าง ซึ่งเมื่อดูจากแผนการใช้งบฯ ของรัฐบาลสมัครฯ พบว่ามีโครงการที่ประชาชนต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในงบฯ 5 ส่วนคือ
       
       1.โครงการเมกะโปรเจคในระบบคมนาคมขนส่ง ที่จะมีการใช้เงินนอกงบประมาณจำนวนมหาศาลมาบริหารงาน ทั้งรถไฟฟ้าสายสีม่วง รถไฟสายตะวันออก ปรับปรุงระบบราง รวมถึงโครงการรถไฟทางคู่ ที่เป็นโครงการที่รัฐบาลประกาศว่าเป็นโครงการที่จำเป็นต้องทำ และจะมีการใช้งบประมาณ 3 ส่วน คือ เงินกู้นอกประเทศ เงินกู้ในประเทศ และเงินบาทสมทบจำนวน 4182.9 ล้านบาท
       
       อย่างไรก็ดีความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นขณะนี้อยู่ที่การใช้งบในส่วนของเงินสมทบซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้มีการนำไปใช้ในส่วนของค่าใช้จ่าย เบื้องต้น 2 กรณีคือ การจัดชดเชยกรรมสิทธิ์ที่ดิน (เวนคืน) และการออกแบบโครงการซึ่งในส่วนการออกแบบมีการใช้เงินสูงถึง 2,000กว่าล้านบาท
       
       ทั้งนี้เพราะปกติแล้วการว่าจ้างบริษัทวิศวกรที่ปรึกษา จะต้องมีการประกาศและมีการทำการประมูล แต่ที่ผ่านมาพบว่า ไม่มีการเชิญชวนประมูล ไม่มีการประกวดราคา ไม่มีการแถลงข่าวกับสื่อมวลชน แถมมีข่าวออกมาจากคนอยู่ในวงการบริษัทที่ปรึกษาออกมาว่า มีการทุจริตในการเรียกเปอร์เซ็นต์การรับงานสูงถึง 20% ไปแล้ว
       
       " ตรงนี้แม้ไม่มีหลักฐาน แต่ก็อยากถามว่าทำไมวิธีการสรรหาบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาถึงไม่โปร่งใสรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ปกติต้องมีการประกาศเชิญชวนบริษัทวิศวกรที่ปรึกษา แล้วต้องมีการยื่นซองประกวดราคา แต่ดูแล้ว ไม่มีขั้นตอนนี้ แต่กลับเข้าข่ายลักษณะรายไหนเคยทำกันมาก็ให้รายนั้นไป"
       
       กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ย้ำว่าการดำเนินการวิธีนี้ก่อให้เกิดการคอรัปชั่นได้ง่ายมาก และจำนวนมหาศาล เพราะสมัยก่อนค่าออกแบบจะอยู่ที่ประมาณโครงการละ 30-50 ล้านบาท แต่ปัจจุบันนี้ค่าออกแบบสูงเป็น 1,000 ล้าน ซึ่งวิธีนี้ถือว่าเพิ่งเริ่มต้นก็ไม่โปร่งใสแล้ว
       
       2.แผนงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการขนส่งมวลชน สินค้าและบริการ 71,392.5 ล้านบาท ส่วนนี้มีรายละเอียดระบุส่วนหนึ่งว่าจะนำไปก่อสร้างทางหลวงเพื่อยกระดับมาตรฐานถนนลูกรังเป็นถนนลาดยาง หรือถนนปลอดฝุ่น พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และระหว่างเมือง ส่งเสริมสวัสดิภาพการขนส่ง พัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทางรถไฟ และทางน้ำ พัฒนาท่าเรือเพื่อสนับสนุนการขนส่งสินค้าทางน้ำ รวมทั้งก่อสร้าง ปรับปรุง และพัฒนาท่าอากาศยาน
       
       "ส่วนนี้เป็นอีกส่วนที่ต้องจับตา เพราะเป็นโครงการที่ต้องอาศัยระบบการประมูลเป็นหลัก ที่ผ่านมาโครงการเหล่านี้ที่เป็นโครงการที่เอื้อต่อการฮั้วประมูลมากที่สุด ซึ่งประเมินแล้วว่าอย่างน้อยๆ โครงการในส่วนนี้จะมีเงินรั่วไหลได้สูงถึง 10-15% ของเงินงบประมาณ 7 หมื่นกว่าล้านบาทนี้"
       
       3. งบท้องถิ่น ในชื่อว่าแผนงานส่งเสริมการกระจายอำนาจการปกครอง จำนวน 150,589.7 ล้านบาท งบฯส่วนนี้ตั้งแต่รัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี และพบว่าเป็นงบฯที่รั่วไหลได้มาก โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เทศบาล อบจ. อบต ที่ไม่ดี สามารถทุจริตจากงบส่วนนี้ได้มากถึง 20-30% โดยตรวจสอบและติดตามผลการทุจริตได้ยากมากที่สุด ซึ่งประชาชนในท้องถิ่นเท่านั้นที่จะติดตามการทุจริตอย่างใกล้ชิดได้ แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครจับการทุจริตในส่วนนี้ได้
       
       4.งบจังหวัด หรือ แผนงานบริหารจังหวัด จำนวน 18,000 ล้านบาท ตรงนี้น่าสนใจมาก เพราะงบฯ ตัวนี้เป็นงบฯใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย และกระจายไปทุกจังหวัด ถือเป็นเบี้ยหัวแตกที่สามารถเอื้อการทุจริตได้ง่ายแต่จับการทุจริตได้ยากคล้ายกับงบท้องถิ่น คาดจะรั่วไหลในส่วนนี้ได้มากถึง 30-40% จำนวน 4-5 พันล้านบาท
       
       5.งบแขวนของรัฐบาล งบแขวนนี้ส่วนใหญ่เป็นโครงการเมกะโปรเจคของรัฐบาลที่ยังไม่มีระบุในแผนงบประมาณฉบับปี 2552 นี้ เช่น งบผันแม่น้ำโขง ที่รัฐบาลเคยประกาศนโยบายว่าจะทำและใช้งบประมาณ 4 แสนล้านบาทนั้น เมื่อไม่ปรากฏในเอกสารงบประมาณ จึงต้องคอยจับตาดูว่าจะไปใช้งบฯในส่วนไหน
       
       "ตรงนี้เรียกว่าทริกของรัฐบาล เป็นทริกในการบริหารการเงินที่รัฐบาลชุดนี้ถนัดมาก หากในส่วนของการประชุมคณะกรรมาธิการงบประมาณของรัฐสภามีมติตัดงบฯตัวใดก็ตาม ฝ่ายรัฐบาลก็จะสามารถนำงบฯ ที่ถูกปรับลดนี้ไปขอใช้ โดยผ่านมติครม. ฉะนั้นต้องจับตาดูว่าจะมีโครงการอะไรบ้างที่รอใช้เงินผ่านครม.ต่อๆไป"
       งบหาเสียง-งบผีน่าจับตา
       
       งบฯส่วนต่อมา คืองบที่มีผลโดยตรงในเขตการเลือกตั้ง หรืองบหาเสียง ส่วนนี้ที่สังเกตพบประกอบด้วย
       
       1.งบ SML ที่มีการยกเลิกโครงการอยู่ดีมีสุขไป มีงบทั้งสิ้น 19,000,000 บาท ซึ่งอยู่ในส่วนของงบฯ กลาง
       2.งบการจัดการน้ำชลประทาน งบลงทุน 9,159.1616 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2551 สูงมากถึง 1,600 ล้านบาท และพบว่ามีโครงการไม่ระบุสถานที่ 3 ส่วนสำคัญคือ ค่าก่อสร้างแหล่งน้ำมูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท 170.684 ล้านบาท ค่าปรับปรุงแหล่งน้ำมูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท จำนวน 862.281 ล้านบาท และค่าขุดลอก 569.912 ล้านบาท ซึ่งมองว่าเป็นการจัดงบประมาณที่ไม่ตอบสนองโครงการเพิ่มผลผลิตของเกษตรกรอย่างจริงจัง
       
       3.แผนงานในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ วงเงิน 3,858,698,100 บาท ได้แก่ฟื้นฟูอาชีพและพักหนี้เกษตรกรโครงการใหม่เริ่ม 2552-2554 วงเงิน 4,305,654,800 บาท ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร 2,819,526,000 บาท
       
       4.แผนงานปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตรกรของกรมการข้าว 1,413,568,500 บาท ซึ่งแบ่งเป็นค่าเงินเดือนและงบดำเนินงานสูงถึง 1,300 ล้านบาทซึ่งสูงมาก
       
       5.แผนงานในส่วนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ในโครงการพักชำระหนี้ 1,500,000,000 บาท ชดเชยดอกเบี้ยแทนเกษตรกรตามนโยบายรัฐ 920,649,200 บาท ชดเชยดอกเบี้ยและภาวะขาดทุนจากโครงการรับจำนำผลผลิตการเกษตรแทนกองทุนรวมเพื่อ
       
       อีกงบฯประมาณที่ต้องจับตาใกล้ชิดคือ งบฯที่มีแต่ตัวเลขแต่ไม่มีรายละเอียดโครงการ ในเบื้องต้นพบว่ามีหลายโครงการด้วยกัน ได้แก่
       
       1.แผนงานแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 7,535,000,000 บาท ที่เป็นงบฯของกองกำลังรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร อยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี
       
       2.งบฯฟื้นฟูสภาพป่าเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนของกรมป่าไม้ จำนวน 393,607,500 บาท
       
       3.งบฯก่อสร้าง ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช 1,447,687,000 บาท แต่ไม่มีรายละเอียด
       
       4.งบฯในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติด ในแผนป้องกันกลุ่มผู้มีโอกาสเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ตั้งงบฯ ค่าใช้จ่ายด้านการป้องกัน 552,550,000 บาท
       
       แจกงบฯ SML สู่มือหัวคะแนน
       
       ด้านแหล่งข่าวในกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า งบที่น่าห่วงในรัฐบาลของนายกฯสมัครมีหลายโครงการ โดยเฉพาะงบที่ตั้งไว้เพื่อการหาเสียง เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ รีบร้อนให้ทางฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่ผ่านมานั้น เป็นไปอย่างรวดเร็วและในตอนแรก นายกฯ ไม่ยอมให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
       แต่ภายหลังเมื่อพบว่าหากไม่เปิดให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจฯ ก็จะไม่สามารถยุบสภาได้ แสดงให้เห็นชัดว่า นายกฯสมัครมีไม้เด็ดคือการยุบสภา หากเกิดวิกฤตทางการเมืองและไร้ซึ่งทางออก ดังนั้น เมื่อมีแผนยุบสภาไว้ในใจ จึงต้องมีการตั้งงบฯ หาเสียงและต้องเร่งใช้อย่างเร็วที่สุด
       
       ดังนั้นงบประมาณตรงนี้จึงเป็นงบที่น่าเป็นห่วงที่สุด ได้แก่ งบ SML เอส เอ็ม แอล ที่มีการยกเลิกโครงการอยู่ดีมีสุขมารวมในโครงการเดียวกัน ที่ผ่านมางบในลักษณะจ่ายไปตามท้องถิ่นต่างๆ เช่นกองทุนหมู่บ้านจะมีลักษณะเลือกคณะกรรมการขึ้นมาบริหารงาน 12 คน และมี 3 คนที่มีอำนาจเบิกจ่ายเงินโดยตรงกับธกส.ได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหัวคะแนนนักการเมืองจึงต้องแก้ไขให้ได้ แม้ว่า สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะบอกว่ามีโครงการที่ประสบความสำเร็จ แต่โดยแท้จริงแล้วที่ผ่านมามีโครงการที่ล้มเหลวมากถึง 70-80%
       
