• ยัยตัวหนอน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ice_vanila@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-17
  • จำนวนเรื่อง : 23
  • จำนวนผู้ชม : 110860
  • ส่ง msg :
  • โหวต 39 คน
รวมพลคนรักหนังสือ บาย "ยัยตัวหนอน" คลับของคนรักหนังสือ ไม่มีเหล้าขาย แต่เมาได้อยู่...
แนะนำหนังสือน่าอ่าน นิยายไทย นิยายแปล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับนักเขียนในดวงใจ แนะนำเว็บบอร์ดดีดีเกี่ยวกับหนังสือ ซื้อหนังสือออนไลน์แบบไว้ใจได้
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bookclub
วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2550
Posted by ยัยตัวหนอน , ผู้อ่าน : 2167 , 12:08:59 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตามล่าหา "ช้าง" กับ "รัก" ที่หล่นหาย

พักนี้ ฉันตอบคำถามใครต่อใครมากมายว่า ทำไม เดี๋ยวนี้ ฉันกลายเป็นผู้อุทิศตนเพื่อมวลชนผู้ทุกข์ยากไปแล้วหรือ?  ทำไม พักนี้ ฉันถึงทำกิจกรรมเพื่อสังคมบ่อยมากมาย ฉันก็ไม่รู้จะตอบยังไง ได้แต่ตอบกลับไปว่า ก็แบบเกาะกระแส CSR ที่องค์กรใหญ่ๆ เขาชอบทำกันนั่นแหละ

แต่ความจริงแล้ว มันก็ไม่มีอะไรมากมาย มีเพื่อนๆ ส่งลิงค์ใส่หัวข้อมาว่า "ช้างกูอยู่ไหน" อารมณ์ว่าอยากตามหาช้าง เหมือน "จาพนม" ว่างั้น

พอคลิกเข้าไปดู "อาสาเพื่อช้างป่ากุยบุรี" ของ มูลนิธิบ้านดินไทย จากปัญหาช้างป่าถูกทำลาย เพราะเข้าไปกินพืชไร่ในพื้นที่ชาวบ้านทำให้เกิดปัญหาทำร้ายช้างเกิดขึ้น  ดังนั้นทางกลุ่ม “เมล็ดดิน สานฝัน” จึงจัดกิจกรรม “ปลูกป่า - ทำโปร่ง - ทำฝาย ให้ช้างป่ากุยบุรี” ขึ้นเพื่อช่วยให้ช้างป่าได้อยู่อย่างมีความสุข

ดูรายละเอียดโครงการแล้ว เป็นเรื่องเป็นราวอยู่เหมือนกัน ปลูกป่าให้ช้าง สร้างแหล่งอาหารให้กับช้างป่า สร้างฝายกั้นน้ำให้ช้าง เพื่อที่ช้างจะได้ไม่เข้าไปหาอาหารในพื้นที่ที่ชาวบ้านอยู่อาศัย

ฉันถือว่ากิจกรรมนี้เป็นงานที่หาทำไม่ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะการสร้างฝาย มันเป็นเหมือนครั้งหนึ่งในชีวิต ที่จะมีโอกาสได้ก่อสร้างฝายกันน้ำท่วม เก็บกักน้ำให้ธรรมชาติ เหมือนเป็นการตอบแทนธรรมชาติที่เราอาจเผลอไม่ใส่ใจไปบ้าง

การเดินทางเริ่มต้นที่ค่ำคืนของเย็นวันศุกร์ที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่โครงการพารถฉิ่งฉับทัวร์มารับ บรรยากาศเลยเฮฮากันตั้งแต่เริ่มต้น จนผ่านสมุทรสงครามไปได้สักพัก รถเกิดเสีย บรรดาคุณผู้ชายเลยขันอาสาช่วยกันเข็นรถบัสคันใหญ่ จนเครื่องติด...

แล้วเราก็เริ่มเดินทางกันต่อ


แกะรอยรัก...(ของคนอื่น)

ระหว่างเดินทาง คุยกันไปคุยกันมา เพื่อนๆ ฉันเสนอให้เล่า "เรื่องผี" ตามธรรมเนียมในช่วงเวลาค่ำคืนของการออกเดินทางไปต่างจังหวัด แต่บรรดาคนในก๊วนส่วนใหญ่ "กลัวผี" และฉันว่ามันเชยเกินไป ทำไมเราต้องเล่า "เรื่องผี" เหมือนคนอื่นด้วย เหมือนกิจกรรมสิ้นคิดเกินไป ก็คล้ายกับการไปร้านอาหารตามสั่ง แล้วเลือกสั่ง "ผัดกะเพราไก่ไข่ดาว" นั่นแหละ

ฉันเลยขอเปลี่ยนประเด็นดีกว่า หาเรื่องที่สร้างสรรค์กว่าการ "เล่าเรื่องผี" มาเป็น "เล่าเรื่องความรัก" ของแต่ละคนดีกว่า ด้วยเหตุผลที่ฉันบอกทุกคนว่า... "ความรักสร้างโลก" แต่เรื่องผี ไม่เห็นสร้างอะไร นอกจาก "ความกลัว" ซึ่งไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย

ดูเหมือนหลายคนจะคล้อยตามที่ฉันพูด จากที่ไม่มีใครคิดที่จะพูดหรืออยากบอกเล่าเรื่องราวความรัก ที่ไม่สมหวังของตัวเองให้ฟัง แต่พอมีคนเปิดประเด็นแล้ว ... เรื่องราวต่างๆ ก็พรั่งพรูมากมาย

ความรักเป็นเรื่องมหัศจรรย์จริงๆ ตอนที่เรารักกัน ความรักดูเหมือนจะสร้างโลกได้เลยจริงๆ แต่ในทางกลับกัน ความรักก็ร้ายกาจไม่น้อย มันพร้อมที่จะทำลายล้างทุกอย่างได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องราวความรักของหลายคน ซึ้ง เศร้า เคล้า น้ำตา จนน่าประทับใจ

คนที่ฉันเลือกให้ประเดิมเล่าเรื่องความรักก่อน คือ พี่ที่รู้จักกันตอนไปเป็นครูบ้านนอก และเป็นเรื่องราวที่ฉันประทับใจมากที่สุด พี่เขาแอบชอบรุ่นพี่คนหนึ่งมา 13 ปีแล้ว จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังแอบชอบอยู่ ตลอดเวลา 13 ปีที่ผ่านมา การพูดคุยกันแทบนับคำได้ ลองนึกย้อยกลับไปเมื่อ 13 ปีที่แล้วดูนะ ไม่มีโทรศัพท์ ต้องแลกเหรียญ หาตู้โทรศัพท์ โทรไปคุยกับเขา เพียงเพื่อจะถามคำถามสั้นๆ ง่ายๆ ว่า เป็นไงบ้าง สบายดีไหมค่ะ กินข้าวรึยัง ดูแลตัวเองด้วยนะค่ะ แล้วก็วางสายจากกันไป

ความถี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง พี่เขาเล่าว่า คุยกันประมาณ 2-3 เดือนครั้งเห็นจะได้ เป็นแบบนี้ไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอดเวลา 9 ปีแรก โดยที่พี่เขาไม่เคยรู้เลยว่า ตลอด 7 ปีหลังที่คุยกันมา รุ่นพี่คนนี้แต่งงานแล้ว...แต่งงานมา 7 ปีแล้ว

เสียใจ เป็นความรู้สึกเดียว ที่พี่เขาถ่ายทอดออกมา ภายใต้เหตุผลดีดีที่ว่า ไม่ได้เสียใจ เพราะรุ่นพี่คนนี้แต่งงานแล้ว แต่เสียใจที่แม้แต่ความเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง รุ่นพี่คนนี้ก็ไม่สามารถให้ได้ เพราะถ้าเขาเห็นว่า เราเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง เขาคงบอกเล่าให้ฟังบ้างแล้วว่า เขาจะแต่งงานนะ เขาแต่งงานแล้วนะ มีลูกน้อยที่น่ารักมากๆ เลยนะ แต่ไม่เลย ไม่เคยเลยที่รุ่นพี่คนนี้จะพูดหรือเล่าอะไรให้ฟัง จนกระทั่งพี่เขาไปรู้เองจากเพื่อนๆ คนอื่นๆ

แต่แม้ว่าจะเสียใจมากแค่ไหน ความรักเป็นเรื่องแปลก เมื่อเกิดผูกพันกันแล้ว คงยากที่จะตัดใจได้ง่ายๆ พี่เขาบอกฉันว่า พี่คิดว่า มันไม่ใช่ความรักนะ มันคงเป็นความผูกพันที่ได้คุยกันมานาน ทำให้พี่อยากที่จะคุยกับเขาต่อไป แม้ว่าเขาจะไม่เห็นพี่อยู่ในสายตาเลยก็ตาม ทุกครั้งที่ถึงเทศกาลสำคัญ ปีใหม่ สงกรานต์ วาเลนไทน์ วันเกิด จะมีการ์ดเล็กๆ ที่ทำเองกับมือใบหนึ่งส่งไปถึงรุ่นพี่คนนั้นเสมอ โดยที่เจ้าของการ์ดเองก็คงไม่อาจรู้ได้เลยว่า คนที่เขาส่งให้จะสนใจการ์ดเล็กๆ ใบนั้นหรือไม่ แต่มันเป็นความสุขที่ได้ทำ และพี่ก็จะยังคงทำต่อไป

ผ่านมา 13 ปีแล้ว พี่เขายังติดต่อกับรุ่นพี่คนนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอ ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบด้วย คำถามง่ายๆ ไม่เปลี่ยนแปลง สบายดีไหม เป็นยังไงบ้าง กินข้าวรึยัง คุยกันนับคำได้ ก็วางสายจากกันไป...

ถ้าเป็นฉัน อย่าว่าแต่ 13 ปีเลย ฉันคงเลิกโทรตั้งแต่ 2 ครั้งแรกที่ได้คุยกันแล้วมั่ง ฉันเลยนับถือในความพยายามที่จะตะโกน หรือสะกิดคนคนหนึ่งให้เขารู้ว่า เรายืนอยู่ตรงนี้นะ เราอยู่ข้างๆ เขาเสมอนะ เหมือน "ไม้ขีดไฟ" ที่หลงรัก "ดอกทานตะวัน" แล้วพร้อมจะจุดตัวเอง เพียงเพื่อให้ดอกทานตะวันหันมามอง แม้สักครั้ง ก็ยังดี...

เรื่องเล่าจากหัวใจของพี่เนตร สร้างความประทับใจให้กับฉัน จนฉันอดไม่ได้ที่จะต้องถ่ายทอดต่อไป

--------------------------------------------------------------------------------

แม่นักสัมภาษณ์รัก...

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ฉันชอบถามคนโน่นคนนี่ เกี่ยวกับเรื่องราวความรักของเขา ตำนานแห่งรัก ที่เจ้าตัวจะรู้ไหมว่า เวลาที่เขาถ่ายทอดให้ฉันฟัง ดวงตาเขาจะเป็นประกาย มีความสุขสุดสุดที่ได้ย้อนกลับไปมองจุดเริ่มต้นแห่งรักของเขา ซึ่งก็ทำให้ฉันพลอยยิ้มไปกับเขาด้วย

ก่อนหน้าที่จะมาทริปกุยบุรี ฉันเพิ่งไปแกะรอย "ตำนานรักภูกระดึง" ของ 1 ในรุ่นพี่ที่ฉันรู้จัก ตำนานรักที่จะครบรอบ 18 ปีในเร็วๆ นี้แล้ว สร้างความประทับใจให้ฉันและทุกคนได้ยินมาก เรื่องราวโรแมนติกดั่งนิยาย แต่เป็นเรื่องจริง ที่ทำให้ฉันยิ้มแก้มปริ พร้อมกับคำล้อของคนในรุ่นว่า ดูฉันจะอินกับเรื่องนี้เป็นพิเศษเลยนะ

พอมาทริปกุยบุรี ฉันเปิดประเด็นเรื่องนี้ และไล่สัมภาษณ์ทุกคน แม้แต่คนที่ไม่อยากเล่า และปฏิเสธแต่แรก ก็เจอมุขออดอ้อนของฉัน จนทำให้ต้องหลุดปากเล่าออกมา ใครหลายคนเลยบอกว่า ฉันเป็นผู้หญิงที่น่ากลัวมาก น่ากลัวว่าคุยๆ อยู่แล้วจะเผลอหลุดความลับของตัวเองออกมาให้ฉันฟังแบบไม่ตั้งตัว

ตอนนี้ ฉันเลยกลายเป็นแม่ "นักสัมภาษณ์รัก" ของเพื่อนไปแล้ว



สิ่งที่ฉันเรียนรู้

เราเดินทางมาถึงอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ประมาณตี 2 หรือ ตี 3 ได้ ทำให้การ "กางเต๊นท์" ค่อนข้างทุลักทุเลสุดสุด แต่ฉันกับเพื่อนๆ ก็ช่วยกันกางเต๊นท์ได้จนสำเร็จ  แล้วเราก็ได้นอนพักผ่อนก่อนวันที่จะต้องไปทำภารกิจใหญ่

ตื่นเช้ามาตอนเจ็ดโมง...ฟ้าสว่างเหมือนสักเที่ยงได้ แต่อากาศกำลังดี พวกเราเริ่มแบ่งกลุ่มเพื่อช่วยกันทำอาหาร และทำกิจกรรม มีทั้งหมด 4 กลุ่ม แต่ละกลุ่ม ก็ตั้งชื่อเก๋ๆ กันไป มี "เดินดง" "เพื่อนช้าง" "เพื่อนช้างเดียวกัน" และ กลุ่มที่แหวกแนวที่สุด เห็นจะเป็นกลุ่มที่ฉันไปอาศัยเขาอยู่ "18 ฝน" คิดมาได้ ไม่เข้าธีม ป่าไม้ ธรรมชาติ หรืออะไรที่เกี่ยวกับช้างเลย 555 ก็ ประธานกลุ่ม และเลขา (ฉันเอง) เราเห็นพ้องกันว่า กลุ่มเรามี 18 คน ก็ 18 ฝน กันไป 555 ยิ่งกว่า "กะเพราไก่ไข่ดาว" เสียอีก

สิ่งหนึ่งที่ฉันเห็นเป็นครั้งที่ 3 สำหรับการไปค่ายอาสาพัฒนาชุมชน ในช่วงทำกับข้าว ฉันมองเห็นภาพ "หญิงยุคใหม่ ไร้เสน่ห์ปลายจวัก" ไม่มีผู้หญิงคนไหนในกลุ่มฉัน ที่อาสาทำกับข้าว หรือทำกับข้าวได้ ไม่ว่าจะเป็น คนที่อายุมากกว่าฉัน หรือว่าน้อยกว่าฉันก็ตาม

กับข้าวของกลุ่มฉันก็ไม่ต่างจากกลุ่มอื่นนัก ไข่เจียว กุนเชียงทอด ปลาหมึกทอด ที่ดูดีกว่าหน่อย เห็นจะเป็น แกงจืด ส่วนฉันนะเหรอ คงมีคนเห็นความเป็นแม่บ้านในตัวฉันมาก เลยให้ฉันทำ "ไชโป๊ผัดไข่" อย่าว่าแต่ทำ ไชโป๊ผัดไข่ เลย เวลาปกติ เมนูนี้ไม่เคยอยู่ในสมองฉันด้วยซ้ำ ใช่ ฉันกิน ไชโป๊ผัดไข่ ไม่เป็น

และฉันขอสารภาพอีกหนึ่งเรื่อง นอกจากจะไม่ชอบกิน ไม่ค่อยจะกิน กินไม่ค่อยจะเป็นแล้ว ฉันไม่รู้แม้กระทั่งว่า ต้องเอาไชโป๊ ไปล้างน้ำก่อน เพราะถ้าเอามาผัดเลย มันจะเค็มมาก (เบียร์จำไว้นะ) กำลังจะผัดแล้ว มีคนทักซะก่อนว่า เฮ้ย เอาไชโป๊ ไปล้างก่อนสิ ฉันเลยเดินไปหยิบไชโป๊ไปล้าง แล้วพอจะมาผัด มีคนบอกว่า ทำไมไม่เอาไชโป๊ ลงไปในไข่เลยแล้วก็ผัด ฉันหัวเราะ ไม่พูดอะไร คิดในใจเพียงว่า...เออ ก็มีคนทำกับข้าวไม่เป็นหนักกว่าเราอีกนะ งั้นเราก็ยังปกติอยู่



ปลูก (ต้น) รักให้ป่ากุยบุรี

สรุปแล้ว คนทำกับข้าวให้พวกเราชาว 18 ฝนได้รับประทานกันก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ "ประธาน" กลุ่ม18 ฝน ซึ่งเป็นผู้ชายตัวใหญ่ๆ หน้าตา ท่าทางไม่บ่งบอกว่าจะทำกับข้าวได้เลย ทำเอาฉันงง และอึ้งไปเหมือนกัน

ทานข้าวมือเช้าเสร็จ ในฐานะที่พวกเราไม่ค่อยจะทำอะไรเป็น เลยต้อง มีหน้าที่ "ล้างจาน" ขนอุปกรณ์ และจาน ชาน ไม่ต่ำกว่า 20 ใบไปล้าง

พอได้ฤกษ์ ไปปลูก พวกเรา ก็ขน จอม เสียบ บุ้งกี๋ และ "ต้นกล้า" สำหรับการปลูกป่า แล้วเดินเข้าเขตหวงห้ามของอุทยาน เป็นเขตอนุรักษ์ พันธุ์ป่าไม้ทั้งหลาย และเท่าที่ฉันได้สอบถาม ว่า ต้นกล้า ที่พวกเราปลูก เป็น ต้นอะไร เจ้าหน้าที่ บอกว่า เป็น ต้นไผ่ ฉันสังเกตเห็นว่า มีหนามเล็กๆ เต็มต้นเชียว เลยสงสัยต่อไปอีกว่า แล้วถ้าช้างมากินเจ้าต้นนี้เข้าจะไม่บาดปากเหรอ เจ้าหน้าที่ เขาก็บอกว่า ช้างเขาฉลาดนะ รับรองว่า ไม่บาดปากแน่นอน

ส่วนใหญ่ ผู้ชายจะทำหน้าที่ ขุดดิน ให้กลุ่มผู้หญิง วางต้นกล้าลงดิน หรือผู้ชายบางกลุ่ม ก็จะทำหน้าที่ ถือต้นกล้า แทนผู้หญิง เพราะฉันว่า ตอนถือแรกๆ มันก็ไม่เท่าไร แต่พอเดินเข้าป่าลึกไประดับหนึ่ง ระยะทาง บวกความเกร็งในการถือต้นกล้า ก็ทำให้ล้าได้เหมือนกัน

ฉันจะคอยเดินตามกลุ่มคนที่ขุดดินรอต้นกล้าไว้ แล้วก็มีหน้าที่ หยิบต้นกล้า แกะพลาสติกสีดำออก และนำต้นกล้าลงดิน กลบหน้าดินให้เรียบร้อย เป็นอันว่า สำเร็จไป 1 ต้น แล้วก็เดินต่อไปเรื่อยๆ จำได้คร่าวๆ ว่า ต้นกล้าที่นำมาลงในครั้งนี้ มีไม่น้อยกว่า 100 ต้น  แต่ฉันจำตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้หรอกนะ รู้แต่ว่า ตัวเอง ปลูกต้นไม้ คืนมวลแห่งอากาศดีดีสู่ป่าใหญ่ ไปไม่น้อยเลยทีเดียว

ทุกครั้งที่เจอ หลุมดิน ที่ขุดรอไว้ ฉันจะรีบเดินหน้าเข้าไป ลงต้นกล้า ด้วยหัวใจอันอิ่มเอิบ กลบหน้าดิน ด้วยความเต็มใจ ไม่ต้องกังวลว่ามันจะเปื้อนมือสักเพียงไหน ลุกขึ้นมามองด้วยความภาคภูมิใจต่อการมีส่วนร่วมในสร้างป่าแห่งนี้ ฉันไม่รู้ว่า ฉันจะมีโอกาสได้มาเยือนที่นี่อีกครั้งไหม ฉันไม่รู้ว่า ฉันจะมีโอกาสได้ เห็น ต้นกล้าที่เติบใหญ่ในผืนป่าแห่งนี้อีกเมื่อใด ฉันรู้แต่เพียงว่า ต้นกล้า ต้นน้อยๆ เหล่านี้ กำลังรอวันที่จะเติบโต ฝั่งรากลึก เป็นร่มเงาใหญ่ให้ผู้คน เป็นแหล่งอาหารให้ช้างพรายได้อิ่มหนำ

คิดแค่นี้ ก็มีความสุขแล้ว

บรรยากาศในป่าเริ่มไม่เป็นใจ เพราะดูท่า ฝนที่ไม่ได้ตกที่นี่มานานกว่า 2 เดือนแล้ว ทำท่าว่ากำลังจะเทลงมาเพื่อรดน้ำให้ต้นกล้าที่พวกเราปลูกไปแทนน้ำจากบัวรด เราจึงต้องรีบเร่งฝีเท้าเดินออกจากป่าลึก เพื่อกลับที่พัก ก่อนที่ฝนจะกระหน่ำลงมาจนเราไม่สามารถเดินกลับที่พักได้

ในที่สุด ก็รอดจากการเปียกฝน เพราะน่าแปลกมาก ในส่วนที่เรากางเต๊นท์ไว้ ฝนไม่ตกเลยสักนิด ถือว่าภารกิจแรกของโครงการผ่านไปได้ด้วยดี



"ผู้บุกรุก"

ภัตตาคารหรูกลางป่าเริ่มเปิดให้บริการอีกครั้ง เพื่อต้อนรับมื้อกลางวันของพวกเรา โดยมี พ่อครัวหัวป่าก์ และ แม่ครัวหัวหมุนทั้งหลายเป็นผู้สาละวนกับกิจกรรมทำกับข้าว ที่ฉันรู้สึกเสมอว่า มันสนุกที่สุดเลยละ แม้ว่าฝีมือในการทำกับข้าวของฉันก็ยังคงสุดยอดเหมือนเดิม (ไม่อร่อยเสมอต้นเสมอปลาย)

"สร้างโป่งเทียม" ให้ช้างป่า เป็นภารกิจที่ 2 ที่เราต้องพิชิตให้ได้ในยามบ่าย เรานั่งรถกระบะ ที่มีไม้ตอกพาดไว้ 3-4 แถว สำหรับเป็นที่นั่ง เพื่อเข้าไปยังป่าลึกของอุทยาน อีกหนึ่งของเขตหวงห้ามที่มีสัตว์ป่ามากมายดำรงชีพอยู่ โดยเฉพาะ "ช้างป่า" ที่เปรียบเหมือนสัตว์ป่าที่เป็นสัญลักษณ์ของอุทยานแห่งชาติกุยบุรี มีไม่น้อยกว่า 120 เชือกอาศัยอยู่ในป่าลึก โดยถูกล้อมด้วยการอยู่อาศัยของคนในแนวป่าด้านนอก ที่เป็น ชาวไร่สัปปะรด และบ่อยครั้ง ที่เรามักจะได้ยิน การเข้ามากินสัปปะรดของช้างป่าที่สร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านมหาศาล

ช้างล้ำแดนคน หรือ คนบุกรุกป่า

นี่คือคำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในใจระหว่างที่ฉันนั่งมองสองข้างทางก่อนเข้าสู่ป่าลึกของอุทยาน พื้นที่กว่า 3 พันไร่ ที่ถูกจัดสรรให้เป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน โดยเฉลี่ยประมาณ 20 ไร่ต่อครอบครัว พื้นที่ตั้งแต่ตีนเขา จนสุดยอดเขา เต็มไปด้วย "สัปปะรด" หลายระดับ มีทั้ง ระดับอนุบาล ประถม มัธยม วัยสาว (พร้อมเก็บเกี่ยว) ให้เลือกมองได้เพลินตา

แต่พอเหลือบตามองไปเห็น สายสีดำเส้นบางๆ อยู่บริเวณรอบๆ ไร่แล้ว ฉันก็อดไม่ได้ที่จะถามเจ้าหน้าที่ว่า ต้องถึงขนาด ทำแนวชอตไฟฟ้า กันเชียวหรือ?

เจ้าหน้าที่อุทยาน ก็เล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้ว พื้นที่นี้ เป็นพื้นที่ของนายทุนมาก่อน มีคนมาบุกรุกป่าไม้แห่งนี้จนกระทั่งเกิดปัญหา ช้างป่าตายอย่างอนาจบ่อยครั้งขึ้น รัฐจึงเวียนคืนที่ดินแห่งนี้และให้สัมปทานกับชาวบ้านปลูกสัปปะรดแทน พร้อมกับทำแนวกั้น ระหว่างอุทยาน พื้นที่ของช้าง กับ พื้นที่ของคน

แต่ ช้าง เล่า เจ้าจะรู้ไหมว่า พื้นที่ใด คือ พื้นที่ของเจ้า พื้นที่ใด คือ พื้นที่หวงห้ามที่มนุษย์ไม่อยากให้เจ้าเข้าใกล้

ไม่หรอก ช้างไม่มีทางรู้หรอก เวลาใดที่แหล่งอาหารในป่าหดหาย ช้างป่าก็ต้องออกมาหากินไกลขึ้น ในเขตที่เขาไม่คุ้นเคยมากขึ้น พอเดินมาจนถึงเขตกั้นแดน ระหว่าง พื้นที่อุทยาน กับ ไร่สัปปะรดชาวบ้าน ก็ต้องเจอกับแนวชอตไฟฟ้า ที่แม้เจ้าหน้าที่จะบอกว่าเป็นเพียงกระแสไฟจากแบตเตอรี่อ่อนๆ แต่ก็ทำให้รู้สึกได้เหมือนกัน ช้างป่าส่วนใหญ่จะกระเด็นออกในครั้งแรก และจะใช้ง่วงดึงแนวชอตไฟฟ้าออก เพื่อเข้ามาหากินสัดปะรดในไร่ ซึ่งในแต่ละครั้งที่เข้ามาก็กินไปไม่ต่ำกว่า 1 - 2 ไร่ ชาวบ้าน ที่อยู่ในแนวใกล้อุทยานมากสุด ก็จะได้รับความเสียหาย น่าเห็นใจอยู่เหมือนกันเพราะชาวบ้านต้องกู้เงินมาทำไร่ เมื่อไม่มีผลผลิต ย่อมไม่มีเงินที่จะไปจ่ายหนี้สินคืน จึงเป็นเหตุผลที่ชาวบ้านในยุคเก่าโกรธแค้น และใช้วิธี ยิงช้างให้ล้มเสีย เพื่อตัดปัญหาในการสูญเสียทั้งหลาย

ชาวบ้านเสียหาย ช้างล้มตาย เพียงเพราะต่างต้องทำมาหากิน ต้องเอาชีวิตรอด ชาวบ้านปลูกไร่สัปปะรด เพื่อเลี้ยงชีพ ช้าง เข้าไปกินสัปปะรด เพื่อความอยู่รอด ภายใต้เหตุผลเดียวกัน แต่วิธีการในการอยู่รอดแตกต่างกัน คนหนึ่งจึงต้องอยู่ อีกชีวิตจึงต้องจากไป

แน่นอนว่า ถ้าป่าสมบูรณ์ ช้างคงไม่ออกมาถึงแนวที่อยู่อาศัยของมนุษย์ และถ้าช้างไม่มาบุกไร่สัปปะรด มนุษย์เจ้าของไร่ คงไม่เจ็บเจียนตายด้วยหนี้สินรัดตัว และต้องยิงช้างให้ล้มจนหมดลมหายใจ...


ครั้งหนึ่งกับการทำ "โป่งเทียม"

จากการที่ธรรมชาติถูกบุกรุกด้วยธรรมชาติกันเอง และมนุษย์ ทำให้แหล่งอาหารของช้างป่าหดหายลงไป หนึ่งในแร่ธาตุสำคัญ อย่าง ไอโอดีน ที่ได้จากความเค็ม ของดินโป่ง ก็หดหายตามไปด้วย พวกเราจึงต้องมาช่วยกันสร้าง "โป่งเทียม" ให้กับช้างป่า

ถ้าพูดถึง ไอโอดีน ใครหลายคนก็คงคิดถึง "เกลือ" แต่ฉันไม่คิดว่า การสร้าง "โป่งเทียม" จะง่ายดายด้วยการใช้ เกลือ เป็นวัตถุดิบหลัก เหมือนเป็น "ภูมิปัญญาพื้นบ้าน" ที่ใช้ได้ผลทีเดียว การนำเกลือที่มีธาตุไอโอดีนอยู่แล้ว มาโปรยในดินที่ถูกสร้างคล้ายกับ โป่งดิน จริงๆ ผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน ก็เหมือนกับการมี โป่งดิน ขนานแท้ที่อุดมไปด้วยธาตุไอโอดีนแล้ว

ผืนดินราบเรียบแห้งกรัง เริ่มแยกด้วยจอบที่ขุดเจาะลงไป เบื้องหน้าเป็น ดินสูงชันตั้งฉาก ประมาณ 1 ฟุตกับตัวพื้นดิน กลุ่มผู้หญิงส่วนใหญ่จะทำหน้าที่ลำเลียง เกลือ อยู่ด้านบน ส่วนกลุ่มอาสาผู้ชาย จะทำหน้าที่ ขุดดิน ด้านล่าง ให้ดินที่แข็งกระด้าง ร่วนซุย พร้อมที่จะรับธาตุไอโอดีน จากเกลือ ขุดได้ความกว้างตามต้องการ เราก็นำ เกลือ เกือบ 10 ถุง หว่านลงในดิน พรมน้ำเล็กน้อย ใช้จอบขุดผสมดินกับเกลือให้เข้ากัน ผสมน้ำอีกเล็กน้อย พอให้ดินไม่แข็งเกินไป และเริ่มผสานเป็นเนื้อเดียวกับเกลือ เป็นอันจบ การทำ โป่งเทียม

จริงๆ แล้วฉันเองมีคำถามไม่ต่างจากเพื่อนๆ ร่วมโครงการคนอื่นๆ นั่นคือ โป่งเทียม เพียงเล็กน้อยเท่านี้ ช้างมากินรอบเดียวก็น่าจะหมดแล้ว เจ้าหน้าที่อุทยาน เลยให้ความกระจ่างว่า ก็ต้องเข้ามาทำโป่งเทียมต่อเนื่อง ทำจำนวนมาก ซึ่งต้องใช้แรงงานคนพอสมควร

แต่ดีที่สุดแล้ว ธรรมชาติควรสร้างโป่งดินด้วยตัวเอง ซึ่งนั่นหมายถึง ป่าต้องมีความสมบูรณ์ ไม่เจอสารฆ่าแมลงที่ลอยมาตามลมจากการทำไร่ของชาวบ้าน ไม่โดนขโมยทรัพยากรจนบ่วงโซ่อาหารทางธรรมชาติสูญสลายไปจนไม่สามารถที่จะสร้างแร่ธาตุอันครบถ้วนให้กับสัตว์ป่าที่ดำรงอยู่ได้บริโภค

ยากดีแท้

ฉันไม่รู้ว่าอะไรยากกว่ากัน ระหว่าง รักษาความเป็นธรรมชาติให้คงอยู่ กับ หมั่นสร้างธรรมชาติเทียม เพื่อรักษาชีวิตความเป็นธรรมชาติให้คงอยู่



ช.ช้าง ร.รัก ที่กลางป่า...

เจ้าหน้าที่อุทยาน นำพาเราจนถึงผาสูง มาส่องกล้อง ดูวิถีชีวิตของ ช้างป่า แต่เนื่องจากพวกเราอยู่เหนือลม ทำให้ ช้างป่า สัมผัสได้ว่า มีมนุษย์ลุกล้ำเข้ามาอีกเช่นเคย...เขาคงไม่ออกมาให้พวกเราเห็นได้ง่ายนัก เราจึงอยู่เงียบๆ บนผาสูงแห่งนี้อยู่เกือบชั่วโมง โดยที่ยังไม่เห็นการเคลื่อนไหวใดๆ จากเจ้าสัตว์ใหญ่ที่เรารอคอย

ผาสูง ที่มองไปด้านหน้า เป็นภูเขาหลายลูกเรียงรายซ้อนกัน ฟ้าเป็นสีฟ้าสดใส ก้อนเมฆลอยระร่อง บ่งบอกอารมณ์ของธรรมชาติที่ยังดีอยู่ บวกกับแดดทอแสงอ่อนๆ ไม่ร้อนจัด ทำให้บรรยากาศและรูปที่ถ่ายออกมาสวยงามถูกใจ

อากาศดีดี ที่ร่ายล้อมอยู่รอบตัว เป็นผลให้ฉัน ทรุดตัวนั่งลงบนพื้นหญ้า รอคอยดูช้าง มองดูภูเขาสูง ดื่มด่ำความเป็นธรรมชาติแบบเงียบๆ

ธรรมชาติบำบัด คงเป็นนิยามที่ฉันคิดได้เพียงอย่างเดียวในห้วงเวลานี้

ไม่นานอากาศเริ่มส่งสัญญาณว่าจะมีฝน ภูเขาด้านขวามือของฉัน ฟ้ามืดครึ้ม ท่าว่าจะมีฝนหนัก ไม่นานนัก ฉันก็ได้เห็น "สายรุ้ง" พาดผ่านบนขอบฟ้า สวยงามมาก

สักพัก ฝนคงย้ายมาตกฝั่งนี้บ้าง เจ้าหน้าที่ พาพวกเราเดินไปดูช้างแบบใกล้ชิดกว่าที่เป็นอยู่ ด้วยการพาเดินเข้าป่าลึกเข้าไปอีก เดิน เดิน และก็เดิน จนมาถึง ทิศที่อยู่ใต้ลม ของภูเขาอีกฝั่ง

แล้วฉันก็ได้พบเห็น...ช้าง 6 เชือก มีทั้ง ช้างป่าตัวใหญ่ ตัวเล็ก น่าจะเป็นครอบครัวเดียวกัน ฉันรู้สึกบอกไม่ถูก รู้สึกภูมิใจที่ได้พบเห็น ภาพครอบครัวช้างป่า อบอุ่น มีความสุข และมีบุญกว่า ช้างโชคร้ายที่ต้องเข้ามาเดินบนพื้นซีเมนต์ในกรุงเทพฯ แทนที่จะได้เดินอยู่ในป่ากว้างเช่นนี้ เวลาผ่านไประยะหนึ่ง ช้างป่าเริ่มสับสนใจกลิ่นมนุษย์ พวกเราลุกล้ำ เขามากเกินไป...

