• BizBlog
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : bizweek@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-17
  • จำนวนเรื่อง : 50
  • จำนวนผู้ชม : 104841
  • ส่ง msg :
  • โหวต 55 คน
Bizweek คู่คิด...คนคิดรวย
กรุงเทพธุรกิจ Bizweek คือหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายสัปดาห์ ในเครือของเนชั่น มัลดิมีเดีย กรุ๊ป มุ่งเน้นการนำเสนอข่าวสารเชิงธุรกิจ การลงทุน เศรษฐกิจ ไอที และการตลาด (วันนี้เรามีบลอกแล้ว...เย้!)
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bizblog
วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน 2550
Posted by BizBlog , ผู้อ่าน : 1012 , 22:06:17 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ธุรกิจจากกงานอดิเรกมีจุดดีที่ เจ้าของธุรกิจจะมีความอดทนสูงกว่า ทำให้มีโอกาสรอดสูงกว่า ในขณะที่เจ้าของธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ได้เริ่มต้นมาจากใจรัก พอเจอปัญหาก็อาจท้อและเลิกล้มความตั้งใจได้ง่ายๆ

จะดีสักเพียงใดหากวันหนึ่งงานอดิเรกอันเป็นที่รักสามารถ "ทำเงิน" ให้ได้อย่างล้นหลาม?

แต่หนทางและความฝันอาจไม่สวยหรูเหมือนที่คิด..

เพราะนอกจากผู้ประกอบการจะมี "หลุมพราง" จากการเอาอารมณ์หรือความชอบมาอยู่เหนือเหตุผล และระบบทางธุรกิจแล้ว การหยิบเอางานอดิเรกมาทำเป็นธุรกิจยังมีความเสี่ยงที่ไม่ต่างอะไรจากการทำธุรกิจทั่วไปอีกด้วย

ในเรื่องนี้ "ดร.กฤติณี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์" อาจารย์จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แนะนำถึงการทำธุรกิจที่เริ่มต้นมาจากงานอดิเรกหรือความชอบส่วนตัวว่า ก่อนอื่นควรวิเคราะห์สถานการณ์อย่างถี่ถ้วน เนื่องจากผู้ที่ทำธุรกิจจากงานอดิเรกส่วนใหญ่มักละเลยประเด็นสำคัญในการทำธุรกิจไปหลายอย่าง

"มีการศึกษามาแล้วว่า ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มักมีงานประจำ และหันมาทำธุรกิจที่ตัวเองชอบ จึงมีโอกาสมองพลาดไปหลายจุด อย่างแรกมักละเลยเรื่องการศึกษาตลาด อาศัยว่าใจรัก แต่ไม่ได้ดูตลาดว่าจะมีการตอบรับหรือไม่ ของที่เราชอบ คนอื่นอาจไม่ได้ชอบด้วยก็ได้" เธอกล่าว

และแนะนำต่อว่า ผู้ประกอบการมือสมัครเล่นควร "ศึกษาตลาด" เสียก่อนเริ่มธุรกิจ โดยศึกษาจากบุคคลอื่น เพื่อดูว่ามี "ดีมานด์" หรือความต้องการรออยู่หรือไม่

"เช่น หากเราชอบจัดดอกไม้ ก็ต้องเริ่มสำรวจตลาดด้วยการไปคุยกับลูกค้าร้านดอกไม้ที่เข้ามาสั่งซื้อว่า เขาสั่งซื้อเนื่องในโอกาสอะไร ชอบลักษณะการจัดดอกไม้แบบไหน กระเช้าหรือช่อ รูปทรงอย่างไร ไม่ใช่ว่าจะทำเฉพาะแบบที่เราชอบหรือถนัด"

อย่างไรก็ตาม ดร.กฤติณี กล่าวว่ามีหลายครั้งที่การเริ่มต้นธุรกิจจากความชอบ อาจไม่จำเป็นต้องมีดีมานด์รออยู่ก่อนแล้วก็ได้ เพราะไม่อย่างนั้นโลกเราคงไม่มีธุรกิจใหม่ๆ อย่าง กูเกิล หรือแม้แต่ยักษ์ใหญ่ไมโครซอฟท์ ซึ่งล้วนเกิดเพราะเจ้าของบริษัทอย่าง "แลร์รี่ เพจ" หรือ "บิล เกตส์" ที่เป็นอัจฉริยะคลั่งไคล้การเขียนโปรแกรม โดยเป็นโปรแกรมที่ยังไม่เคยมีมาก่อน

"แต่นอกเหนือจากความชอบ พวกเขาก็สังเกตด้วยว่าทุกวันนี้ผู้คนยังขาด "เครื่องมือ" หรือ Tools ในการอำนวยความสะดวกหรือใช้ในเชิงธุรกิจบ้าง ผลงานของเขาจึงกลายเป็นนวัตกรรมระดับโลกในที่สุด"

นอกจากการศึกษาความต้องการของลูกค้าแล้ว ดร.กฤติณี กล่าวว่า ผู้ประกอบการควร "ศึกษาคู่แข่ง" ด้วย

แม้ว่าการทำงานอดิเรกจะทำจากใจรักล้วนๆ แบบที่ไม่ต้องหันไปดูผู้คนรอบข้าง แต่การทำธุรกิจต่างออกไป เพราะผู้ประกอบการต้องหันมองคู่แข่งทั้งทางตรงและทางอ้อม

"คู่แข่งทางตรงคือคนที่ทำสินค้าเหมือนเรา ซึ่งเขาจะได้เปรียบกว่าเพราะทำเป็นสเกลของธุรกิจ ต้นทุนจะถูกกว่าที่เราทำ ส่วนทางอ้อมก็คือผู้ที่ผลิตสินค้าทดแทน เช่น เราทำงานฝีมือหรือจิวเวลรี่ คู่แข่งทางอ้อมอาจจะเป็นสินค้าไฮเทคที่จะดึงเงินในกระเป๋าลูกค้าไปก็ได้ เราก็ต้องดูด้วย" เธอกล่าว

หนทางที่จะรับมือกับคู่แข่งได้ก็คือ ลองหาทางร่วมมือกับคู่แข่งว่าจะร่วมมือเป็นพันธมิตรกันได้อย่างไร เราจะไปเป็นตัวเลือกหนึ่งของเขาได้หรือไม่ เช่น หากชอบประดิษฐ์แผ่น Glitter หรือเพชรเล็กๆ เพื่อติดโทรศัพท์มือถือ ก็อาจจะลองไปคุยกับร้านขายโทรศัพท์มือถือว่าจะมีแพ็คเกจร่วมกันได้หรือไม่ เป็นคำแนะนำจากนักวิชาการรั้วศศินทร์

แต่สิ่งที่สำคัญนอกเหนือไปจากการศึกษาตลาด และวิเคราะห์คู่แข่งแล้ว ผู้ที่เริ่มต้นธุรกิจจากงานอดิเรกควร "ศึกษาตัวเอง" ด้วยการสำรวจอย่างถี่ถ้วนว่า มี Passion หรือมี "ใจรัก" ในสิ่งที่ทำอยู่จริงหรือไม่

ทั้งนี้เพราะบทบาทของ "ผู้ใช้" กับ "ผู้ผลิต" นั้นไม่เหมือนกัน

"บางทีสิ่งที่เราคิดว่าเรารักมันมากๆ คิดว่าเป็นงานอดิเรกที่ทำแล้วมีความสุข แต่เราเป็นแค่ผู้ใช้เท่านั้น พอเอามาทำเป็นธุรกิจจริงๆ เราต้องเป็นผู้ผลิต มันไม่ใช่แค่ความชอบอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องใส่ความรับผิดชอบลงไปด้วย หลายคนก็จะเริ่มรู้สึกว่ามันไม่สนุกเหมือนเดิมแล้ว มันเริ่มเครียด และต้องรับผิดชอบมากขึ้น

เช่น คนที่ชอบกินกาแฟ ว่างๆ ก็ไปสรรหาร้านกาแฟดีๆ อร่อยๆ ไปหมด รอบรู้เรื่องกาแฟมาก แต่พอมาเปิดร้านกาแฟจริงๆ ก็ไปไม่รอด ดังนั้นต้องวิเคราะห์ความชอบของตัวเองให้ดีๆ หากไม่มี passion จริงๆ แนะนำว่าให้กลับไปทำเป็นงานอดิเรกเหมือนเดิมดีกว่า" เธอแนะนำ

การที่จะรู้ได้ว่า งานอดิเรกที่เราชอบควรจะทำเป็นธุรกิจหรือไม่นั้น ดร. กฤติณี แนะนำให้ลองเริ่มทำเป็นธุรกิจจากขนาดเล็กๆ ก่อน และยังไม่ควรลาออกจากงานประจำ อาจจะใช้เวลาทำในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แล้วค่อยๆ เพิ่มขนาดขึ้นทีละน้อย จนเมื่อถึงเวลาที่ธุรกิจมีขนาดใหญ่พอจึงออกมาทำเต็มตัว

ที่สำคัญ การทำธุรกิจจากงานอดิเรก ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าของย่อมมีใจรัก และสามารถทำได้ดีกว่าคนอื่น ดังนั้น ผลงานหรือสินค้าที่ออกมาต้องออกมาไม่ใช่แค่ "ดี" แต่ต้อง "ดีกว่า" และควรมีราคาที่ถูกกว่าด้วย ซึ่งตรงนี้ ดร.กฤติณี มองว่ายังเป็นจุดอ่อนของธุรกิจจากงานอดิเรก เนื่องจากต้นทุนจะสูงกว่าธุรกิจที่เขาทำมาก่อนแล้ว

"เราสู้เรื่องต้นทุนกับรายใหญ่ไม่ได้ เราก็ต้องหันมาสู้ด้วยการสร้างความแตกต่าง สร้างความหลากหลายให้สินค้าของเรา ทำในแบบที่คนอื่นทำไม่ได้ หรือที่เรียกว่าเป็น Unique หรือมีความเป็นนิช ซึ่งจะทำให้ได้เปรียบคู่แข่ง"

เธอยกตัวอย่างให้ฟังว่า มีกลุ่มวัยรุ่นคิดทำตุ๊กตาหน้าตาประหลาด ที่ผันมาจากงานอดิเรกที่ชอบอยู่ก่อนแล้ว และทำแบบมีตัวเดียวในโลก ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีมาก หรืออย่างร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก เจ้าของมีภรรยาเป็นคนไทยที่เริ่มต้นจากการทำกับข้าวให้สามีทาน แล้วเริ่มเปิดร้านเล็กๆ และส่งอาหารตามบ้านเรือน เมื่อนักข่าวจากนิวยอร์ก ไทมส์ ไปเห็นเข้าและเห็นความแตกต่างจากที่อื่น จึงเขียนนำเสนออกมาในเชิง Authentic Thai food หรืออาหารไทยแท้ๆ วันต่อมาปรากฏว่ามีคนไปยืนต่อคิวจนออกมานอกร้าน เพราะเขามีจุดขายที่แตกต่าง

ในเรื่องของ "ความเสี่ยง" ในการทำธุรกิจจากความชอบส่วนตัวนั้น แน่นอนว่าการทำธุรกิจใดๆ ไม่ว่าธุรกิจนั้นจะมาจากความชอบส่วนตัวหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญเหมือนกันก็คือ "ความเสี่ยง" ในการทำธุรกิจ

ทั้งนี้ ดร.กฤติณี กล่าวว่า ทุกธุรกิจต้องมีความเสี่ยงเหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตลาด การบริหารจัดการ การเงิน และอื่นๆ แต่สิ่งที่ผู้ที่ทำธุรกิจจากงานอดิเรกควรระวังให้มากกว่าธุรกิจอื่นก็คือ อย่าเอาอารมณ์ส่วนตัวมาบดบังเหตุและผลทางธุรกิจจนหมด การทำธุรกิจต้องทำด้วยเหตุผล ด้วยระบบ ไม่ใช่เอาอารมณ์เป็นใหญ่

"อย่างเช่นถ้าทำงานอดิเรกเป็นธุรกิจจริงๆ คุณต้องไปสั่งซื้อวัตถุดิบทุกวันจันทร์ ก็ต้องทำตามนั้นให้ได้ มีแผนชัดเจน ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปก็ไม่ไป หรือนักดนตรีมาเปิดมิวสิคสตูดิโอก็ต้องทำให้เป็นระบบ ถ้าใส่อารมณ์ศิลปินสูงเกินไปก็เจ๊ง ต้องบังคับให้ทำตามระบบให้ได้"

นอกจากนี้ หากเริ่มต้นได้แล้วก็ควรทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง ธุรกิจที่เริ่มจากงานอดิเรกนั้นไม่ควรเน้นตลาดแมส แต่ควรเน้นที่นิชมาร์เก็ต เน้นความเป็น Unigue ควรเริ่มจากเล็กๆ แล้วใช้เวลาศึกษาตลาดไปเรื่อยๆ

ทั้งนี้ ดร.กฤติณี แนะนำอีกว่า ผู้ประกอบการสามารถใช้ "กลยุทธ์ 4Ps" ที่เป็นหัวใจของการทำตลาด ได้แก่ Product, Price, Place, Promotion มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจจากงานอดิเรกได้เช่นกัน

"ในเรื่องของ Product หรือตัวสินค้า ก็แน่นอนว่าต้องเน้นสินค้าที่ Unigue หรือ Authentic มีความเป็นเอกลักษณ์แบบที่หาที่อื่นไม่ได้อีก, Pricing ถ้าสินค้าไม่เหมือนใคร ก็ตั้งราคาแบบพรีเมียมได้

ส่วนในเรื่องช่องทางการจำหน่าย ธุรกิจประเภทนี้มักไม่ได้เน้นที่จำนวนวอลุ่มขายมากๆ แต่ขายน้อย และสินค้าก็อาจไม่ได้ปล่อยง่ายๆ เหมือน consumer product ทั่วไป ดังนั้นจึงควรหาช่องทางจำหน่ายที่เหมาะสม หรือเป็นแหล่งที่รวบรวมสินค้าประเภทนี้ไว้โดยเฉพาะ เช่นตลาดนัดจตุจักร สวนลุมไนท์บาซาร์ ซึ่งมีร้านสำหรับขายของทำเองเยอะ บางคนก็ทำเป็นงานพาร์ทไทม์ เป็นแหล่งที่รวมงานฝีมือ งานศิลปะ หรืองานที่มีความ Unigue มากๆ

สำหรับการทำโปรโมชั่น แนะนำว่ายังไม่ควรทุ่มงบโฆษณาตามสื่อ แต่ควรอาศัยวิธีการบอกกันปากต่อปากจะดีกว่า" เธอแนะนำ

ท้ายสุด ดร.กฤติณีกล่าวว่า โอกาสล้มเหลวของธุรกิจประเภทนี้มีค่อนข้างสูง เมื่อระบบต่างๆ ยังไม่เข้าที่เหมือนธุรกิจทั่วไป แต่ธุรกิจประเภทนี้ก็มีจุดดีที่เจ้าของธุรกิจจะมีความอดทนสูงกว่า ทำให้มีโอกาสรอดสูงกว่า ในขณะที่เจ้าของธุรกิจอื่นๆ ไม่ได้เริ่มต้นมาจากใจรัก พอเจอปัญหาก็อาจท้อและเลิกล้มความตั้งใจได้ง่ายๆ

"ประการสุดท้ายที่อยากแนะนำคือ อย่าไปทำจนเราเสียความรักในงานนั้นไป การทำธุรกิจที่เรารักเป็นเรื่องดี อาจเป็นที่อิจฉาของหลายคนด้วยซ้ำ มันมีความได้เปรียบอยู่ตรงเรื่องของความมุ่งมั่นทุ่มเทและ Passion มากกว่าธุรกิจอื่น แต่ต้องทำอย่างมีสติ อย่าใช้แต่อารมณ์"





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

BizWeek

ไฮไลท์ ประจำสัปดาห์ มาแล้ววว !!

View All
<< มิถุนายน 2007 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]