• บิ๊กกัน191
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-11-22
  • จำนวนเรื่อง : 259
  • จำนวนผู้ชม : 863351
  • ส่ง msg :
  • โหวต 587 คน
วาไรตี้ต่างๆ โดย biggun191
ส่งข่าวสารน่าสนใจ ในปัจจุบัน ให้อ่านเพื่อเพิ่มองค์ความรู้
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/biggun191
วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม 2551
Posted by บิ๊กกัน191 , ผู้อ่าน : 2335 , 11:43:29 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 * คนทักษิณวางหมากกุมหัวใจประเทศ
       * ยึด”คลัง-ตลาดหุ้น-ก.ล.ต.”เบ็ดเสร็จ
       * เดินเครื่องรุกคืบแบงก์ชาติ-ผู้ว่าฯ ไร้อิสระ
       * โบรกเกอร์รุ่นเก๋าหวั่น”ทักษิณ”ฮุบหลังแปรรูปตลาดฯ
       * นักวิชาการชี้การเมืองคุมได้หมดประเทศวิกฤติ......

       
       การหวนกลับคืนมาครองอำนาจบริหารประเทศอีกครั้งของกลุ่มก้อนไทยรักไทยเดิมภายใต้ชื่อใหม่อย่างพลังประชาชนที่มีการเทคโอเวอร์มาจากเจ้าของพรรคเดิม นับว่าเป็นความสำเร็จไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่พรรคเดิมถูกยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 และถูกตัดสินให้ยุบพรรคพร้อมด้วยการให้เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปีของกรรมการบริหารพรรค 111 คน
       
       ทั้ง ๆ ที่ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีที่ขณะนั้นเดินทางอยู่ต่างประเทศไม่สามารถกลับเข้ามาในประเทศไทยได้ จนกระทั่งรัฐบาลเฉพาะกาลของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ หมดสภาพไปและเปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่ คนของไทยรักไทยเดิมในร่างของพรรคพลังประชาชนยังคงกวาดที่นั่งในสภามาได้มากที่สุดและเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้การนำของสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี
       
       เพียงแค่ 4 เดือนของการบริหารประเทศ อาการของรัฐบาลตกอยู่ในช่วงที่หนักหนาสาหัส ทั้งการลาออกของจักรภพ เพ็ญแข กรณีหมิ่นสถาบัน สุธา ชันแสง จากวุฒิการศึกษา นพดล ปัทมะ คดีปราสาทพระวิหาร การพ้นสภาพของไชยา สะสมทรัพย์ ยงยุทธ์ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรถูกใบแดง ที่อาจนำไปสู่คดียุบพรรคตามรอยของพรรคชาติไทยและมัฌชิมาฯ และจะตามมาอีกหลายกรณีทั้งวิรุฬ เตชะไพบูลย์ โดยเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีเองทั้งเรื่องหมิ่นประมาท การจัดรายการชิมไปบ่นไป หรือคดีค้างเก่าสมัยเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
       
       แน่นอนว่าความสนใจของผู้คนค่อนประเทศ จับตาไปที่การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีว่าจะฝ่าวิกฤตินี้ไปได้อย่างไร ไม่ว่าจะปรับคณะรัฐมนตรี ยุบสภาหรือลาออก แต่ทั้ง 2 ทางออกหลังเจ้าตัวยืนยันแล้วว่าไม่ยุบไม่ออก คาดหมายกันว่าคงรอให้งบประมาณปี 2552 คลอดก่อนซึ่งในระหว่างนั้นคงมีการปูฐานบุคคลสำคัญที่มีส่วนช่วยให้การเลือกตั้งของพรรคครั้งต่อไปง่ายขึ้น
       
       ช่วงที่การเมืองชุลมุนอย่างนี้ คนเกือบทั้งประเทศลุ้นกันว่ารัฐบาลจะออกหัวหรือก้อยกัน หรือกำลังดีใจที่รัฐบาลเข้ามาแบ่งเบาภาระค่าครองชีพด้วย “6 เดือน 6 มาตรการฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทย” แต่ในอีกฝากหนึ่งกลับมีความเคลื่อนไหวที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน นั่นคือ ภาคการเงิน ที่เป็นหัวใจสำคัญของประเทศไม่แพ้ฝากการเมือง ที่กำลังถูกยึดครองด้วยกลุ่มอำนาจเก่า
       
       “สุรพงษ์”คุมอำนาจเบ็ดเสร็จ
       
       การรุกคืบเข้ากุมอำนาจในหน่วยงานทางเศรษฐกิจเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลังเอง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยจังหวะและโอกาสเหมาะที่ผู้คนหันไปให้ความสนใจสถานการณ์ทางการเมืองเป็นพิเศษ
       
       กระทรวงการคลังภายใต้โควต้าของพลังประชาชน ที่นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ขุนพลคู่ใจอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ รับหน้าที่บัญชาการเอง แม้จะถูกค่อนแคะว่าเอาหมอมาเป็นขุนคลังก็ตาม แต่สามารถคุมข้าราชการในกระทรวงนี้ได้อยู่หมัด การปฏิบัติงานทุกอย่างเดินตามเส้นที่ขุนคลังผู้นี้ขีดไว้ทุกประการ
       
       แม้กระทั่งการชุบชีวิตของข้าราชการระดับสูงอย่างเบญจา หลุยเจริญ ที่เคยช่วยเหลือปกป้องเรื่องการขายหุ้นชินคอร์ปว่าไม่ต้องเสียภาษี ที่ยังมีคดีความกันอยู่เนื่องจากถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ยื่นฟ้องข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการเรียกเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป
       
       ขณะที่หัวหน้าทีมศิโรตม์ สวัสดิพาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากรในขณะนั้น กับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรอีก 5 คน ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ชี้มูลความผิดทั้งทางอาญาและวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบของทางราชการ และฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และยังมีความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่เรียกเก็บ หรือตรวจสอบภาษีอากร กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด เพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร นั้น มิต้องเสีย
       
       วันนี้กลับได้รับการปูนบำเหน็จจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง โดยที่ไม่มีใครกล้าคัดค้าน ด้วยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา
       
       แหล่งข่าวจากวงการเงินกล่าวว่า“วันนี้กระทรวงการคลังคงไม่ต้องพูดถึง เพราะข้าราชการเกือบทั้งหมดไม่มีใครกล้าแตกแถว และเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ช่วงที่พรรคไทยรักไทยเข้ามาบริหารตั้งแต่ปี 2544 ทุกอย่างเป็นไปตามที่เจ้ากระทรวงสั่งทั้งหมด แม้กระทั่งบทความที่เขียนโดยข้าราชการของกระทรวงนี้ก็ล้วนส่งเสริมนโยบายและแนวทางของรัฐบาลไทยรักไทยและพลังประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง”
       
       อีกทั้งยังพร้อมจะปกป้องแนวคิดและนโยบายของเจ้ากระทรวงกับหน่วยงานอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับเจ้านายของตน ข้าราชการที่มีคดีความก็ได้รับการปกป้องลบรอยมลทินให้ทั้งหมด รวมถึงกิจการของครอบครัวของข้าราชการระดับสูงบางท่านก็มีธุรกิจเชื่อมโยงกับธุรกิจของอดีตนายกทักษิณ

  ตลาดหุ้นคือสินค้า
       ขณะที่ความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น เมื่อ 25 มิถุนายน 2551 คณะกรรมการของตลาดหลักทรัพย์อนุมัติการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นบริษัทมหาชนจำกัด เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2554
       
       จากเดิมที่แนวคิดดังกล่าวเคยมีมาตั้งแต่สมัยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ยุคก่อนของวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ และมีการผลักดันอีกครั้งในสมัยของพรรคไทยรักไทย ที่ครั้งนั้นมีวิจิตร สุพินิจ เข้ามาเป็นประธานตลาดหลักทรัพย์ แต่กิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ในขณะนั้นไม่เห็นด้วย เรื่องดังกล่าวจึงต้องยุติลงระยะหนึ่ง
       
       จากนั้นจึงเริ่มกลับมาเดินเครื่องอย่างจริงจังหลังได้ตัวกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คนใหม่อย่างภัทรียา เบญจพลชัย ที่ยกระดับขึ้นมาจากรองผู้จัดการตลาด ที่แหกโผจากโสภาวดี เลิศมนัสชัย รองผู้จัดการอีกคนที่เป็นตัวเต็ง แต่ด้วยบุคลิกที่แข็งควบคุมยาก ทำให้เธอถูกโยกให้ไปเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์(ประเทศไทย) จำกัด แทน
       
       โดยมีการเดินเครื่องแปรรูปตลาดหลักทรัพย์อย่างจริงจังหลังจากได้ตัวประธานตลาดหลักทรัพย์คนใหม่อย่างปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ที่ประกาศตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง และมีมติอนุมัติการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นบริษัทมหาชนจำกัดเมื่อ 25 มิถุนายน 2551
       
       ผู้บริหารระดับสูงของวงการโบรกเกอร์เล่าให้ฟังว่า เดิมทีการทำงานในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่หน้าที่ของกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เป็นหลัก หลังจากยุคของกิตติรัตน์ ประธานตลาดหลักทรัพย์เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการมากขึ้น ตำแหน่งผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์มีหน้าที่เพียงทำตามคำสั่งของประธานเท่านั้น
       
       เพราะตำแหน่งของผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คนปัจจุบัน คนในวงการนี้หรือแม้แต่คนในตลาดหลักทรัพย์ก็ทราบดีว่าถูกวางตัวไว้เพื่อรับใช้ตัวประธาน ประธานอยากได้อะไร ไม่อยากได้อะไร ผู้จัดการตลาดก็ต้องดำเนินการตาม รวมถึงการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ที่จะกระทบต่อความมั่นคงในหน้าที่การงานของพนักงานตลาดหลักทรัพย์ที่มีมากถึง 963 คน
       
       จากนี้องค์กรของตลาดหลักทรัพย์จากเดิมที่เป็นองค์ที่ไม่แสวงหากำไร จะต้องพลิกบทบาทมาเป็นองค์กรที่ทำกำไร โดยทางตลาดหลักทรัพย์ได้วางแผนในการสร้างกำไรไว้ 3 ปี และจะเข้าตลาดหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นสินค้าอีกตัวหนึ่งในปี 2554
       
       โดยได้มีการตั้งเป้าหมายการเติบโตที่ชัดเจนใน 5 ปีข้างหน้า โดยกำหนดจะเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอีก 2 เท่าเป็น 12 ล้านล้านบาท และตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า เป็น4 พันล้านบาทภายในปี 2556 โดยร้อยละ 25 ต้องเป็นรายได้จากการออกสินค้าใหม่ รวมทั้งการมีบริษัทจดทะเบียนจากต่างประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ซึ่งจะมีการกำหนดแผนกลยุทธ์ เพื่อให้มีการดำเนินงานที่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
       
       ด้านโครงสร้างองค์กรนั้น คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้อนุมัติให้มีการแยกงานของตลาดหลักทรัพย์ออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่ กองทุนเพื่อการพัฒนาตลาดทุน และส่วนของตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเน้นการทำงานในแต่ละด้าน คือการพัฒนาตลาดทุนในระยะยาว และการดำเนินธุรกิจตลาดทุน
       
       ทั้งนี้ กองทุนเพื่อการพัฒนาตลาดทุน จะมีหน่วยงานที่ดูแลงานด้านการให้ความรู้แก่ผู้ลงทุน และการพัฒนาความแข็งแกร่งให้ผู้เกี่ยวข้องในตลาดทุน สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน งานด้านบรรษัทภิบาล และกิจกรรมเพื่อสังคม
       
       ยกเมฆ-เฟ้อฝัน
       
       ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ที่อยู่ในวงการนี้มากว่า 20 ปีให้ความเห็นว่า การแปรรูปตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทและนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นสินค้าตัวหนึ่งนั้น เท่ากับเป็นการหาทางออกในการเพิ่มสินค้าใหม่ให้กับตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น
       
       แน่นอนว่ามูลค่าของตลาดหลักทรัพย์เมื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดทรัพย์จะสูงเป็นหมื่นล้านบาท ช่วยเพิ่มมูลค่าตลาดให้สูงขึ้นได้ตามเป้าหมายที่ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ต้องการ แต่การหาสินค้าใหม่หลังจากนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบริษัทขนาดใหญ่บางแห่งเลือกที่จะไม่เข้าตลาดหุ้น บางแห่งไปจดทะเบียนในต่างประเทศแทน
       
       หากจะมาเน้นในเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเหมือนก่อนคงไม่ง่าย เนื่องจากต้องเจอแรงต่อต้านจากภาคประชาชน เห็นได้จากกรณีของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ ทำให้รัฐวิสาหกิจอื่นที่แปรรูปเป็นเอกชนแล้วก็ยังไม่เข้ามาจดทะเบียนเช่น ทีโอที การสื่อสารหรือไปรษณีย์ไทย ดังนั้นการเพิ่มมูลค่าตลาดตามที่กล่าวอ้างนั้นก็เป็นไปได้ยาก
       
       นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดอีกมาก เมื่อแปรรูปตลาดหลักทรัพย์แล้วทุกอย่างจะต้องสอดคล้องกับระบบสากล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนำเงินออกนอกประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังควบคุมอยู่ เพราะจะมีผลต่อทุนสำรองและค่าเงินบาท
       
       บรรยากาศดีต่างชาติเข้าเอง
       
       เขากล่าวต่อไปว่า ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยค่อนข้างซบเซา นักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจน้อยกว่าประเทศอื่น แต่การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ต้องแปรรูปตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น คนในวงการนี้ก็รู้ดีว่าปัญหามันเกิดขึ้นมาจากอะไร
       
       เศรษฐกิจไม่ดีแม้ว่าจะเกิดขึ้นทั่วโลก แต่ผลกระทบของแต่ละประเทศก็ไม่เท่ากัน ประเทศไทยยังมีปัญหาในเรื่องของต้นทุนการผลิตที่ต้องพึ่งพาน้ำมันมาก ขณะที่ประเทศอื่นเขามีระบบสาธารณูปโภคอื่นที่ดีกว่า ต้นทุนจึงต่ำกว่า ส่งผลให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของเราอาจไม่โดดเด่นเท่าประเทศอื่น
       
       ประการต่อมาคือเรื่องการเมืองที่เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของไทย นักการเมืองของไทยยังยึดติดอยู่กับอำนาจ มุ่งมั่นในชัยชนะ ปัญหาจึงไม่จบ
       
       ถามว่าถ้าเราแปรรูปตลาดหลักทรัพย์แล้วเศรษฐกิจและการเมืองของเรายังเป็นเหมือนเดิม คงไม่มีนักลงทุนหน้าในที่จะเข้ามาลงทุน ตลาดหลักทรัพย์เองก็ไม่มีอำนาจพอที่จะไปดึงเอารัฐวิสาหกิจมาจดทะเบียน ไม่มีอำนาจที่จะคุยกับแบงก์ชาติเรื่องการนำเงินออกนอกประเทศ ซึ่งก็เหมือนกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ดังนั้นแปรรูปไปแล้วได้อะไรและประเทศไทยได้อะไร
       
       “นักลงทุนทั่วโลกเหมือนกันทั้งหมด ที่ไหนให้ผลตอบแทนดี เขาก็ไปลงทุนที่นั่น ไม่สนใจว่าตลาดหุ้นประเทศนั้นจะแปรรูปหรือไม่แปรรูป ปัญหาจึงกลับมาอยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์บ้านเราเองทำได้ดีเพียงใด มีสินค้าอะไรที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนและเราทำตลาดหลักทรัพย์ของเราให้ดีขึ้นหรือยัง”
       
       ตลาดหุ้นของเราไม่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน เงินที่เก็บจากโบรกเกอร์ไปนั้นมีการนำไปใช้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับวงการตลาดทุนน้อยมาก เรามุ่งแต่เพียงหาสินค้าเข้ามา ดึงนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาซื้อขายมาก ๆ เท่านั้นเอง เราไม่มีการสร้างฐานนักลงทุนใหม่ ๆ ในประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเปลี่ยนผู้บริหารทุกอย่างก็เหมือนเดิม
       
       หากเราต้องการจะแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ให้เทียบเท่ากับประเทศที่เจริญแล้ว เราต้องกลับมาดูว่า โบรกเกอร์ในประเทศเราแข็งแรงหรือเก่งพอที่จะรับมือกับตลาดต่างประเทศได้แค่ไหน ถึงวันนี้โบรกเกอร์ของไทยที่มีอยู่นั้นมีสักกี่รายที่เชี่ยวชาญตลาดต่างประเทศ ไม่เช่นนั้นแล้วโบรกเกอร์ในบ้านเราก็จะถูกกลืนโดยต่างชาติ
       
       ทักษิณมีสิทธิฮุบตลาดหุ้น
       
       ที่สำคัญคือเมื่อแปรรูปเข้าตลาดหุ้น ต้องมีการขายหุ้นให้กับประชาชน ส่วนหนึ่งตลาดทรัพย์อาจถือหุ้นไว้เอง ส่วนหนึ่งให้โบรกเกอร์ถือ เราได้เห็นตลาดหุ้นในต่างประเทศที่แปรรูปแล้วถูกนักลงทุนจากอีกประเทศหนึ่งซื้อไป เช่นที่ดาวโจนส์ของสหรัฐและอีกหลายตลาดในยุโรป ตกลงตลาดหุ้นในสหรัฐเป็นของประเทศใด
       
       ถ้าสิงคโปร์เข้ามาซื้อและครองหุ้นใหญ่ตลาดหุ้นของไทยแล้วเราจะว่าอย่างไร แม้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะออกมาตรการต่าง ๆ ออกมาเป็นอย่างดีเพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ในโลกการเงินแล้วทุกอย่างทำได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะการใช้นอมินี
       
       “หากคุณทักษิณเข้ามาครองหุ้นใหญ่ในตลาดนี้แล้วจะเป็นอย่างไร ประเทศนี้ก็ถือว่าจบถ้าเขามีอำนาจทางการเมืองและกุมหัวใจทางเศรษฐกิจของประเทศไว้อยู่ในมือ”
       
       เรื่องเหล่านี้เป็นไปได้ทั้งนั้น ยิ่งถ้าพิจารณาจากตัวบุคคลที่เป็นผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ล้วนทำงานใกล้ชิดกับอดีตนายกรัฐมนตรีมาโดยตลอด
       
       แก๊งเวียนเทียน
       
       นอกเหนือจากการปูทางให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแปรรูปเป็นบริษัทมหาชนแล้วนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นสินค้าอีกตัวหนึ่งของตลาดหุ้นแล้ว หน่วยงานที่มีหน้าที่ควบคุมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ก็ได้มีการวางตัวบุคคลของตนเองไว้พร้อมสรรพ
       
       ด้วยการเวียนเทียนเอาวิจิตร สุพินิจ ที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่งประธานตลาดหลักทรัพย์เข้ามาเป็นประธาน ก.ล.ต.แทนที่นั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อ 7 กรกฎาคม 2551 ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ฉบับที่4) พ.ศ.2551 มีผลบังคับใช้เมื่อ 5 มีนาคม 2551
       
       ภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้กรรมการโดยตำแหน่งยังเหมือนเดิมคือ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย โดย 2 ตำแหน่งแรกเป็นตำแหน่งที่ภาคการเมืองมีอำนาจสั่งการได้โดยตรง และต้องมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 6 คน ในการแต่งตั้งครั้งนี้สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือก เพื่อคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ประกอบด้วยสมใจนึก เองตระกูล ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา นิพัทธ พุกกะณะสุต ณรงค์ชัย อัครเศรณี วิโรจน์ นวลแขและสุชาติ ธาดาธำรงเวช
       
       แน่นอนว่าเมื่ออดีตประธานตลาดหลักทรัพย์ที่ผลักดันเรื่องแปรรูปตลาดหลักทรัพย์มาตลอดกลับเข้ามานั่งเป็นผู้ควบคุมตลาดหลักทรัพย์อีกที การแปรรูปของตลาดหลักทรัพย์คงผ่านความเห็นของจากหน่วยงานนี้ไปได้โดยง่าย
       
       รวมถึงผู้ที่มีหน้าที่ในการคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ล้วนแล้วเป็นคนที่เกี่ยวข้องและมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับภาคการเมืองและทำงานให้มาตั้งแต่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย รวมถึงชื่อของบุคคลเหล่านี้หลายคนเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง บางคนเป็นทีมทำงานร่วมกับทักษิณ ชินวัตรมาก่อน ดังนั้นการคัดเลือกคนที่จะมาทำหน้าที่ในตลาดทุนย่อมหนีไม่พ้นคนของตนเอง
       
       เตรียมยึดแบงก์ชาติ
       

       ไม่เพียงฟากหน่วยงานที่ควบคุมตลาดทุนที่มีการวางตัวบุคคลเบ็ดเสร็จไว้ทั้งหมดแล้ว หากสังเกตุให้ดีจะเห็นว่ากลุ่มเดียวกันนี้ได้คืบคลานเข้าไปสู่หน่วยงานที่ควบคุมตลาดเงินอย่างธนาคารแห่งประเทศไทยอีกด้วย
       
       ภายใต้พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับใหม่ ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของธนาคารแห่งประเทศไทยค่อนข้างมาก อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มีต่อแบงก์ชาติมากขึ้นกว่าเดิม
       
       แหล่งข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทยยอมรับว่า พ.ร.บ.ใหม่นี้ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมากขึ้น แม้ว่าการปลดตัวผู้ว่าแบงก์ชาติจะทำได้ยากขึ้นก็ตาม วันนี้โครงสร้างของแบงก์ชาติเหมือนกับโครงสร้างของสำนักงาน ก.ล.ต.มาก
       
       “ผู้ว่าแบงก์ชาติต้องทำงานภายใต้คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย 11 คน ที่มีประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 5 คน ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยตรง มีเพียงตัวผู้ว่าการและรองผู้ว่าการอีก 3 คนที่เป็นคนของแบงก์ชาติที่เหลือเป็นบุคคลจากหน่วยราชการอื่นเช่นเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ผู้อำนวยการเศรษฐกิจการคลัง ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลทั้งสิ้น”
       
       แม้ว่าการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกฎหมายจะต้องให้มีการตั้งคณะกรรมการคัดเลือกขึ้นมา 7 คน แต่สิทธินี้เป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ผ่านมามีโผรายชื่อของคณะกรรมการคัดเลือกออกมาบ้าง หลายคนเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและเคยทำงานให้กับอดีตนายกทักษิณแทบทุกคน บางคนก็เคยกระทำผิดในคดีทางการเงินมาก่อน
       
       “วันนี้จึงไม่ต้องถามถึงเรื่องความเป็นอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทยอีกต่อไป”แหล่งข่าวสรุป
       
       กุมหัวใจเศรษฐกิจชาติ
       
       เมื่อองค์กรอย่างสำนักงาน ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลังที่มีคณะบุคคลทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน วันนี้บุคคลเหล่านั้นได้คืบคลานเข้ามาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและพร้อมที่จะดำเนินการในลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานภาคตลาดทุน
       
       นักวิชาการรายหนึ่งกล่าวว่า นี่คืออันตรายอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย หากภาคการเมืองเข้ามากุมหัวใจทางเศรษฐกิจได้ทั้งหมด ที่ผ่านมาเป็นที่รู้กันว่าทุกรัฐบาลให้ความสำคัญกับตลาดหุ้นแต่จะมากเป็นพิเศษในยุคที่พรรคไทยรักไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจในการส่งคนของตัวเองเข้าไปเข้าไปเป็นประธานกรรมการ หรือตัวผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์
       
       ขณะเดียวกันหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลการทำงานของตลาดหลักทรัพย์อย่างก.ล.ต.วันนี้คนของกระทรวงการคลังนั่งเต็มบอร์ด แถมพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฉบับใหม่เปิดช่องให้คลังตั้งกรรมการคัดเลือกเข้ามาอีก
       
       เมื่อตลาดหลักทรัพย์ตัดสินใจแปรรูปตัวเองเป็นบริษัทเอกชน เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถามว่าองค์กรที่ควบคุมดูแลอย่าง ก.ล.ต.จะไม่ให้ความเห็นชอบได้อย่างไร เพราะทั้ง 2 องค์กรล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มาจากกระทรวงการคลังเป็นส่วนใหญ่ หากรัฐบาลจะบริหารประเทศได้ต่อเนื่องหรือกลับเข้ามาบริหารอีกครั้ง การสานต่อในเรื่องเหล่านี้ย่อมต้องเดินหน้าต่อ
       
       ตัวอย่างที่ชัดเจนมากที่สุดของการประสานงานกันของกระทรวงการคลัง ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์นั่นคือการออกมาแถลงยืนยันเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2549 ว่าการขายหุ้นชินคอร์ป ของตระกูลชินวัตรในวันที่ 23 มกราคม 2549 นั้นไม่ต้องเสียภาษี
       
       ยิ่งเมื่อหันกลับมาที่องค์กรอิสระอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย ที่วันนี้ทีมงานหน้าเดิมของกระทรวงการคลังได้เข้ามามีบทบาทในแบงก์ชาติมากขึ้นทุกขณะ
       
       จากนี้ไปคงไม่มีใครการคานอำนาจของรัฐบาลได้อีก เดิมธนาคารแห่งประเทศไทยถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่คานอำนาจของรัฐบาลทางด้านเศรษฐกิจและวินัยทางการคลังได้ระดับหนึ่ง แม้จะต้องแลกกับการปลดผู้ว่าการก็ตาม
       
       ด้วยโครงสร้างใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย การทำงานของผู้ว่าการจะอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐมนตรีคลังมากขึ้น โดยมีตัวประธานกรรมการธนาคารและผู้ทรงคุณวุฒิรวมถึงหน่วยงานราชการอื่นเป็นคนควบคุม
       
       เช่นการควบคุมเงินเฟ้อที่แบงก์ชาติจะใช้วิธีขึ้นดอกเบี้ยด้วยการตัดสินใจของแบงก์ชาติเองคงลำบาก เพราะการทำงานภายใต้คณะกรรมการดังกล่าว หากฝ่ายใดมีอำนาจมากกว่าย่อมควบคุมอีกฝ่ายหนึ่งได้ แน่นอนว่าจากนี้ไปรัฐบาลจะทำงานสะดวก สอดรับกับนโยบายที่ต้องการมากขึ้น
       
       หากเราได้รัฐบาลดีก็ถือว่าโชคดี ถ้าได้รัฐบาลที่มุ่งผลสำเร็จทางการเมืองเป็นหลัก ประเทศไทยย่อมอยู่ในสถานะที่สุ่มเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นในสายตาของคนทั้งโลก ถ้าเลวร้ายไปกว่านั้นหากฐานะทางการเงินของประเทศไม่มีใครเชื่อถือด้วยแล้ว ประเทศไทยย่อมหนีไม่พ้นความล้มละลายทางเศรษฐกิจที่ไม่แตกต่างไปจากปี 2540
       
       ************
       
       9 อรหันต์ผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจ
       ล้วนเป็นเด็กในคาถา ‘แม้ว’

 ความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคลที่เข้าไปมีบทบาททั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ล้วนแล้วเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาและเกี่ยวโยงกับเจ้ากระทรวงการคลัง หลายคนเป็นที่ปรึกษานายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเคยร่วมงานกับรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยของทักษิณ ชินวัตร มาแล้วทั้งสิ้น
       
       เริ่มจากในฝั่งของ ก.ล.ต. ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แต่งตั้ง วิจิตร สุพินิจ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และเคยร่วมงานกับพรรคชาติพัฒนามาก่อน หลังจากนั้นได้ทำงานให้กับรัฐบาลไทยรักไทยมาโดยตลอด ล่าสุดเพิ่งพ้นจากตำแหน่งประธานตลาดหลักทรัพย์และกลับมานั่งคุมงานของตลาดหลักทรัพย์ภายใต้หน่วยงานของ ก.ล.ต.
       
       ไม่แตกต่างจากชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ กรรมการ ก.ล.ต. อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในช่วงปี 2544-2549 รัฐบาลของพรรคไทยรักไทย เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และปัจจุบันเป็นประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย
       
       สมพล เกียรติไพบูลย์ กรรมการ ก.ล.ต. อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ เมื่อปี 2544 เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารนครหลวงไทย
       
       ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล กรรมการและเลขาธิการ ก.ล.ต. อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นศิษย์รักของวิจิตร สุพินิจ ตั้งแต่สมัยที่อยู่แบงก์ชาติ ที่คาดหมายว่าหากเกิดอุบัติเหตุในธนาคารแห่งประเทศไทย ชื่อของเขาพร้อมที่จะโยกไปนั่งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยแทนธาริษา วัฒนเกส
       
       รศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช กรรมการ ก.ล.ต. รองศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในอดีตเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในปี 2546 และเป็นที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจนถึงมีนาคม 2548 ชื่อของเขาถูกเอ่ยอ้างขึ้นมานั่งเก้าอี้ขุนคลังแทนหากสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี มีอันต้องพ้นจากตำแหน่งไปจากคดีหวยบนดิน
       
       ถัดมาในฝั่งของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ถูกวางตัวให้เป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เคยเป็นรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการ ก.ล.ต. และผู้บริหารแผน บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) จนในที่สุดประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ก็ต้องหมดอำนาจไป
       
       แม้ในตลาดหลักทรัพย์จะดูเหมือนมีเขาเพียงคนเดียวที่เชื่อมโยงกับคนในรัฐบาล แต่กรรมการของตลาดหลักทรัพย์คนอื่นที่ประกอบด้วยตัวแทนจากโบรกเกอร์ บริษัทจดทะเบียน ที่มาจากภาคเอกชน หรือตัวแทนจากส่วนอื่น ส่วนใหญ่แล้วเห็นว่าเมื่อประธานว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน เพราะคงไม่มีใครอยากที่จะมาขัดแย้งกับตัวแทนของภาครัฐ อีกทั้งการปูฐานไว้ของวิจิตร สุพินิจ ที่ทำหน้าที่ได้ดีกว่าประธานตลาดหลักทรัพย์คนก่อน ๆ ทำให้ทุกอย่างดูง่ายดายไปหมด
       
       ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2551 ที่เปิดช่องให้มีกระทรวงการคลังตั้งคณะกรรมการคัดเลือกเพื่อคัดสรรกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ ก.ล.ต. ชื่อของบุคคลขั้นต้นได้รับการแต่งตั้งเข้ามาเป็นกรรมการคัดเลือกอีก ประกอบด้วยชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา สุชาติ ธาดาธำรงเวช และที่เพิ่มเข้ามาอยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่
       
       สมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ในปี 2548-2549 เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเป็นกรรมการบริษัทการบินไทยและเป็นประธานกรรมการธนาคารทหารไทย ในยุคของทักษิณ ชินวัตร
       
       นิพัทธ พุกกะณะสุต ฉายาแมวเก้าชีวิต อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง เคยร่วมทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของทักษิณ ชินวัตร และเป็นผู้ปลุกปั้นกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่งในทีมบริหารแผนฟื้นฟูทีพีไอ ร่วมผลักดันไทยออยล์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
       
       ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) อดีตประธานกรรมการบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จีเอฟ ที่ถูกปิดกิจการไป เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และวุฒิสมาชิก ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี ประธานคณะทำงานติดตามผลเจรจาเขตการค้าเสรีรายประเทศในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร
       
       วิโรจน์ นวลแข อดีตผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ภัทร อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลในตลาดหุ้น
       
       บุคคลเหล่านี้คือมือทำงานด้านการเงินที่ถูกพรรคไทยรักไทยเชื่อมือและไว้ใจมาโดยตลอดจนถึงยุคพรรคพลังประชาชน หลายคนถูกโยกหมุนเวียนกันไปเข้าไปดูแลหน่วยงานสำคัญทางการเงินมาอย่างต่อเนื่อง บางคนแม้จะมีมลทินติดตัวมาบ้างแต่ก็ได้รับการบำบัดจากรัฐบาลไทยรักไทย
       
       ช่วงที่ทหารเข้ายึดอำนาจคนเหล่านี้ก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองไปตามปกติ เนื่องจากคณะที่เข้ามายึดอำนาจ มุ่งเน้นที่ภาคการเมืองเป็นหลัก ไม่ได้สนใจในภาคการเงิน ถึงวันนี้ไทยรักไทยในนามพลังประชาชนกลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้งพวกเขาก็เริ่มถูกใช้งาน กลับมามีบทบาทในภาคการเงินอย่างโดดเด่น
       
       แม้ว่าในช่วงนั้นจะมีแรงต้านที่มีการเสนอชื่อณรงค์ชัย อัครเศรณี เข้าไปเป็นกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย จนต้องลาออกมา ครั้งนั้นผู้คนที่อยู่ในอารมณ์ชื่นชมการเข้ามายึดอำนาจก็ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้
       
       เมื่อพรรคพลังประชาชนเข้ามาเป็นรัฐบาล ชื่อของนิพัทธ พุกกะณะสุต ถูกเสนอให้เข้าไปเป็นประธานธนาคารนครหลวงไทย แต่ก็ถูกปฏิเสธจากเจ้าเดิมคือธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่
       
       รวมถึงกระแสข่าวที่ว่ามีการเสนอชื่อคนเดียวกันนี้ เข้าไปเป็นหนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือกประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในธนาคารแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับใหม่ ก็ได้รับแรงต้านจากคนในแบงก์ชาติเช่นเดียวกัน
       
       จากรายชื่ออย่างไม่เป็นทางการของคณะกรรมการคัดเลือกของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้ง พบว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าว 3 ใน 7 คนเป็นผู้ทำหน้าที่คัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งที่แบงก์ชาติและที่ ก.ล.ต.ที่ประกอบด้วย นิพัทธ พุกกะณะสุต สมใจนึก เองตระกูลและชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์
       
       แน่นอนว่าในสายตาของนักการเงินและคนในแวดวงตลาดทุนยอมรับว่า คนกลุ่มนี้ที่มีต้นทางมาจากกระทรวงการคลังนั้นเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในตลาดเงินและตลาดทุนในเวลานี้ และยังมีคนอื่น ๆ อีกที่พร้อมจะเข้ามาร่วมงานกับรัฐบาลในการเข้ามาดูแลหน่วยงานที่ควบคุมตลาดเงินและตลาดทุนของประเทศให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
       
       ************
       
       แปรรูปตลาดหุ้น
       ยกระดับ ‘แก๊งปั่น’เป็นเจ้าของตัวจริง

       
       ในฝ่ายของผู้ที่มีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์และนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น ได้ให้เหตุผลถึงความจำเป็นที่ต้องแปรรูปถึงโอกาสในการขยายตัวของตลาดทุน เพื่อผลประโยชน์จะตกกับประเทศโดยรวม สร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทย
       
       กัมปนาท โลหเจริญวนิช กรรมการบริษัท ทรีนิตี้ วัฒนา จำกัด(มหาชน) ที่เพิ่งครบวาระรองประธานตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า การแปรรูปตลาดหลักทรัพย์นั้นผลดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับมุมมองของใคร ถ้าเราไม่เกี่ยวข้องกับโลกภายนอกคงไม่เป็นไร ก่อนหน้านี้ทาง MSCI ให้น้ำหนักในตลาดหุ้นไทยราว 8-10% แต่วันนี้เขาให้เราเพียง 1-2% ดังนั้นการแข่งขันต่อไปคงลำบาก ตลาดหุ้นบ้านเราโตในสัดส่วนที่น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
       
       ขั้นตอนจากนี้คงเป็นเรื่องของการเตรียมการปรับโครงสร้างตลาดหลักทรัพย์ โดยแยกออกเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่ต้องทำกำไรและส่วนที่ไม่ทำกำไรออกจากกัน ที่จะเริ่มในปี 2552
       
       การแปรรูปตลาดหลักทรัพย์เท่ากับเป็นการเปิดตัวเอง ทำให้ขนาดของตลาดใหญ่ขึ้น สามารถปรับปรุงหน่วยงานหรือองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่
       
       “ที่ผ่านมาหน่วยงานที่มีการบริหารงานในลักษณะที่มีภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้องโดยปกติจะสู้เอกชนไม่ได้ ผมไม่ได้หมายถึงองค์กรของตลาดหลักทรัพย์ แต่เป็นภาพรวมทั่วไป หากหน่วยงานนั้นปรับเปลี่ยนมาบริหารงานแบบเอกชนแล้วจะมีประสิทธิภาพมากกว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ”
       