ช้างป่าพากันเดินเข้าไปในมุมที่มีต้นไม้บดบังความเคลื่อนไหว พวกเรา ก็พากันเดินออกจากป่า เพื่อเดินไปขึ้นรถกลับ ไม่แน่เชื่อว่า...ทางที่เราเดิน กับ ทางที่ช้างเดิน จะมาบรรจบกัน และเจอกันแบบประจันหน้า เจ้าหน้าที่ค่อนข้างตกใจ เพราะกังวลในความปลอดภัยของพวกเรา เพราะช้างป่าไม่เหมือนช้างที่เดินในกรุงเทพฯ

มีพี่คนหนึ่ง ตะโกนด้วยความตกใจว่า "ช้าง ช้าง วิ่ง" เท่านั้นแหละ ฉันไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว นอกจากคำว่า วิ่ง วิ่งขึ้นที่สูง สองเท้าของฉันจึงรีบเร่งวิ่งไปข้างหน้า แบบคนหนีตาย ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ฉันได้หนีตายจริงๆ

พวกเรารอดมาได้อย่างหวุดหวิด เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่า ช้างเอง ก็ตกใจเหมือนกัน เลยหันลำตัวเข้าไปในป่าอีกด้าน ถ้าเขาโกรธ พวกเราคงไม่รอด

นี่เป็นประสบการณ์สำคัญของชีวิตฉันจริงๆ ถ้าพวกเราเป็นอะไรขึ้นมา คงโทษใครไม่ได้ เพราะ พวกเราไปลุกล้ำความเป็นส่วนตัวในชีวิตเขา แต่โชคดีที่ทุกคนปลอดภัย...


สร้างฝาย แบบกองทัพมด

รุ่งเช้า...ฉันเตรียมตัวที่จะไปสร้างฝายในป่าใหญ่ เดินเข้าไปเกือบ 1 กิโลเมตรได้  พวกเราก็เริ่มลงมือ ผู้ชายมีหน้าที่ขุดดิน เอาดินใส่กระสอบปุ๋ย ม้วนให้เรียบร้อย แล้ววางลงบนพื้น ซ้อนทับกันจนได้ระดับที่ต้องการ อีกกลุ่มหนึ่ง มีหน้าที่ ขน หิน เพื่อใช้ทับถุงดินที่วางไว้

กลุ่มของฉัน มีหน้าที่ ขนหิน ตอนแรก เราต่างคนต่างหา ต่างคนต่างขน ใช้เวลานาน และได้หินที่ก้อนเล็ก ไม่มั่นคง ส่วนหินก้อนใหญ่ จะอยู่ในป่าลึก ผ่านไปไม่นาน พวกเรา หาวิธีในการทำงานแบบใหม่ เราต้องร่วมมือกัน ช่วยกัน ด้วยการ ทำงานแบบกองทัพมด

เรายืนต่อแถวสับหว่างแบบฟันปลา แล้วให้คนที่อยู่ทางป่าลึก หยิบก้อนหิน แล้วส่งต่อให้พวกเรา จนถึงในส่วนเก็บหิน เพื่อรอสร้างฝาย ส่งต่อกันเรื่อยๆ เราได้ทำงานเป็นทีม เราได้ช่วยกัน และเราก็ได้รู้จักกันมากขึ้น ดีกว่าต่างคนต่างทำเหมือนในตอนแรก

กองหินสูงเพียงพอที่จะกลบถุงดินที่ทยอยวางเรียบกันไว้แล้ว...เราก็มีหน้าที่ขนหิน วางทับซ้อนลงบนถุงดิน ฉันได้เห็นความสามัคคี ร่วมพลังกันของทุกคน จนในที่สุด "ฝาย" ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเราก็เสร็จสมตามความตั้งใจ

ภูมิใจยิ่งนัก

เราพักทานข้าวในป่าใหญ่แห่งนี้ จากกับข้าวที่ทำเตรียมมาไว้ เรียบร้อยก็รีบมุ่งหน้าเดินเข้าไปสำรวจแหล่งอาหารธรรมชาติของช้างในป่าลึก เดิน เดิน เดิน การเดินรอบนี้ เป็นการเดินขึ้นเขา เหนื่อย แต่คุ้มค่า กับการได้สัมผัสความเป็นธรรมชาติ ที่หาได้ยากยิ่งในเมืองหลวง และโอกาสที่จะได้เข้ามาเดินในป่าลึกเช่นนี้ ไม่ว่าจะไปอุทยานไหน ก็คงไม่ง่ายเช่นกัน

หลังจากภารกิจทุกอย่างเสร็จสิ้น พวกเราก็เตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยหัวใจอิ่มเอิบ จากความดีเล็กๆ น้อยๆ ที่มีโอกาสได้ทำ...

ยัยตัวหนอน




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
chaki วันที่ : 01/10/2007 เวลา : 17.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaki

ขนาดนั้นเลยเหรอครับ แต่ยังไงก็ยังอยากสัมภาษณ์อยู่ ตั้งกระทู้ให้ด้วยนะครับ แฮ่ม (ส่วนเรื่องผมน่ะ ขำขำ)

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
kibagnkok วันที่ : 01/10/2007 เวลา : 10.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaithai
สีน้ำ(มือสมัครเล่น)และเรื่องราวชิวชิวที่ไร้สาระของผู้ชายหน้าแก่     .    ลุงกิ๊..


อรุณสวัสดิ์ครับ

ลุงกิ๊แวะเอาการ์ดมาฝากจ้า ขอบพระคุณมากนะครับ
ที่แวะไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจเด็กๆๆกำพร้าที่ติดเชื้อ
ของ มูลนิธิคามิลเลียนฯ

ขอความสุข ความสดชื่น มีแด่คุณทุกๆๆๆวันนะครับ

http://www.oknation.net/blog/thaithai/2007/09/27/entry-2

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
BlackandWhite วันที่ : 01/10/2007 เวลา : 00.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/blackandwhite



แวะนำ Tag เรื่อง

" วิถีแห่งสรวงสวรรค์ " มาฝากครับ

นอนหลับฝันดีนะครับ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
แม่น้องฯ วันที่ : 30/09/2007 เวลา : 17.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/MAENONGDD
นักการเมืองยื่นปลา พระราชายื่นเบ็ด นักการเมืองแจกแท็บเล็ต กษัตริย์แนะเคล็ดวิชา นักการเมืองห่วงอำนาจ มหาราชห่วงประชานักการเมืองสร้างสัญญา องค์เจ้าฟ้าสร้างสรรธรรม นักการเมืองหาเรื่องกิน องค์ภูมินทร์หาเรื่องทำ นักการเมืองยุให้รำฯ ในหลวงย้ำให้ทำดี นักการเมืองมักแบ่งขั้ว องค์เหนือหัวไม่แบ่งสี นักการเมืองทำสี่ปี องค์ภูมีทำทุกวัน นักการเมืองชอบแบ่งเสียง พ่อพอเพียงชอบแบ่งปัน นักการเมืองคิดสั้นสั้น องค์ราชันย์นั้นคิดยาว(ขอบคุณผู้แต่งกลอนนี้)

มาตามแกะรอยรักด้วยคนค่ะ
แล้วคุณตัวหนอนล่ะค่ะ
อยากอ่านตำนานรัก คุณตัวหนอนบ้างอะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
chaki วันที่ : 30/09/2007 เวลา : 17.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaki

ดูท่าทางสนุกดีนะครับคุณ 'นักสัมภาษณ์รัก' สัมภาษณ์คนอื่นมาเยอะแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมจะสัมภษณ์เรื่องรักของคุณบ้างจะว่าอะไรไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
airmj23 วันที่ : 29/09/2007 เวลา : 23.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nanotoon
เพนกวินบ้า


เป็นชีวิตที่เต็มชีวิตจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ส.สนสอาดจิต วันที่ : 29/09/2007 เวลา : 18.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dreamup
ส.สนสอาดจิต


ทานอาหารมื้อเย็นให้อร่อยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ส.สนสอาดจิต วันที่ : 29/09/2007 เวลา : 09.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dreamup
ส.สนสอาดจิต


Have a nice day na krab.

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
kamolnum วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 20.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kamolnum

มาอิ่มเอิบกับตัวหนอนด้วยคน โทษทีที่นิสัยไม่ดี ตัวหนอนไปทำในสิ่งที่ดี ผมก็เร่งให้คุณอัพบล็อกซะงั้น


ปล.ไม่เล่าเรื่องความรักให้ตัวหนอนฟังหรอกก เค้ารู้ตัวแล้ว
แล้วไม่ลองลูบๆแขนลงไปผสมกับโป่งเทียมหน่อยเหรอ ช้างจะได้ไอโอดีนเพิ่มอีกซะหน่อย

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ยัยตัวหนอน วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 18.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bookclub
รวมพลคนรักหนังสือ บาย "ยัยตัวหนอน"

อีกเรื่องค่ะ ช้างก็มีความรักได้เหมือนกันนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ยัยตัวหนอน วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 18.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bookclub
รวมพลคนรักหนังสือ บาย "ยัยตัวหนอน"

ก่อนไปเราถามว่า...ช้างกูอยู่ไหน พอเจอตัวจริง น้องช้างเลยตอบว่า ... กูอยู่นี่ไง

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ส.สนสอาดจิต วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 10.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dreamup
ส.สนสอาดจิต


ต้องแวะกลับมาอ่านอีกรอบแล้วล่ะครับ

สุขสันต์วันศุกร์ นะครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
memano.b วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 00.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/journalism

รัก...ด้วยคน

รัก...การทำ

รัก...การคิด

รัก...การถ่ายทอด

ฯลฯ

และรัก...การได้รับรู้เรื่องราวดีๆ

ขอบคุณมากๆ...

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
kibagnkok วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 23.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaithai
สีน้ำ(มือสมัครเล่น)และเรื่องราวชิวชิวที่ไร้สาระของผู้ชายหน้าแก่     .    ลุงกิ๊..


โป่ง ผมเคยเห็นและลองชิมดู มันเค็มปะแล่มๆๆๆ
มันก็น่าแปลกนะ ทำไมสัตว์ถึงชอบกินโป่งกันจัง
โดยเฉพะน้องช้าง ของโปรดของเขาเลยหละ
ขอบคุณนะครับที่ทำโป่งเทียมให้หนูช้างเค้าด้วย...

ขอบคุณนะครับที่นำเรื่องราว บท
สารคดีเรื่องช้างของเด็กสาวคนหนึ่ง

ขอชื่นชมในการเสียสละและการอุทิศกายและใจ
ของหนูยัยตัวหนอนแด่เพื่อนร่วมโลกของเราครับ



ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Bon วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 19.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/impel

^^

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Bon วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 19.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/impel

ถ้าไม่อ่านจนจบ คงไม่รู้ว่าความรักกับช้างไปด้วยกันได้ ...ว่าแต่ "ช้างกูอยู่ไหน"

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
วิหคพลัดถิ่น วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 15.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vihokpludtin
..'AVihok's Family@Mafia War

โอ้ โยงเรื่องช้าง เรื่องรักและเรื่องป่า มาเข้าด้วยกัน อย่างลงตัวจังค่ะ

แต่ยายไปหน่อยนะ ยัยตัวหนอน แง่มมมมมมม กว่าเจ๊จะอ่านจบ

ขอบใจที่ไปเยี่ยมจ้ะ


ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Supawan วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 12.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ขอบคุณค่ะ ...

แวะมาทัก ก่อนจะไปซุกตัวในอ้อมกอดของเมืองน่ารักอีกหลายวัน ...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
linly วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 12.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/linly


แวะมาอ่านค่ะ

เขียนเก่งนะคะ

อ่านแล้วเหมือนนั่ง

ฟังอยู่ใกล้คุณเลยค่ะ

รู้สึกดีที่ได้อ่านรับฟัง

เรื่องราวต่างๆ เป็นผู้หญิงที่ลุยจริงๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปุ๊บปั๊ป วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 12.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/champions

ได้สาระเพียบเลยค่ะ

ขอบคุณที่ไปเยี่ยมนะค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]