• BizBlog
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : bizweek@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-17
  • จำนวนเรื่อง : 50
  • จำนวนผู้ชม : 104834
  • ส่ง msg :
  • โหวต 55 คน
Bizweek คู่คิด...คนคิดรวย
กรุงเทพธุรกิจ Bizweek คือหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายสัปดาห์ ในเครือของเนชั่น มัลดิมีเดีย กรุ๊ป มุ่งเน้นการนำเสนอข่าวสารเชิงธุรกิจ การลงทุน เศรษฐกิจ ไอที และการตลาด (วันนี้เรามีบลอกแล้ว...เย้!)
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bizblog
วันเสาร์ ที่ 16 มิถุนายน 2550
Posted by BizBlog , ผู้อ่าน : 2570 , 21:36:29 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เมื่องานแฟร์ เป็นหนึ่งในช่องทาง "หลัก" เจรจาธุรกิจ ไอเดียดีไซน์บูธให้ "เก๋กู๊ด" โดนใจเหล่านักธุรกิจ ขาช้อป จึงจำเป็น เพื่อ "ปิดการขาย" แบบสบายๆ ในเวลาอันแสนสั้น

ชุดเก้าอี้หินอ่อนดีไซน์อินเทรนด์ ประดับประดาด้วยของตกแต่งเข้าบรรยากาศ อย่างที่ใส่ไวน์เก๋ไก๋   ขวดเกลือ พริกไทย รูปทรงแปลกตา ใกล้ๆ กันมีขบวนเฟอร์นิเจอร์ของแต่งบ้าน อวดโฉมงานศิลปะจากหิน ทั้งโคมไฟ บ้านสุนัข ด้านบนมีโคมไฟหินห้อยระย้า เติมแต่งต้นไม้จริงสร้างบรรยากาศอีกนิด จนให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในบ้าน

 ผลงานตกแต่งบูธ "ได้ใจ" ขาช้อปที่เห็น เป็นไอเดียของ "อมร เอี่ยมสอาด" และ "คามินท์ เลิศขจรสุข" ผู้ก่อตั้งธุรกิจ และดีไซเนอร์ประจำ บริษัท ชบา อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (Chaba international) ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้านและสวนจากหินอ่อน แบรนด์ "Chaba" 

 ความไฉไลไม่เหมือนใครของบูธ "Chaba" เมื่อครั้งออกงาน BIG&BIH 2007 ดึงดูดนักธุรกิจทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้แวะเข้ามาในบูธของพวกเขาได้จำนวนมาก หลายรายที่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมาย มาช้อปเฟอร์นิเจอร์หินแต่แรก

สุดท้ายก็พ่ายความแปลกตา เดินเข้ามาชมสินค้าในบ้านและสวน "จำลอง" ใกล้ๆ เมื่อยก็นั่งพัก กวาดสายตาเห็นผลิตภัณฑ์มีการใช้งานจริง จากเก้าอี้โชว์ก็เปลี่ยนบทบาทเป็นโต๊ะเจรจา แล้ว "คนเยี่ยม" เลยเปลี่ยนสถานะเป็น "ลูกค้า" ได้ในที่สุด

 เขาบอกที่มาของไอเดียปรับหน้าร้านให้เป็นบ้านจำลองว่า มาจากการคิดวิธีที่จะนำเสนอสินค้าให้เข้าถึงลูกค้ามากที่สุด เมื่อผลิตภัณฑ์เป็นเฟอร์นิเจอร์หินและของตกแต่งสวน วิธีเดียวที่จะให้ลูกค้าจินตนาการออกว่าจะเอาของพวกนี้ไปใช้อย่างไร คือต้องจำลองสถานที่จริงขึ้นมา ซึ่งจะดีกว่าการวางโชว์ในเชลฟ์เท่านั้น

  "การคิดคอนเซปต์ก็มาตีโจทย์จากสินค้า ที่เป็นเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งจากหิน ทำให้เราคิดว่าบรรยากาศมันต้องมืดๆ จึงจะโชว์ผลงานออกมาได้อย่างกลมกลืนกับชีวิตประจำวันที่สุด และจะทำให้ชิ้นงานโดดเด่นขึ้นมาด้วย จึงคิดออกมาเป็นห้อง แล้วมาวางตำแหน่งว่าจะโชว์สินค้าอย่างไรให้เด่น  และลูกค้าจะรู้ทันทีว่าจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง โดยมีส่วนที่เป็นพื้นที่รับแขก เพื่อให้ลูกค้าที่มาติดต่อ ได้เจรจาธุรกิจอย่างสะดวก เหมือนนั่งอยู่ในบ้าน ขณะที่มีสินค้าของเราประดับอยู่รอบๆ ตัว" 

 กุศโลบายของการเปิดโต๊ะเจรจาในบูธ ดึงลูกค้าตัวจริงกระเป๋าหนัก จำพวก สปา โรงแรม และเอ็นยูสเซอร์ ทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศ ให้คุยธุรกิจได้คล่องคอขึ้น จากราคาสินค้าหลักร้อยไล่ไปจนหลักแสนบาท ถูกตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น และให้ไอเดียลูกค้าจากการมองเห็นการใช้งานจริง ได้สั่งสินค้าต่อยอดมากขึ้นด้วย เช่นของใช้บนโต๊ะอาหาร สินค้ากลุ่มใหม่ที่พวกเขากำลังพัฒนาออกมาในเวลานี้

 นอกจากไอเดียของการแต่งบูธให้เห็นการใช้งานจริงแล้ว การสร้างความแปลก สะดุดตา ยังเป็นตัวดึงความสนใจได้ดียิ่ง สิ่งที่บูธ "Chaba" ทำ คือการดึงเอาความเป็นธรรมชาติจากต้นไม้จริงมาประดับประดา โดยมีแนวคิดง่ายๆ แค่ให้มัน "ง่าย" ในการดูแลรักษาเข้าว่า และสามารถนำบางส่วนไปใช้ในครั้งต่อไปได้ด้วย

 "ยอมรับว่าถ้าบูธเราเรียบเกินไป ก็คงไม่มีใครรู้ว่าเราคือใคร เราจึงต้องสร้างความแปลกใหม่ โดยเราจะไม่เปิดบูธทั้งหมด แต่ใช้การตัดเป็นช่องหน้าต่าง เพื่อให้คนสนใจที่จะมองเข้ามาว่ามันเป็นอะไร และแต่ละมุมเราทำให้ต่างกันไป มองมาจากทางไหนก็เห็นความต่าง 

รวมถึงการใช้ต้นไม้จริงมาประดับตกแต่ง ที่จะไม่ทำให้มีขยะเหลือทิ้ง เพราะสามารถนำไปเลี้ยงต่อได้ และการเก็บรักษาก็ไม่ยากด้วย ในขณะที่ความสดของมันดึงความสนใจจากคนได้เช่นกัน"

สำหรับความสวยงามที่เห็น ใช้เงินค่าตกแต่งไปประมาณ 50,000 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับผลตอบรับที่ได้ พวกเขาบอกเพียงคำเดียวว่า "คุ้มค่า"

กลวิธีจัดเฟอร์นิเจอร์ให้เป็นโต๊ะเจรจาธุรกิจ ไม่เพียงแบรนด์ "Chaba" เท่านั้นที่เห็นโอกาส สำหรับ เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านจากกะลามะพร้าวและไม้ตาล ของ "บ้านกะลา" (Bann Kala) ก็มีไอเดียดีๆ ไม่ต่างกัน

 "พิมพ์พิชญา ศิลป์ประเสริฐชัย" บอกเราว่า หลังจากทำธุรกิจมาได้ระยะหนึ่ง พวกเธอตัดสินสร้างแบรนด์ให้กับสินค้า ซึ่งเป็นของตกแต่งบ้านที่ทำจากกะลามะพร้าวและไม้ตาล โดยใช้ชื่อแบรนด์ "Bann Kala" และอาศัยการออกงานแสดงสินค้า เพื่อเปิดตัวแบรนด์ครั้งแรกด้วย ดังนั้นการตกแต่งหน้าร้านจึงต้องให้โดดเด่น  โดยใช้คอนเซปต์เย็นใจอย่าง "อบอุ่น"

 ขบวนของตกแต่งอย่างโคมไฟกะลา ในรูปต้นมะพร้าวยักษ์ โคมไฟตกแต่งหลากสไตล์ ตู้ปลา และของประดับงดงาม ถูกจัดวางไว้อย่างลงตัว ในบูธที่เนรมิตออกมาให้เป็นบ้านมีสไตล์ โชว์ภาพสินค้า OTOP ให้กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์หรู หลากดีไซน์

 สิ่งที่แทรกซึมเข้ามาคือ "โต๊ะไม้" ที่เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น แน่นอนว่าพวกเธอไม่ได้ขายชุดรับแขกไม้ แต่การเอามันมาวางในบูธ ไม่เพียงทำให้บ้านหลังนี้ดูสมจริง หรือกลมกลืนไปกับเฟอร์นิเจอร์กะลาเท่านั้น แต่นี่คือโต๊ะเจรจาธุรกิจที่น่าสนใจยิ่ง

 "เราให้ทีมดีไซน์มานั่งออกแบบ โดยใช้คอนเซปต์นั่งคุยกันสบายๆ ตอนแรกคิดว่าน่าจะมีน้ำพุด้วย  แต่พื้นที่ไม่พอ เลยเอาเป็นอ่างปลาขนาดเล็ก มาวางแทน ส่วนด้านหน้าก็โชว์สินค้าใหม่ คือโคมไฟต้นมะพร้าวขนาดใหญ่ ซึ่งบรรยากาศที่จัดขึ้นนอกจากจะให้ลูกค้ามองเห็นว่าสินค้าของเราเอาไปทำอะไรในบ้านในสวนของเขาได้แล้ว การมีโต๊ะเก้าอี้ ก็ให้ลูกค้าที่จะคุยธุรกิจเข้ามานั่งพูดคุยกับเราได้ ในแบบเป็นกันเองอีกด้วย"

 "บ้านกะลา" ใช้เวลา 2 วัน ในการตกแต่งบูธให้สวยเช้ง รวมค่าออกแบบและตกแต่งใช้เงินไป ประมาณ  6-7 หมื่นบาท แม้กระแสตอบรับจะไม่หวือหวาเท่าที่ควรจากสภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้ยอดขาช้อปซบลง แต่กับการสร้างแบรนด์ให้คนรู้จัก ก็ถือว่าสร้างชื่อได้ตั้งแต่แรกเห็น

 นอกจากเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน ผลิตภัณฑ์ตกแต่งสวนสวยๆ อย่างม่านน้ำฝนเลียนแบบหินและไม้ ของบริษัท FS PROJECT จำกัด ก็ใช้ไอเดียเดียวกันได้ เพียงเปลี่ยนเวทีเจรจาให้ไปหลบอยู่ในสวนสวยๆ ก็เข้าคอนเซปต์ที่ต้องการแล้ว

 "วสันต์ สุพงศ์พิภัทร"  ผู้ออกแบบบูธม่านน้ำฝน บอกเราว่า การตกแต่งบูธที่สำคัญที่สุด คือสามารถนำเสนอสินค้าให้โดดเด่น และเห็นการนำไปใช้จริงได้ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เน้นสีธรรมชาติเป็นหลัก เขาจึงสร้างความลงตัว ด้วยการเพิ่มสีสันให้มันฉูดฉาดขึ้นโดยของตกแต่งสวนที่สดใส ใช้สีที่แรง เพื่อขับชิ้นงานให้สะดุดสายตา โดยเรียงชิ้นงานที่ใหญ่เอาไว้ด้านหลัง และชิ้นเล็กวางไว้ด้านหน้า ขณะที่ชิ้นงานโปร่งๆ ก็ให้หันหลังชนกัน เพื่อปิดบังส่วนที่ไม่ต้องการให้เห็น

 "การออกแบบบูธที่ดี มันจะทำให้คนสนใจเรามากขึ้น ความโดดเด่นของบูธนี้อยู่ที่สินค้าอย่างม่านน้ำฝนซึ่งมีความเคลื่อนไหว และมีเสียงน้ำอยู่ตลอดเวลา เรียกความสนใจคนได้ ตัวม่านน้ำเองมีแสงที่เด่น สวยงามในตัวเองอยู่แล้ว เราเพียงจัดออกมาเหมือนการจัดสวนทั่วไป โดยปล่อยทางเข้า 2 ทาง ตามทางเดินก็มีหินเรียงราย มีต้นไม้เล็กๆ แล้วให้ตัวสินค้าจะเรียกลูกค้าให้เราเอง"  สำหรับโต๊ะเจรจาในสวนสวย เป็นเพียงชุดโต๊ะเก้าอี้แสนธรรมดา เพราะความน่าสนใจถูกบรรยากาศเย็นสบายท่ามกลางสวนดึงดูดไว้ได้หมดแล้ว เหลือเพียงการพูดคุยในบรรยากาศสบายๆ เพื่อตกลงธุรกิจกันด้วยดีเท่านั้นเอง

 ความถี่ของการออกงานแสดงสินค้า เดือนละ 1 ครั้ง ทำให้การออกแบบทำได้รวดเร็ว และสามารถเคลื่อนย้ายไปใช้ในงานต่อๆ ไปได้ง่าย รวมถึงประหยัดงบประมาณในการตกแต่ง ที่ใช้ต่อครั้งเพียง 10,000 บาทเท่านั้น

 นอกจากนั้น "สีสัน" ฉูดฉาด สะดุดตา เป็นอีกไอเดีย "เรียกแขก" ได้ดี ซึ่ง “At Club Design” ไลเซนซ์ คาแรคเตอร์ตัวการ์ตูน และสติกเกอร์ติดเสื้อผ้าสำเร็จรูป แบรนด์ "ครอปมาร์ค" (Crop Mark) โดย "ศริญญา โรจนภิญโญสถิต"  Production Manager บริษัท โพลีเพรส จำกัด ใช้คอนเซปต์นี้

 เธอบอกว่า แนวคิดการออกแบบบูธ คือใช้ความใหญ่ดึงดูดสายตาให้มากที่สุด อย่างหากเจ้าของงาน กำหนดให้ความสูงของบูธไม่เกิน 5 เมตร พวกเธอก็จะทำที่สูงสุดคือ 5 เมตร แล้วพริ้นต์รูปคาแรคเตอร์ที่จะนำเสนอในช่วงเวลานั้นๆ มากระชากสายตาลูกค้า

ความใหญ่ยักษ์ ดึงคนเข้ามาในครั้งแรก กับดักต่อมาก็บรรดาผลิตภัณฑ์สุดฮิพของพวกเขาที่รายเรียงอยู่บนเชลฟ์เก๋ๆ ด้านข้างก็ตั้งโต๊ะเก้าอี้สำหรับเอาไว้พูดคุย ในบรรยากาศเหมือนอยู่ในโชว์รูมจริงๆ

"การตกแต่งเราใช้เวลาไม่นาน เพียงคืนเดียวก็ได้แล้ว เพราะพวกโครงสร้างต่างๆ อย่างฉากหลังเรามีโครงไว้แล้ว และใช้ในหลายๆ งาน ส่วนพวกโต๊ะ ชั้นวาง บางส่วนมีของเก่า บางส่วนก็ซื้อใหม่ ทุกครั้งที่ออกงานก็มีที่ถอดชิ้นเก่าหลังจบงานแรก แล้วประกอบใหม่สำหรับใช้ในงานต่อไป โดยค่าตกแต่งประมาณ 1 แสนบาท เพราะรูปค่อนข้างใหญ่ แต่ถือว่าได้รับผลตอบรับที่ดีพอสมควร เพราะคนให้ความสนใจเข้ามาชมบูธ และสนใจเรื่องของไลเซ่นเยอะขึ้น  เรียกว่าแม้คนที่ไม่รู้จักเรามาก่อนก็ต้องแวะมาบูธนี้แน่ๆ"

นี่คือไอเดียของเหล่าเอสเอ็มอีที่ยึดงานแฟร์เป็นเวทีติดต่อธุรกิจ บางทีการลงทุนเพิ่มอีกนิด เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศชั้นโชว์สินค้าแข็งทื่อ ให้เป็นมุมเจรจาที่แสนจะอบอุ่น กลยุทธ์ "เรียกแขก" และ "ปิดการขาย" พร้อมๆ กัน

จีราวัฒน์ คงแก้ว





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

BizWeek

ไฮไลท์ ประจำสัปดาห์ มาแล้ววว !!

View All
<< มิถุนายน 2007 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]