*/
  • บุญล้ำลำตะคอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : boonlumthai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2017-03-21
  • จำนวนเรื่อง : 46
  • จำนวนผู้ชม : 23894
  • จำนวนผู้โหวต : 13
  • ส่ง msg :
  • โหวต 13 คน
วันอาทิตย์ ที่ 21 เมษายน 2562
Posted by บุญล้ำลำตะคอง , ผู้อ่าน : 170 , 12:58:24 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ชาวธาตุพนมตุ้มโฮมพัฒนาเมือง  อนุรักษ์เมืองเก่า                                                                ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ พระธาตุพนมเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม

 

 

                                       ภาพลายเส้นโดย Louis Delaporte ช่วงปี พ.ศ.2409-2411

      ‘พระธาตุพนม’ ปูชนียสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคนไทย-ลาวสองฝั่งโขงมาเนิ่นนาน  ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูลเสนอต่อองค์การยูเนสโกเพื่อให้เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม    ขณะเดียวกันชาวพระธาตุพนมกลุ่มหนึ่งในนาม  ‘กลุ่มข้าโอกาสพระธาตุพนม  ตุ้มโฮมพัฒนาเมือง’  ได้ร่วมกันพัฒนาเมืองในด้านต่างๆ  เช่น  การฟื้นฟูศิลปะ  วัฒนธรรม  ประเพณี  การอนุรักษ์อาคาร  บ้านเรือนเก่า  ฯลฯ  เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการก้าวสู่เมืองมรดกโลกในครั้งนี้ด้วย

 

ประวัติศาสตร์พระธาตุพนม

      ‘พระธาตุพนม’ ตั้งอยู่ที่อำเภอธาตุพนม  จังหวัดนครพนม  ห่างจากแม่น้ำโขงประมาณ  600 เมตร  เป็นปูชนีสถานที่คนไทย-ลาวสองฝั่งโขงเคารพสักการะมายาวนานหลายร้อยปี   ตำนานอุรังคธาตุบันทึกว่า  บริเวณที่ตั้งองค์พระธาตุพนมเคยเป็นที่ตั้งของเมืองศรีโคตรบูร  ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรศรีโคตรบูร  องค์พระธาตุพนมเป็นเจดีย์หรือพระธาตุที่มีรูปทรงระฆังเหลี่ยม  มีลวดลายต่างๆ ประดับรอบ  สร้างขึ้นมาเพื่อบรรจุพระอุรังคธาตุหรือกระดูกส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้า  โดยเจ้าผู้ครองนครศรีโคตรบูรและเจ้าเมืองต่างๆ  รวม 5 เมืองร่วมกันก่อสร้าง 

      ตามตำนานอุรังคธาตุระบุว่า  องค์พระธาตุพนมสร้างขึ้นในปี พ.ศ.8   ขณะที่ ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์  ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ  เสนอความเห็นว่า  รูปแบบดั้งเดิมของพระธาตุพนมน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะจาม  ซึ่งน่าจะสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 15  เมื่อถึงสมัยล้านช้างจึงมีการก่อเจดีย์ทรงระฆังเหลี่ยมทับเรือนธาตุที่มีมาแต่เดิม  (ขณะนี้กรมศิลปากรกำลังขุดชั้นดินบริเวณข้างพระธาตุเพื่อศึกษาหาอายุที่แท้จริงของพระธาตุพนม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำข้อมูลเพื่อเสนอต่อองค์การยูเนสโก)

      องค์พระธาตุพนมมีการบูรณะซ่อมแซมมาเป็นระยะๆ  ครั้งล่าสุดคือในปี พ.ศ.2483-2484  ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม  มีหลวงวิจิตรวาทการ  อธิบดีกรมศิลปากรเป็นหัวหน้าในการบูรณะ  โดยกรมศิลปฯ ได้สร้างครอบพระธาตุองค์เดิมด้วยคอนกรีตเสริม เหล็กตั้งแต่ชั้นที่ 3 ขึ้นไป  มีรูระบายอากาศบนส่วนยอดรอบด้าน  และต่อยอดให้สูงขึ้นไปอีก 10  เมตร   รวมความสูงของพระธาตุ   57 เมตร

      ในเดือนสิงหาคม 2518  องค์พระธาตุพนมที่มีความเก่าแก่ได้พังทลายลงมา  สันนิษฐานว่าในการบูรณะในสมัยจอมพล ป.  ไม่ได้สร้างฐานล่างขึ้นมาใหม่ให้มีความแข็งแรง  แต่ได้บูรณะโดยการครอบพระธาตุองค์เดิมด้วยคอนกรีตและต่อยอดพระธาตุให้สูงขึ้นอีก 10 เมตร  ฐานล่างเดิมจึงรับน้ำหนักมากขึ้น  และเมื่อเกิดฝนตก  น้ำฝนได้ไหลเข้าสู่รูระบายอากาศ  ทำให้เกิดความชื้นสะสมยาวนานหลายสิบปีจนทำให้อิฐที่ก่อเป็นองค์พระธาตุเสื่อมสภาพ 

      ประกอบกับในเดือนกุมภาพันธ์ 2518  เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.6 ริคเตอร์  ศูนย์กลางอยู่ที่  อ.ท่าสองยาง  จ.ตาก  (สะเทือนถึงกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ) ทำให้พระธาตุพนมเกิดรอยร้าวหลายจุด  เมื่อเกิดฝนตกอย่างต่อเนื่องในเดือนสิงหาคม  2518  จึงทำให้พระธาตุพนมพังทลายลงมา

      ขณะที่บริษัทวิศกรรมที่เข้ามาตรวจสอบสาเหตุให้ความเห็นว่า  1. วัสดุก่อสร้างพระธาตุซึ่งเป็นอิฐบางส่วนเสื่อมสภาพไม่สามารถรับน้ำหนักได้เท่าด้านอื่น  จึงทำให้เสียศูนย์  พระธาตุจึงล้มพังทลาย  และ 2. แรงกดน้ำหนักภายในของวัสดุในองค์พระธาตุพนม   โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือความชื้นได้ทำให้อิฐเสื่อมสภาพ  จนผนังอิฐบางส่วนรับน้ำหนักไม่ไหว

      พระธาตุพนมจึงแตกร้าวล้มลงในที่สุด....สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้แก่พี่น้องไทย-ลาวทั่วทั้งสองฝั่งโขง !!

      หลังพระธาตุพนมล้ม  ชาวไทยทั่วประเทศได้ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์เพื่อก่อสร้างพระธาตุพนมขึ้นมาใหม่ทั้งองค์  โดยรักษาโครงสร้าง  ขนาด  รูปแบบ  และลวดลายจำหลักต่าง ๆ ให้เหมือนองค์เดิม  สูงเท่าองค์เดิม  คือ 57 เมตร  แต่ขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย   โดยสร้างครอบฐานพระธาตุองค์เดิม  ซึ่งยังเหลืออยู่ประมาณ 6 เมตรเศษ  สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก  ข้างในกลวงเป็นโพรง        มีคานยึด 5 แห่ง  มีกรุสำหรับบรรจุพระอุรังคธาตุ 1 กรุ  และมีกรุสำหรับบรรจุสิ่งของที่พบเมื่อพระธาตุพังทลายลงมา 8 กรุ  แล้วเสร็จในปี 2522

      ในเดือนมีนาคมปีนั้น  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 9  พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์  ได้เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระอุรังคธาตุ) ขึ้นบรรจุในองค์พระธาตุพนม  เพื่อเป็นสถานที่สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชนสืบต่อไป..!!

 

เสนอพระธาตุพนมสู่เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม

      ในแต่ละวันจะมีประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางมากราบสักการะพระธาตุพนมวันละหลายพันคน  โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์  และเทศกาลต่างๆ  ส่วนประเพณีที่สำคัญเกี่ยวกับพระธาตุพนมก็คือ  งานนมัสการพระธาตุพนมหรือ งานบุญเดือนสาม เป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน   

      งานนมัสการพระธาตุพนม  จะจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 3 ของทุกปี  โดยถือเอาวันขึ้น  8 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันแรกของงาน  และไปสิ้นสุดในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3  โดยในตอนเช้าของงานนมัสการพระธาตุพนมวันแรกจะมีพิธีดำน้ำในแม่น้ำโขงเพื่ออัญเชิญรูปหล่อพระอุปคุต (พระอรหันต์รูปหนึ่งในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช)   แห่มายังวัดพระธาตุพนม  เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้  เชื่อกันว่าผู้ที่สักการะบูชาพระอุปคุตแล้วจะก่อให้เกิดลาภผล  ความมั่งมี  ขจัดภยันตราย ฯลฯ  

 

 

      หลังจากนั้นในช่วงก่อนเที่ยงจะมีพิธีถวายพีชภาค   โดย ‘กลุ่มข้าโอกาส’  จะนำผลผลิตทางการเกษตร  เช่น  ข้าว  ข้าวโพด กล้วย อ้อย  และผลผลิตที่ได้จากที่ดินของวัดมาถวายพระธาตุ   เพื่อให้ได้รับอานิสงส์อยู่ดีกินดี  มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีอายุยืนยาว  นอกจากนี้ยังมีพิธี ‘เสียค่าหัว’ ให้แก่พระธาตุ  หรือการถวายเงินเพื่อบำรุงพระธาตุพนม  ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณ  เป็นสัญลักษณ์เครื่องบรรณาการถวายแด่ผู้สร้างพระธาตุพนม

      ตอนค่ำจะมีการรำบูชาพระธาตุพนม  และการแสดงธรรมเทศนาประกอบพิธีเวียนเทียนสักการะพระธาตุพนม  โดยในแต่ละปีจะมีประชาชนชาวไทยและลาวหลั่งไหลเข้าร่วมนมัสการพระธาตุพนมวันละนับแสนคน  ถือเป็นงานบุญประเพณีที่ใหญ่ที่สุดของชาวอีสาน

      จากประเพณี  ความเชื่อ  ความเคารพศรัทธาในองค์พระธาตุพนมที่มีมาเนิ่นนาน   และที่สำคัญคือ  องค์พระธาตุที่มีความโดดเด่น  สวยงาม  มีเอกลักษณ์   ชาวนครพนมจึงมีแนวคิดในการเสนอองค์พระธาตุพนมให้เป็นเมืองมรดกโลกต่อองค์การยูเนสโก (องค์การการศึกษา  วิทยาศาสตร์  และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ /United  Nations  Educational, Scientific and Cultural Organization = UNESCO) ซึ่งมีหน้าที่ในการรับรองและส่งเสริมการเป็นเมืองมรดกโลก  เพื่อสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้แก่ชาวนครพนม  รวมทั้งยังมีผลต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วย

      ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าวเริ่มมาจากอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นผู้ว่าฯ จ.พระนครศรีอยุธยาที่เป็นเมืองมรดกโลกมาก่อน (ปี 2534 ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียน ‘นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร’ เป็นเมืองมรดกโลก) จึงนำแนวคิดนี้มาขยายผล  และเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม (นวน  เขมจารี  พ.ศ.2533-2544) ได้พยายามสานต่อแนวคิดนี้ผ่านทางข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัด  สถาบันการศึกษา  และญาติโยมมาอย่างต่อเนื่อง

 

เส้นทางสู่มรดกโลก

      ในเดือนกรกฎาคม 2559  จังหวัดนครพนมได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานเพื่อขอขึ้นทะเบียนพระธาตุพนมเป็นมรดกโลก  และต่อมาได้จัดทำข้อมูลเพื่อเสนอพระพระธาตุพนมเข้าสู่บัญชีเบื้องต้น  (Tentative List) ต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  และกระทรวงวัฒนธรรม  ฯลฯ 

      วีระ  โรจน์พจนรัตน์  รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า  พระธาตุพนมเป็นศาสนสถานที่มีคุณค่าโดดเด่นเป็นสากล      มีคุณสมบัติในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก  3 เกณฑ์  ได้แก่  เกณฑ์ที่ 1 เป็นตัวแทนที่แสดงถึงผลงานชิ้นเอกที่ทำขึ้นด้วยอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์ของมนุษย์  เกณฑ์ที่ 2 เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่งในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อในด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมสถาน  ประติมากรรม  ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องหรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์  และ เกณฑ์ที่ 6  มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์หรือบุคคลที่มีความสำคัญหรือความโดดเด่นในประวัติศาสตร์

      วันที่  24 มกราคม 2560  คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงวัฒนธรรมนำเสนอพระธาตุพนมเข้าสู่บัญชีเบื้องต้น (Tentative List) ไปที่ยูเนสโก  เพื่อนำเสนอเป็นแหล่งมรดกโลก

      วันที่ 12   กรกฎาคม  2560 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ  ครั้งที่ 41 ณ เมืองคราคูฟ  ประเทศโปแลนด์  มีมติเห็นชอบให้บรรจุพระธาตุพนมในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นของศูนย์มรดกโลก  องค์การยูเนสโก

      ส่วนขั้นตอนการดำเนินการเพื่อให้พระธาตุพนมได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกในขณะนี้ก็คือการจัดทำร่างเอกสารนำเสนอ (Nomination Dossier)  ไปยังยูเนสโกก่อนวันที่ 1   กุมภาพันธ์  2564  หลังจากนั้นคณะกรรมการมรดกโลกจะพิจารณาและประกาศผลในเดือนกุมภาพันธ์  2565  ว่าพระธาตุพนมจะได้ขึ้นบัญชีเป็นเมืองมรดกโลกหรือไม่

      ขณะที่จังหวัดนครพนมได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาพระธาตุพนมให้เข้าเกณฑ์การเป็นมรดกโลก  เช่น  การกำหนดพื้นที่ขอบเขตที่จะเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก  คือ  พื้นที่บริเวณองค์พระธาตุพนม  บริเวณหน้าวัดพระธาตุพนมทั้งหมด  ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 125 ไร่  การทำผังเมืองทั้งหมดให้สอดคล้องกับสถาปัตยกรรม  จนถึงริมฝั่งแม่น้ำโขง

      งานทางด้านวิชาการที่นำความเชื่อ  ความศรัทธา  ประวัติศาสตร์  และเรื่องเล่า  ในรูปแบบงานวิจัย  เพื่อให้มีหลักฐานสนับสนุนความเชื่อที่สามารถอธิบายตามหลักวิชาการได้  รวมถึงการคุ้มครองและการบริหารจัดการให้องค์พระธาตุพนมมีความสง่างาม           มีมาตรการในการดูแลองค์พระธาตุ

      อย่างไรก็ดี  ก่อนหน้านี้กระทรวงวัฒนธรรมได้เสนออุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี  เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกในปี 2559 แต่คณะกรรมการฯ ได้ส่งเรื่องกลับมาเพื่อให้ทางไทยดำเนินการใหม่ในหลายประเด็น  เช่น  การกำหนดอายุหลักฐานทางโบราณคดีที่ยังขาดความชัดเจน

      “เรานำกรณีภูพระบาทมาศึกษา  เพื่อให้การนำเสนอพระธาตุพนมมีความพร้อมสมบูรณ์ข้อมูลทุกด้าน  และปิดประตูทุกด้านที่เป็นช่องโหว่  ต้องจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์  คุณค่าสถาปัตยกรรม  เพื่อให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาและคุณค่าของพระธาตุพนมโดยเฉพาะด้านโบราณคดีต้องมีการขุดค้นเพิ่มเติม  เพื่อบ่งบอกถึงความเก่าแก่  อายุ ชั้นดิน  ที่ต้องศึกษาวิเคราะห์ช่วงเวลาและยุคสมัยที่ชัดเจน  รวมทั้งการจัดทำผังกำหนดขอบเขตพื้นที่มรดกโลก  และพื้นที่กันชน  ตลอดจนจัดทำแผนบริหารจัดการ  การพัฒนาปรับปรุงบริเวณที่จะเป็นมรดกโลก เช่น ตั้งศูนย์บริการท่องเที่ยว ศูนย์ข้อมูลหรือพิพิธภัณฑ์ เป็นต้น”   วีระ  โรจน์พจนรัตน์  รมว. วัฒนธรรมกล่าว

 

กลุ่มข้าโอกาสธาตุพนม  ตุ้มโฮมพัฒนาเมือง’ 

      ‘ข้าโอกาสคือ กลุ่มคนที่มีหน้าที่ดูแลรักษาพระธาตุพนม  ในสมัยก่อน  กษัตริย์หรือเจ้าเมืองแถบลุ่มน้ำโขงจะนำข้าทาสและบริวารมาถวายให้เป็นข้าพระธาตุ ทำหน้าที่ดูแลรักษาองค์พระธาตุด้วยการถวายสิ่งของและจัดกิจกรรมบำเพ็ญกุศลตามวันสำคัญทางศาสนา   โดยให้ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ใกล้พระธาตุ  จนมีลูกมีหลานสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้  แต่ปัจจุบัน ‘ข้าโอกาส’ มีความหมายรวมถึงกลุ่มคนที่มีความศรัทธาต่อพระธาตุและร่วมกันทำนุบำรุงพระธาตุให้มีความยั่งยืนสืบต่อไป

 

                                                        

      ธนัช  คำป้อง  ประธาน กลุ่มข้าโอกาสพระธาตุพนม  ตุ้มโฮมพัฒนาเมือง เล่าว่า กลุ่มข้าโอกาสฯ เกิดจากการรวมตัวกันของชาวธาตุพนม  มีคณะกรรมการจำนวน 18 คน  ซึ่งมีทั้งนักธุรกิจ  ครู  ลูกหลานกลุ่มข้าโอกาส  อาจารย์จากมหาวิทยาลัยนครพนม  ฯลฯ  ที่ต้องการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้มีความเจริญ  ขณะเดียวกันก็จะอนุรักษ์และฟื้นฟูประเพณี  ศิลปะ  วัฒนธรรม  ตลอดจนอาคารบ้านเรือนที่มีความเก่าแก่ก่อสร้างมานานนับร้อยปีให้คงอยู่  และเป็นเอกลักษณ์ของเมืองธาตุพนม จึงรวมตัวกัน (ตุ้มโฮม) จัดตั้งกลุ่มข้าโอกาสฯ ขึ้นมาในปี 2561

      “ นอกจากนี้เมืองธาตุพนมยังประกอบด้วยกลุ่มคนหลายเผ่าพันธุ์  มีทั้งคนไทยอีสาน  ผู้ไท  ลาว  กะเลิง  ญ้อ  จีน  เวียดนาม    มีวัฒนธรรม  ประเพณี  และอาหารการกินที่หลากหลาย  กลุ่มข้าโอกาสฯ จึงอยากให้คนต่างถิ่นหรือนักท่องเที่ยวที่มาสักการะ       พระธาตุพนม  ได้แวะมาศึกษาและเรียนรู้วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ของท้องถิ่น  และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนอีกด้วย”  ประธานกลุ่มข้าโอกาสฯ เล่าถึงความเป็นมา

      กิจกรรมที่กลุ่มข้าโอกาสฯ ดำเนินการมี 5 ด้าน  คือ 1.การพัฒนาเมืองธาตุพนม  โดยการอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนเก่า  ย่านเมืองเก่า  2.การอนุรักษ์ ส่งเสริมศิลปะ  วัฒนธรรม  ประเพณี  อาหาร  ความหลากหลายทางชาติพันธุ์  3.การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน โดยจัดกิจกรรม ‘ถนนคนเดิน’ ทุกเย็นวันเสาร์  บริเวณตลาดเก่า ตั้งแต่ริมแม่น้ำโขง-ซุ้มประตูโขง  มีการออกร้านจำหน่ายอาหาร ผักปลอดสารพิษ สินค้าพื้นบ้าน  และการแสดงท้องถิ่น 4.การดูแลสาธารณูปโภคต่างๆ

      และ 5. ส่งเสริมให้ประชาชนที่มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ตามโครงการ ‘บ้านมั่นคง’ ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โดยขณะนี้มีสมาชิกจำนวน 90 รายที่เข้าร่วมโครงการ  โดยสมาชิกจะต้องออมเงินเพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านและซื้อที่ดินอย่างน้อยเดือนละ 100   บาท/ราย  เริ่มออมเงินเมื่อกลางปี 2561  เมื่อมีสมาชิกครบ 100 รายจะจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน เพื่อซื้อที่ดินมาจัดทำโครงการบ้านมั่นคง  โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จะให้การสนับสนุนโครงการ

