• สุทธิชัย หยุ่น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : yoon@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2006-12-22
  • จำนวนเรื่อง : 2789
  • จำนวนผู้ชม : 7992770
  • ส่ง msg :
  • โหวต 8866 คน
สุทธิชัย หยุ่น
เวทีแลกเปลี่ยนความเห็นว่าด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองของเราอย่างเปิดกว้างและรอบด้าน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/black
วันจันทร์ ที่ 5 พฤศจิกายน 2550
Posted by สุทธิชัย หยุ่น , ผู้อ่าน : 5503 , 10:48:33 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

คลิกไปที่ www.suthichaiyoon.com เพื่อชมตัวอย่างบางตอนของ รายการ "ชีพจรโลกกับสุทธิชัย หยุ่น" ที่จะพาท่านย้อนรอยประวัติศาสตร์ " เส้นทางสายแพรไหม" ของจีน  อย่าลืมติดตามฉบับเต็มคืนนี้ 4 ทุ่มทางช่อง 9 อสมท.




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
shukur วันที่ : 01/01/2009 เวลา : 22.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shukur

http://www.thaingo.org/writer/16_index.php

ปัญหา ปาเลสไตน์-อิสราเอล ครั้งใหม่จุดประทุการก่อการร้ายปี 2552
โดย : อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์ เมื่อ : 29/12/2008 11:45 AM
ทันทีที่ข่าวฝูงบินรบของอิสราเอลกระหน่ำโจมตีดินแดน ฉนวน กาซา ของปาเลสไตน์ (อาหรับจะอ่านว่า "ฟิลิสตีน) ในปลายปี 2551 (ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 300 คน) ถือว่าเป็นวันนองเลือดครั้งใหญ่ที่สุดของวิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลาง ที่ยืดเยื้อยาวนานกว่าหลายทศวรรษ และจะส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งและสันติภาพของโลกตลอดปีใหม่ 2552 อย่างแน่นอน (ท่านคงจะเห็นภาพความสูญเสีย ความโกรธแค้น การประท้วงและปฏิกิริรยามากมายผ่านจอโทรทัศน์และโลกไซเบอร์)



ลำดับปัญหาความขัดแย้งปาเลสไตน์-อิสราเอลโดยสังเขป

แผ่นดินปาเลสไตน์-อิสราเอล มีหลายชนชาติเข้ามาจับจองพื้นที่สร้างบ้านเมืองของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น ชาวกันอาน (หรือ คันนาอัน) เป็นชนชาติอาหรับ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวปาเลสไตน์ (ในไบเบิลเรียกพื้นที่อาศัยของชาวกันอานว่า แผ่นดินกันอานหรือคันนาอัน) ชาวกิบบิโอน ชาวฟิลิสติน (ต่อมาชื่อฟิลิสตินนี้ได้แผลงมาเป็นชื่อ ปาเลสไตน์)

ต่อมาเมื่อชนชาติยิว ซึ่งอพยพมาจากอียิปต์ เข้ามาดินแดนแถบนี้และเริ่มรบพุ่งแย่งชิงดินแดนจากชนพื้นเมืองที่อยู่มาแต่เดิมจนสร้างอาณาจักรอิสราเอลขึ้น แต่ต่อมาก็ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วน ตอนเหนือเรียกว่าอาณาจักรอิสราเอล ส่วนตอนใต้เรียกว่าอาณาจักรยูดาย

ถัดจากนั้นดินแดนแถบนี้ก็ถูกปกครองโดยกลุ่มชนหลายเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นบาบิโลน อัสสิเรียน เปอร์เซีย กรีก โรมัน ในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน ชาวยิวกลุ่มหนึ่งได้ลุกขึ้นแข็งข้อต่ออำนาจของจักรพรรดิติตัส ของโรมัน จักรพรรดิติตัสจึงสั่งทำลายกรุงเยรูซาเล็มซึ่งอยู่ทางตอนเหนือเสียจนราบคาบ จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 4 ปาเลสไตน์ก็ตกเป็นของชาวคริสต์ จักรพรรดิคอนสแตนติน ซึ่งเข้ารีตคริสต์ได้สร้างวิหารศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม กลายเป็นสถานที่ดึงดูดให้คริสต์ศาสนิกชนเข้ามาจาริกแสวงบุญกันมากขึ้น จนกลายเป็นศูนย์กลางระบบสงฆ์และนักบวชในศาสนาคริสต์ จนเกิดการสร้างโบสถ์และวิหารต่างๆ ตามมาอีกมากมาย

จนกระทั่งกลุ่มชาติอาหรับได้เข้ามาในดินแดนแถบนี้ในปี ค.ศ. 637 ประชากรที่เคยนับถือคริสต์ก็เริ่มแปรเปลี่ยนมานับถืออิสลามมากขึ้น จนประชากรส่วนใหญ่ก็ลายเป็นชาวมุสลิมไปจนเกือบทั้งหมด

ดินแดนนี้ได้ถูกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันครอบครองจากสองชนชาติคือ อาหรับมุสลิมและอาหรับคริสต์ มานานกว่า 800 ปี ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่อาณาจักรออตโตมานได้ครอบครองนานถึง 400 ปี แต่ประชาชนในดินแดนแถบนี้มิได้ถูกปรับเปลี่ยนไปแต่อย่างใด แม้แต่เชื้อชาติพลเมืองก็ยังคงเป็นชาวอาหรับเสียส่วนใหญ่ เหมือนก่อนหน้าที่พวกออตโตมานบริหาร รวมถึงภาษา ประเพณี วัฒนธรรม ก็ยังคงเดิม

