• dutiya
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : viseua@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2010-10-31
  • จำนวนเรื่อง : 18
  • จำนวนผู้ชม : 53482
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2 คน
บันทึกการอ่าน
ผมอ่านหนังสือปีละหลายเล่ม ทั้งไทยทั้งอังกฤษ ส่วนใหญ่อ่านไม่ค่อยจบ เลยคิดว่าจะทำให้ต้องอ่านให้จบ ด้วยการตั้งบล็อกบันทึก ว่าอ่านอะไรมาแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง ถ้าไม่จบก็เขียนไม่ได้
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bookman
วันอาทิตย์ ที่ 1 มกราคม 2555
Posted by dutiya , ผู้อ่าน : 4596 , 23:42:28 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ชื่อเรื่อง
The Reader
ผู้แต่ง
Bernhard Schlink

เรื่องนี้ผมไม่ได้อ่านด้วยตาครับ แต่ฟังด้วยหูจนจบเรื่อง

ผมเสพหนังสือ The Reader เป็นหนังสือเสียงภาษาอังกฤษ ซึ่งซื้อจากร้าน audible.com มาตั้งนานแล้ว ด้วยความอยากฟังเรึ่องแต่ง ตอนแรกถูกใจที่สุดก็ตรงความสั้นของเรึ่อง คือ 4 ชั่วโมงนิดๆ เท่านั้นเอง ปกติหนังสือเล่มหนึ่งจะยาวเกิน 10 ชั่วโมงทั้งนั้น

ตอนซื้อนั้นอ่านคำวิจารณ์ชมในเว็บนิดหน่อย แล้วคลิกซื้อโดยไม่รู้เลยว่ารายละเอียดของเรื่องเป็นอย่างไร รู้แต่ว่ามีแปลเป็นไทยแล้ว เคยเห็นปกหนังสือ

เบื้องต้นได้เริ่มฟังไปสัก 15 นาที แล้วทิ้งไปเป็นเดือน เพิ่งได้เอากลับมาฟังต่อเมื่อก่อนปีใหม่สักหน่อย อย่างแรกที่เด่นมากคือฉากสังวาสและชีวิตรักของไมเคิล แบร์ก เด็กชายอายุ 15 กับฮันนา กระเป๋ารถรางหญิงอายุ 36 ที่ว่าชัดเจนหมายความว่าผู้เขียนบรรยายอย่างตรงไปตรงมา บทสนทนาก็สั้นกระชับ ฮันนาชอบให้ไมเคิลอ่านหนังสือให้ฟังเสมอ แต่ไปมาหาสู่กันได้พักหนึ่งทั้งสองก็แยกทาง ไมเคิลโตขึ้น อยู่กับเพื่อนมากขึ้น ฮันนา ลาออกจากงานและย้ายเมือง เป็นอันจบภาค 1 เหตุการณ์ทั้งหมดในภาคนี้เกิดขึ้นในเยอรมนีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

ภาค 2 ไมเคิลกลายเป็นนักศึกษากฎหมาย เข้ากลุ่มค้นคว้าเกี่ยวกับอาชญากรสงคราม และได้พบฮันนาในศาลคดีอาชญากรสงคราม ฮันนาเป็นจำเลยคนหนึ่งในกลุ่มอดีตผู้คุมสตรีในค่ายกักกันชาวยิว ค่ายนั้นปิดตัวเมื่อใกล้สิ้นสุดสงคราม แล้วผลักไสนักโทษหญิงให้เดินเท้าไปทางตะวันตก จนไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง นักโทษถูกขังไว้ในโบสถ์กลางหมู่บ้านซึ่งถูกทิ้งระเบิดจนไฟไหม้คลอกนักโทษเหล่านั้นตายจนเหลือเพียงสองแม่ลูก ต่อมาตัวลูกสาวเขียนหนังสือเล่าเรื่อง เป็นเหตุให้เกิดการฟ้องร้องผู้คุมที่เหลืออยู่

