*/
<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน 2553
Posted by ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า , ผู้อ่าน : 1746 , 10:33:31 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปาฏิหาริย์แห่งพุทธวจนะ = สังคายนา 3 เสาหลักแห่งพระ (พุทธ) ศาสนา

ขึ้นชื่อว่าสิ่งมีชีวิตแล้ว จะสัตว์หรือมนุษย์ก็ตาม เมื่อบังเกิดขึ้น ล้วนแต่มีความตายเป็นที่ไปถึงเบื้องหน้าทั้งนั้น

และหากความตาย คือ ที่สุดของทุกชีวิต ข้อสรุปที่ว่า ความกลัว(ต่อความ)ตาย ก็เป็นความกลัวอันสูงสุดของสัตว์และมนุษย์ ก็ไม่น่าจะผิดไปจากความเป็นจริง

เมื่อใด ความตาย เกิดขึน เมื่อนั้น ชีวิต ก็ไม่มีลมหายใจอีกต่อไป

ชีวิต ส่วนที่เป็นองค์ประกอบ คือ รูป(ศพ) ก็จะกลับคืนสู่ธรรมชาติ ในฐานะธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม

ทิ้งส่วนที่เป็นองค์ประกอบ คือ วิญญาณ ให้ไปสู่คติ (ที่เป็นที่ไป) ตามอำนาจของอารมณ์ (แห่งกาม) ซึ่งบุคคลใคร่อยู่ ณ ขณะลมหายใจเข้า-ออก ครั้งสุดท้ายของชีวิต

(ตามอ่านเริ่องความตายเพิ่มเติมได้ใน ความปรารถนาก่อนสุดท้าย ขอ...ตายอย่างมีสติ คลิกที่นี่ http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/05/14/entry-1 )

ณ ขณะนั้นเอง ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการทำศึกเพื่อชิงภพ (สถานที่เกิดของวิญญาณ) คือ มนุษย์และเทวดาในนามสุคติ แทนการถูกจองจำในนรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรติวิสัยในนามทุคติ ซึ่งมีแต่ความทารุณ เจ็บปวด และอันตราย ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้แก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย ! เราไม่มองเห็นการจองจำอื่นแม้อย่างเดียวที่...
ทารุณ
เจ็บปวด
เป็นอันตราย อย่างนี้

ต่อการบรรลุโยคักเขมธรรมอันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
เหมือนการถูกจองจำใน...
นรก
กำเนิดเดรัจฉาน
อย่างนี้

...ในหมู่สัตว์จำพวกวินิบาตนั้น
ไม่มีธัมมจริยา
ไม่มีสมจริยา
ไม่มีกุสลกิริยา
ไม่มีบุญญกิริยา

มีแต่การเคี้ยวกินซึ่งกันและกัน

ภิกษุทั้งหลาย ! การที่สัตว์มีกำลังมากกว่าเคี้ยวกินสัตว์ที่มีกำลังน้อยกว่า ย่อม...
เป็นไป

เป็นธรรมดา ในหมู่สัตว์จำพวกวินิบาต

เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภายใต้ห่วงโซ่อาหาร สัตว์มีกำลังมากจึงเคี้ยวกินสัตว์มีกำลังน้อย(เป็นอาหาร) และขณะเดียวกัน มันก็อาจถูกเคี้ยวกิน(เป็นอาหาร) ด้วยสัตว์มีกำลังมากกว่า นี่แหละคือ ความกลัว(ต่อความ) ตาย ของหมู่สัตว์

และถึงที่สุด ของความกลัวนั้น ก็จักมีความกล้า(ซ่อน) อยู่ภายใน คือ กล้าที่จะพึ่งพา ธรรมชาติเพื่อคลายความกลัวที่มีอยู่ เช่นเดียวกันกับมนุษย์ซึ่งมีความกลัวคุกคาม ก็อาศัยสิ่งซึ่งไม่ต่างจากสัตว์ ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้

...มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก ถูกความกลัวคุกคามเอาแล้วย่อมถือเอา...
ภูเขา
ป่าไม้ศักดิ์สิทธิ์
สวนศักดิ์สิทธิ์
รุกขเจดีย์ บ้าง ว่าเป็นที่พึ่งของตน ๆ

นั่นไม่ใช่...
ที่พึ่งอันทำความเกษมให้ได้เลย

ที่พึ่งอันสูงสุด

ผู้ใดถือเอาสิ่งนั้น ๆ เป็นที่พึ่งแล้ว ย่อมไม่หลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้

นั่นหมายความว่า โดยสภาพแล้วทั้งสัตว์และมนุษย์ต่างก็อาศัยธรรมชาติทำลายความกลัวที่มีอยู่ภายในให้หมดสิ้นไป แต่ทว่า ธรรมชาติ คือ
ภูเขา
ป่าไม้ศักดิ์สิทธิ์
สวนศักดิ์สิทธิ์
รุกขเจดีย์ ไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุดของมนุษย์ หากแต่เป็นที่พึ่งอันสูงสุดแก่หมู่สัตว์ทั้งหลาย

ถ้าอย่างนั้นที่พึ่งอันสูงสุดของมนุษย์ คืออะไร

...ส่วนผู้ใดที่ถึง
พระพุทธ
พระธรรม
พระสงฆ์
เป็นที่พึ่ง แล้วเห็นอริยสัจทั้งสี่ด้วยปัญญาอันถูกต้อง คือ
เห็น...
ทุกข์
เหตุเป็นเครื่องให้เกิดขึ้นของทุกข์
ความก้าวล่วงเสียได้ซึ่งทุกข์
และ
มรรคประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐ ซึ่งเป็นเครื่องให้ถึงความเข้าไปสงบรำงับแห่งทุกข์

นั่นแหละคือ...
ที่พึ่งอันเกษม

ที่พึ่งอันสูงสุด

ผู้ใดถือเอาที่พึ่งนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้แท้

กล่าวอย่างสั้นที่สุด ที่พึ่งอันสูงสุดของมนุษย์ ก็คือ พระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ นี่เอง

แต่ทว่า ณ ปัจจุบัน พระพุทธ (พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ไม่มีตัวตนอีกแล้วในโลก

ดังนั้น ในสมัยพุทธกาล ก่อนที่จะปรินิพพาน พระองค์จึงตรัสโอวาทสำคัญไว้แก่พระอานนท์

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า
ธรรมวินัยของ...
พวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว
พวกเราไม่มีพระศาสดา ดังนี้

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดดังนั้น

อานนท์ !
ธรรม
วินัย
ก็ดี
ที่เรา...
แสดง
บัญญัติ
แล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย

ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

นั่นหมายความว่า ธรรมและวินัย ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงและบัญญัติไว้ ก็คือ สิ่งเทียมพระพุทธ ! ที่ยังคงมีตัวตนอยู่ในปัจจุบัน

ไม่ใช่ พระพุทธรูป ที่ประดิษฐาน ณ วัดนั้น นี้ โน้น ดังที่เข้าใจกัน

เพราะฉะนั้น การถึงพระพุทธรูปเป็นที่พึ่งด้วยการกราบและอ้อนวอนขอ จึงเป็นคนละสิ่งอย่างกับ การถึงพระพุทธเป็นที่พึ่งด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่พระมหานาม

มหานาม ! เธอพึงตามระลึกถึงตถาคตว่า

แม้เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็น...
ผู้ไกลจากกิเลส
ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
ผู้ไปแล้วด้วยดี
ผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
ผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า
ครู้ผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม
ผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์

ซึ่งความเลื่อมใสอันหยังลงมั่น ไม่หวั่นไหวใน...
พระพุทธ
พระธรรม
และ
พระสงฆ์ นั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเปรียบเทียบไว้กับผลแห่งทานว่า

...การที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสถึง...
พระพุทธ
พระธรรม
และ
พระสงฆ์
เป็นสรณะ มีผลมากกว่า ทานที่บุคคลสร้างวิหารถวายสงฆ์ อันมาจากจาตุรทิศ

…

ส่วนที่พึ่งอันสูงสุด คือ พระสงฆ์ นั้น เราก็พึ่งท่านในฐานะที่พระสงฆ์เป็น...
ผู้ปฏิบัติดี
ผู้ปฏิบัติตรง
ผู้ปฏิบัติให้รู้ธรรมเครื่องออกจากทุกข์
ผู้ปฏิบัติสมควร


และในฐานะที่ท่าน คือ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าและเป็นสงฆ์...
ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา
ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ
ควรรับทักษิณาทาน
ที่บุคคลทั่วไปจะพึงทำอัญชลี
ที่เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า

นี่แหละ ๆ คือ คำแปลของการระลึกถึงพระสงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังที่เราสาธยายมนต์เป็นภาษาบาลีอยู่เป็นประจำ สมำเสมอ

สอดคล้องกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่วาเสฏฐะทั้งหลายถึงความเป็นสงฆ์สาวกของพระองค์

วาเสฏฐะทั้งหลาย ! พวกเธอแล..
มีชาติ
มีนาม
มีโคตร
มีสกุล ต่างกัน ออกบวชจากเรือนเป็นผู้ไม่หวังเกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว

เมื่อถูกเขาถามว่า
พวกท่านเป็นใคร
? ดังนี้

พวกเธอก็ปฏิญาณว่า
เราทั้งหลายเป็น สมณสากยปุตติยะ ดังนี้

วาเสฏฐะทั้งหลาย ! อนึ่ง ศรัทธาของผู้ใดแลตั้งมั่นในตถาคต ฝังลงรากแล้ว ดำรงอยู่ได้มั่นคง อัน...
สมณะ
พราหมณ์
เทวดา
มาร
พรห
ม หรือ
ใคร ๆ ในโลก ก็ตาม ไม่ชักนำไปทางอื่นได้

ผู้นั้นควรที่จะกล่าวอย่างนี้ว่า
เราเป็น...
บุตร
โอรส

เกิดจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้...
เกิดโดยธรรม
เนรมิตโดยธรรม
เป็นทายาทโดยธรรม ดังนี้

ดังนั้น โดยฐานะของพระสงฆ์แล้ว ความเป็น สมณสากยปุตติยะ ไม่ใช่การทำหน้าที่บัญญัติศัพท์ใหม่ ประพันธ์คำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร หรืออรรถาธิบายความเหล่านั้น ในนามคำสั่งสอนของสาวก (อาจารย์แม้กระทั่งตัวเอง)