ราวปี ค.ศ. 1897 ได้มีการก่อตั้งกลุ่มลัทธิไซออนนิสม์ (Zionist) โดยกลุ่มชาวยิวปัญญาชนและพ่อค้ายิวที่ทำมาหากินจนร่ำรวยจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะบนแผ่นดินอเมริกาและยุโรป มีจุดประสงค์เพื่อนำชาวยิวกลับมาตั้งถิ่นฐาน สร้างชาติยิวขึ้นมาใหม่บนแผ่นดินปาเลสไตน์ ซึ่งกลุ่มไซออนนิสต์ยึดมั่นในพระคัมภีร์ที่ว่า "พระเจ้าได้ประทานดินแดนแห่งนี้ให้กับชาวยิว" แต่ในขณะนั้นปาเลสไตน์ตกอยู่ใต้อาณัติของอังกฤษ กลุ่มไซออนนิสต์ใช้เวลานับสิบปีลงทุนกว้านซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดินชาวอาหรับอย่างถูกกฎหมาย และจัดการพัฒนาพื้นที่ที่เคยแห้งแล้งให้สามารถเพาะปลูกได้ ท่ามกลางความไม่พอใจของบรรดาชาวอาหรับเจ้าของที่ดินเดิม แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้เพราะได้ทำการซื้อขายกันไปแล้วตามกฎหมายทุกประการ

ความขัดแย้งในการครอบครองดินแดนยังคงคุกรุ่นอยู่เรื่อยมา โดยมีกลุ่มไซออนนิสต์ดำเนินการอยู่ทั้งโดยเบื้องหน้าและเบื้องหลัง จนกระทั่งภาคพื้นยุโรปเกิดสงครามโลกขึ้นและได้ลุกลามขยายวงกว้างมายังดินแดนปาเลสไตน์

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ดร.คาอิม ไวช์มันน์ นักเคมีชาวยิวสมาชิกกลุ่มไซออนนิสต์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด และได้เปลี่ยนสัญชาติจากลัตเวียมาเป็นอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1910 ได้ทำการคิดค้นดินระเบิดประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถผลิตเองได้โดยใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่าย เนื่องจากก่อนหน้านั้นกองทัพอังกฤษใช้ดินระเบิดคอร์ไดท์ ซึ่งอังกฤษผลิตเองได้แต่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบสำคัญคือ อาซีโทน (Acetone) โดยอาซีโทนนี้จำเป็นต้องสั่งเข้าจากเยอรมันซึ่งเป็นคู่สงคราม เมื่อไม่มีวัตถุดิบ อังกฤษจึงประสบปัญหาใหญ่ในการทำสงคราม จนกระทั่งได้ ดร.คาอิม มาช่วย อังกฤษจึงยังคงสามารถเข้าร่วมรบในสงครามโลกต่อไปได้

จากการช่วยเหลือของ ดร.คาอิม (ต่อมาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ กระทรวงทหารเรือของอังกฤษ ในช่วงปี 1916-1919) ทำให้อังกฤษซึ่งมีอิทธิพลเหนือดินแดนตะวันออกกลางในช่วงนั้น ตอบแทนโดยการมอบดินแดนปาเลสไตน์ให้เป็นที่พักพิงถาวรของชาวยิว โดย ลอร์ด อาร์เธอร์ เจมส์ บาลฟอร์ (Lord. Arthur James Balfour) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอังกฤษในขณะนั้น เป็นผู้ลงนามใน "สนธิสัญญาบาลฟอร์"

ขณะเดียวกันก็เกิดสนธิสัญญาขึ้นซ้อนอีกหนึ่งฉบับที่ลงนามโดย เซอร์เฮนรี่ แม็กมาฮอน (Sir. Henry McMahon) ข้าหลวงใหญ่ของอังกฤษในอียิปต์ ซึ่งไปตกลงกับชาวอาหรับว่า หากชาวอาหรับช่วยอังกฤษทำสงครามกับเยอรมันแล้ว อังกฤษจะยกดินแดนบางส่วน รวมถึงปาเลสไตน์คืนให้แก่ชาวอาหรับ แต่เมื่อสิ้นสงคราม อังกฤษก็ยังคงยึดครองปาเลสไตน์โดยมิได้มอบให้แก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เนื่องด้วยฝ่ายยิวและอาหรับต่างก็อ้างสนธิสัญญาที่ตนเองถือเป็นข้ออ้างในการครอบครองดินแดน

ปี ค.ศ. 1923 องค์การสันนิบาตชาติ มอบหมายให้อังกฤษเป็นผู้ดำเนินการส่งมอบดินแดนปาเลสไตน์ให้แก่ชาวยิว แต่อังกฤษก็ยังคงครอบครองดินแดนไว้เพื่อใช้ต่อรองกับกลุ่มชาติอาหรับ ในการทำสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งแน่นอนว่าภายหลังสงคราม ดินแดนเจ้าปัญหานี้ก็ยังไม่ได้ถูกส่งมอบให้แก่ฝ่ายไหนอยู่ดี อีกทั้งปัญหาการอพยพเข้ามาของชาวยิวจำนวนมากก็ยังเพิ่มทวีความวุ่นวายเข้าไปทุกขณะ โดยมีกลุ่มชาติอาหรับแสดงท่าทีไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

ปี ค.ศ. 1947 สมัชชาสหประชาชาติ ลงมติแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ให้กับชาวยิว โดยแบ่งเอาดินแดนบางส่วนของซีเรียและอียิปต์ไปด้วย โดยมติดังกล่าวไม่ได้ขอความเห็นชอบจากชาวปาเลสไตน์เลยแม้แต่น้อย