ผู้เขียนบรรยายภาพการไต่สวน และพรรณนาความคิดของไมเคิลได้เยี่ยมมากในภาคนี้ คำถามอันหนักหน่วงหลายข้อถูกส่งต่อให้ผู้อ่าน (และผู้ฟัง) นำไปพินิจพิจารณา แต่ความที่เมืองไทยไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านั้นมากนัก ทั้งยุคสมัยก็ห่างกัน ความหนักของเรื่องจึงอยู่ที่กระแสความคิดที่ถูกนำเสนอ มากกว่าความมีอารมณ์สะเทือนใจร่วมกับเหยื่อทั้งหลาย ทั้งเมื่อกำลังเกิดสงคราม หรือเมื่อต้องเจ็บปวดกับมโนธรรมสำนึกยามสิ้นสงครามแล้ว

ฮันนาอ่านหนังสือไม่ออก แต่ไม่ยอมบอกใครเป็นอันขาด ทำให้เธอถูกปรักปรำและต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต

ภาค 3 ไมเคิลเรียนจบ ได้งานวิจัยประวัติศาสตร์กฎหมาย เขาแต่งงาน มีลูกสาวคนหนึ่ง แต่ไม่นานก็หย่าร้าง เพราะเขาไม่อาจลืมฮันนาได้ เขาเริ่มอ่านหนังสือลงเท้ปส่งให้ฮันนาที่อยู่ในคุก จนพัสดีติดต่อมาว่าฮันนาจะพ้นโทษ ขอให้ไมเคิลซึ่งเป็นผู้เดียวที่ติดต่อฮันนาช่วยนำเธอกลับเข้าสังคมเมื่อพ้นโทษด้วย ไมเคิลผู้อิดเอื้อนไม่กล้าเผชิญหน้าจึงต้องเข้าไปพบฮันนาอีกครั้ง ทั้งคู่เปลี่ยนไป ถ่านไฟเก่าไม่มีเหลือ แต่มิตรภาพยังคงอยู่อย่างประดักประเดิด

ในที่สุดฮันนาก็ผูกคอตายในคืนก่อนที่เธอจะพ้นโทษ ทิ้งเงินจำนวนหนึ่งให้ไมเคิลนำไปให้ลูกสาวคนที่รอดจากไฟไหม้โบสถ์เพื่อไถ่โทษ แต่สุดท้ายก็ไม่มีการยกโทษ และเงินก็ถูกใช้ไปในการกุศลที่ไมเคิลจัดการให้

เรื่องทั้งหมดนี้ที่จริงมีนัยซ้อนอยู่อีก ผมไปอ่านในเว็บถึงได้รู้ เขาว่าไมเคิล คือคนเยอรมันที่ไร้เดียงสา ถูกนาซีหลอกให้สนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการทำลายวัฒนธรรม ลงท้ายก็ได้แต่โกรธตัวเอง อ้ำอึ้งกันไปทั้งชาติ

ผมไม่เคยอ่านฉบับแปลไทย เชื่อว่าหนังสือเล่มนี้แปลไม่ยาก ไม่รู้ว่าคนแปลเป็นไทย แปลจากต้นฉบับภาษาเยอรมันโดยตรงหรือเปล่า หรือแปลจากฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว ความจริงด้วยความกระชับของภาษาคงไม่ทำให้เสียหายนักถึงจะแปลมาจากภาษาอังกฤษอีกต่อหนึ่ง และนี่คือสาเหตุที่ทำให้หนังสือเสียง The Reader สั้นเพียง 4 ชั่วโมงกว่า

ฟังจบแล้วอิ่มครับ ท้าทายความคิดดี ภาพทุกอย่างกระจ่างชัด เนื้อเรื่องลงตัว สมกับเป็นเรื่องที่ใครๆ พากันชื่นชม




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 18/05/2012 เวลา : 10.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ผมห่างจากการอ่านหนังสือให้จบเล่มไปนานมาก
หนังสือที่อ่านจบเป็นหนังสือกำลังภายในสมัยเด็กๆ
บางเรื่องไปแอบอ่านจนจบรวดเดียวโดยไม่นอนไม่กินข้าวก็หลายครั้ง
แต่หลังจากต้องเข้าเรียนในสายวิชาชีพที่ต้องคิดคำนวณมาก
การอ่านหนังก็เปลี่ยนไปเป็นการอ่านแบบค้นคว้า ต้องอ่านหนังสือทีละหลายเล่ม
และไม่เคยจบสักเล่มเพราะเป็นการอ่านเอาความเแพาะจุดไป
มันส่งผลกระทบไม่น้อย จนปัจจุบันพยายามอ่านหนังสือเล่มใดต้องให้จบให้ได้
แม้จะใช้เวลามากมายหรือต้องทิ้งเว้นไปนานบ้างก็ตาม
ผมคิดว่าแนวเขียนเชิงวิเคราะห์วิจารณ์หนังสือของคุณ dutiya ก็น่าสนใจไม่น้อย
น่าติดตามด้วย ไม่น่าจะห่างหายไปนานนะครับ จะแวะมาเยี่ยมอีกครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
dutiya วันที่ : 02/01/2012 เวลา : 10.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bookman

เรียนคุณแม่มดเดือน March

ผมอยากอ่านเยอรมันได้จริงๆ แต่ขยันไม่พอ เลยต้องใช้ภาษาอังกฤษไปพลางๆ ครับ

เรื่องหนังทำออกมาไม่เหมือนหนังสือ เป็นเรื่องธรรมดาครับ ถ้าทำหนังเหมือนหนังสือเป๊ะ หนังจะไม่มีความเป็นหนัง สำคัญที่คนทำหนังเข้าใจหนังสือพอที่จะแปลงมันออกมาเป็นหนังได้ดีเพียงใด ผมไม่เคยดูหนังเหมือนกัน และบอกไม่ได้ครับ เอาไว้หามาดูทีหลัง

หนังสือเมื่อเขียนขึ้นและเผยแพร่แล้ว ก็เป็นสิทธิ์ที่ผู้อ่านจะตีความไปตามใจของผู้อ่าน ที่บางคนว่าเป็นนิยายอุปมาถึงชาติเยอรมันทั้งชาติ ก็เป็นมุมมองหนึ่ง ผมว่าที่เขาคิดลึกไปถึงปานนั้น ย่อมเกิดจากความใกล้ชิดกับสงครามโลกครั้งที่สองในฐานะผู้ก่อเรื่องนั่นแหละครับ

ทำให้นึกถึงความลังเลสงสัยของไมเคิล ที่แม้จนจบก็ไม่เคยคิดว่าถูกฮันนาใช้เป็นเครื่องเล่น ทั้งๆ ที่หลายคนบอก

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 02/01/2012 เวลา : 03.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ดูหนังแล้ว อ่านหนังสือแล้วแต่อ่านจากต้นฉบับภาษาเยอรมันค่ะ
หนังสือเล่มนี้อยู่ในบัญชีหนังสือที่ครูอาจเลือกให้เด็กมัธยมปลายอ่านในวิชาภาษาเยอรมันด้วยค่ะ
ลูกชาย (ซึ่งอ่านหนังสือ Der Vorleser ในโรงเรียน) มีความเห็นว่า หนังถ่ายทอดสิ่งที่หนังสือนำเสนอไม่ได้ดีเท่าที่ควร แต่ดิฉันว่า หนังก็ใช้ได้
หนังสือกับภาพยนต์เป็นศิลปะที่ต่างกันมาก เอามาเปรียบเทียบกันลำบาก แต่ดิฉันมีความเห็นว่า หนังก็ถ่ายทอดสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้ดี
อ้อ ออกจะไม่เห็นด้วยกับการเปรียบเทียบที่ว่า ไมเคิลคือคนเยอรมันไร้เดียงสาที่ถูกนาซีหลอกใช้ ดิฉันว่า แก่นของหนังสือเรื่องนี้ไปไกลเกินเรื่องของสงครามนั่น ผู้เขียนมุ่งวิเคราะห์ข้อจำกัดของความเป็นมนุษย์มากกว่า

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน