• BizBlog
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : bizweek@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-17
  • จำนวนเรื่อง : 50
  • จำนวนผู้ชม : 104736
  • ส่ง msg :
  • โหวต 55 คน
Bizweek คู่คิด...คนคิดรวย
กรุงเทพธุรกิจ Bizweek คือหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายสัปดาห์ ในเครือของเนชั่น มัลดิมีเดีย กรุ๊ป มุ่งเน้นการนำเสนอข่าวสารเชิงธุรกิจ การลงทุน เศรษฐกิจ ไอที และการตลาด (วันนี้เรามีบลอกแล้ว...เย้!)
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bizblog
วันจันทร์ ที่ 30 เมษายน 2550
Posted by BizBlog , ผู้อ่าน : 4401 , 15:40:17 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปตท.มองศักยภาพการซื้อ "ปั๊มเจ็ท" ไว้ที่ธุรกิจ "นอน-ออยล์" มากกว่า "ยอดขาย" น้ำมันผ่านปั๊ม !!! 

เป็น "คำตอบ" ชัดๆ จากปาก “ประเสริฐ บุญสัมพันธ์” บอสใหญ่ ปตท.ที่บอกถึง "เป้าหมายแท้จริง" ของดีลการเข้าซื้อกิจการ “ปั๊มเจ็ท” 147 แห่ง 

นี่อาจจะเป็น "กุญแจ" สำคัญที่กำลังไข “คำตอบ” ที่ว่า... ทำไม? ปตท.ถึงยอม "เทหน้าตัก" ทุ่มเงินราวๆ 9,600 ล้านบาท เข้ามาเทคโอเวอร์ “ปั๊มเจ็ท” ...

นับเป็น "แอ็คชั่น" การขยับจาก "แชมป์เบอร์หนึ่ง" ที่กำลังตอกย้ำถึงจุดเปลี่ยนการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน

**********************************

อะไร? ที่ทำให้ ปตท.กล้าที่จะ “มูฟ” ครั้งใหญ่ แบบสวนกระแสกับความรู้สึกคนทั่วไป ในภาวะที่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันไม่ได้อยู่ในจังหวะหรือช่วงของวัฏจักรธุรกิจดาวรุ่ง (Star) หนำซ้ำยังมีปัญหาขาดทุนซ้ำซาก !!! จากภาวะการแข่งขันที่สูงด้วยจำนวนปั๊มที่มากกว่าหมื่นปั๊มทั่วประเทศ ไหนจะต้องเผชิญกับค่าการตลาดน้ำมันที่ต่ำกว่าลิตรละบาทในบางช่วง 

"เรื่องรักษาบัลลังก์แชมป์ มันไม่เกี่ยวกัน...ถึงไม่ต้องมีปั๊มเจ็ท เราก็รักษาบัลลังก์เบอร์หนึ่งได้" "ประเสริฐ บุญสัมพันธ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บอกไว้อย่างชัดเจน
 ปัจจุบัน ปตท. เป็นเบอร์หนึ่งที่ครองมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 34% ในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ขณะที่เจ็ทมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ราวๆ 4.2% 

หลังการเทคโอเวอร์ปั๊มเจ็ทของบริษัทโคโนโคฟิลลิปส์ ในประเทศไทย จะส่งผลให้ ปตท.มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นมาเป็นเกือบๆ 40% 

อย่างไรก็ตาม ประเด็น "กินรวบมาร์เก็ตแชร์" และการขยายจำนวนปั๊มในมือ เป็นแค่ "ส่วนหนึ่ง" แต่ไม่ใช่ "ทั้งหมด" ของ "เหตุผล" ในการเข้าไปซื้อปั๊มเจ็ทของ ปตท.  

ผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งของ ปตท. เล่าถึงเบื้องหลัง "การชนะประมูล" ดีลครั้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ถ้ามองกันแค่ Physical Asset (สินทรัพย์ทางวัตถุที่จับต้องได้) และตีมูลค่าการซื้อขายครั้งนี้ ง่ายๆ แบบเอาจำนวนปั๊มมาหาร ก็คงถอยหลังเข้าคลอง แพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้ว !!!

ผู้บริหาร ปตท.ลงนามซื้อ-ขายร่วมกับผู้บริหาร บ.โนโนโคฟิลลิปปส์ "Jet" ทั้ง 147แห่งทั่วประเทศ ที่ชั้น 3 สำนักงานใหญ่ ปตท.วิภาวดี โดย ปตท. ใช้เงินเพื่อซื้อปั๊ม Jet ครั้งนี้ประมาณ 275 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

 แต่ "วิชั่น" ที่ ปตท.มอง จนทำให้กล้าเสนอราคาประมูลแบบ "ใจถึง" และคว้าชัยชนะไปในที่สุด ไม่ใช่แค่การมองถึงโอกาส "เพิ่มรายได้" จากยอดขายน้ำมันผ่านปั๊มเจ็ท ที่มียอดขายเฉลี่ยเดือนละประมาณ 6.2-6.5 แสนลิตรต่อปั๊ม ซึ่งจะทำให้ ปตท.สามารถเพิ่ม "ช่องทางจำหน่าย" ได้ทันทีอีก 147 แห่ง จากปัจจุบันที่ ปตท.มีปั๊มทั่วประเทศมากกว่า 1,200 แห่ง    

ที่สำคัญที่สุด น่าจะอยู่ตรงการมองถึงการเป็น "ซินเนอร์ยี่" ทางธุรกิจ ที่สามารถต่อยอดธุรกิจออกไปได้ในหลากหลายมิติ สุดท้ายแล้วปลายทางอยู่ที่การ "เพิ่มอำนาจต่อรอง" ทางธุรกิจของ ปตท.

ราคาสำหรับซื้อขายกิจการปั๊มเจ็ท (JET) ร้านค้าปลีกจิฟฟี่ (JIFFY) รวมถึงทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่อง ที่ ปตท.ต้องควักกระเป๋าประมาณ 275 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9,556 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 34.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) จึงเป็น "ราคา" ที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. ยืนยันว่า "ไม่แพง"  เมื่อเทียบกับประโยชน์หลายอย่างที่ ปตท.จะได้รับจากการ "ต่อยอด" ทางธุรกิจ 

ไม่ว่าจะเป็น การขยายช่องทางการระบายน้ำมันจากโรงกลั่นของ ปตท. การยกระดับภาพลักษณ์ หรือแบรนด์อิมเมจ การให้บริการของปั๊ม ปตท. ซึ่งประเสริฐยอมรับว่า ต้องยกให้ปั๊มเจ็ท ว่ามีความโดดเด่นและถือเป็น "เบนช์มาร์ค" ตัววัดมาตรฐานขั้นสูงในอุตสาหกรรมนี้ 

"เอาเป็นว่า เรามีเหตุผลที่ดีในการซื้อ...ทุกอย่างเราต้องดูอยู่แล้วว่ามีแผนจะทำอะไรต่อ แล้วมันจะสร้างมูลค่าเพิ่มอะไรให้กับเรา จะดีกับเราอย่างไร คุ้มค่ากว่าการไปลงทุนสร้างปั๊มใหม่เองมั้ย
 ในขณะที่เราเองก็ต้องเก็งราคาที่จะแข่งกับคู่แข่งด้วย ไม่อย่างนั้นก็คงตกตั้งแต่รอบแรก เหมือนที่เราเสนอราคาซื้อปั๊มคิวเอทไปแบบธรรมดา มันก็เลยไม่ได้..."

ประเสริฐบอกว่า รายการนี้ไม่ได้มองกันแค่ฮาร์ดแวร์ หรือมองแค่หัวจ่ายกับหลังคาปั๊มที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น  

"สิ่งที่เราได้ มันคือทั้งเรื่องคน ทั้ง Process ทั้งองค์ความรู้ หรือแม้แต่ความเชื่อถือของผู้บริโภค มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถเอามาต่อยอดได้หรือเปล่า และถ้าเราสร้างตรงนี้ได้ มูลค่ามันมหาศาล" ประเสริฐบอก 

พร้อมย้อนถามว่า หลังจากที่ ปตท.มี "เอาท์เล็ต" ปั๊มเจ็ทเพิ่มเข้ามาอีก 147 แห่ง ซึ่งทั้งหมดเป็นโลเคชันที่ดี มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว “คุณคิดว่า "อำนาจต่อรอง" เราจะดีขึ้นมั้ย ?

ถ้า ปตท.จะทำธุรกิจเสริม อย่างร้านอาหาร ร้านค้าปลีกต่างๆ สมัยก่อนเรียกอาจจะไม่มา ไม่สนใจ แต่ตอนนี้ เขารู้แล้วว่าเราเป็นเจ้าของปั๊มเจ็ท ซึ่งมันจะแปลงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของปั๊ม ปตท. ถ้าเราจะดีลกับใครมันก็ "ง่ายขึ้น"  

"เข้าใจหรือยังว่ามันไม่ใช่เรื่องหัวปั๊มจ่าย มันไม่ใช่เรื่องมาร์เก็ตแชร์อะไรนั่นอย่างที่พูดกันหรอก " แม่ทัพใหญ่ ปตท.ไขความลับดีลครั้งนี้

แท้ที่จริงคือ เกมสร้างอำนาจต่อรองทางธุรกิจของ ปตท. !!! ซึ่งประเสริฐบอกว่า ศักยภาพของการเข้าซื้อกิจการปั๊มเจ็ทที่ ปตท.มองไว้ คือ ศักยภาพในธุรกิจ "นอน-ออยล์" มากกว่าขายน้ำมันผ่านปั๊ม

ทั้งนี้ความสำเร็จของการ "แทรกตัว" เข้ามาปักธงในตลาดเมืองไทยได้สำเร็จ ของ "ปั๊มเจ็ท" สัญชาติอเมริกัน  ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่จุดขายเรื่อง "น้ำมัน" หากแต่เป็น "ธุรกิจนอน-ออยล์" ภายในปั๊ม 

โดยเฉพาะจุดแข็งของการผงาด "ร้านจิฟฟี่" พร้อมภาพลักษณ์ปั๊มระดับพรีเมียมขนาดใหญ่ ที่เพียบพร้อมทั้งร้านค้าปลีก ฟาสต์ฟู้ด ร้านกาแฟ หรือแม้แต่รายละเอียดของบริการเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น "ห้องน้ำสะอาด" เป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดให้ผู้ใช้รถเลี้ยวรถเข้ามาใช้บริการ 

จนบรรดาบริษัทน้ำมันค่ายต่างๆ ต้องลุกขึ้นมาปรับตัวกันยกใหญ่ รวมถึง ปตท.ที่เลือกใช้กลยุทธ์จับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับเบอร์หนึ่งธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์อย่าง "เซเว่นอีเลฟเว่น" เพื่อเป็น "แม่เหล็ก" ดึงผู้ใช้รถ และกระตุ้นยอดขายของปั๊ม 

นอกจากนี้ ยังเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ ปตท. ต้องลุกขึ้นมาเดินเกมขยายลงทุนสร้าง "ปั๊มพรีเมียม" ขนาดใหญ่ ในรูปแบบที่เรียกว่า " PTT Park" อาทิเช่น ปั๊ม ปตท.สาขา ร1.รอ. บริเวณถนนดินแดง เพื่อท้าชนกับเจ็ทโดยเฉพาะ 

ทั้งยังเป็นการเดินกลยุทธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ และวางทิศขยายธุรกิจใหม่ไปสู่ธุรกิจค้าปลีกเสริมอื่นๆ หรือ ธุรกิจนอน-ออยล์ ของ ปตท. เพื่อเพิ่ม "ผลกำไร" ให้กับบริษัท เช่น ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven, บริการล้างรถอัตโนมัติ, ศูนย์บริการน้ำมันหล่อลื่น, ร้านกาแฟ (cafe' Amazon), ศูนย์บริการรับล้างอัดถ่ายรูป Film Drop Point, การร่วมมือกับเพาเวอร์บาย และจับมือกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา เข้ามาเปิดสาขา เป็นต้น 

ธุรกิจที่เป็นพระเอก "ทำเงิน" ให้กับ ปตท. จึงไม่ใช่ธุรกิจน้ำมัน แต่กลับเป็นธุรกิจนอน-ออยล์ ทั้งหลาย 

ปี 2549 ที่ผ่านมา ปตท.ต้องประสบปัญหา “ขาดทุน” ในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันผ่านปั๊มกว่า 2,000 ล้านบาท จากแรงเสียดทานภาวะการแข่งขัน ค่าการตลาดที่ต่ำจากแรงกดดันของ "สังคม" และ "ภาครัฐ" ที่ทำให้บริษัทน้ำมันไม่สามารถขยับราคาขายปลีกน้ำมันได้อย่างที่ต้องการ 

ธุรกิจ นอน-ออยล์ จึงพลิกบทบาทกลายมาเป็น "พระเอก" ในการสร้างโอกาสทำกำไรให้กับบรรดาปั๊มน้ำมัน ผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งของ ปตท. ระบุว่า ปัจจุบันโครงสร้างรายได้ธุรกิจในสถานีบริการน้ำมัน แบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ด้วยกัน แบ่งรายได้จากการขายน้ำมัน 40% ธุรกิจเสริม (นอน-ออยล์) 40% และรายได้จากการให้ร้านค้าเช่าพื้นที่ 20% 

ที่น่าสนใจคือ มาร์จินของธุรกิจนอน-ออยล์ เช่น การขายสินค้าและบริการในปั๊ม ปัจจุบันมีมาร์จินตั้งแต่ 10-20% แล้วแต่ผลิตภัณฑ์ ในขณะที่ค่าการตลาดน้ำมัน มีมาร์จินต่ำเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์
 ถ้าเมื่อไรค่าการตลาดน้ำมันลดต่ำลงกว่าเพดานลิตรละ 1.20 บาท บริษัทน้ำมันก็ต้อง "กัดฟัน" รับสภาพขาดทุน เพราะไม่คุ้มกับต้นทุนดำเนินการ 

นี่จึงเป็นที่มาซึ่งทำให้การวาง "ยุทธศาสตร์" ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของ ปตท. ปรับเปลี่ยนบิซิเนสโมเดลจากเดิมที่เรียกว่า Product Base หรือมุ่งเน้นฐานรายได้จากการขายน้ำมัน มาเป็นรูปแบบที่เรียกว่า Activity Base เข้ามาผสมผสาน 

นั่นคือ การเอากิจกรรมหรือการให้บริการภายในปั๊ม เข้ามาเป็นตัวเสริมในการทำรายได้ 

ภาพหนึ่งที่จะเห็นในธุรกิจปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ก็คือ  ถ้าไม่มีธุรกิจ นอน-ออยล์ มาเสริม ก็จะอยู่ไม่ได้ ท่ามกลางภาวะค่าการตลาดที่ยังเป็นอยู่อย่างนี้ สำหรับปั๊มเล็กๆ ยิ่งอยู่ไม่ได้ และจะต้องปิดตัวลงไปเพิ่มขึ้น

เมื่อ "ธุรกิจ นอน-ออยล์" กำลังพลิกบทบาทกลายมาเป็น "พระเอก" ในธุรกิจปั๊ม การเริ่มต้นสร้างอำนาจต่อรองในมือ เป็นคนคุมเกมในธุรกิจ นอน-ออยล์ เสียเอง จึงย่อมจะดีกว่าการ "ยืมจมูกคนอื่นหายใจ" เหมือนเช่นที่ผ่านมา 

โดยเฉพาะประเด็นที่ ปตท.มีสัญญาผูกมัดกับเซเว่นอีเลฟเว่นเป็นเวลา 10 ปี (สัญญาจะเริ่มต้นนับและทยอยหมดอายุลงไม่พร้อมกันในแต่ละปั๊ม) ปัจจุบันมีสาขาเซเว่นฯ ในปั๊ม ปตท.รวมกันกว่า 500 แห่ง  

 ทั้งนี้ ภายใต้สัญญามีภาระผูกพันว่า หากปั๊มของ ปตท.จะเปิดร้านค้าสะดวกซื้อ ก็ต้องให้สิทธิกับเซเว่นอีเลฟเว่นแต่เพียงผู้เดียว เว้นเสียแต่ "ปตท." จะเป็นผู้พัฒนา หรือเป็นเจ้าของแบรนด์ร้านค้าสะดวกซื้อนั้นๆ เสียเอง 

จึงไม่น่าแปลกใจที่ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ แม่ทัพใหญ่ของ ปตท. จะกล้ายืดอกรับประกันว่า ดีลนี้คุ้มสุดคุ้ม เพราะนอกจากจะแปรเปลี่ยน "ปั๊มเจ็ท" ที่เคยเป็นเสมือน "หอกข้างแคร่" เข้ามาอยู่ในอ้อมอกแล้ว ยังประหยัดทั้งเวลาและเงินลงทุนที่ ปตท.ไม่ต้องเสียเวลาไปลงทุนสร้างปั๊มขนาดใหญ่ระดับพรีเมียมเอง

เดิมที ปตท.มีแผนจะลงทุนก่อสร้างปั๊มอีก 100-200 แห่ง แต่ตอนนี้ปั๊มเจ็ททั้ง 147 แห่ง สามารถเข้ามาเสียบแทนแผนการลงทุนส่วนนี้ได้ในทันที    

"นโยบายเราวางโพซิชั่นปั๊มเจ็ท ให้เป็นปั๊มพรีเมียมเกรด ซึ่งถ้าเราไม่ได้ซื้อกิจการปั๊มเจ็ท ปตท.ก็อาจต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 5-7 ปี  ที่จะลงทุนสร้างปั๊มพรีเมียมขนาดใหญ่ให้ได้ตามเป้าหมายกว่าร้อยปั๊ม ปั๊มขนาดใหญ่อย่างนี้แต่ละปั๊มต้องใช้เงินลงทุนตั้งแต่ 50-100 ล้านบาท" 

ขณะเดียวกัน สินทรัพย์ที่ล้ำมูลค่ากว่า "ปั๊มเจ็ท" ที่ ปตท.จะได้รับ ก็คือเรื่องของ "คน" และ "โนว์ฮาว" ในธุรกิจนอน-ออยล์ ที่ ปตท.เพิ่งเริ่มมีประสบการณ์ โดยประเสริฐบอกว่า คนของ ปตท.จะได้เรียนรู้และรับการถ่ายทอดโนว์ฮาวที่เกี่ยวกับธุรกิจนอน-ออยล์ เพราะพนักงานที่เป็นทีมเดียวกับที่ปลุกปั้นปั๊มเจ็ทและจิฟฟี่จนกระสบความสำเร็จจะถูกโอนย้ายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ปตท.ด้วยเช่นกัน 

นี่จึงอาจเป็นโอกาสที่ทำให้ ปตท. จะเริ่มต้นสตาร์ทนับหนึ่ง สร้างรากฐานธุรกิจ "นอน-ออยล์" ซึ่งไม่แน่ว่าอาจจะเป็นธุรกิจร้านค้าปลีก บนขาของตัวเอง แทนที่จะผูกมัดสัญญาใจกับเซเว่นอีเลฟเว่นเพียงเจ้าเดียว

กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. ยังตอบอย่างสงวนท่าทีว่า ตอนนี้ยังไม่ได้พิจารณาว่าร้านสะดวกซื้อที่ ปตท.ยังทำอยู่ จะเป็นร้านเซเว่นอีเลฟเว่น หรือทำเป็นแบรนด์ใหม่ภายใต้ ปตท.เอง 

"ตอนนี้ ยังไม่รู้ว่าจะเป็นทางเลือกไหน อะไรที่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เราก็คงเอาอันนั้น เรากับทางเซเว่นฯ ยังไม่ได้คุยกันในเรื่องนี้ " ประเสริฐ กล่าว 

ตราบใดที่ ปตท.ยังมีบทบาทเป็นบริษัทน้ำมันของรัฐ และยังต้อง "ปักหลัก" ธุรกิจปั๊มน้ำมันในเมืองไทยต่อไป ทางข้างหน้าของ ปตท.จึงไม่มีทางที่จะถอย แต่ต้องหาทาง "ผ่าทางตัน" ลูกเดียว เพื่อพลิกธุรกิจให้กลับมาทำกำไร 

ดังนั้น แน่นอนว่า หลังจากปิดดีลเทคโอเวอร์ปั๊มเจ็ทไปเรียบร้อยแล้ว ความเคลื่อนไหวในธุรกิจนอน-ออยล์ ของ ปตท.และสมรภูมิการฟาดฟันกันในธุรกิจนี้ระหว่างปั๊มน้ำมันค่ายใหญ่ คงจะทวีสีสันเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย ด้วยกลยุทธ์และลูกเล่นที่ต้องจับตากันอย่างไม่กะพริบ

เรื่อง : กรุงเทพธุรกิจ Bizweek

ภาพ : อุทร ศรีพันธ์





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
sertamt วันที่ : 16/05/2007 เวลา : 14.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sertamt


แต่ไม่รู้ว่าจะได้ผลเท่าไหร่ขอรับ.

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
sertamt วันที่ : 10/05/2007 เวลา : 15.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sertamt


Synergy.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

BizWeek

ไฮไลท์ ประจำสัปดาห์ มาแล้ววว !!

View All
<< เมษายน 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]