การแบ่งดินแดนในครั้งนั้น ทำให้ปาเลสไตน์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นที่อาศัยของชาวยิว และอีกส่วนหนึ่งเป็นที่อาศัยของชาวอาหรับ

ปี ค.ศ. 1948 มีการจัดตั้งรัฐยิวขึ้นอย่างเป็นทางการบนแผ่นดินปาเลสไตน์ โดยมี ดาวิด เบนกูเรียน (David Bengurion) เป็นผู้นำคนแรก โดยตั้งชื่อว่า รัฐอิสราเอล ส่งผลให้ชาวยิวที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้กลายเป็นชาวอิสราเอลไปโดยปริยาย ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้ชนชาติอาหรับ จนกลุ่มชาติอาหรับจัดตั้งกองกำลังบุกเข้าอิสราเอล

สงครามที่กินเวลายานาน 8 เดือน ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ของชาติอาหรับ แต่ก็ก่อให้เกิดการรบพุ่งกันต่อเนื่องมาอีกหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะ "สงคราม 6 วัน" ในปี ค.ศ. 1967 ประธานาธิบดี นัสเซอร์ แห่งอียิปต์ ส่งกองกำลังทหารกว่า 7 แสนนาย จากความร่วมมือของ 7 ชาติอาหรับ เข้าถล่มอิสราเอลที่มีกองกำลังเพียง 2 แสนนายเท่านั้น เหตุการณ์กลับตาลปัตรกลายเป็นว่ายิวเป็นฝ่ายมีชัยในสงคราม อีกทั้งยังยึดดินแดนของฝ่ายชาติอาหรับมาเป็นของตน ไม่ว่าจะเป็นเขตกาซ่าตะวันออก แหลมซีนายของอียิปต์ ชายฝั่งตะวันตกบางส่วนของแม่น้ำจอร์แดน (เขตเวสต์แบงก์) ที่ราบสูงโกรันของซีเรีย นครเยรูซาเล็มฝั่งตะวันออก ซึ่งดินแดนที่ว่านี้ก็ยังถูกอิสราเอลครอบครองมาจนถึงปัจจุบัน นอกเหนือจากชัยชนะครั้งนี้แล้ว อิสราเอลยังฉวยโอกาสนี้ทำการขับไล่ชาวอาหรับออกจากจากดินแดนของตนเป็นจำนวนมาก

จากความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ทำให้กลุ่มชาติอาหรับลดความนับถือต่อประธานาธิบดี นัสเซอร์ เป็นอย่างมาก และยังทำให้ "องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์" (PLO : Palestine Liberation Organization) ที่เขาก่อตั้งขึ้น ต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่ มีการเลือกประธานคนใหม่ที่มาพร้อมกับนโยบายที่แข็งกร้าวขึ้น นั่นคือ นายยัสเซอร์ อาราฟัต (Yasser Arafat)

อาราฟัต เข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตั้งแต่สมัยที่ยังศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแห่งกษัตริย์ฟาฮัดที่ 1 ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ และได้เข้าร่วมเป็นทหารในกองทัพอียิปต์เมื่อครั้งสงครามคลองสุเอซ ในปี ค.ศ.1956 จากนั้นได้ไต่เต้าขึ้นมาสู่ตำแหน่งสำคัญๆ ในองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ จนกระทั่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำในที่สุด

อาราฟัต พยายามอย่างยิ่งในการแสดงให้ชาวโลกยอมรับการมีตัวตนของชาวปาเลสไตน์และพยายามแสดงให้เห็นถึงความชอบธรรม ในการกอบกู้ดินแดนของชาวปาเลสไตน์คืนจากอิสราเอล

ในปี 1972 ณ เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี โดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ขบวนการกันยาทมิฬ" (Black September) กลุ่มนักรบปาเลสไตน์บุกเข้าหอพักนักกีฬาโอลิมปิก พร้อมกับจับตัวนักกีฬาชาวอิสราเอลจำนวน 11 คนเป็นตัวประกัน โดยพวกเขาเรียกร้องให้รัฐบาลอิสราเอลปล่อยตัวนักโทษการเมืองชาวปาเลสไตน์ 234 คน และอีก 2 คนที่ถูกคุมขังอยู่ที่เยอรมัน พร้อมทั้งร้องขอเครื่องบินเพื่อเตรียมหลบหนีเข้าอียิปต์

อิสราเอล นำโดย นางโกลดา เมียร์ (Golda Mier) นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นซึ่งดำเนินนโยบายแข็งกร้าวต่อปาเลสไตน์และไม่ยินยอมเจรจากับผู้ก่อการ ปฏิเสธข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ก่อการ และยังส่งหน่วยรบพิเศษที่เชี่ยวชาญในการชิงตัวประกันเข้ามาช่วยเหลือ แต่รัฐบาลเยอรมันปฏิเสธ เนื่องจากต้องการจัดการสะสางปัญหาด้วยตนเองเพื่อรักษาหน้าของเจ้าภาพโอลิมปิก หรืออีกประเด็นหนึ่งที่เป็นนัยยะแอบแฝง นั่นคือคือรัฐบาลเยอรมันต้องการแสดงความรับผิดชอบและลบล้างความผิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวนั่นเอง

แต่ปฏิบัติการของทีมช่วยเหลือของเจ้าภาพผิดพลาด พลแม่นปืนของเยอรมันทำพลาดจนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เมื่อตัวประกันเสียชีวิตหมดทั้ง 11 คน ตำรวจเยอรมันเสียชีวิต 1 นาย ผู้ก่อการร้ายเสียชีวิต 5 ราย ถูกจับเป็น 3 ราย

โศกนาฏกรรมครั้งนี้สร้างความเคืองแค้นให้อิสราเอลอย่างมาก เพราะนอกจากตัวประกันจะเสียชีวิตหมด บรรดาชาติต่างๆ ก็ดูเหมือนจะลืมเลือนเรื่องนี้กันอย่างรวดเร็ว โดยหันสนใจการแข่งขันโอลิมปิกแทน ทั้งที่เกิดเรื่องราวอันเลวร้ายเช่นนี้แต่นานาชาติกลับยังคงดำเนินการแข่งขันต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งเดียวที่มีการแสดงออกคือการลดธงลงครึ่งเสา ยกเว้นเพียงกลุ่มประเทศอาหรับที่ยืนยันไม่ยอมลดธง ซึ่งเป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนถึงความชอบธรรมในการก่อการครั้งนี้

อิสราเอลไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาลงมือปฏิบัติการตอบโต้อย่างทันควัน นางโกลดา เมียร์ ส่งฝูงบินอิสราเอลไปถล่มฐานปฏิบัติการขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ในซีเรียและเลบานอน รวมถึงการส่งหน่วยจารชนเข้าไปจัดการกับกลุ่ม PLO ทั้งในปาเลสไตน์ กลุ่มชาติอาหรับ และหลายพื้นที่ในยุโรปอย่างลับๆ ซึ่งปฏิบัติการหลายครั้งสร้างความเสียหายขั้นรุนแรง แต่อิสราเอลก็ไม่ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบอีกทั้งปฏิเสธอย่างแข็งขันว่าพวกเขาไม่ได้อยู่เบื้องหลังการล้างแค้นดังกล่าว แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่าเหตุการณ์สะเทือนขวัญหลายครั้งเกิดขึ้นจากฝีมือของหน่วยสืบราชการลับอิสราเอล ที่เรียกตัวเองว่าพวก มอสสาด (Mossad)

หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติการด้วยความรุนแรงทั้งอย่างลับๆ และอย่างโจ่งแจ้งมาช่วงระยะหนึ่ง ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็พบว่าการใช้ความุรนแรงไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด ผู้นำของ PLO และอิสราเอล ยอมหันหน้าเข้าหากัน โดยเจรจาผ่านทางสหประชาชาติในปี 1972 การประนีประนอมครั้งนี้เป็นผล ก่อให้เกิดการลงนามใน "ข้อตกลงสันติภาพออสโล ฉบับที่ 1" ในปี 1993 เป็นการประกาศว่าโลกยอมรับให้มีดินแดนปกครองตนเองที่ชื่อปาเลสไตน์ ในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซ่า

จากข้อตกลงสันติภาพดังกล่าว ทำให้นายอาราฟัต ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในปี 1994 ร่วมกับ พลเอกยิตซัค ราบิน (Yitzhak Rabin) และนายชิมอน เปเรส (Shimon Peres) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลในสมัยนั้น

แต่แล้วความสงบสุขก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อกลุ่มชาวยิวหัวรุนแรงในอิสราเอล ไม่พอใจท่าทีที่ยอมอ่อนข้อของนายกฯ ราบิน จึงเกิดการลอบสังหารขึ้น ในปี 1995 ตามด้วยการลุกฮือของชาวปาเลสไตน์ จากนั้นสันติภาพก็ลอยห่าง ความขัดแย้งทวีเพิ่มขึ้น แม้นายอาราฟัตจะได้เป็นประธานาธิบดีปาเลสไตน์ในปีถัดมา แต่ความนิยมในตัวเขาก็ลดลงเนื่องจากผู้คนเห็นว่าเขาอ่อนข้อให้อิสราเอลจนเกินไป หนำซ้ำ นายอาเรียล ชารอน(Ariel Sharon) นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอิสราเอล ก็มีทีท่าแข็งกร้าว ไม่ยอมเจรจากับเขา เนื่องจากเห็นว่านายอาราฟัตยังแอบหนุนให้มีการใช้ความรุนแรงกับอิสราเอลอยู่

เสรีภาพที่ได้มาทำให้ชาวปาเลสไตน์ปิติยินดี ออกมาฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ มีการยิงปืนขึ้นฟ้าและลุกลามไปถึงขั้นจุดไฟเผาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ของชาวยิว จากนั้นก็ชักธงชาติปาเลสไตน์ขึ้นยอดเสา แต่ขณะเดียวกันชาวยิวบางส่วนที่ยังอาศัยอยู่ในดินแดนนี้ก็เกิดความไม่พอใจ ออกมาก่อความวุ่นวายตามท้องถนนจนเกิดเป็นจลาจลไปทั่วเมือง

ปัญหาปาเลสไตน์นับเป็นประเด็นความขัดแย้งที่สำคัญยิ่งของโลก เพราะมีมหาอำนาจหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ที่ผ่านมาได้มีความพยายามกันแล้วหลายครั้งหลายคราที่จะแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการเจรจาแบบสันติวิธี แต่ท้ายที่สุดความพยายามเหล่านั้นก็ล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่า ส่วนคณะปกครองปาเลสไตน์หรือรัฐบาลปาเลสไตน์ภายใต้การนำของกลุ่มฟาตะห์ (ซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นมาหลังการเจรจาสันติภาพที่กรุงมาดริดในปี ค.ศ. 1993) ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่า การให้ความหวังต่อชาวปาเลสไตน์ทั้งมวลว่า พวกเขาจะได้รัฐเอกราชกลับคืนมา อันจะเป็นดินแดนที่ประกอบไปด้วยพื้นที่เหล่านี้รวมกันคือ ฉนวนกาซ่า ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน (West Bank) และเยรูซาเล็มตะวันออก ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นดินแดนที่อิสราเอลยึดครองอย่างผิดกฎหมาย มาตั้งแต่หลังสงคราม 6 วันในปี ค.ศ. 1967

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 ที่กระบวนการสันติภาพได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งมีการตกลงเห็นพ้องกันว่า รัฐปาเลสไตน์จะได้รับการสถาปนาขึ้นภายในอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้น แต่จนกระทั่งถึงบัดนี้ ชาวปาเลสไตน์ยังคงมีแต่ความว่างเปล่า ไม่เคยได้อะไรจากความหวังที่ตนตั้งหน้าตั้งตารอคอยเลย มิหนำซ้ำพวกเขากลับต้องทนทุกข์ทรมานจากมาตรการทางทหาร และการปิดกั้นทางเศรษฐกิจของฝ่ายอิสราเอล ส่วนทางด้านคณะปกครองปาเลสไตน์นั้น นับวันก็ยิ่งสร้างความผิดหวังให้แก่ประชาชนเพิ่มมากขึ้น เพราะนอกจากจะไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว ยังมีการคอร์รัปชั่นกันภายในอย่างมโหฬารและมีความแตกแยกกันเองภายในกลุ่ม มิหนำซ้ำ นายยัซเซอร์ อารอฟัต ผู้นำหนึ่งเดียวของฟาตะห์ที่เป็นวีรบุรุษและสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ กลับต้องมาจบชีวิตลงในช่วงเวลาที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อนี้อีกด้วย

เมื่อต้นปี ค.ศ. 2006 พรรคฮามาส ชนะในการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติ จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ยังความไม่พอใจให้แก่กลุ่มอำนาจเก่าอย่างฟาตะห์เป็นอย่างยิ่ง นับจากนั้นเป็นต้นมากระบวนการที่จะโค่นล้มรัฐบาลฮามาสจึงเริ่มต้นขึ้น ทั้งจากภายในและภายนอกโดยมีสหรัฐฯและอิสราเอลเป็นแกนนำ แม้รัฐบาลฮามาสจะพยายามประนีประนอม โดยยอมแบ่งสรรอำนาจให้กลุ่มฟาตะห์อย่างที่ไม่เคยมีพรรคการเมืองที่ไหนทำกัน แต่ความพยายามเหล่านั้นก็ไม่เป็นผล ท้ายที่สุดเหตุการณ์จึงจบลงด้วยการปะทะต่อสู้กันอย่างดุเดือด เป็นสงครามกลางเมืองภายใน อันนำไปสู่การยึดอำนาจในเมืองกาซ่าโดยพรรคฮามาส ในขณะที่กลุ่มฟาตะห์ก็หันไปยึดครองเวสต์แบงค์ และจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ที่นั่นเมื่อช่วงกลางปี 2007

ซึ่งก็เท่ากับว่า ขณะนี้ดินแดนปาเลสไตน์ในอดีตไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนตามที่เข้าใจกันอีกต่อไปแล้ว แต่ยังเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งส่วน กลายเป็น 3 ส่วน คือ 1. อิสราเอล 2. กาซ่าภายใต้การนำของรัฐบาลฮามาส และ 3. เวสต์แบงค์ภายใต้การนำของรัฐบาลฟาตะห์ แน่นอนความแตกแยกในหมู่ปาเลสไตน์ในลักษณะเช่นนี้ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์

การแบ่งแยกกันระหว่างกาซ่ากับเวสต์แบงค์ ยัง ผลประโยชน์เป็นของอิสราเอลที่ต้องการเห็นการแบ่งแยกเช่นนี้ดำเนินต่อไป และอิสราเอลก็คงจะทำทุกอย่างให้มีการแบ่งแยกกันอย่างจริงจัง เพราะการแบ่งแยกอย่างนี้จะก่อให้เกิดปัญหาชุดใหม่ที่ชาวปาเลสไตน์ต้องเสียเวลาหาทางแก้ไข ซึ่งเท่ากับเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของชาวปาเลสไตน์ จากความปรารถนาเดิมที่จะปลดปล่อยชาติ และหากปัญหานี้ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ มันก็จะเป็นปัจจัยที่เข้าไปทำลายความฝันของชาวปาเลสไตน์ ที่จะจัดตั้งรัฐเอกราชของตนเองขึ้นมา

ในขณะที่พรรคฮามาสที่สามารถเข้ามาบริหารปาเลสไตน์นั้นอิสราเอลมองไว้เป็นกลุ่มหัวรุนแรงและใช้ทุกวิถีทางบีบการบริหารของพรรคฮามาส และอิสราเอลเองมีแผนโดยอ้างความชอบธรรมในการใช้กำลังอย่างรุนแรง ซึ่งจริง ๆ แล้ว กาซ่าก็เป็นดินแดนเปิดสำหรับอิสราเอลอยู่แล้ว ที่จะสามารถรุกเข้ามาโจมตีทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศได้ตลอดเวลา

ฮามาสเองตระหนักถึงผลลัพธ์อันนี้ดี เพราะฉะนั้น ฮามาสคงจะให้ความใส่ใจต่อการสร้างความสามัคคี และสร้างเอกภาพของผู้คนภายในเมืองกาซ่าเป็นลำดับแรก ในขณะเดียวกันก็คงไม่พยายามจะยั่วยุอิสราเอล และได้ตกลงหยุดยิงนาน 6 เดือนตั้งแต่ 20 มิถุนายนถึง 19 ธันวาคม 2551

ท้ายสุด วันที่ 27 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมาว่า กองทัพอิสราเอล ได้โจมตีทางอากาศซึ่งตั้งเป้าที่ฐานที่ตั้งเครื่องยิงจรวดของพรรคและแนวร่วมของฮามาส ซึ่งอยู่ในเขตชุมชนของฉนวนกาซ่า

จากการยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอลครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 300 คน และผู้บาดเจ็บมากกว่า 700 คน ในขณะเดียวกันทำให้ชาวอิสราเอลที่อาศัยอยู่ในปาเลสไตน์ เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 6 คน นับเป็นนองเลือดอย่างรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์การสู้รบอิสราเอลปาเลสไตน์นับตั้งแต่ได้เกิดข้อขัดแย้งมาเป็นเวลาหลายสิบปี

ขณะที่ชาวอิสราเอลจำนวนหนึ่งต้องอพยพครอบครัวหนีจากพื้นที่อันตรายใกล้ชายแดน หลังทางการอิสราเอลประกาศเตือนว่า ชาวบ้านอาจต้องตกอยู่ภายใต้การโจมตีของชาวปาเลสไตน์อีกหลาย วัน ทั้งนี้ แม้อิสราเอลถอนกำลังออกจากพื้นที่ยึดครองในฉนวนกาซาแล้ว แต่ทหารอิสราเอลยังควบคุมพื้นที่แถบชายแดนผ่านเข้าออกเขตฉนวนกาซา

ทางการอิสราเอลระบุว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลต่อฉนวนกาซ่าครั้งนี้ รวมทั้งการทิ้งระเบิดมากกว่า 100 ตัน ต่อบรรดาฐานที่มั่นหลักๆ ของฮามาส สร้างความตื่นตะหนกและความสับสนอย่างกว้างขวาง ขณะที่ควันสีดำพวยพุ่งเหนือดินแดนปาเลสไตน์

ขณะที่นายเอฮุด บารัค รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลกล่าวว่า "ปฏิบัติการคาสต์ ลีด" (Operation Cast Lead) เพื่อปราบปรามพรรคฮามาสครั้งนี้ จะยังคงดำเนินต่อไปตามความจำเป็น และแม้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะต้องใช้เวลานานและเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ก็ถึงเวลาแล้วที่อิสราเอลจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้และปราบปรามการบริหารงานของพรรคฮามาส

การแก้ปัญหาที่ท้าทายรัฐบาลโอบามา

ความโกรธแค้น การประท้วงและปฏิกิริยามากมายผ่านจอโทรทัศน์และโลกไซเบอร์ต่อปฏิบัติการของอิสราเอลคงจะเพิ่มดีกรีความรุนแรงอย่างแน่นอนดั่งที่นายคอเล็ด มีแชลล์ ผู้นำฮามาสซึ้งลี้ภัยอยู่ที่กรุงดามัสกัสของซีเรีย เรียกร้องให้มีการลุกฮือครั้งใหม่ของปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านอิสราเอล พร้อมประกาศว่าจะมีการโจมตีพลีชีพครั้งใหม่ในอิสราเอลหลังยุติไปนาน 4 ปี

ในขณะที่ผู้นำ กลุ่มประเทศสันนิบาตอาหรับได้ประณามอิสราเอลและมีมติจะเปิดการประชุมสุดยอดที่กรุงโดฮาร์ ของกาตาร์ ในวันที่ 2 มกราคม เพื่อหารือแนวทางยับยั้งการโจมตีของอิสราเอล โดยคณะรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มอาหรับจะจัดการประชุมล่วงหน้า ในวันที่ 31 ธันวาคมนี้

สิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้คือบทบาทของรัฐบาลอเมริกา เพื่อพิสูจน์ความสามารถในการแก้ปัญหาของประธานธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาที่มีนามเต็มว่า บารัก ฮุสเซ็น โอบามา (ซึ่งมีเชื้อของบรรพบุรุษมุสลิม)

ถึงแม้งานแรกๆ ของนายบารัก ฮุสเส็น โอบามา จะประกาศ คือการแก้ปัญหาวิกฤตการเงินจนนำไปสู่ปัญหาด้านเศรษฐกิจในภาพรวมของสหรัฐและโลกทุนนิยม

แต่เมื่อปัญหาปาเลสไตน์กับอิสราเอลประทุก่อนที่ท่านจะรับตำแหน่งไม่กี่วัน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่านท่านจะต้องรีบจัดการปัญหานี้อย่างเร่งด่วนพร้อมปัญหาเศรษฐกิจด้วยความสามารถของท่านและทีมงาน โดยดูบทเรียนการจัดการปัญหาของรัฐบาลชุดก่อนๆ โดยเฉพาะนโยบายของรัฐบาลบุชต่อโลกอาหรับและโลกมุสลิม

นโยบายที่ท่านประกาศว่าจะโดดเดี่ยวกลุ่มฮามาสและเฮซบอลเลาะห์ ตลอดจนกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ที่ปฏิเสธที่จะละทิ้งการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาหรือปฏิเสธสิทธิการดำรงอยู่ของอิสราเอล แต่ไม่ได้กล่าวถึงและไม่ใช้มาตรการใดๆเลยต่อการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์จะเข้าทางกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงในการกล่าวหาว่าโอบามาไม่ได้ต่างอะไรกับผู้นำอย่างบุชคือมีสองมาตรฐานในการจัดปัญหาความขัดแย้ง

ในขณะเดียวกันท่านต้องพร้อมที่จะวิพากษ์วิจารณ์ถิ่นฐานชาวยิวในเขตแดนปาเลสไลน์ว่าไม่ได้ช่วยผลักดันให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อไปและจะมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไรในสถานการณ์ความรุนแรงในขณะนี้

เป็นที่ทราบกันดีว่าในอดีตสหรัฐอเมริกา ได้ปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของตน อย่างถึงที่สุด โดยใช้นโยบายความมั่นคงผ่านความเป็นมหาอำนาจทางทหาร ดังจะเห็นได้จากบทบาท ทางการทูตและ การทหารที่แสดงออกมาในภูมิภาค ตะวันออกกลางระหว่างปี 1990-2008

ปัญหาปาเลสไตน์ และอิสราเอลนั้นสหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลืออิสราเอลปีละไม่ตำกว่า 3,000 ล้านเหรียญ ทั้งนี้ยังไม่นับความร่วมมือทางทหารและการข่าวในเรื่องสำคัญหลายๆ เรื่องเมื่อเทียบ กับความช่วยเหลือที่ให้แก่ฝ่ายปาเลสไตน์ โครงการความช่วยเหลือปีละไม่ถึง 500 ล้านเหรียญ

เป็นที่ทราบกันดีว่ากระแสคลั่งไคล้โอบามาที่ลามไกลไปทั่วโลกส่วนหนึ่งมาจากความเป็นคนผิวสีและเชื้อสายมุสลิมของโอบามาทำให้คนในหลายประเทศ ไม่เว้นแต่คิวบา ประเทศที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐฯมาช้านานรู้สึกว่าใกล้ชิด

ในขณะผู้คนจากตะวันออกกลาง มีความหวังว่าโลกน่าจะมีสันติภาพกับประธานาธิบดีสหรัฐฯคนนี้มากกว่าคนที่ผ่านๆ เช่นกันเพราะความที่ท่านมีเชื้อสายมุสลิม

โอบามานั้นมีพลังแห่งถ้อยคำสูงดั่งที่ท่านได้กล่าววรรคทองในสุนทรพจน์คืนวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ชิคาโก ต่อหน้าชาวโลกผ่านต่อหน้าเขา หน้าจอโทรทัศน์ ผู้ฟังวิทยุ รวมไปถึงชุมชนในโลกไซเบอร์ เช่น "หากใครยังกังขาว่าอเมริกาคือดินแดน ที่ทุกสิ่งสามารถเป็นไปได้จริงหรือไม่ ใครก็ตามที่ยังสงสัยว่าความใฝ่ฝันของผู้ก่อตั้งประเทศยังคงมีอยู่ในยุคสมัยของเราหรือไม่ ใครก็ตามที่ยังตั้งคำถามต่อพลังแห่งประชาธิปไตยนั้น ค่ำคืนนี้เอง (หมายถึงคืนวันที่ 4 พฤศจิกายน) ที่เป็นคำตอบของคุณ" หรืออีกส่วนหนึ่งเขากล่าวถ้อยคำที่กินใจว่า "ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเราไม่ได้มาจากอำนาจทางทหาร หรือ ความมั่งคั่ง แต่คืออำนาจที่ยั่งยืนของอุดมการณ์ ประชาธิปไตย เสรีภาพ โอกาส และความหวังที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย อัจฉริยภาพที่แท้จริงของอเมริกา คืออเมริกาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ประเทศของเราจะสมบูรณ์แบบขึ้นได้ และสิ่งที่เราบรรลุคือความหวังให้กับสิ่งที่เราสามารถและจะต้องบรรลุให้ได้ในวันพรุ่งนี้"

ที่สำคัญความสามารถในการแสดงสุนทรพจน์และการพูดของท่านจะมีส่วนสำคัญหรือไม่ในการแก้ปัญหาปาเลสไตน์-อิสราเอลครั้งใหม่นี้ โลกโดยเฉพาะผู้คนในตะวันออกลางกำลังรอคำตอบในเชิงรูปธรรมจากท่าน

หากไม่ วิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลางครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งและสันติภาพของโลก ตลอดปีใหม่ 2552 อย่างแน่นอน

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าปัญหาปาเลสไตน์-อิสราเอลครั้งใหม่คือจุดประทุการก่อการร้ายปี 2552


หมายเหตุเรียบเรียงจาก
อิสราเอล-ปาเลสไตน์ คู่แค้นถาวรแห่งตะวันออกกลาง By janghuman janghuman.wordpress.com

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
คิดด้วยคน วันที่ : 21/11/2007 เวลา : 12.55 น.

หวัดดีค่ะ คุณสุทธิชัย

ตามดูเส้นทางสายไหมแล้ว อลังการณ์มากเลยค่ะ อยากไปบ้างจัง ชอบรูปแบบการนำเสนอค่ะ ไม่ใช่แค่รายการท่องเที่ยว และไม่หนักแบบสารคดี

คุณสุทธิชัยยังแข็งแรงเที่ยวแบบเดินทางไกลๆได้สบายนะคะ เคยเจอคุณเมื่อหลายปีก่อนที่อ่างน้ำ มอ. หาดใหญ่(คุณคงจำไม่ได้)ยังชื่นชมเลยว่า คุณคงเป็นนักออกกำลังกายสม่ำเสมอคนหนึ่งแน่
แล้วจะรอตามดูตอนจบนะคะ เขียนเป็นหนังสือเมื่อไหร่จะหามาอ่านค่ะ ไม่ชอบเก็บDVD VCD ค่ะ ชอบเก็บหนังสือ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
พิราบดำ วันที่ : 06/11/2007 เวลา : 00.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pat-1
เมืองมะขามหวาน  

ขอความเป็นธรรมด้วย รอง.ผกก.สภ.บึงสามพัน เมาสุรา ด่านักข่าวในงานเลี้ยงต้อนรับ ผู้กำกับ และ เลี้ยงส่งคนเก่า

เมื่อคืนวันที่ 5 พฤศจิกายน 50 เวลาประมาณ 20.00 น.ในงานเลี้ยงต้อนรับ ผู้กำกับฯคนใหม่ และเลี้ยงส่งผู้กำกับฯคนเก่า ที่บ้านพัก ผกก. สภ.บึงสามพัน อย่างสนุกสนาน ได้มี นายตำรวจชื่อ พ.ต.ท.ณัฐพล นามนรเศรษฐ์ เรียกตัวเองว่า รองผู้กำกับ อยู่สถานีตำรวจบึงสามพัน บ้านอยู่ที่โรงแรมกวางทราย อยู่แยกบ้าราหูล อ.บึงสามพัน เดินเข้ามา ที่โต๊ะอาหาร(โต๊ะจีน) แล้วพูดคุยกับ นักข่าวเคเบิล ทีวี บึงสามพัน แล้วมีเสียงดังขึ้นเลื้อยๆ พอจำใจความได้ และทุกคนที่นั่งในโต๊ะเดียวกันได้ยินหมด ก็มี พ.ต.ต.สุรพันธ์ สวัสดิสุข สว.ปราบปราม หน.สืบสวน สภ.บึงสามพันและมี นายสุรพล ก้องเพชรศักดิ์ นักข่าวช่อง 7 และเป็นกรรมการโรงพัก และนายธานินทร์ มาราด กรรมการโรงพัก และมี เจ้าหน้าที่ตำรวจยศนายดาบตำรวจ นั่งอยู่อีก 2 คน และยังมีโต๊ะข้างๆ ได้ยินกัน เพราะว่าเครื่องเสียงไม่ดัง คำพูดของ พ.ต.ท.ณัฐพล ที่พูดกับนักข่าวว่า” นายเป็นใคร ทำไมไม่ให้ความเคารพพี่ ไม่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ ทำตัวก่าง อย่าคิดว่าเป็นนักข่าวแล้วใหญ่โต น่ะ ไม่กลัวหลอก น่ะ ต่อไปนี้ถ้าจะขึ้นโรงพักต้องทำตัวใหม่ ให้รู้จักว่า พี่เป็นใคร และการที่จะมีถ่ายภาพ ที่โรงพักจะต้องขออนุญาตก่อน ฟังรู้เรื่องไม และต่อไปนี้ ต้องยกมือไหวให้ความเคารพทุกครั้ง เรื่องนี้ได้มีชาวบ้านที่ชื่อ นายสมควร สุขขำ เคยเล่าให้ฟังว่า สักวันหนึ่งจะไล่ไอ้นักข่าวเคเบิล ลงจากโรงพัก ไม่ชอบขี้หน้ามัน แต่นักข่าวเคเบิล คนนี้ไม่สนใจเพราะว่าไม่เคยมีปัญหาและไม่เคยมีปากเสียงกัน และก็เห็นว่าท่านรอง ผกก.เมาสุราตลอด จะเข้าเวร หรือ ออกเวร ยังคิดอยู่ว่า มีนายตำรวจแบบนี้ ชาวบ้านจะไปขอความช่วยเหลือจากใคร ไหน ท่าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกว่าตำรวจนอกแถว ไม่เอาไว้ แต่ทำไมยังมีให้เห็นที่ สภ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ พฤติกรรม นายตำรวจคนนี้ เป็นแบบนี้มานานแล้ว บอกตรงๆ ว่าเสียดายภาษีที่ให้ไป ช่วงที่เถียงกันเสียงดังมากคนที่นั่งโต๊ะข้างต้องหันมาดู พ.ต.ท.ณัฐพล พูดจาดูถูกและข่มขู่ ถ้าเขียนข่าวด่าหรือเขียนข่าวทำให้ตำรวจเสียหาย ระวังให้ดี .........ทำเอา นายสุรพล นักข่าว ช่อง 7 ทนฟังไม่บอกให้ พ.ต.ท.ณัฐพล หยุด อย่าเอามาพูดประจานกันแบบนี้ น้องเขา ผิดตรงไหน พ.ต.ท.ณัญพลพูดว่าผิดสิ”ที่ไม่ยกมือไหว้”ให้ความเคารพพี่ นักข่าวช่อง 7 พูดอีกว่า ท่าน รองหายเมาแล้วค่อยคุยกัน
อย่ามาพูดประจานกันแบบนี้ .......ฝากเรื่องนี้ไว้ ด้วยครับ..ถ้าช่วยพลักดันได้ก็ดี.. .....นักข่าวผิดตรงไหน

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
poyluang วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 23.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poyzone

ครั้งหนึ่งในชีวิตอยากเป็นลูกน้องคุณสุทธิชัยค่ะ ฝันมานานแล้ว แล้วก็ซื้อหนังสือทุกเล่มที่คุณสุทธิชัยเขียน เมื่อก่อนเป็นนักข่าว ตอนนี้เป็นนักกฎหมาย แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตยังฝันว่าจะได้เป็นลูกน้องทางสายข่าวกับคุณสุทธิชัยค่ะ ขอฝากตัวเป็นศิษย์ด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ข้าวเปล่า วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 12.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/clippingpong

เป็นเรื่องที่น่าติดตามมากคะ อยากทราบว่าการคมนาคมขนส่งของเค้ากับบ้านเราใครเจริญกว่ากัน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานเปิดตัวหนังสือ " ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา "

บรรยากาศงานเปิดตัวหนังสือ "ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา"

View All