หากแต่คือ การทำหน้าที่เป็นแค่กระบอกเสียง เผยแผ่ คำสั่งสอนของพระศาสดา ในนามบุตร ผู้เกิดจากพระโอษฐ์ของพระองค์ เท่านั้น

กล่าวอย่างสั้นที่สุด สิ่งอื่นนอกจากสามสิ่งที่ควรระลึกถึง ไม่ว่าจะเป็น...
พระเจ้า
เทพเจ้า
เซียน
โพธิสัตว์
พระพรหม
เทวดา
ฤาษี
พราหมณ์
พญานาค
ผี
กุมารทอง
พระเครือง
... หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ก็ตาม

ไม่ใช่ ที่พึ่ง ที่จะทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้

สอดคล้องกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้แก่พระอานนท์ ถึงที่พึ่งอันถูกต้อง

อานนท์ ! ในกาล...
บัดนี้
ล่วงไปแห่งเรา ก็ดี

ใครก็ตาม
จักต้อง...
มีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ
มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์ !
ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา
ภิกษุพวกนั้น จักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุด แล

ดังนั้น การที่จะสรุปว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์สงเคราะห์รวมลงได้ในพระธรรม นั่นก็คงจะไม่ผิด (แต่อย่างใด)

เพราะพระสงฆ์มีหน้าที่ เล่าเรียน ปฏับัติตาม และเผยแผ่ พระธรรมที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า(โดยตรง) ซึ่งพระธรรมนั้นก็คือ พุทธวจนะ

หาใช่อรรถกถา สาวกสูตร (คำกล่าวของสาวก) แต่อย่างใด

คำว่า พุทธวจนะ หมายความว่า คำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า(โดยตรง) ซึ่งทั้งหมดแทรกจมอยู่ในพระไตรปิฎก จำนวนสี่สิบห้าเล่ม ได้แก่

พระวินัยปิฎก เล่ม
1-8
พระสุตตันตปิฎก เล่ม  1-25
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม  1-12

แต่ก็ใช่ว่า ทั้งสี่สิบห้าเล่มจะปรากฎเฉพาะ พุทธวจนะ

เพราะพุทธวจนะถูกรวบรวม ปะปน ผสม เข้ากับอรรถกถา แล้วเรียกรวมกันว่า พระไตรปิฎก ซึ่งในที่นี้ ฉบับที่เก่าแก่ที่สุดก็คือ ฉบับบาลีสยามรัฐ

เพราะฉะนั้น การเล่าเรียนธรรมะ ในนาม พุทธศาสนา ในอดีต (หลังพุทธกาล) ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน(กาล) จึงเป็นการเล่าเรียนทั้ง คำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
รวม ๆ กัน
ปน ๆ กัน
ผสมกันไป กับ คำพูดที่ออกจากปากของสาวก

ยิ่งไปกว่านั้น บางสำนัก บางสถาบัน บางกลุ่มยังพยายามสร้าง คำสั่งสอนของสาวก (อาจารย์แม้กระทั่งตน) ขึ้นมาแทนทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา แล้วเรียกคำสั่งสอนที่คลุมเครือ พร่าเลือน ไม่เป็นอกาลิโก นั้นว่า คำสั่งสอนของพระศาสดา

โดยอาจจะไม่รู้ว่า นี่เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ศาสนา(พุทธ) เสื่อมลงจนถึงทุกวันนี้

(ตามอ่านเหตุเสื่อมของศาสนาได้ใน ธรรมะจะยาตรา ! ทว่า ศาสนากำลัง คลิกที่นี่ http://www.oknation.net/blog/poetguide/2009/12/04/entry-1)

และมีทีท่าว่าจะเสื่อมลงมากยิ่งขึ้นต่อแต่นี้ไป นี่แหละคือ จุดเปลี่ยน(แปลง) ของศาสนา

แต่มันจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อมช้าที่สุดหรือไม่นั้น ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับสาวก สาวิกา คือ ทั้ง
ภิกษุ ภิกษุณี ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ตลอดชีวิต และ
อุบาสก อุบาสิกา คฤหัสต์ชายหญิงผู้ประพฤติพรหมจรรย์หรือบริโภคกาม

โดยเริ่มต้นจากการเล่าเรียน พุทธวจนะ ซึ่งระเบียบแห่งถ้อยคำที่เป็น พุทธวจนะ นั้นจะปรากฎรูปแบบ คือ

- คำกล่าวดังต่อไปนี้ นำหน้า
ภิกษุทั้งหลาย ! …
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! …
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! …

- ชื่อสาวก สาวิกา หรือ ปริพาชก นำหน้า
อานนท์ ! …
สารีบุตร ! …
…ฯลฯ

ดูกร...ชื่อสาวก สาวิกา ปริพาชก
! …
ดูก่อน...ชื่อสาวก สาวิกา ปริพาชก ! …
…ฯลฯ

และปรากฎเนื้อหา คือ

- ความถูกต้อง ตรงจริง ไม่จำกัดกาลของคำพูด
- ความสอดคล้อง /ความไม่ขัดแย้งกันของคำพูดในหลาย ๆ พระสูตร
- ความไม่มีช่องโหว่ของคำพูด และ
- ความซ้ำกันของรูปแบบคำพูด

ส่วนคำพูดที่ออกจากปากของสาวก คือ อรรถกถา หรือ สาวกสูตร (คำกล่าวของสาวก) นั้น จะปรากฎรูปแบบ คือ

- อารัมภบทก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับสาวก ดังต่อไปนี้
ครั้งนั้น...
ครั้น...แล้ว
ก็โดยสมัยนั้นแล...
ลำดับนั้นแล...
หลังจากนั้นแล
…
ทันใดนั้นแล…
…ฯลฯ

- คำกล่าวต่อไปนี้ นำหน้า
ความว่า...
คำว่า...
บทว่า...
ที่ชื่อว่า...
พากย์ว่า...
…ฯลฯ

- ถ้อยคำกล่าวขึ้นมาลอย ๆ และ

- นิยามศัพท์ ที่ไม่มีคำกล่าวนำหน้าอย่าง พุทธวจนะ
…คือ...

ฯลฯ

และปรากฎเนื้อหา คือ

- ความไม่ถูกต้อง ไม่ตรงจริง และจำกัดกาลของคำพูด
- ความไม่สอดคล้อง /ความขัดแย้งกันของคำพูดในหลาย ๆ ครั้ง
- ความมีช่องโหว่ของคำพูด และ
- ความไม่ซ้ำกันของรูปแบบคำพูด

นอกจากระเบียบแห่งถ้อยคำที่เป็นพุทธวจนะโดยตรงแล้ว คำกล่าวของสาวก ที่ได้รับการรับรองจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยคำว่า

ถูกแล้ว ภิกษุ ! ถูกแล้ว ภิกษุ ! ...
ภิกษุทั้งหลาย ! ถูกแล้ว ถูกแล้ว ...

ถูกแล้ว อานนท์ ! ถูกแล้ว อานนท์ !
…
สารีบุตร ! ถูกแล้ว ถูกแล้ว …
…ฯลฯ

และอื่น ๆ ทำนองนี้

ก็ถือว่าเป็น พุทธวจนะโดยอ้อม (โดยปริยาย) ที่เราจำเป็นต้องเล่าเรียนเช่นกัน

และถึงที่สุด หากไม่ปรากฏ คำดังกล่าว นำหน้า สิ่งที่เราต้องพิจารณาก็คือ หลักมหาปเทส 4

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุในธรรมวินัยนี้ จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า
ข้าพเจ้า...
ฟังมา
ได้รับมา แล้ว เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า

นี้เป็นธรรม

นี้เป็นวินัย
นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา ดังนี้

พวกเธอ...
อย่าเพิ่ง
รับรอง
อย่าเพิ่งคัดค้าน

เธอกำหนดเนื้อความนั้นให้ดีแล้ว...
นำไปสอบสวนใน สูตร

นำไปเทียบเคียงใน วินัย

ถ้า...
ลงกันไม่ได้

เทียบเคียงกันไม่ได้
พึงแน่ใจว่า
นั้นไม่ใช่คำของพระผู้มีพระภาคแน่นอน
ภิกษุรูปนั้นจำมาผิด
พวกเธอพึงทิ้งคำเหล่านั้นเสีย

ถ้า...
ลงกันได้

เทียบเคียงกันได้
พึงแน่ใจว่า
นั่นเป็นคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าแน่แล้ว
ภิกษุรูปนั้นจำมาอย่างดีแล้ว
พวกเธอพึงรับเอาไว้

ในทางกลับกัน หลักมหาปเทสสี่ ก็คือ หลักการหนึ่งในหลักพระพุทธวจนะ ที่จะบ่งชี้ว่า
ถ้อยคำใดเป็นคำสอนของสาวก ขณะเดียวกันก็บ่งบอกได้ทันทีว่า
ถ้อยคำนั้นไม่ใช่คำสอนของพระศาสดา

ที่กล่าวมา ก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า เราจะเริ่มต้นเล่าเรียน สิ่งที่ถูกเรียกกันว่า พุทธวจนะ ได้อย่างไร

และการเล่าเรียนเช่นว่า ก็เป็นพื้นฐานในการปฏิบัติตามและเผยแผ่ พุทธวจนะ ต่อไป

เริ่มจากการฟังและการอ่านเฉพาะ พุทธวจนะ

อย่างน้อยที่สุด
ก็ฟังและอ่านจากหนังสือชุด จากพระโอษฐ์
5 เล่มที่พระอาจารย์เงื่อม (ท่านพุทธทาส) และคณะรวบรวมไว้ ได้แก่

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์
ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคต้น
และ
อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคปลาย


 (ปัจจุบัน พระอาจารย์คึกฤทธ์  แห่งวัดนาป่าพง และคณะพุทธบริษัท กำลังแก้ไขเพิ่มเติมผลงานดังกล่าว)

กล่าวเฉพาะการฟังแล้ว บางคนก็ฟังธรรมะรู้เรื่อง แต่ก็มีอยู่จำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ฟังธรรมะไม่รู้เรื่อง นั่นเป็นเพราะอะไร

ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลประกอบอยู่ด้วยเหตุห้าอย่าง
แม้ฟังธรรมอยู่ ก็ไม่อาจเพื่อจะก้าวลงสู่นิยาม คือความถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย

เหตุห้าอย่างอะไรเล่า?
ห้าอย่างคือ

สนใจแต่คำพูด

สนใจแต่ผู้พูด
สนใจแต่ตัวเอง
มีจิตฟุ้งซ่าน ไม่มีเอกัคคตาจิตฟังธรรม และ
ทำในใจไม่แยบคาย
 นี่นัยยะที่หนึ่ง

สนใจแต่คำพูด
สนใจแต่ผู้พูด
สนใจแต่ตัวเอง
เป็นคนโง่เง่าเงอะงะ และ
มัวแต่สำคัญตนว่ารู้ในสิ่งที่ตนไม่รู้
นี่นัยยะที่สอง

เป็นคนลบหลู่ฟังธรรม
มีจิตมากไปด้วยความลบหลู่-แข่งดีฟังธรรม
คอยจ้องจับความผิดพลาดในผู้แสดงธรรม ด้วยจิตมุ่งร้ายแข็งกระด้าง
เป็นคนโง่เง่าเงอะงะ
และ
มัวแต่สำคัญตนว่ารู้ในสิ่งที่ตนไม่รู้
นี่นัยยะที่สาม

ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลประกอบด้วยเหตุห้าอย่างเหล่านี้แล
แม้ฟังธรรมอยู่ ก็ไม่อาจเพื่อจะก้าวลงสู่นิยาม คือความถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย

สอดคล้องกับความแตกต่างของบุคคลในโลกนี้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
บุคคลบางคนในโลกนี้
ได้เห็นหรือไม่ได้เห็นตถาคตก็ตาม
ได้ฟังหรือไม่ได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วก็ตาม
ก็หาเข้ามาสู่คลองแห่งกุศลธรรมได้ไม่

แต่บุคคลบางคนในโลกนี้
ได้เห็นหรือไม่ได้เห็นตถาคตก็ตาม
ได้ฟังหรือไม่ได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วก็ตาม
ย่อมเข้ามาสู่คลองแห่งกุศลธรรมทั้งหลายได้โดยแท้

ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้
ต่อเมื่อได้เห็นตถาคตหรือได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว
จึงเข้ามาสู่คลองแห่งกุศลธรรมทั้งหลายได้

ถ้าไม่ได้เห็นตถาคต หรือไม่ได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว
ย่อมไม่เข้ามาสู่คลองแห่งกุศลธรรมทั้งหลายได้เลย

ภิกษุทั้งหลาย ! ในบุคคล ๓ ประเภทนั้น มีบุคคลอยู่ประเภทหนึ่ง
ซึ่งต่อเมื่อได้เห็นตถาคตหรือได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว
จึงจะเข้ามาสู่คลองแห่งกุศลธรรมทั้งหลายได้

ถ้าไม่ได้เห็นตถาคตหรือไม่ได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว
ย่อมไม่เข้ามาสู่คลองแห่งกุศลธรรมทั้งหลายได้เลย

เราเพราะเห็นแก่บุคคลประเภทนี้แหละ จึงอนุญาตให้มีการแสดงธรรม
และเพราะอาศัยบุคคลประเภทนี้เป็นหลักอีกเหมือนกัน จึงจำต้องแสดงธรรมแก่บุคคลประเภทอื่นด้วย

และสอดคล้องกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงบัว 3 เหล่าไว้แก่ราชกุมาร


ราชกุมาร ! ครั้งนั้น เรารู้แจ้งคำเชื้อเชิญของสหัมบดีพรหมแล้ว

และเพราะอาศัยความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย
เราตรวจดูโลกด้วยพุทธจักขุแล้ว

เมื่อเราตรวจดูโลกด้วยพุทธจักขุอยู่

เราได้เห็นสัตว์ทั้งหลาย
ผู้มีธุลีในดวงตา...
เล็กน้อยบ้าง
มากบ้าง

ผู้มีอินทรีย์...
แก่กล้าบ้าง

อ่อนบ้าง

มีอาการ...
ดีบ้าง

เลวบ้าง

อาจสอนให้รู้ได้...
ง่ายบ้าง

ยากบ้าง
และ

บางพวกเห็นโทษในปรโลก โดยความเป็นภัยอยู่ก็มี

เปรียบเหมือนในหนอง...
บัวอุบล (บัวเขียว)

บัวปทุม
(บัวหลวง)
บัวบุณฑริก
(บัวขาว)

ดอกบัว...
บางเหล่าเกิดแล้วในน้ำ เจริญในน้ำ อันน้ำพยุงไว้ ยังจมอยู่ในน้ำ

บางเหล่าเกิดแล้วในน้ำ เจริญในน้ำ อันน้ำพยุงไว้ ตั้งอยู่เสมอพื้นน้ำ
บางเหล่าเกิดแล้วในน้ำ เจริญในน้ำ อันน้ำพยุงไว้ โผล่ขึ้นพ้นน้ำ อันน้ำไม่ถูกแล้ว มีฉันใด

ราชกุมาร ! เราได้เห็นสัตว์ทั้งหลายเป็นต่าง ๆ กันฉันนั้น

ราชกุมาร ! ครั้งนั้น เราได้รับรองกะสหัมบดีพรหมด้วยคำ (ที่ผูกเป็นกาพย์) ว่า

ประตูแห่งนิพพานอันเป็นอมตะ เราเปิดไว้แล้วแก่สัตว์เหล่านั้น
สัตว์เหล่าใดมีโสตประสาท สัตว์เหล่านั้น จงปลงศรัทธาลงไปเถิด

ดูก่อนพรหม ! เรารู้สึกว่ายาก จึงไม่กล่าวธรรมอันประณีตที่เราคล่องแคล่วชำนาญในหมู่มนุษย์ทั้งหลายดังนี้
...

นั่นแสดงให้เห็นว่า บัว 4 เหล่า ที่เราเล่าเรียนกัน จริง ๆ แล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้แค่ 3 เหล่าเท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้น การที่จะสรุปในหลักการว่า บัวเหล่าที่ 4 เป็นคำสอนของสาวก นั่นก็คงไม่ผิด

และเมื่อทราบถึงเหตุที่ทำให้ฟังธรรมไม่รู้เรื่องแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะเป็นทางออกให้เราสามารถเล่าเรียน พุทธวจนะ ได้อย่างคม ชัด และลึกเพียงพอที่จะอธิบายกันและกันได้ด้วย พุทธวจนะ ก็คือ มุมกลับของเหตุดังกล่าวข้างต้น

ไม่เพียงแค่นั้น อีกสิ่งที่เราสามารถปฏิบัติตามไปพร้อม ๆ กับการเล่าเรียนได้ ก็คือ 12 ลำดับในการปฏิบัติตามเพื่อรู้ซึ่งสัจธรรม ซึ่งมีดังต่อไปนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมไม่กล่าวการประสบความพอใจในอรหัตตผล ด้วยการกระทำอันดับแรกเพียงอันดัเดียว

ภิกษุทั้งหลาย
! ก็แต่ว่า การประสบความพอใจในอรหัตตผล ย่อมมีได้เพราะ...
การศึกษา
การกระทำ
การปฏิบัติ
โดยลำดับ


ภิกษุทั้งหลาย ! ก็การประสพความพอใจในอรหัตตผล ย่อมมีได้เพราะ...
การศึกษา
การกระทำ
การปฏิบัติ
โดยลำดับ นั้นเป็นอย่างไรเล่า
?

ภิกษุทั้งหลาย
! บุรุษบุคคลในกรณีนี้

เป็นผู้ มีสัทธา เกิดขึ้นแล้ว ลำดับที่ 1
ย่อม เข้าไปหา(สัปบุรุษ) ลำดับที่ 2

เมื่อ เข้าไปหา

ย่อม เข้าไปนั่งใกล้ ลำดับที่ 3

เมื่อ เข้า ๆ ไปนั้งใกล้
ย่อม เงี่ยโสตลงสดับ ลำดับที่ 4

ผู้เงี่ยโสตลงสดับ

ย่อม ได้ฟังธรรม ลำดับที่ 5

ครั้นฟังแล้ว

ย่อม ทรงจำธรรมไว้ ลำดับที่ 6
ย่อม ใคร่ครวญพิจารณาซึ่งเนื้อความแห่งธรรม ทั้งหลายที่ตนทรงจำไว้ ลำดับที่ 7

เมื่อเขาใคร่ครวญพิจารณา ซึ่งเนื้อความแห่งธรรมนั้นอยู่

ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อการเพ่งพิสูจน์ ลำดับที่ 8

เมื่อธรรมทนต่อการเพ่งพิสูจน์มีอยู่

ฉันทะ (ความพอใจ) ย่อมเกิด ลำดับที่ 9

ผู้เกิดฉันทะแล้ว

ย่อม มีอุตสาหะ ลำดับที่ 10

ครั้นมีอุตสาหะแล้ว
ย่อม พิจารณาหาความสมดุลแห่งธรรม ลำดับที่ 11

ครั้นพิจารณาหาความสมดุลแห่งธรรมแล้ว

ย่อม ตั้งตนไว้ในธรรม นั้น ลำดับที่ 12

ผู้มีตนส่งไปแล้วในธรรมนั้นอยู่
ย่อม กระทำให้แจ้ง ซึ่งบรมสัจจ์ด้วยนามกายด้วย
ย่อม เห็นแจ้งแทงตลอด ซึ่งบรมสัจจ์นั้นด้วยปัญญา ด้วย

และบรรดาพุทธวจนะที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสไว้ทั้งหมด ก็คือ

พระธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่...
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว
ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล
ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด
ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว
และ
ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน

ดังที่ทุกคนสาธยายมนต์ ขณะจิตกำลังระลึกถึงพระธรรม

และที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ก็สามารถสรุปความได้ด้วย พุทธวจนะบทหนึ่งที่พระองค์ตรัสแก่เกวัฏฏะ

เกวัฏฏะ ! อนุศาสนีปาฏิหาริย์ นั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

เกวัฏฏะ
! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมสั่งสอนว่า

ท่านจงตรึกอย่างนี้ ๆ
อย่าตรึกอย่างนั้น ๆ

จงทำไว้ในใจอย่างนี้ ๆ

อย่าทำไว้ในใจอย่างนั้น ๆ

จงละสิ่งนี้ ๆ เสีย
จงเข้าถึงสิ่งนี้ ๆ แล้วแลอยู่ ดังนี้

เกวัฏฏะ ! นี้เราเรียกว่า อนุศาสนีปาฏิหาริย์

1 ใน ปาฏิหาริย์ทั้ง 3 ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้แก่เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกคน

เป็นปาฏิหาริย์ที่พระองค์...
ไม่เห็นโทษในการแสดง

อึดอัด
ขยะแขยง

เกลียดชัง

เหมือนอย่างอิทธิปาฏิหาริย์ และอาเทสนาปาฏิหาริย์

ไม่เชื่อ ก็แค่พิสูจน์ด้วยการเล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่ (เฉพาะ) พุทธวจนะ สัก 1 ปี

เพราะการทำดังว่านั้น ด้วยการตรึก ทำไว้ในใจ เข้าถึง พุทธวจนะ นั่นก็เพื่อสร้าง อนุศาสนีปาฏิหาริย์  

ปาฏิหาริย์ ที่ทำทำหน้าที่สังคายนา คือ

สังคายนา พระพุทธ ด้วยการตรึก ทำไว้ในใจและเข้าถึง เฉพาะธรรมและวินัย ที่พระพุทธเจ้าแสดงและบัญญัติไว้ แทนธรรมและวินัย ที่พระพุทธเจ้ามิได้แสดงและบัญญัติไว้


สังคายนา พระธรรม ด้วยการตรึก ทำไว้ในใจและเข้าถึง พระไตรปิฎกเฉพาะส่วนที่เป็นคำสอนของพระศาสดา แทนพระไตรปิฎกส่วนที่เป็นคำสอนของสาวก และ

สังคายนา พระสงฆ์ ด้วยการที่ภิกษุทุกสำนัก ทุกนิกาย ตรึก ทำไว้ในใจและเข้าถึง เฉพาะคำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แทนคำพูดที่ออกจากปากของสาวก (อาจารย์และแม้กระทั่งตนเอง)

และเมื่อใด ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ทำหน้าที่เช่นเดียวกับภิกษุ ในฐานะสาวก สาวิกาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้ว

เมื่อนั้น ปาฏิหาริย์ (ในปัจจุบันกาล) ก็จักทำให้ศาสนา (พุทธ) พร่าเลือนและเสื่อมช้าที่สุด !

สมดังพุทธประสงค์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ถึงที่สุดของความเสื่อมแห่งศาสนา

อานนท์ ! เกี่ยวกับกัลยาณวัตร นั้น
เราขอกล่าวกะเธอ โดยประการที่เธอทั้งหลายจะพากันประพฤติตามกัลยาณวัตรที่เราตั้งไว้แล้วนี้

เธอทั้งหลายอย่าเป็นบุรุษพวกสุดท้ายของเราเลย

อานนท์ ! ความขาดสูญแห่งกัลยาณวัตรนี้ มีในยุคแห่งบุรุษใด
บุรุษนั้นชื่อว่าบุรุษคนสุดท้ายแห่งบุรุษทั้งหลาย

อานนท์ ! เกี่ยวกับกัลยาณวัตร นั้น

เราขอกล่าว (ย้ำ) กะเธอ โดยประการที่เธอทั้งหลายจะพากันประพฤติตามกัลยาณวัตรที่เราตั้งไว้แล้วนี้

เธอทั้งหลายอย่าเป็นบุรุษพวกสุดท้ายของเราเลย



ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล้าขอ คุณก็ต้องกล้าให้

ต่อแต่นี้ไป สัญญากับตัวเองได้ไหม

คุณจะไม่ทำตัวเป็นบุรุษคนสุดท้ายของพระองค์ !

ผมคนหนึ่งขอสัญญา แล้วคุณละ !

ด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

รวบรวมและเรียบเรียง
หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
 เริ่มต้น ขึ้น
6-9 ค่ำ เดือน 7
สิ้นสุด แรม 7 ค่ำ เดือน 7

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 17/06/2010 เวลา : 15.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

อ้างถึงความเห็นของพระอาจารย์ที่ว่า

ก่อนอื่น
ต้องขอแสดงความชื่นชมในเหตุผล
และข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้น
ซึ่งต้องยอมรับถูกเป็นส่วนมาก อาตมาเองก็เห็นเช่นนั้น
เห็นเช่นนั้น คือเห็นว่า เราควรศึกษา
หลักคำสอนของพระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์กันจริง ๆ ด้วยตัวของเรา
แต่ก็ยังมองไม่เห็นความจำเป็นที่เราจะต้องทำ
ถึงขนาดว่า โยนคำสอนสาวกรุ่นหลังทิ้งไปทั้งหมด
ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการสุดโต่งเกินไป

คิดกันเล่น ๆ ถ้าเอาตามที่คุณว่ามา
หนังสือเรียนพระพุทธศาสนาที่เด็กเรียนกันอยู่ทุกวันนี้ ก็ต้องโยนทิ้ง
หนังสือเรียนของพระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นบาลี นักธรรม ก็ต้องโยนทิ้ง
ตำราทางพระพุทธศาสนา
แนวทางปฏิบัติอะไรต่าง ๆ ที่เป็นคำสอนรุ่นหลัง
ก็ต้องโยนทิ้ง
พระสงฆ์ที่ท่านศึกษา และปฏิบัติมาดีแล้ว
ก็ไม่ควรจะสอนอะไรชาวบ้านด้วย
เพราะคำสอนเหล่านั้นไม่ใช่ขององค์ศาสดา
ไม่ควรเชื่อถือ
ฯลฯ
มองอย่างไร ๆ ก็ยังเห็นโทษของการกระทำเช่นนั้น
อย่าลืมว่า
ตัวพระไตรปิฎกที่เราอ้างกันว่าเป็นพระพุทธพจน์
ก็อาศัยสาวกสืบทอดกันมาเป็นรุ่น ๆ ทั้งนั้น
ขึ้นต้นพระสูตรแต่ละพระสูตรก็ชัดเจนอยู่แล้ว
ท่านขึ้นต้นว่า
...เอวัมเม สุตตัง...ข้าพเจ้าฟังมาอย่างนี้...
ซึ่งก็เท่ากับว่า ล้วนฟังกันมา สืบทอดกันทั้งสิ้น
ถ้าเราปฏิเสธคำสอนรุ่นหลัง จึงขัดแย้งในตัวเอง

ถ้าถือตามที่คุณว่ามาโดยเคร่งครัด พระไตรปิฎกทั้งหมด ก็ต้องโยนทิ้งด้วย
เพราะพระไตรปิฎกก็เป็นผลงานจากการฟัง
และจารึกของสาวกรุ่นหลังทั้งสิ้น
คำถามคือ แล้วเราจะเหลืออะไรให้เชื่อถือได้อีก

แต่เพราะเรายอมรับสิ่งที่สืบทอดมา ฟังกันมา
เราจึงได้ประโยชน์ ในการพัฒนาสติปัญญา
ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ กระทั่งสามารถแยกได้ว่า
อะไรถูก อะไรผิด
อะไรคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน และไม่ได้สอน

ความเห็นของคุณที่ว่ามา
อาตมามองเห็นว่าเป็นประโยชน์
แต่ก็เฉพาะผู้ที่มีปัญญาพอสมควรแล้วเท่านั้น
เอาเข้าจริง ๆ เวลาศึกษาพระพุทธศาสนา
ก็ต้องอาศัยครูบาอาจารย์ทั้งสิ้น
เราจึงไม่ควรตั้งข้อรังเกียจครูอาจารย์เหล่านั้น
ตัวคุณเองก็บอกว่า "เคย" เรียน/ศึกษาจากครูอาจารย์จนพอมีความรู้พอสมควรแล้ว
จึงได้หันมาศึกษาพระพุทธพจน์ด้วยตัวเอง
และคุณก็เป็นบอกเช่นเดียวกันว่า
การศึกษาพระพุทธศาสนาให้เข้าใจ
ก็ต้องอาศัยครูบาอาจารย์แตกฉานในคำสอน
ซึ่งก็เท่ากับเป็นยอมรับโดยกลาย ๆ ว่า
เราทิ้งครูบาอาจารย์ไม่ได้

ประเด็นค่อนข้างจะยาวไป
เอาเป็นว่า....
เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย
หน้าที่เราเวลานี้คือ
ควรแสวงหาความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาให้มาก ๆ
โดยเฉพาะส่วนที่เป็นหลักการ หรือแก่นแท้
ส่วนจะโดยวิธีไหน
ก็พิจารณาตามความเหมาะสมแก่อัธยาศัย
ให้เหมาะสมแก่วัย แก่วุฒิภาวะ เป็นขั้นเป็นตอนไป
ด้วยวิธีการเช่นนี้ เมื่อได้คำตอบที่ชัดเจนถูกต้องแล้ว
อาตมาเชื่อว่า เขาจะปฏิบัติตนได้ถูกต้อง
สามารถเข้าถึงมรรถผลนิพพานได้เช่นเดียวกัน

โดยส่วนตัวจึงไม่ห่วงว่าเป็นคำสอนจากปากของใคร
ขอเพียงยืนยัน ตรวจสอบว่า ไม่ผิดเพี้ยนจากธรรมวินัย
อาตมาก็พร้อมจะฟัง และฟังด้วยความเคารพ







ขอชี้แจงด้วยความเห็นดังต่อไปนี้

ถ้าวิเคราะห์โดยพุทธวจนะแล้ว ผมเห็นว่า มีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องศึกษาเฉพาะ พุทธวจนะ หรือคำสอนของพระศาสดา ด้วยเหตุผล 2 ประการ

1.เพื่อป้องกันมิให้คำสอนของพระศาสดา อันตรธานไปในระยะเวลาอันใกล้นี้ ดังที่พระองค์ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย! เรื่องนี้เคยมีมาแล้ว
กลองศึกของกษัตริย์พวกทสารหะเรียกว่า อานกะ มีอยู่
เมื่อกลองอานกะนี้ มีแผลแตกหรือลิ
พวกกษัตริย์ทสารหะได้หาเนื้อไม้อื่นทำเป็นลิ่ม เสริมลงในรอยแตกของกลองนั้น(ทุกคราวไป)

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเชื่อมปะเข้าหลายครั้งหลายคราวเช่นนั้นนานเข้า ก็ถึงสมัยหนึ่ง ซึ่งเนื้อไม้เดิมของตัวกลองหมดสิ้นไป เหลืออยู่แต่เนื้อไม้ที่ทำเสริมเข้าใหม่เท่านั้น

ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น
ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย
สุตตันตะ (ตัวสูตรส่วนที่ลึกซึ้ง) เหล่าใด
ที่เป็นคำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ่ง
เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอ..
จักไม่ฟังด้วยดี
จักไม่เงี่ยหูฟัง
จักไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
จักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

ส่วนสุตตันตะเหล่าใด
มีนักกวีแต่งขึ้นใหม่
เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน
มีอักษรสละสลวย
มีพยัญชนะอันวิจิตร
เป็นเรื่องนอกแนว
เป็นคำกล่าวของสาวก

เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอ...
จักฟังด้วยดี
จักเงี่ยหูฟัง
จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
จักสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียนไป

ภิกษุทั้งหลาย ! ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้น
ที่เป็นคำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ้ง
เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

จักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล

ด้วยพุทธวจนะข้างต้นเห็นได้ชัดว่า ชาวพุทธ ณ วันนี้
ฟังด้วยดี
เงี่ยหูฟัง
ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

ใน สุตตันตะ
มีนักกวีแต่งขึ้นใหม่
เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน
มีอักษรสละสลวย
มีพยัญชนะอันวิจิตร
เป็นเรื่องนอกแนว
เป็นคำกล่าวของสาวก

ซึ่งนั้นเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้
คำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ้ง
เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา อันตรธานไปในระยะเวลาต่อจากนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไร

ดังนั้น เมื่อคำสอนของพระศาสดา ถูกผลักไสออกไป เพราะความยาก – ง่าย โดยลืมประเด็น เรื่องความถูกต้อง ตรงจริง ไม่จำกัดกาล แล้วไปให้ความสำคัญกับคำกล่าวสาวก อะไรจะเกิดขึ้นกับคำสอนของพระองค์

แม้ตอนนี้คำสอนของพระศาสดา ยังไม่สูญหายไปทั้งหมด แต่เชื่อเหลือเกินว่า มันกำลังทยอย ๆ หายไป ตราบเท่าที่ไม่มีใครรักษาไว้ด้วยการถ่ายทอด บอกสอน อย่างจริงจังเช่นครั้ง พุทธกาล

2.เพื่อป้องกันมิให้พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป

พวกภิกษุเล่าเรียนสูตร อันถือกันมาผิด ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันผิด
เมื่อบทและพยัญชนะใช้กันผิดแล้ว แม้ความหมายก็มีนัยอันคลาดเคลื่อน

นี่ มูลกรณีที่หนึ่ง

พวกภิกษุเหล่าใด
เป็นพหุสูต คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจนะ
ทรงธรรม
ทรงวินัย
ทรงมาติกา (แม่บท)
ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เอาใจใส่บอกสอนใจความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่น ๆ

เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับดับไป สูตรทั้งหลาย ก็เลยขาดผู้เป็นมูลราก (อาจารย์) ไม่มีที่อาศัยสืบไป

นี่ มูลกรณีที่สาม

นี่เป็น 2 มูลเหตุที่ทำให้ศาสนาเสื่อม ซึ่งเกิดจากการไม่คงไว้ซึ่งบทพยัญชนะที่ถูกต้อง และผู้ที่มีหน้าที่ไม่ได้เอาใจใส่บอกสอน จึงส่งผลต่อโครงสร้างของศาสนา ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลเดียวกันกับเหตุข้อแรกที่ทำให้ศาสนาเสื่อมเร็วขึ้น

และถ้ายิ่งใช้หลักมหาปเทส 4 ด้วยแล้ว เราก็จะสามารถแยกออกระหว่าง คำสอนของพระศาสดา และคำสอนของสาวกว่า อะไรเป็นอะไร ซึ่งในที่นี้พะองค์ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุในธรรมวินัยนี้ จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า
- อาวุโส ข้อนี้ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า
- สงฆ์พร้อมทั้งพระเถระ พร้อมทั้งปาโมกข์ อยู่ในอาวาสโน้น ข้าพเจ้าได้ฟังมาได้รับมาเฉพาะหน้าสงฆ์นั้นว่า
-ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปอยู่ในอาวาสโน้น เป็นพหูสูต มีอาคมอันมาถึงแล้ว เป็นผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าพระเถระเหล่านั้นว่า
- ภิกษุผู้เป็นเถระอยู่ในอาวาสโน้น เป็นพหูสูต มีอาคมอันมาถึงแล้ว เป็นผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าพระเถระนั้นว่า

นี้เป็นธรรม
นี้เป็นวินัย
นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา ดังนี้

พวกเธอ...
อย่าเพิ่งรับรอง
อย่าเพิ่งคัดค้าน

เธอกำหนดเนื้อความนั้นให้ดีแล้ว...
นำไปสอบสวนในสูตร
นำไปเทียบเคียงในวินัย
ถ้า...
ลงกันไม่ได้
เทียบเคียงกันไม่ได้ พึงแน่ใจว่า
นั้นไม่ใช่คำของพระผู้มีพระภาคแน่นอน
ภิกษุรูปนั้นจำมาผิด พวกเธอพึงทิ้งคำเหล่านั้นเสีย

ถ้า...
ลงกันได้
เทียบเคียงกันได้ พึงแน่ใจว่า
นั่นเป็นคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าแน่แล้ว
ภิกษุรูปนั้นจำมาอย่างดีแล้ว พวกเธอพึงรับเอาไว้ นี่เป็นมหาปเทส 4

นั่นหมายความว่า คำกล่าวใดก็ตาม เมื่อนำมาตรวจสอบโดยหลักดังกล่าวแล้ว ไม่ใช่คำสอนของพระศาสดา เราก็มีสิทธิที่จะไม่สืบทอด ดังที่พระองค์ตรัสให้ ทิ้งคำเหล่านั้นเสีย

ในทำนองเดียวกันหาก...
หนังสือเรียนพระพุทธศาสนาที่เด็กเรียนกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่คำสอนของพระศาสดา ก็ต้องโยนทิ้ง
หนังสือเรียนของพระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นบาลี นักธรรม ไม่ใช่คำสอนของพระศาสดา ก็ต้องโยนทิ้ง และ
ตำราทางพระพุทธศาสนา แนวทางปฏิบัติอะไรต่าง ๆ ที่เป็นคำสอนรุ่นหลัง ไม่ใช่คำสอนของพระศาสดา ก็ต้องโยนทิ้ง

ซึ่งการโยนทิ้งในที่นี้ มิได้หมายความตรงตัว หากแต่หมายความโดยนัยยะตามพุทธวจนะว่า เราจัก
ไม่ฟังด้วยดี
ไม่เงี่ยหูฟัง
ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
ไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน ก็เท่านั้น พูดง่าย ๆ ก็คือ ฟังก็สักแต่ว่าฟัง ฟังผ่าน ๆ

ส่วนพระสงฆ์ที่ท่านศึกษา และปฏิบัติมาดีแล้ว ผมเห็นโดยพุทธประสงค์ว่า ท่านควรปฏิรูปตัวเอง ก่อนด้วยการเล่าเรียนเฉพาะคำสอนของพระศาสดา แล้วค่อย ๆ ลืม ๆ คำสอนเดิมที่ถ่ายทอดกันมา ผมเห็นว่า การวางอิฐก้อนแรกยากเสมอ เพราะนั่นคือการเดินออกมาจากกรอบของตัวเองที่เคยคุ้นชิน

และไม่ใช่ว่า เพราะเหตุอย่างนี้ พระสงฆ์ก็ไม่ต้องทำหน้าที่สอนอะไรชาวบ้านนั้น ก็เกินไปหน่อย ท่านก็ยังต้องทำหน้าที่ของท่านไปพร้อม ๆ ไปกับการปฏิรูปตัวเอง เชื่อเถิดครับว่า ชาวบ้านก็ต้องปฏิรูปตัวเองเช่นกัน

ดังนั้น ผมจึงมองไม่เห็นโทษของการปฏิรูปตัวเอง เพื่อทำให้พระศาสนา คือ คำสอนของพระองค์อยู่ได้นาน แต่อย่างใด

ส่วนพระไตรปิฎกที่เราอ้างกันว่า เป็นพระพุทธพจน์ ก็อาศัยสาวกสืบทอดกันมาเป็นรุ่น ๆ ทั้งนั้น ใช่ครับ โดยพุทธวจนะ ข้างต้นก็กล่าวไว้อย่างนั้น
หากแต่ว่าฟังมาแล้ว กลับไม่เอาใจใส่ ถ่ายทอด บอกสอนคำของพระองค์ ซึ่งนั่นแหละคือ ความขัดแย้งที่แต่ละสำนักสร้างขึ้น จนทำให้ ทุกวันนี้ เกิดสำนักต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย เพื่อทำหน้าที่คงไว้ รักษาไว้ ซึ่งหลักคำสอนของตน ทั้ง ๆ ที่หาก ทุกสำนักสอนเฉพาะคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น

ความสามัคคี ความหลอมรวมเป็นหนึ่ง ความเป็นเอกภาพ ความไม่แตกเป็นนิกายนั้น นี้โน้น แล้วอย่างนี้จะไม่ดีกว่าหรือ หากเราสามารถทำได้แต่ ไม่พยายามทำกัน

และถึงที่สุด พระไตรปิฎกทั้งหมด ก็ต้องโยนทิ้งด้วย คือ โยนทิ้งเฉพาะส่วนที่เป็นอรรถกถาครับ ส่วนที่เป็น พุทธวจนะ โยนทิ้งไม่ได้ เพราะนั้นคือ บ่อเกิดของศาสนา และแม้ว่าพระไตรปิฎกจะเป็นผลงานจากการฟังและจารึกของสาวกรุ่นหลัง ก็จริงอยู่

แต่หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระอรหันต์เหล่านั้น ก็พยายาม คงคำสอนของพระองค์ไว้ไม่ใช่หรือ จนการสังคายนาครั้งหลัง ๆ นี่แหละที่เป็นตัวเพิ่มความเห็นเข้าไปโดยไม่จำเป็น เพราะธรรม นั้นพระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว พร้อมทั้งอรรถพยัญชนะ ครบถ้วน บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง

ส่วนที่กล่าวว่า จะเหลืออะไรให้เชื่อถือนั้น ก็พุทธวจนะ จากพระไตรปิฎกฉบับบาลีสยามรัฐ นี่แหละครับ ทั้งบาลี ทั้งแปลไทย ทีทุกสำนักรับรองว่าเก่าแก่ที่สุด น่าเชื่อถือที่สุดอยู่แล้ว แค่คำสอนของพระศาสดก็เยอะอยู่แล้ว ทำไมเราจะไปหาคำสอนของสาวกมาศึกษากันอีก

ผมเห็นว่า พุทธประสงค์ของพระองค์ นั้นเหมาะกับจริตของคนทุกคน ไม่ได้แบ่งแยกใครว่า ไม่ควรศึกษา หากแต่เข้าใจว่า การเริ่มต้นเป็นเรื่องยาก แล้วเมื่อไรคนจะเข้ามาศึกษาละครับ ปล่อยทิ้งไว้ให้คนที่สนใจเท่านั้นหรือ ทั้ง ๆ ที่มันก็ไม่ได้ยากทั้งหมด มีทั้งที่ง่ายและยาก ซึ่งก็ต้องเรียนรู้กันไปที่ละนิด เริ่มจากพระโอษฐ์ 5 เล่มที่พระอาจารย์เงื่อม (ท่านพุทธทาสและคณะรวบรวมไว้) ซึ่งดีมาก ๆ การันตีครับ อ่านไป ทำไว้ในใจโดยแยบคาย สักพัก 1-2 ปี ต่อไปจะไม่อยากอ่านคำสอนของสาวกแล้ว

ส่วนการศึกษาพุทธวจนะ ก็ต้องอาศัยคนที่ผ่านมาก่อน ก็ต้องอาศัยพระอาจารย์ทั้งหลายนี่แหละครับ ผมเองไม่ได้รังเกียจธรรมที่ออกจากปากของสาวก มันง่ายก็จริงอยู่ แต่มันตอบโจทย์ไม่ได้ว่า

การศึกษาธรรมที่ออกจากปากของสาวก เป็นหลักประกันสำคัญที่ทำให้เสื่อมช้าที่สุด ได้จริง และตอบโจทย์เรื่องความไม่ขัดแย้งกันเองของคำสอนของสาวกไม่ได้ เพราะยังไงก็ต้องขัดกันอยู่ดี

ใช่ครับผมเอง "เคย" เรียน/ศึกษาจากพระอาจารย์ จนพอมีความรู้บ้าง ผิดบ้างถูกบ้าง จนมีโอกาสได้เจอะคำสอนของพระศาสดาผ่านพระอาจารย์คึกฤทธิ์ จึงได้หันมาศึกษาด้วยตัวเอง พร้อม ๆไปกับการฟังการอรรถาธิบาย ด้วยการ อธิบาย พุทธวจนะ ด้วยพุทธวจนะ

แต่พระอาจารย์ที่จริงจังในเรื่องนี้ กลับมีน้อยมาก ๆ น้อยจนกระทั่ง มีความจำเป็นที่จะทุกคนจะต้องหันกลับมาศึกษาอย่างจริงจังในเรื่องนี้ ผมเองไม่คิดจะตั้งข้อรังเกียจพระสงฆ์ เพราะถือว่าโดยศีลแล้ว ท่านน่าเคารพ น่าเลื่อมมากกว่าฆราวาส ท่านเป็นถึงพระรัตนตรัย ที่พึ่งที่ระลึก

เพียงแต่ฝันว่า ท่านเหล่านั้น น่าจะเห็นความสำคัญตรงนี้ แล้วเริ่มเปลี่ยนตัวเอง ปฏิรูปตนเองเริ่มสอนให้ชาวบ้านเปลี่ยน

โดยส่วนตัว ผมห่วงใย พระศาสนา ครับ และก็เคารพในความเห็นของพระอาจารย์

และพร้อมที่จะถูกวิจารณ์ เสมอ ๆ เพราะเชื่อครับว่า นี่คือ ความงดงามในการแสดงความเห็น แม้ว่า ความเห็นผมที่สอดแทรกอยู่อาจจะดุไปบ้างก็ต้องขออภัยพระอาจารย์นะครับ

ด้วยความปรารถนาดีต่อพระศาสนา เริ่มต้นสังคายนา 3 เสาหลักแห่งพระศาสนากันดีกว่าครับ

ปล.ถ้าทุกคนเล่าเรียน เฉพาะ พุทธวจนะ ต่อไปก็จะมีการตรวจสอบโดยอัตโนมัติว่า สิ่งที่พระองค์พูดเป็นจริงหรือไม่ ไม่ขัดแย้งกันจริงหรือ ถ่ายทอดบอกสอนกันมาผิดหรือเปล่า

เครือข่ายพุทธวจนะ พุทธ(ะ)ทางเลือก
บลู เลอสง่า
ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 8

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 16/06/2010 เวลา : 10.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ ก้อนหินยิ้ม - ด้วยความยินดีครับพี่ก้อนหินยิ้ม ว่าง ๆ ตามมาแวะอ่านได้เสมอ ๆ
ต้องออกตัวก่อนนะครับว่า ผมเองเป็นเพียงฆราวาส มิใช่ พระสงฆ์ซึ่งเป็นหนึ่งในที่พึ่งที่ถูกต้องของมนุษย์ครับ

ด้วยความที่เป็นเพียงสาวก ผมก็มีความด้อยทางปัญญาเช่นกันครับ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ต่างกัน

ในเบื้องต้นเห็นด้วยกับการยึดหลัก แต่หากเปลี่ยนหลักที่ยึดมาเป็น หลักพระพุทธวจนะ นั่นจะทำให้เรามองอะไรกว้างขึ้น

การมองด้วยวิทยาศาสตร์ ทำให้เรารู้จักใช้เหตุผลจากประสาทสัมผัสคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่การมองด้วยหลักพุทธวจนะ นั่นจะทำให้เราเข้าใจสรรพสิ่งตามความเป็นจริง เพราะเราใช้วิญญาณ ซึ่งเป็นผู้รู้แจ้งในอารมณ์ ตั้งอยู่กับกาย คือ อานาปานสติสมาธิ

ด้วยความเข้าใจที่ว่า
อะไรก็ตามที่อธิบายไม่ได้ด้วยหลักเหตุและผล นั่นไม่ไช่คำสอนที่ถูกต้อง ผมเห็นต่างนะครับ อย่างน้อยที่สุด เรื่อง กรรม ซึ่งเป็นอจินไตย และอีก 3 เรื่อง ก็อรรถาธิบายไม่ได้ด้วยเหตุผล เรื่องเหล่านี้เกินความเข้าใจของคนทั่วไป ที่สุดแล้วเหตุผล ช่วยอะไรได้หลายอย่างก็จริง แต่ก็ไม่ช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้เลย

หากปรารถนาความพ้นทุกข์ เราต้องทิ้ง ความรู้สึก ความจำและความคิดแล้วกลับมาอยู่กับลมหายใจ ซึ่งเป็นกายอย่างหนึ่ง ๆ ในกายทั้งหลาย (ติดตามอ่าน งานเกี่ยวกับอานาปานสติได้ที่

เผย ! สุดยอดสมาธิ รุ่นโคตรอานิสงส์...อานาปานสติ ปาฏิหาริย์จากการรู้ลมหายใจของพระพุทธเจ้า ตอนที่ 1 http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/05/02/entry-1 )

ส่วนที่ถามว่า
-จิตและกาย เป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่อย่างไร
เท่าที่ทราบ
จิต มโน วิญญาณ คือ คำที่มีความหมายเหมือนกัน ส่วนที่สงเคราะห์ลงได้กับจิตก็คือ เวทนา สัญญา สังขาร ส่วนกาย ก็คือ รูป คือ ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม

-จิตและกายเป็นสิ่งเชื่อมโยงกัน ใช่หรือไม่
เท่าที่ทราบ
หากจิตตั้งอยู่กับกาย เรียก สติ สัมปชัญญะ
หากจิตตั้งอยู่กับเวทนา(ความรู้สึก) สัญญา(ความจำได้หมายรู้) และสังขาร(ความคิดปรุงแต่ง) เรียก มีนันทิ(ความเพลิน) มีราคะ(ความพอใจ)

-แล้ววิญญาณ และสมอง ล่ะ เป็นเช่นไร
เท่าที่ทราบ
วิญญาณ คือ ผู้รู้แจ้งในอารมณ์
ส่วนสมอง คือ ธาตุดิน ไม่ต่างอะไรกับ กรวด หิน ดิน ทราย

(ขออภัยที่ไม่ได้ตอบโดยพุทธวจนะ เพราะฉะนั้น อ่านจบก็ลืมไปได้เลยครับ)

ก็ต้องถามว่า เถรวาท มหายาน ธิเบต ถือความเห็นของพระศาสดาหรือไม่ ถ้าใช่ คำตอบที่ได้ก็ไม่ต่างกัน

และนิกายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ก็มาจากมูลเหตุเดียวกัน คือ ไม่เล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่ พุทธวจนะ นี่เอง นับตั้งแต่สมัยพุทธกาลมา พุทธวจนะ จึงค่อย ๆ พร่าเลือน จนปัจจุบัน เกือบจะไม่มีที่แทรกในความรับรู้ของคนทั่วไป

ใช่ครับ เมื่อไม่มีพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า
ธรรมวินัยของ...
พวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว
พวกเราไม่มีพระศาสดา ดังนี้
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดดังนั้น
อานนท์ !
ธรรม
วินัย ก็ดี
ที่เรา...
แสดง
บัญญัติ แล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

-และจากคำถามที่ว่าว่า.....พระไตรปิฎกที่ศึกษาอยู่ได้รับการขยายเพิ่มเติมมาเป็นระยะๆๆๆ คำสอนของพระองค์ที่เป็นพระพุทธวนะ นั้นจะคงอยู่ถึงครึ่งหนึ่งหรือไม่??? ในพระไตรปิฎก

ก็ต้องตอบว่า พระไตรปิฎก = พุทธวจนะ+อรรถกถา สิ่งที่เราทำได้คือ เลือก
เลือก เล่าเรียน ปฏิบัติตาม และเผยแผ่ เฉพาะ พุทธวจนะ แทน อรรถกถาที่ผสมอยู่ในพระไตรปิฎกยังไงละ

-ส่วนที่เห็นว่า
เมื่อพระและโยม...ไม่มีการศึกษาภาษาบาลี ไม่รู้ภาษาพื้นเมืองของอินเดีย...ซึ่งมีการบันทึกคำสอนของพระองค์ในช่วงแรกเริ่ม พวกเราจึงต้องอาศัยอรรถกถา มาเรื่อยๆ นั้น

ความจริงแล้ว นะตอนนี้ มีการแปล พระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย ที่เก่าแกที่สุด คือ ฉบับบาลีสยามรัฐ และทุกสำนักก็อ้างจากที่นั่น เพราะฉะนั้น เมื่อไม่มีอะไรมาคัดง้าง การเล่าเรียน จากข้อมูลชั้นปฐมภูมิ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ในขณะนี้

ลองคิดดูนะครับว่า ถ้าเราอ้างไปเรื่อย ๆ เมื่อไรเราจะได้เล่าเรียน คำสอนของพระศาสดาเสียที

และปัจจุบัน พระอาจารย์คึกฤทธิ์ เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ก็เห็นความจำเป็นตรงนี้ ท่านและคณะพุทธบริษัทผู้ศรัทธาในคำพระตถาคต กำลังดึง พุทธวจนะ ออกจากพระไตรปิฎก รวมเป็นเล่ม เทียบภาษาบาลี ภาษาไทย สงสัยลองเข้าไปหาที่วัดนาป่าพงก็ได้นะครับ

เพราะฉะนั้น ปัญหาของก้อนหินยิ้ม ที่ว่า
ความถูกต้อง คืออะไร ? ก็ต้องตอบว่า ความถูกต้อง คือ หลักพุทธวจนะ เท่านั้น

อะไรคือคำสอนของพระองค์ ก็ต้องตอบว่า พุทธวจนะ นี่แหละครับ

ลองเปิดใจอ่านงานเขียนข้างบนอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็จะเข้าใจ พุทธประสงค์ของพระองค์ครับ

อ่านเพิ่มเติมได้ใน ร่วมเผยแผ่พุทธวจนะ ประกาศความเป็น พุทธะ บนทางเลือก http://www.oknation.net/blog/poetguide/2009/10/11/entry-1
สงสัยอันใดเข้ามาสอบถามกันได้เสมอครับ แต่อาจจะช้าหน่อย

เครือข่าย พุทธวจนะ พุทธ(ะ)ทางเลือก
บลู เลอสง่า
ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 8

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 16/06/2010 เวลา : 10.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ chaiyassu - ผมเห็นตรงกับพระอาจารย์ครับว่า คำสอนในทางพระพุทธศาสนา นั้นมาจากแหล่งเดียวกัน คือ พระไตรปิฎก

และพระไตรปิฎก ก็ประกอบด้วย อรรถกถา (คำสอนของสาวก) และ พุทธวจนะ (คำสอนของพระศาสดา)
และเห็นด้วยครับว่า เราสามารถตรวจสอบคำสอนของพระศาสดาด้วยหลักมหาปเทส 4 ดังที่กล่าวไว้ในงานเขียนข้างต้น

แต่ทว่า คำสอนของสาวก นั้น มิได้มาจากภูมิปัญญาของอรหันตสัมมาสัมพุทธะ สาวกเป็นเพียงมัคคานุคา (ผู้เดินตามมรรค) เป็นผู้ตามมาในภายหลัง เท่านั้น

ขณะที่พระศาสดา เป็นถึง
มัคคัญญู (รู้มรรค)
มัคควิทู (รู้แจ้งมรรค)
มัคคโกวิโท (ฉลาดในมรรค)

ถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ เป็นผู้ทำมรรคที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ทำและมรรคที่ยังไม่มีใครรู้ให้มีคนรู้ และทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าวให้ เป็นมรรคที่กล่าวกันแล้ว

นี้แล เป็นความผิดแผกแตกต่างกัน เป็นความมุ่งหมาย ที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกัน ระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์

ด้วยเหตุตามพุทธวจะข้างต้น ทำให้ สาวกไม่มีสิทธิเพิ่มเติมหรือตัดตอนความเห็นของพระองค์ เพราะการทำดั่งนั้นคือ การสร้างมรรคขึ้นมาใหม่ นั่นไม่ใช่ พุทธประสงค์ของพระองค์ ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุทั้งหลาย
จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ
จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว
จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติ ไว้แล้วอย่างเคร่งครัด อยู่เพียงใด

ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น

ส่วนที่กล่าวว่า คำสอนของสาวก ไม่ใช่อกาลิโก นั้นก็เพราะว่า พระองค์ไม่ได้บัญญัติไว้เช่นนั้น แต่ขณะเดียวกัน หากคำสอนของสาวก เป็นดังคำสอนของพระศาสดา หรือ พระศาสดาให้การรับรอง นั่นแหละจึงจะถือว่า คำสอนของสาวก(ที่อ้างคำสอนของพระศาสดา) เป็นอกาลิโก เช่นเดียวกับที่พระองค์ตรัสถึงธรรม ซึ่ง

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว (จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างบทพยัญชนะใด ๆในนามคำสอนของสาวกเพิ่มเติมขึ้นมาอีก)
ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล (อกาลิโก)
ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด
ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว และ
ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน

ผมเห็นตรงกับพระอาจารย์ครับว่า ปัญญาของคนมีหลายระดับ

ผมเองก็เคยเล่าเรียนคำสอนของสาวกมาระยะหนึ่ง เพิ่งมาจริงจังกับคำสอนของพระศาสดา ประมาณหนึ่งปีนี้เอง ก็เริ่มศรัทธาในภูมิปัญญาของท่านขึ้นมาทีละนิด ๆ จากไม่เข้าใจเลย ก็มาเข้าใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นต้องอาศัยพระอาจารย์ ที่คล่องแคล่วในหลักพุทธวจนะช่วยอรรถาธิบายด้วย พุทธวจนะด้วยกัน จึงจะเข้าใจมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ปัญหาก็คือ ขาดแคลน ภิกษุผู้คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจนะ เพราะภิกษุเหล่านั้นกลับไปสนใจในคำสอนของอาจารย์ตัวเอง สนใจในการสร้างคำสอนง่าย ๆ ขึ้นมาโดยไม่เข้าใจพุทธประสงค์ที่แท้จริง

และหลักการของคำสอนในทางพระพุทธศาสนา ก็คือ หลักพุทธวจนะเท่านั้น ไม่ใช่หลักอรรถกถาที่เกิดขึ้นไล่เรียงกันมา หลังการสังคายนาครั้งหลัง ๆ

ลองคิดดูนะครับว่า หากมีคนสองคนนั่งอยู่ตรงหน้า คนหนึ่งคือ พระศาสดา อีกคนคือ สาวกผู้ชาญฉลาด เราจะเดินเข้าไปหาใคร ถึงแม้ว่าพระองค์จะปรินิพานไปแล้วก็ตาม ผมเชื่อว่า ใน 100 คน คงมีไม่ถึง 5 คน ที่เดินเข้าไปหาสาวก เพราะ 5 คนนั้น ไม่ศรัทธาในภูมิปัญญาของพระองค์ ไม่ศรัทธาในธรรมและวินัยที่พระองค์แสดงและบัญญัติไว้

ขณะเดียวกัน ด้วยระยะเวลา จะ 2600 ปีแล้ว ที่มีการถ่ายทอด บอกสอน หากเราพยายามผลักไสให้คำสอนของพระศาสดาเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป ในอนาคตกาลอันใกล้ เราก็จะไม่รู้จักคำสอนของพระองค์ท่าน เพราะต่างคนต่างก็ตั้งแง่กับคำสอนของพระองค์ว่า ยากเกินความเข้าใจ จึงตั้งกำแพงในการเล่าเรียนคำสอนของพระองค์ ด้วยเหตุผลเดียวคือ ยาก แทนเหตุผลคือ ความถูกต้อง ตรงจริง ไม่จำกัดกาล

เทียบได้กับการเล่นเกมกระซิบ คนแรกรับฟังมาจากคำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า กระซิบไปเรื่อย ๆ จะ 2600 ปีอยู่แล้ว ถ้าเราทรงจำกันเฉพาะคำสอนของพระองค์ท่าน 2600 ปีมานี้ แน่นอนว่า มันก็อาจจะมีความผิดพลาดในการสื่อสารบ้าง แต่จะอย่างไร เราก็จะมั่นคงในคำสอนของพระศาสดา

แต่ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น เรากำลังพูดดัง ๆ กันแต่เฉพาะคำสอนของสาวก โดยที่ลืมไปแล้วว่า การเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนา ไม่ใช่ได้มาด้วยการเล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่คำสอนของสาวกเลย

และด้วยเหตุที่เรามั่นคงในคำสอนของสาวก นี่แหละ ทำให้เกิดประเด็นข้อถกเถียงในหลักคำสอนที่แตกต่างกันในแต่ละสำนัก ซึ่งไม่เป็นที่น่าปรารถนา เพราะมันขัดแย้งกันเอง จนหลาย ๆ ครั้ง เกิดมีผู้สงสัยว่า ทำไม่คำสอนของพระองค์จากปากสาวก ไม่เป็นสากลเลย

ซึ่งการขัดแย้งกันนั้น ทั้งหมดก็อยู่ในรายละเอียดที่แต่ละสำนัก กำลังตีความ ขยายความ โดยความเห็นตัวเอง ทั้ง ๆ ที่สามารถอรรถาธิบายได้ด้วย พุทธวจนะ ด้วยกัน

ในหลักการ ทุกสำนักเกือบจะพูดตรงกัน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่พออรรถาธิบาย ก็เกิดความเห็นต่าง บ้างก็ว่านิพพานเป็นอัตตา เป็นอนัตตา ไม่เป็นทั้งอัตตาและอนัตตา นี่เป็นประเด็นที่สำคัญมาก เป็นหลักการใหญ่ของศาสนาเลยละ เอ๊ะ ! แล้วทำไมเราไม่หาทางออก ไม่คลายปมปัญหาด้วย พุทธวจนะ ไม่เข้าใจจริง ๆ

จึงยืนยันว่า โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยอย่างยิ่งในการการปฏิเสธคำสอนอื่นของสาวกทั้งหมดและรับเอาแต่เพียงส่วนที่เป็นพุทธวจนะเท่านั้น

และเห็นด้วยเห็นกับการแบ่งพุทธทางเลือก ออกจากพุทธกระแสหลัก เพราะผู้ที่เล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่ พุทธวจนะ คือ ผู้ที่เลือกแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็เลือกที่จะเอาเฉพาะ คำสอนของพระศาสดา แทนคำสอนของสาวก

ปล.ขอบคุณความเห็นแย้งของพระอาจารย์มากครับ

เครือข่าย พุทธวจนะ พุทธ(ะ)ทางเลือก
บลู เลอสง่า
ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 8

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 16/06/2010 เวลา : 10.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

พี่ musachiza – ผมเห็นว่า การเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนา คือ การเข้าถึงคำสอนของพระศาสดาเท่านั้น

เราไม่จำเป็นต้องใช้สาวกเป็นตัวกลางในการเข้าถึงพระศาสดา หากแต่สามารถมุ่งตรงไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าได้โดยตรง ด้วยการรับฟังเฉพาะคำสอนของท่าน

เครือข่าย พุทธวจนะ พุทธ(ะ)ทางเลือก
บลู เลอสง่า
ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 8

OKNATION...คือพื้นที่ให้เราพัก ที่พำนักยามจิตว่าง หลากผู้คนบนเส้นทาง ร่วมสรรสร้างสังคมงาม ที่ถ่ายทอดความรู้สึก ที่คิดนึกการไต่ถาม ที่ชี้แนะความดีงาม ที่ร่วมน้ำใจไมตรี…

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 11/06/2010 เวลา : 08.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

ก้อนหินยิ้ม...ตามหลวงตาชัยยัสสุ มาเจ้าค่ะ

กราบนมัสการ นะคะ
ก้อนหินยิ้มเป็นโยมนะคะ ซึ่งความรู้ยังด้อยมากมายคะ

โดยส่วนตัว..สำหรับฆารวาสนั้น ยังไม่มีความรู้ในพระไตรปิฎก แต่เมื่อจะคิดจะทำอะไรก็ตามจะดูความถูกต้องและเป็นหลักวิทยาศาตร์ไว้ก่อน

เคยถามตัวเองแบบ..สังคมชาวบ้าน
และยึดเป็นทางของตัวเองมาตลอดคือ....
อะไรก็ตามที่อธิบายไม่ได้ด้วยหลักเหตุและผล ก้อนหินยิ้มคิดว่านั้นไม่ไช่คำสอนที่ถูกต้อง

เช่นเมื่อพระพุทธเจ้าสอนเรื่องศีล ไม่เบียนเบียดตัวเองและผู้อื่น อะไรที่ทำนั้นไม่ถูกต้อง เช่นฆ่าสัตว์โดยเจตนา

เมื่อ....พระพุทธเจ้าสอนเรื่อง จิต และกาย
1.จิตและกาย เป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่อย่างไร
2.จิตและกายเป็นสิ่งเชื่อมโยงกัน ใช่หรือไม่
3.แล้ววิญญาณ และสมอง ล่ะ เป็นเช่นไร

เอาเฉพาะคำถามเหล่านี้ เถรวาส และมหายาน และพระธิเบต ก็ถือและคิดแตกต่างกันแล้ว
และยังทำให้แตกเป็นพุทธะหลายนิกาย นับตั้งแต่สมัยพุทธกาลดั่งเดิมแล้วนะ ก้อนหินคิดเช่นนั้น

และเมื่อไม่มีพระพุทธเจ้า...พระองค์ตรัสว่า พระธรรมคือพระองค์ คำถามจึงอยู่ว่า.....พระไตรปิฎกที่ศึกษาอยู่ได้รับการขยายเพิ่มเติมมาเป็นระยะๆๆๆ คำสอนของพระองค์ที่เป็นพระพุทธวนะ นั้นจะคงอยู่ถึงครึ่งหนึ่งหรือไม่??? ในพระไตรปิฎก

เมื่อพระและโยม...ไม่มีการศึกษาภาษาบาลี ไม่รู้ภาษาพื้นเมืองของอินเดีย...ซึ่งมีการบันทึกคำสอนของพระองค์ในช่วงแรกเริ่ม พวกเราจึงต้องอาศัยอรรถกถา..มาเรื่อยๆ

และปัญหาของก้อนหินยิ้ม ก็คือ..
ความถูกต้อง คืออะไร ?
อะไรคือคำสอนของพระองค์ เช่นกัน..เจ้าค่ะ

กราบนมัสการลา เจ้าค่ะ
ก้อนหินยิ้ม

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
chaiyassu วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 21.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

โดยทัศนะส่วนตัว
คำสอนในทางพระพุทธศาสนา
ไม่ว่าจะปรากฏอยู่ในบาลี อรรถกถา
หรือแม้แต่ที่อาจารย์รุ่นหลังสืบทอดกันมา
ล้วนมาจากแหล่งเดียวกัน
สามารถตรวจสอบความผิดความถูกได้ไม่ยาก
เราจึงไม่ควรตั้งแง่ หรือตั้งข้อรังเกียจ
ในลักษณะแบบเหมาะรวมว่า
คำสอนที่ปรากฏในคัมภีร์อรรถกถา
สาวก หรืออาจารย์รุ่นหลังไม่ใช่อกาลิโก
ไม่ควรใส่ใจ หรือให้ความสำคัญ

อีกประการหนึ่ง
ปัญญาของคนก็มีหลายระดับ
บางคนอ่าน หรือศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎกโดยตรง
อาจมีปัญหาอ่านไม่รู้เรื่อง หรือไม่เข้าใจ เพราะภูมิไม่ถึง
จำเป็นต้องอาศัยคำอธิบาย หรืองานเขียน
ของครูอาจารย์รุ่นหลังที่อธิบายเป็นภาษาง่าย ๆ

อาตมาคิดว่า
ถ้าเราจับหลักการของคำสอนที่ถูกต้องได้แล้ว
มีหลักชัดเจนอยู่ในใจแล้ว
ศึกษาจากไหน คัมภีร์อะไร อาจารย์องค์ไหน
ล้วนได้คำตอบเดียวกันหมด
แม้จะมีประเด็นขัดแย้งกันบ้าง แต่ถ้าเราศึกษาให้ดี
ประเด็นที่ขัดแย้งกันนั้นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ไม่ใช่หลักการใหญ่ของศาสนา
เช่นกรณีตัวอย่างที่พูดถึงในบทความนี้ (ดอกบัว ๓ เหล่า)
จริงอยู่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ๓ เหล่า
แต่ ๔ เหล่า ที่มีภายหลัง ก็เป็นการเทียบเคียง บุคคล ๔ จำพวก
ซึ่งแม้จะเพิ่มขึ้นภายหลัง ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
และทุกอย่างก็มีคำอธิบาย

โดยส่วนตัวจึงไม่ค่อยเห็นด้วยกับการปฏิเสธคำสอนอื่นทั้งหมด
และรับเอาแต่เพียงส่วนที่เป็นพระพุทธพจน์เท่านั้น
และไม่เห็นกับการแบ่งพุทธกระแสหลัก พุทธทางเลือกที่เสนอมา

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
musachiza วันที่ : 07/06/2010 เวลา : 15.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

มาอ่านโครงสร้างแนวคิดแบบพุทธะที่มุ่ง
วจนะขอบพระพุทธองค์เป็นหลักนำทางครับ

http://www.oknation.net/blog/dragonball

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า วันที่ : 04/06/2010 เวลา : 12.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poetguide

...ในโลกนี้ ศาสตร์ใดก็ตาม ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนโดยมุมมอง (ศิลป์) หากมุมมองส่วนหนึ่งถูกเรียกว่า กระแสหลัก อีกส่วนหนึ่งจะถูกผลักเป็น มุมมอง กระแสรอง (ทางเลือก) โดยปริยาย

เรามักจะเห็น...
พรรคการเมืองกระแสหลัก & พรรคการเมืองทางเลือก
การแพทย์กระแสหลัก & การแพทย์ทางเลือก
สื่อกระแสหลัก & สื่อทางเลือก(กระแสรอง)

และอื่น ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ไม่ต่างกัน พุทธทางเลือก ก็แปลกแยกออกไปจาก พุทธกระแสหลัก

หากพุทธกระแสหลัก คือ กลุ่มชาวพุทธที่มั่นคงในคำสอนของสาวก การจะสรุปว่า พุทธทางเลือก คือ กลุ่มชาวพุทธที่มั่นคงในคำสอนของพระศาสดา ก็คงไม่ผิดนัก

และขณะนี้ พุทธกระแสหลัก ได้หยั่งรากลึกลงไปครอบงำ คณะสงฆ์ไทย จนทำให้การเล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่ อรรถกถา เป็นเริ่องปกติในสังคมปัจจุบันไปเสียแล้ว

โดยลืมไปว่า นั่นไม่ใช่คำสอนของพระศาสดาโดยตรง เป็นเพียงอธิบายด้วยสาวกเท่านั้น
โดยอ้างเอาเองว่า คำสอนของพระศาสดายากเกินความเข้าใจ ทั้ง ๆ ที่ ความถูกต้อง ไม่ถูกต้อง จะต้องเป็นเกณฑ์ที่นำมาใช้ก่อนความยากและความง่ายในการเล่าเรียน

อย่าปล่อยให้ อรรถกถาครอบงำสังคมไทยอีกต่อไป
อย่าปล่อยให้หัวใจเอียงไปหา คำสอนของสาวก ซึ่งไม่เป็นอกาลิโก

โปรดสะดุดแล้วหยุดคิด ในเมื่อสมาทาน พุทธศาสนา เป็นสรณะแล้ว

สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนคือ การเล่าเรียน ปฏิบัติตามและ เผยแผ่คำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิใช่หรือ

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะร่วมกันสังคายนา พุทธศาสนา ไม่ใช่สิ
หมดเวลาแล้วที่เราจะเถียงกันและกันด้วยคำสอนของสาวกเสียที

มาทางนี้...การสังคายนา พุทธศาสนา ครั้งใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว !

และคุณ กำลังจะเป็นหนึ่งในนั้น หากคุณเลือกด้วยตัวเอง
ไม่ต้องพึ่งใครพึ่งตน พึ่งธรรมเท่านั้น

เริ่มต้นทำความเข้าใจได้ที่นี่ ปาฏิหาริย์แห่งพุทธวจนะ = สังคายนา 3 เสาหลักแห่งพระ (พุทธ) ศาสนา
http://www.oknation.net/blog/bluecurtain/2010/06/04/entry-1

เครือข่ายพุทธวจนะ พุทธ(ะ)ทางเลือก
บลู เลอสง่า
แรม 7 ค่ำ เดือน 7

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน