*/
  • บุญล้ำลำตะคอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : boonlumthai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2017-03-21
  • จำนวนเรื่อง : 25
  • จำนวนผู้ชม : 6074
  • จำนวนผู้โหวต : 2
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2 คน
วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561
Posted by บุญล้ำลำตะคอง , ผู้อ่าน : 472 , 15:30:58 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ติวเข้มผู้นำขบวนชุมชนทั่วประเทศเพื่อสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

                          

กรุงเทพฯ. : ระหว่างวันที่ 12 - 13 กุมภาพันธ์ 2561  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชน 5 ภาค  จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ‘แนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาคนในขบวนองค์กรชุมชน 3 ปี (พ.ศ. 2561-2563)’ ที่โรงแรมทาวน์อินทาวน์  เขตวังทองหลาง  โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้นำและขบวนองค์กรชุมชนสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นไปสู่การจัดการตนเองและเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้   โดยวางหลักคิดสำคัญในการพัฒนาคนในขบวนองค์กรชุมชน  จะต้องสร้างการเรียนรู้  ใช้ความรู้ภูมิปัญญา  ร่วมพลังภาคีในการขับเคลื่อนอย่างมียุทธศาสตร์   เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยพลังองค์กรชุมชน  และใช้หลักการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning by doing)‘ทำไป คิดไป เรียนรู้ไป’   โดยมีผู้นำขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ  นักพัฒนาเอกชน  และนักวิชาการ  เข้าร่วมสัมมนากว่า 100 คน  

 

แนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาคนในขบวนองค์กรชุมชน 3 ปีที่ชุมชนต้องร่วมออกแบบ

นายอัมพร  แก้วหนู  รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’ กล่าวว่า  การพัฒนาคนถือว่ามีความสำคัญ  โดยจะเห็นได้ว่าทั้งยุทธศาสตร์ชาติ  แผนการปฏิรูปประเทศ  รวมถึงยุทธศาสตร์และนโยบาย พอช. ได้กำหนดเรื่องการพัฒนาคนไว้ในยุทธศาสตร์และนโยบายของ พอช. ซึ่งกระบวนการพัฒนาคนให้เกิดคุณภาพจำเป็นต้องมีกรอบงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง  มีการปฏิบัติการในพื้นที่  และต้องมีทิศทางการพัฒนาคนอย่างน้อย 3 ปี   รวมทั้งจะต้องวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบในการจัดทำทิศทางการพัฒนาที่สอดรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย

                                                    

“สำหรับทิศทางการพัฒนาคนในขบวนองค์กรชุมชน  ปี 2561-2563 นั้น   มีทิศทางสำคัญ คือ 1.การยึดเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาคน “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” 2. การใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง  มีการพัฒนาทีมในระดับตำบลเพื่อสร้างเครือข่าย  3. การพัฒนาคนต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3-5 ปี โดยต้องวิเคราะห์สภาพแวดล้อมไปพร้อมกัน  4. เน้นการปฏิบัติการจริง      5. มีวิธีการพัฒนาหลายวิธี  ไม่ใช่การอบรมเพียงอย่างเดียว  และ 6. การพัฒนาต้องพัฒนาอย่างน้อย 3 กลุ่ม  ประกอบด้วย  การพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง  ผู้นำที่มีทักษะเชิงประเด็น  และพัฒนาสมาชิก   7. ร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และ 8. พัฒนาองค์กรชุมชนควบคู่กับผู้นำชุมชน”   รอง ผอ.พอช.กล่าว

 

สถานการณ์ภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อขบวนองค์กรชุมชน  สังคม  ประเทศ

และวิเคราะห์สถานการณ์ผู้นำในทศวรรษหน้า

          นายแพทย์อำพล  จินดาวัฒนะ  กรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม  กล่าวว่า  ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ถ้าเรายังคงทำแบบเดิมจะล้าสมัยทันที  หากชุมชนกำลังจะไปข้างหน้า เราต้องคิดใหม่และไปข้างหน้า  ก้าวสู่โลกใหม่  ที่มีความลื่นไหล  ไม่แน่นอน  ซับซ้อน กำกวม รวดเร็ว เราปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ซึ่งในชุมชนต้องยอมรับความจริง  ยอมรับการเปลี่ยนแปลง  ซึ่งชุมชนต้องทำเอง และพี่น้องขบวนองค์กรชุมชนอย่ามัวแต่อบรม ซึ่งจะไม่มีทางทัน  ไม่เช่นนั้นจะเป็นน้ำชาล้นถ้วย  ต้องนำคนรุ่นอื่นๆ ที่มีความรักถิ่น  และไม่ใช่เรียกร้องให้กลับมาอยู่บ้าน  แต่ต้องเกาะเกี่ยวให้เป็นพี่น้องภาคีเครือข่าย และโยงกลับมาใช้ศักยภาพร่วมกัน ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญ  อย่าคิดกันเอง  ทำกันเองเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  แต่ต้องสานพลังของคนในพื้นที่มาเป็นพลังร่วมกัน  

                                        

         นพ.อำพลกล่าวต่อไปว่า  ตอนนี้โลกมีความก้าวหน้าทั้งวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจหรือเศรษฐกิจเติบโตมาก  มีของใช้สะดวกสบายมากขึ้น  การคมนาคมมีการเปลี่ยนแปลงมาก  การติดต่อสื่อสารมีความรวดเร็ว  ว่องไว  แต่การสื่อสารถูกนำมาใช้ให้ชุมชนเข้มแข็งมากน้อยเพียงใด  ในขณะที่โลกมีความก้าวหน้า  ความถดถอยของโลกก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน  ทั้งการแย่งชิงทรัพยากร  โลกร้อน วิกฤติธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อม  ความขัดแย้ง  ความเหลื่อมล้ำ  ปัญหาด้านสังคม  และเรากำลังเผชิญ 2 สิ่งที่ปะทะกันอยู่  ไม่ว่าจะเป็นโลกาภิวัฒน์กับท้องถิ่นภิวัฒน์  ทุนนิยมกับท้องถิ่นนิยม  การรวมศูนย์กับการกระจายอำนาจและการจัดการ   เป็นต้น

         “การเชื่อมโยงในโลกปัจจุบัน มี 4 อย่างคือ 1. ความเชื่อมโยงทางกายภาพ  ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศต่างๆ มีเส้นทางคมนาคมติดต่อกันไม่ใช้เส้นทางเดิม  เช่น  เวียงจันทน์  มีการพัฒนาขุดคลอง มีตึกสูง            มีศูนย์บริการทางการเงินของอาเซียน  เป็นต้น   2. ความเชื่อมโยงของมนุษย์ ชุมชน  ที่เราบอกว่าเข้มแข็ง จะต้องปรับรูปตัวไปพร้อมด้วย  มีกระบวนการชุมชนสิ่งแวดล้อม  ไม่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง  แต่ต้องคง     อัตลักษณ์ไว้   3. ความเชื่อมโยงทางองค์กร   4) ความเชื่อมโยงเสมือนจริง”  นพ.อำพลยกตัวอย่าง

         นอกจากนี้ผู้นำยุคใหม่จะต้องมีการนำใน 4 ข้อ คือ 1.การเรียนรู้  จะต้องมีการเรียนรู้  มีการสังเคราะห์  และนำมาเขียนหรือมีการจัดการความรู้นำไปสู่การเผยแพร่ต่อคนอื่น   และความรู้ไม่ได้อยู่ในตำราเพียงอย่างเดียว ต้องรู้ความจริงจากส่วนต่างๆ ที่แตกต่างกันไป  ชุมชนต้องรู้ในสิ่งที่อยู่ในชุมชนของตนเอง  ไม่ใช่การคิดเอาเอง  2. ใช้ปัญญา ใช้ความรู้ผสานกับทิศทางที่ถูกต้อง  3. ร่วมกับภาคีหรือเพื่อน  ซึ่งต้องดึงคนนอกพื้นที่ ภาคีที่เป็นหน่วยงานอื่นหรือเอกชนเข้ามาร่วม  และ 4. ต้องเคลื่อนอย่างมียุทธศาสตร์

 

เปิดวงถกมุมมองการพัฒนาเชิงคุณภาพของคนในขบวนองค์กรชุมชน  มิติปัจจุบัน และแนวโน้มอนาคต

          นายจำนงค์  จิตนิรัตน์  คณะทำงานภาคประชาสังคม เสนอว่า  การสร้างผู้นำเพื่อความเปลี่ยนแปลง เราต้องตอบคำถามก่อนว่า  เราต้องการเปลี่ยนแปลง  ประเทศ  สังคม  ชุมชน  หรือเปลี่ยนแปลงอะไร  รวมถึงขบวนองค์กรชุมชน ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้จะต้องมีความชัดเจน ซึ่งจะทำให้จุดมุ่งหมายมีความชัดเจนตามไปด้วย  และมองว่าในขบวนชุมชนเรายังไม่ชัดเจนว่าจะมุ่งไปสู่จุดใด สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้มีปัญหาอยู่มาก ขบวนเราใหญ่แต่ไม่รู้ตำแหน่งแห่งหน  จุดยืน  ทำให้ไม่มีความชัดเจนในการขับเคลื่อน

                                       

         ยกตัวอย่างเช่น   โมเดลหรือรูปธรรมของตำบลนาน้อย  จ.น่าน ที่ทำเกษตรอินทรีย์ และตำบลเนินฆ้อ จ.ระยอง  ทำเรื่องท่องเที่ยวชุมชน  ซึ่งจะเห็นว่ามีเรื่องของชุมชนที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากมาย  แต่ไม่ถูกนำมาใช้และขยายผลในขบวน  ซึ่งหากเราสามารถนำมาเป็นตัวอย่างของสังคมและนำร่องได้  และนำเสนอออกไปจะเป็นตัวอย่างให้กับรัฐบาลได้

         “ รูปแบบการพัฒนาการอบรมมีหลากหลายรูปแบบ  ซึ่งผมคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง  และสิ่งสำคัญคือ  เป้าหมายที่เราจะกำหนดว่ามีอะไร  จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร  และต้องนำทั้งยุทธศาสตร์และยุทธศิลป์มาใช้ร่วมกัน  ซึ่งจุดสำคัญที่สุดคือ  วิธีคิดของคนในพื้นที่ที่ทำจริง มีการโยงเพื่อน  โยงเครือข่ายหรือใช้พลังร่วม  มีนโยบายการอบรมในรูปแบบต่างๆ ที่จะสามารถพัฒนาเข้าสู่กระบวนการทำให้คนเกิดคุณภาพได้” 

         นายบรรจง  นะแส  ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) กล่าวว่า การพัฒนาคน  ต้องเพิ่มกลุ่มเป้าหมายในสัดส่วนของคณะกรรมการ พอช. ไปพร้อมด้วย  อาจจะต้องใช้รูปแบบการสรุปบทเรียนของคณะกรรมการ พอช.  เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพของคณะกรรมการบริหาร สำหรับบทเรียนของการทำงานชุมชน มี 2 แบบ คือ 1. พื้นที่ชุมชนปกติ ใช้วิถีชีวิตปกติอยู่แบบเย็นๆ  โดยวิธีการทำงานหากเป็นพื้นที่ปกติ  พอช. จะมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน  จึงมีการจัดตั้งกลุ่มตามเนื้อหาที่มีปัญหา และคำนึงถึงอาชีพ  โดยการพัฒนาชุมชนต้องตอบโจทย์  ตอบสนองปากท้องของกลุ่มเป้าหมาย เกิดความยั่งยืน สามารถเพิ่มรายได้ในครอบครัวด้วย ไม่ตอบสนองเฉพาะนโนบายเพียงอย่างเดียว

                                             

         2.พื้นที่ร้อน  ชุมชนได้รับผลกระทบจากนโยบายต่างๆ ต้องมีวิธีการรับมือกับพื้นที่ที่เผชิญปัญหา  เช่น จัดเวทีให้ข้อมูลกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ  และสร้างการสื่อสารสู่สาธารณะให้เกิดการรับรู้  เป็นต้น  ซึ่งการสื่อสารถือว่ามีความสำคัญ  ดังนั้นหลักสูตรการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาศักยภาพและใช้ให้เกิดประโยชน์ต่องานพัฒนา  ต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการความคิด  ซึ่งในกระบวนการพัฒนาผู้นำของ พอช. จำเป็นต้องออกแบบหลักสูตรและหาทางออกให้ชัดเจน

         รศ.ปาริชาติ  วลัยเสถียร  ผู้ทรงคุณวุฒิ  กล่าวว่า  การสื่อสารปัจจุบันพัฒนาไปไกลมาก  เราพัฒนาคนอบรมทั้งปีได้เพียง 3,000  คน  ถือว่ายังมีสัดส่วนน้อยมาก  ปัจจุบันงานวิจัยพบว่า เด็กใช้เวลาอยู่หน้าจอวันละ 5 ชั่วโมง  เราจะใช้วิธีการใช้สื่อสร้างสรรค์ได้อย่างไรบ้าง  ซึ่งการพัฒนาหากจัดแบบเดิมๆ จะสามารถพัฒนาได้จริงหรือ่ไม่  เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงการสื่อสารของผู้คนสูงมาก ในวันนี้จะมาให้ความเห็นใน 3 เรื่อง ในการพัฒนาคน ประกอบด้วย

                                              

         1. การจัดการความรู้ : พอช.ก่อตั้งมา 17 ปี  ความรู้ประสบการณ์  งานวิจัย  มีเป็นจำนวนมาก  และพี่น้องขบวนชุมชนมีประสบการณ์ทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก  และถามว่าอยู่ตรงไหน  ใครเรียนรู้ได้บ้าง  เราจะจัดการความรู้อย่างไร  ที่อยู่ในลักษณะที่เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์  เราสามารถสร้างความรู้จากชีวิตและประสบการณ์การทำงานจริง  สร้างความรู้ให้มีเนื้อหาเหมาะสม และสื่อสารแบ่งปันอย่างรวดเร็ว  สิ่งที่จะจัดการความรู้สามารถแบ่งเป็น (1) ความรู้ในระดับปฏิบัติงาน  อาจจะเป็นการดำเนินงานตามประเด็นงานที่มีอยู่อย่างหลากหลาย  งานจากการปฏิบัติการ  งานเชิงพื้นที่  ซึ่งควรมีการเรียนรู้เริ่มทำกันได้  (2) การจัดการความรู้กับการผลักดันเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม  สร้างอย่างไร  ใครสร้าง  และเมื่อมีนโยบายแล้วจะขับเคลื่อนอย่างไร ติดตาม  ประเมิน  และต้องประเมินว่านโนบายนั้นใช่หรือไม่

        2. การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้  เครือข่ายการเรียนรู้ต้องมองหาคนที่จะทำหน้าที่ในการทำหน้าที่เป็นโค้ชหรือพี่เลี้ยง  และต้องรู้ชัดเจน  ใครมีจุดแข็ง  จุดอ่อน  ต้องนำมาเสริมพลังซึ่งกันและกัน  จะทำให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ได้จริง เป็นทั้งพี่เลี้ยง บัดดี้ เพื่อนคู่คิด  มิตรคู่งานได้

         3. การสร้างพลเมืองดิจิตอล  วันนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่  ขณะนี้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวขนานใหญ่  เราจะทำอย่างไร  ให้ลูกหลาน  คนรุ่นใหม่  ที่จะดึงเข้ามาเป็นตัวหลักของพลเมืองดิจิตอล  และเป็นเครือข่ายการเรียนรู้  ให้คนรุ่นใหม่เรียนวิชาชีวิตไปพร้อมด้วย  เราต้องรู้จัก  รู้ใช้ รู้ ทัน  รู้แบ่งปัน  รู้สร้างสรรค์ มีพลังในการสื่อสาร  นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง  และสุดท้ายคือการรู้คุณค่า

        “การพัฒนาศักยภาพของคนในขบวน ที่มีกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย  จำเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้ เนื้อหาที่คุยร่วมกันมาสองวันนี้  เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเติมเต็มศักยภาพ  รวมถึงการอบรมหรือจัดทำหลักสูตรเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพ  และเจ้าหน้าที่ พอช. ต้องทำหน้าที่ในการหนุนเสริมผลักดัน จัดเตรียมเนื้อหา ข้อมูล ฉะนั้นการเรียนรู้จำเป็นต้องเรียน  แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเรียนเรื่องอะไร เมื่อไหร่  อย่างไร  ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ  ซึ่งการเรียนรู้ในงานถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  โดยเนื้อหาหลักสูตรสามารถใช้รูปแบบหลายวิธี  และจะทำกับกลุ่มใดก่อนเป็นลำดับแรก ต้องมีการออกแบบที่เป็นระบบ ต้องกำหนด ขอบเขตการทำงานในระยะต่อไป” รศ.ปาริชาติกล่าว

         ดร.สืบวงศ์  กาฬวงศ์  รองคณะบดี  คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร  กล่าวว่า  องค์กรชุมชนต้องขับเคลื่อนแบบมีพลัง  ใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน  แต่ต้องเข้าใจวิธีคิด เข้าใจธรรมชาติ  วิธีการทำงานของหน่วยงาน เพื่อออกแบบวิธีการประสานการทำงานร่วมกันได้  ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏจะต้องมียุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น  โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่งทั่วประเทศ  แต่ละแห่งจะต้องรับผิดชอบและหนุนเสริมชุมชนใน 2 จังหวัด  และเป็นตัวชี้วัดของราชภัฏด้วย ซึ่งขบวนชุมชนในพื้นที่จะต้องออกแบบประสานการทำงานร่วม  และหลักสูตรการพัฒนาคนที่แต่ละภาคจัดขึ้น จำเป็นต้องแยกประเภทกลุ่มเป้าหมาย  และมีระบบติดตามประเมินผลอย่างชัดเจน  โดยอาจจะแยกหลักสูตร เป็นสมรรถนะหลัก  สมรรถนะนักการเปลี่ยนแปลง  และสมรรถนะเฉพาะทาง

                                             

         ผลจากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้  ได้ข้อสรุปแนวทางการพัฒนาศักยภาพคนในขบวนองค์กรชุมชน  โดยจะเน้นกระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning by doing)  โดยมี 4 แนวทางการพัฒนาคือ  1. วิธีคิด ทัศนคติ (Attitude) : การรู้จักตนเอง (Self awareness) /การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) / การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) / การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking)

         2. การพัฒนาสมรรถนะและทักษะ (Skill) ให้มีความรู้ (Knowledge)  โดยมุ่งเน้นความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งที่นำไปสู่การจัดการตนเอง และการสังเคราะห์ความรู้จากการปฏิบัติในงานพัฒนาในพื้นที่และในด้านต่างๆ                         3. การสร้างพื้นที่ปฏิบัติ (Practice) เป็นสำคัญเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาเพื่อนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาของพื้นที่

         4. การจัดการความรู้ ( Knowledge Management) ที่สร้างกระบวนการปลดปล่อยศักยภาพของแต่ละคน  แต่ละพื้นที่  และนำมาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน  เป็นชุมชนนักปฏิบัติ  ระบบพี่เลี้ยง (Coaching) การจับคู่ (Matching) พื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้เป็นต้น

         

                                      

                                                                           *************

 

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน