• BizBlog
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : bizweek@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-17
  • จำนวนเรื่อง : 50
  • จำนวนผู้ชม : 104832
  • ส่ง msg :
  • โหวต 55 คน
Bizweek คู่คิด...คนคิดรวย
กรุงเทพธุรกิจ Bizweek คือหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายสัปดาห์ ในเครือของเนชั่น มัลดิมีเดีย กรุ๊ป มุ่งเน้นการนำเสนอข่าวสารเชิงธุรกิจ การลงทุน เศรษฐกิจ ไอที และการตลาด (วันนี้เรามีบลอกแล้ว...เย้!)
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bizblog
วันจันทร์ ที่ 23 เมษายน 2550
Posted by BizBlog , ผู้อ่าน : 5839 , 09:26:40 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 อีกครั้งกับไฮไลท์ประจำสัปดาห์ (20-26 เม.ย. 50) ในกรุงเทพธุรกิจ Bizweek ยังคงนำเสนอประเด็นโลกร้อน (Global Warming อย่างใกล้ชิด ติดตามได้เลยค่ะ

โลก "ตื่น"...รับมือหายนะโลกร้อน 

ภาวะโลกร้อน (Global Warming) กลายเป็นเรื่องที่ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจ หลังจากเริ่มเผชิญหน้ากับผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ 

พายุเฮอร์ริเคนแคทรินา น้ำท่วมหนักในจีนและอินเดีย คลื่นความร้อนรุนแรงในยุโรป ฯลฯ 

ความถี่ในการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่คร่าชีวิตผู้คนมหาศาลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง หายนะ "โลกร้อน" ใกล้ตัวผู้คนมากขึ้นทุกขณะ แม้แต่คนไทยเอง ฤดูร้อนที่ทารุณในปีนี้ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาแล้วว่า "หรือเราจะโดนหางเลขจากหายนะโลกร้อนเข้าให้แล้ว" 

หรือ กรณีของ "หมอกควัน" ที่ปกคลุมทั่วจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดข้างเคียง ซึ่งเกิดจากการเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตรกรรม กิจกรรมหนึ่งที่เร่งเร้าให้เกิดภาวะโลกร้อน 

ภาวะโลกร้อน เกิดจากการเผาไหม้ฟอสซิล ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และภาวะเรือนกระจก โดยไปเพิ่มความหนาของชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดการเก็บกับรังสีอินฟราเรด ซึ่งควรจะหลุดออกไปสู่ห้วงอวกาศ ผลที่ตามมา คือ อุณหภูมิของโลก และมหาสมุทรอุ่นขึ้นจนอยู่ในระดับอันตราย 

นั่นคือที่มาของวิกฤติสภาพแวดล้อม ซึ่งทำให้ภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (Climate Change) 

 รายงานสรุปภาวะโลกร้อนฉบับที่ 2  (ฉบับล่าสุด) ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น)  ซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนเมษายน 2550 ระบุถึงความเสียหายในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน ว่า อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นทุกๆ 2-3 องศาเซลเซียสนั้น จะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลกประมาณ 2-3%   

หรือปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทุกๆ 1 ตันที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ จะสร้างความเสียหายให้กับโลก 300-400 ดอลลาร์สหรัฐ 

เมื่อคำนวณปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกขึ้นสู่บรรยากาศในปี 2548 ในปริมาณรวม 7,900 ล้านตันแล้ว มูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกจะมีมากถึง 23,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถึง 3.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ตอนหนึ่งของรายงานชิ้นนี้ ยังบอกด้วยว่า ภายในปี 2080 (พ.ศ.2623) หรือในอีก 73 ปีข้างหน้า ในชั่วชีวิตลูกหลานของเรานี้ จะมีประชากรบนโลก 1,100-3,200 ล้านคน ตกอยู่ในสภาพขาดแคลนน้ำ และประชากรอีก 200-600 ล้านคน จะอยู่ในสภาพอดอยากหิวโหย

จะมีคนไร้ที่อยู่อาศัยในอัตรา 2-7 ล้านคนต่อปี จากสภาพน้ำท่วมพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากภาวะโลกร้อน

บนสมมติฐานที่ว่า ถ้าประชากรโลกยังไม่ตั้งรับปัญหา Global Warming

รายงานดังกล่าว เป็นรายงานฉบับที่ 2 ที่จัดทำโดยคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงแห่งสหประชาชาติ (IPCC) ซึ่งรวมเอานักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศจากทั่วโลกหลายพันชีวิตมาร่วมศึกษา ทั้งนี้สหประชาชาติ  มีแผนที่จะเผยแพร่รายงานภาวะโลกร้อนทั้งหมด 3 ฉบับภายในปีนี้ 

สำหรับรายงานฉบับแรก ถูกเผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ซึ่งสรุปออกมาว่า  กิจกรรมของมนุษย์ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่มาจากฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ทำให้ก๊าซเรือนกระจกถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ กำลังทำให้โลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ  

รายงานฉบับแรก ทำนายว่าอุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้นระหว่าง 1.8- 4 องศาเซลเซียส ในศตวรรษนี้ (21)
 ประเมินไว้ด้วยว่า น้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 เมตร จากภาวะโลกร้อน จะสร้างความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจให้กับโลกมากถึง 944,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และความเสียหายครึ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย   

ในรายงาน มีการคาดการณ์ว่า โลกจะต้องเผชิญกับฝนตกหนัก ธารน้ำแข็งละลาย ภัยแล้ง และคลื่นความร้อนระดับรุนแรงขึ้น ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นช้าๆ  จะเกิดการสูญเสียสัตว์ และพืชบางสายพันธุ์ และการเกิดโรคใหม่ๆ หรือการแพร่ระบาดของโรคในหมู่มนุษย์ที่มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ โดยมี  "มนุษย์"  เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ภูมิอากาศโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง  
 ตามผลศึกษาของไอพีซีซี เมื่อปี 2544  ระบุถึง ทฤษฎีน้ำมือมนุษย์ทำให้โลกร้อน มีความเป็นไปได้มากถึง 66%   

ความตื่นตัวในเรื่อง Global Warming ยังเห็นชัดจากความโด่งดังของ หนังสือเรื่อง An Inconvenient Truth : โลกร้อน ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง  ซึ่งในเมืองไทย หนังสือเล่มนี้ ติดอันดับหนังสือขายดีที่สุดในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 

An Inconvenient Truth  เขียนโดย "อัลกอร์” อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ  ซึ่งเป็นการฟ้องด้วยภาพธรรมชาติก่อนและหลัง (Before and After) เผชิญผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอย่างน่าสะพรึงกลัว  

เช่น การละลายตัวของน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือ ,การละลายของธารน้ำแข็งในเทือกเขาแอลป์ ในสวิตเซอร์แลนด์ เทือกเขาคิลิมานจาโร ธารน้ำแข็งคูริคาลิสในเปรู  

การเกิดพายุทอร์นาโดในสหรัฐอเมริกา ที่ทำลายสถิติในปี 2547 สถิติการเกิดน้ำท่วมรุนแรงในแต่ละทวีป แต่ละทศวรรษ และยังพบว่า ยิ่งเข้าใกล้ทศวรรษปัจจุบันมากเท่าไหร่ สถิติการเกิดน้ำท่วมรุนแรงได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ    

อีกรูปธรรมที่เห็นได้ชัดว่าทั่วโลกเริ่มตื่นตัวในเรื่องนี้ เมื่อมีการลงนามในพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ของบรรดาประเทศสมาชิก มีผลบังคับใช้เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2549 เพื่อร่วมกันหาแนวทางลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ  ด้วยการเปลี่ยนแปลงการผลิตที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมาเป็นการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้พลังงานอื่นๆ เพื่อลดการเผาไหม้ เช่น การหันมาใช้พลังงานชีวมวล พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม  

พิธีสารดังกล่าว ยังเสนอแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการซื้อขายคาร์บอน เครดิต (Carbon Credit) 