       อีกทั้งในส่วนของงบท้องถิ่น เดิมมีการรั่วไหลมากที่สุด เพราะมีการใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะการนำเงินไปเที่ยวต่างประเทศ ปีนี้อาจจำเป็นต้องตัดงบฯ ส่วนนี้ออกให้มากที่สุด
       
       อย่างไรก็ตาม จากการพิจารณาการตั้งงบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ พบว่า โดยความเป็นจริงแล้ว รัฐบาลไม่สามารถกู้เงินเพื่อมาทำโครงการเมกะโปรเจคหลายโครงการได้ เนื่องจากติดเพดานภาระหนี้สาธารณะ ที่รัฐบาลจะสามารถกู้ได้เพียงแค่แสนกว่าล้านบาทเท่านั้น แต่หากรัฐบาลยังยืนยันและจะขยายเพดานหนี้ให้มากขึ้น ก็จะเกินภาระที่ประเทศชาติจะรับไหว ซึ่งกระทรวงการคลังต้องเข้มงวดมากกว่านี้
       
       "งบฯ ปีนี้พบว่า มีปัญหาหลายด้าน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากหลายเรื่องที่ผ่านมา 7-8 ปี เป็นเหมือนดินพอกหางหมู แต่เรื่องเพิ่งมาปูดเอาตอนนี้ เหมือนกับว่า พรรคพลังประชาชนต้องมารับกรรมที่พรรคไทยรักไทยก่อไว้ทั้งหมด ซึ่งจะโทษใครไม่ได้ อย่างแต่เดิมมีหนี้ที่เป็นต้นเงิน 3 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลก่อนจ่ายแค่หลักแสนล้าน ทำให้ตอนนี้ต้นเงินสูงถึง5 หมื่นกว่าล้าน ดอกเบี้ยสูงถึง 1.29 แสนล้านบาท พลังประชาชนก็ต้องรับกรรมนี้ต่อไป"
       
       ทั้งนี้ สิ่งที่น่าสังเกตคือการทำให้รายรับประจำปี 2552 เพิ่มมากขึ้น โดยรัฐบาลประมาณการไว้ที่ 1,900,000 ล้านบาท เปรียบเทียบกับปี 2551 พบว่าเพิ่มขึ้นสูงถึง 127,500 ล้านบาท (ตัวเลขก่อนการหักภาษี) แยกเป็นรายได้จากกรมสรรพากรสูงถึง 109,700 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นภาระภาคประชาชนอย่างมาก เพราะตัวเลขประมาณการของรัฐบาลที่คิดขึ้นมานั้นมาจากการคาดการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวประมาณร้อยละ 5.5 อัตราเงินเฟ้อร้อยละ 3.5 ซึ่งเป็นการประมาณการรายได้ที่สูงเกินความเป็นจริง และไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ทนายแต๊ก วันที่ : 18/07/2008 เวลา : 10.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thanyasak
ธัญศักดิ์ ณ นคร


ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สุวิริโย วันที่ : 08/07/2008 เวลา : 09.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/19
 พระภูธรกับบทกลอน, หลักธรรม, การเมือง, และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย...

บอกตรงๆเลยว่ายาวมาก
ขอเจริญพร
...............................

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐
http://www.oknation.net/blog/19/2008/07/08/entry-2
ขอเจริญพร

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
แม่หมี วันที่ : 08/07/2008 เวลา : 09.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

เชื้อชั่วไม่เคยตาย จริงๆ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 08/07/2008 เวลา : 09.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณชอบอ่านข่าวอะไรมากที่สุด
กีฬา
26 คน
การเมือง
24 คน
อาชญากรรม
15 คน
ดารา
33 คน
ทั่วไป
34 คน

  โหวต 132 คน