       เขากล่าวเพิ่มเติมว่าการแปรรูปนั้นถือเป็นเรื่องปกติ เมื่อแปรรูปแล้วรัฐจะค่อย ๆ ลดอำนาจการควบคุมลง ดูอย่าง ปตท.แม้จะแปรรูปเป็นเอกชน แต่ภาครัฐก็ยังคงถือหุ้นใหญ่อยู่ การบริหารงานก็ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
       
       จริง ๆ แล้วไม่อยากใช้คำว่าแปรรูป เพราะถึงอย่างไรหน่วยงานของรัฐก็ยังถือหุ้นใหญ่อยู่ ไม่มีหน่วยงานไหนที่แปรรูปเป็นเอกชนทั้ง 100% ส่วนใหญ่ทางการก็ยังคือให้สิทธิถือหุ้นใหญ่อยู่ราว 20-30% และกุมสิทธิในการออกเสียงลงมติไว้ระดับหนึ่ง เพื่อไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นไปเป็นอย่างอื่น
       
       ดังนั้นเรื่องความกังวลในเรื่องการมีกลุ่มทุนอื่น ที่จะเข้ามาถือหุ้นใหญ่หลังจากการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์คงไม่สามารถปรับเปลี่ยนนโยบายของตลาดหุ้นในประเทศนั้น ๆ ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ที่จะกำหนดไว้ เพื่อป้องกันการยึดครองตลาดหุ้น
       
       เขายกตัวอย่างนักลงทุนจากดูไบที่เข้าไปถือหุ้นใหญ่ในตลาดหุ้นแนสแดคของสหรัฐว่า กลุ่มนี้ถือหุ้นราว 27% แต่สิทธิในการลงมติต่าง ๆ มีเพียง 15% เท่านั้น ดังนั้นอำนาจต่าง ๆ ยังอยู่ในสหรัฐ หรือบางแห่งให้สิทธิผู้ถือหุ้นของประเทศตัวเองมีสิทธิในการโหวตมากกว่าต่างชาติเป็นต้น
       
       สอดคล้องกับปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ให้มุมมองในด้านบวกของการแปรรูปว่า การแปรสภาพองค์กรตลาดหลักทรัพย์ จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม เนื่องจากจะมีการปรับเปลี่ยนองค์กรโดยมีการตั้งเป้าหมายการเติบโตที่ชัดเจนในการดำเนินงาน รวมทั้ง ปรับเปลี่ยนการทำงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า การสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ลูกค้า ซึ่งได้แก่ บริษัทจดทะเบียน บริษัทสมาชิก และผู้ลงทุน โดยการทำให้กลุ่มลูกค้าดังกล่าวได้รับประโยชน์จากตลาดทุนอย่างเต็มที่ ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างแข็งแรง เนื่องจากมีการจัดสรรทรัพยากรและใช้เงินทุนอย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดจากช่องทางการระดมทุนผ่านตลาดทุน
       
       ในด้านของบริษัทจดทะเบียน เมื่อมีมูลค่าเพิ่มก็จะสามารถขยายธุรกิจได้รวดเร็วและสะดวกมากขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ก่อให้เกิดการขยายงานและการสร้างรายได้ ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศขยายตัว
       
       ด้านของผู้ลงทุน เมื่อผู้ลงทุนเข้ามาลงทุนได้สะดวก คล่องตัว มีต้นทุนที่ต่ำลง และมั่นใจได้ว่าจะได้ลงทุนในหลักทรัพย์ และตราสารทางการเงินที่หลากหลาย เพื่อกระจายความเสี่ยง ทำให้มีทางเลือกมากขึ้น เพื่อได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างเต็มที่ ก็จะสามารถเพิ่มค่าเงินออมของตนเอง สร้างความมั่งคั่งให้กับครอบครัว สามารถขยายไปถึงสังคมโดยรวม ซึ่งย่อมส่งผลไปยังความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจของประเทศเช่นเดียวกัน
       
       ดังนั้นการแปรสภาพองค์กรในครั้งนี้ จึงเป็นตัวจักรสำคัญที่จะช่วยพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ
       
       จากนี้ไปขั้นตอนในการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์จะเดินหน้าต่อ ต้องปรับโครงสร้างขององค์กร เพื่อสร้างให้ตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานที่ดี มีกำไรต่อเนื่องกัน 3 ปีเหมือนกับบริษัทจดทะเบียนทั่วไป จากองค์กรที่มีสถานะควบคุม กำกับดูแลการซื้อขาย ให้คุณให้โทษกับนักลงทุนและโบรกเกอร์ที่ทำผิดกฎระเบียบหรือสร้างราคาหุ้น ก็จะกลายเป็นองค์กรธุรกิจหนึ่งที่โบรกเกอร์และนักลงทุนที่เคยถูกควบคุมจากองค์กรนี้ จะถูกยกระดับขึ้นมาเป็นเจ้าของตลาดหุ้นร่วมกัน มีศักดิ์และสิทธิเท่ากัน
       
       จึงถือว่าเป็นเรื่องน่าสนใจไม่น้อยหากโฉมหน้าของตลาดหลักทรัพย์จะเปลี่ยนไปจากเดิมในปี 2554





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณชอบอ่านข่าวอะไรมากที่สุด
กีฬา
26 คน
การเมือง
24 คน
อาชญากรรม
15 คน
ดารา
33 คน
ทั่วไป
34 คน

  โหวต 132 คน