หมายถึง ผู้ประกอบการรายใดที่มีกระบวนการลดผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยปริมาณก๊าซ ที่สามารถลดได้ จะถูกตีมูลค่าเป็นเครดิต เพื่อนำไปซื้อขายให้กับผู้ประกอบการรายอื่นที่ไม่สามารถลดผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้  

พิธีสารเกียวโต กำหนดให้ประเทศที่ลงนาม เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา และญี่ปุ่น ฯลฯ ต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ำกว่าระดับก๊าซที่เป็นมลพิษในปี 2533 โดยเฉลี่ย 5.2% ระหว่างปี 2551-2555  

หากผู้ที่ร่วมโครงการไม่สามารถดำเนินการได้ตามข้อกำหนดจะต้องมี "บทปรับ" 

ในสหภาพยุโรป มีค่าปรับถึงตันละ40 ยูโร ตามแผนการลดมลพิษในระยะที่ 1 (2548-2550) และเพิ่มค่าปรับเป็นตันละ100 ยูโร ตามแผนในระยะที่ 2 (2551-2555) ซึ่งสูงกว่าราคารับซื้อหลายเท่าตัว  

อย่างไรก็ตาม สำหรับไทยจัดว่าเป็นเพียงการเริ่มต้น เพราะยังไม่มีโรงงานใด ที่ได้รับใบรับรองเพื่อซื้อขายคาร์บอน เครดิต (Certified Emission Reduction-CERs) เมื่อเทียบกับ อินเดีย จีน เวียดนาม เกาหลีใต้ บราซิล และอาร์เจนตินา  

แม้จะมีโรงงานในไทยจำนวน 19 แห่ง ที่ประสงค์จะขอซื้อขายคาร์บอนเครดิต และผ่านการรับรองจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และคณะรัฐมนตรีแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจรับรองเอกสารประกอบโครงการ (Validation) จากบริษัทตรวจประเมินและรับรองโครงการรายอื่นๆ  

ยังมีความเคลื่อนไหวหนึ่งที่น่าสนใจ เกิดขึ้นที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ที่เดินหน้ารณรงค์ปลูกจิตสำนึกร่วมแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน โดยจัดโครงการ "Earth Hour" ด้วยการดับไฟฟ้าเป็นเวลา 1 ชั่วโมงในสถานที่สำคัญบางส่วนและเขตชุมชนในนครซิดนีย์ ตั้งแต่เวลา 19.30 น.ของวันเสาร์ที่ 31 มีนาคม ตามเวลาท้องถิ่น  ซึ่งได้รับการสนับสนุนทั้งจากนักธุรกิจและประชาชนเป็นอย่างดี ก่อนจะขยายผลโครงการนี้ไปดำเนินการในเมืองใหญ่ทั่วโลกต่อไป

ออสเตรเลียจึงกลายเป็นประเทศแรก ที่ประกาศตัวสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างเต็มที่ โดยก่อนหน้านี้ได้ประกาศยกเลิกการใช้หลอดไฟฟ้าธรรมดาภายในปี 2553 หันมาใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ประหยัดไฟมากกว่าแทน   

นอกจากนี้ จอห์น โฮเวิร์ด นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย บอกด้วยว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ประจำปีในเดือนกันยายน  2550 ที่ออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพ จะหยิบยกปัญหาโลกร้อน มาเป็นประเด็นสำคัญในการประชุม 

ไม่นับการออกมาแฉรายชื่อบริษัทพลังงานของสหรัฐอเมริกาจำนวน 10 แห่ง ของกลุ่มลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม (เซเรส) โดยระบุว่าบริษัทเหล่านี้ไม่เอาใจใส่เพียงพอในการจัดทำแผนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม
 หรือการที่นักกฎหมายในสหรัฐ ยื่นฟ้องให้บริษัทพลังงาน 5 แห่งที่อ้างว่าเป็นตัวการในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

ขณะที่รัฐมิสซิสซิปปี ได้ยื่นฟ้องบริษัทน้ำมันและถ่านหินที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยอ้างว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดพายุเฮอร์ริเคน ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเมืองนิว ออลีนส์  

ไม่นานมานี้บริษัทไมโครซอฟท์  ยังเปิดแถลงข่าวให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่ต้องการประหยัดพลังงานเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้คอมพิวเตอร์ว่า แทนที่จะใช้สกรีนเซฟเวอร์ ให้เปลี่ยนไปใช้โหมด "ไฮเบอร์เนต" ในวินโดว์ส (เหมือนกับสลีปโหมด ของแมคอินทอช) แทน ซึ่งจะประหยัดพลังงานมากกว่า

เรื่อง : กรุงเทพธุรกิจ Bizweek


สภาวะโลกร้อน...ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด  

เริ่มจาก อัฟกานิสถาน

เคนยา

เวียตนาม

อินเดีย

น้าท่วมในสเปน

และเม็กซิโก

ความแห้งแล้งในออสเตรเลีย

อากาศในจีน

อเมริกา (ต้องให้เด็กๆ ออกมาประท้วง)

และ...ไทย


ส่งท้าย...

22 เมษายน : วันคุ้มครองโลก

เพลง โลกสวยด้วยมือเรา (รวมศิลปินแกรมมี่)

ธรรมชาติสร้างคน มีมือมาสองมือ ให้มากับคนเราทุกๆ คน
เอาไว้คอยประคองป้องกัน ไว้ดูแลให้โลกยังคง มีเราทุกคน ได้อยู่อาศัยร่วมกันมา

อยู่กันแสนล้านคน ลงมือคนละมือ ช่วยกัน ถ้าเรายังเห็นคุณค่า
ในเมื่อเราเป็นคนทั้งที ช่วยกันทำให้ดีดีกว่า รวมใจเข้ามา มาคอยรักษาโลกเราไว้

ให้โลกเราสวย พวกเรามาช่วยกัน รับรู้ด้วยกัน แล้วทำให้โลกนี้สดใส

อยากให้โลกน่าอยู่กว่านี้ เป็นโลกที่เราฝันใฝ่ จะสวยอย่างไร เป็นไปได้ด้วยมือของเรา

อีกไม่ช้าไม่นาน เราเองคงต้องไป แต่มัน ก็ยังมีโลกใบเก่า
ยังต้องมีอีกหมื่นล้านคน เข้ามาอยู่ที่นี่แทนเราคือเด็กของเรา เด็กๆที่เขาไม่เดียงสา

ให้โลกเราสวย พวกเรามาช่วยกัน รับรู้ด้วยกัน แล้วทำให้โลกนี้สดใส

อยากให้โลกน่าอยู่กว่านี้ เป็นโลกที่เราฝันใฝ่ จะสวยอย่างไร เป็นไปได้ด้วยมือของเรา

(ขอบคุณเพลงจาก koalar2003.spaces.live.com)





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
sixty วันที่ : 26/04/2007 เวลา : 21.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/4teen
อย่านำความขาดแคลนมาเป็นอุปสรรคในการทำงาน

ความวิบัติที่คืบคลานมาสู่มวลมนุษยชาติ ที่ทุกคนทำลายโลกนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม มากบ้างน้อยบ้าง ดังนั้นผู้ที่จะช่วยโลกกลับคืนสู่สมดุลก็คือมนุษย์นี่เอง.... ท่านช่วยลดการใช้พลังงานลงหรือยัง... ถ้ายังจงหยุดคิดใช้พลังงานเพื่อชีวิตเท่าที่จำเป็น... ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายเฉินฉวน วันที่ : 23/04/2007 เวลา : 11.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rickypong22
    <<เมื่อมั่งมีมากมายมิตรหมายมอง....... เมื่อมั่งหมองมิตรมองเหมือนหมูหมา>> <<เมื่อหมดมิตรหมางเมินมุ่งมองมา เมือมอดม้วยแม่หมูหมาไม่มามอง>>

เราต้องช่วยกันครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
sertamt วันที่ : 23/04/2007 เวลา : 10.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sertamt


ร้อนจริงๆ ขอรับ.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

BizWeek

ไฮไลท์ ประจำสัปดาห์ มาแล้ววว !!

View All
<< เมษายน 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]