      “ส่วนการสนับสนุนให้พระธาตุพนมเป็นเมืองมรดกโลกนั้น  กลุ่มข้าโอกาสฯ ได้จัดเวทีประชาคม  ลงไปพูดคุยกับหมู่บ้าน  โรงเรียนต่างๆ รวมทั้งจัดเวทีพูดคุยเรื่องพระธาตุพนมสู่เมืองมรดกโลกที่ถนนคนเดินเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา  เพื่อให้ชาวธาตุพนมได้รับรู้ข้อมูล  และมีความภาคภูมิใจที่พระธาตุพนมจะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นเมืองมรดกโลกด้วย”  ประธานกลุ่มข้าโอกาสฯ กล่าว

 

‘เฮือนนายฮ้อยอุ่น” พิพิธภัณฑ์มีชีวิต

      เมืองธาตุพนมตั้งอยู่ริมน้ำโขง  เป็นเมืองเก่าแก่และมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ  สมัยฝรั่งเศสยึดครองอินโดจีนเมื่อร้อยปีก่อน  มรดกตกทอดที่ยังคงปรากฏอยู่ในปัจจุบัน  นอกจากขนมปังฝรั่งเศสยัดไส้หมูยอแล้ว  อาคารหรือสิ่งก่อสร้างสไตล์ ‘โคโลเนียน’ (ศิลปะแบบอาณานิคม) สีเหลืองเข้ม  เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป  ตั้งแต่เวียดนามลงมาลาวและเขมร  รวมถึงเมืองชายแดนริมน้ำโขงของไทย  เช่น  นครพนม

     ประกาศิต จันทศ  กรรมการกลุ่มข้าโอกาสพระธาตุพนม ตุ้มโฮมพัฒนาเมือง  เจ้าของมรดก ‘บ้านนายฮ้อยทศ’ บอกว่า  เดิมในอำเภอธาตุพนมมีอาคารบ้านเรือนสไตล์โคโลเนียนที่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศสจำนวนกว่า 20 แห่ง  แต่ปัจจุบันถูกทุบทิ้งไปแล้วประมาณ  10 แห่ง  เนื่องจากอาคารเดิมมีสภาพทรุดโทรม  ลูกหลานไม่เห็นคุณค่า หรือไม่มีเวลาดูรักษา  จึงทุบทิ้งเพื่อสร้างเป็นบ้านทรงสมัยใหม่  เมื่อมีการตั้งกลุ่มข้าโอกาสฯ ขึ้นมา จึงมีหลายหน่วยงานมาให้การสนับสนุนเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูอาคารเก่าเหล่านี้  เช่น  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฯลฯ

      กลุ่มข้าโอกาสฯ จึงเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของอาคารหลายหลังเพื่อให้รักษาเอาไว้เป็นมรดกของลูกหลานและเป็นเอกลักษณ์ของเมืองธาตุพนม จนประสบผลสำเร็จหลายหลัง  เช่น  'โรงแรมไม้ชัยวัณย์ ' (ชื่อเดิม ‘ไมตรี’) ขนาด 2 ชั้น  สร้างตั้งแต่ปี 2460 ปัจจุบันมีอายุกว่า 100 ปี  ทายาทรุ่นปัจจุบันจะรื้อทิ้ง  แต่เมื่อเห็นคุณค่า  ขณะนี้จึงปรับปรุงโดยยึดโครงสร้างเดิม เพื่อเตรียมเปิดเป็นเกสต์เฮ้าส์ขนาด 4   ห้องนอน  มีความโดดเด่น  เพราะเป็นเรือนไม้เก่า  มีลวดลายฉลุ  ด้านหน้าชั้นล่างเป็นบานเฟี้ยมทั้งหมด  นอกจากนี้ยังมี 'โรงแรมสีฟอง' สไตล์โคโลเนียน  สร้างตั้งแต่ปี 2484  ขณะนี้ปรับปรุงใหม่  เปิดบริการแล้ว

 

                 

                ครอบครัวนายฮ้อยอุ่น ภาพถ่ายปี 2489 ในภาพนายฮ้อยอุ่นนั่งตรงกลางอุ้มเด็ก  (ขวา) บ้านนายฮ้อยอุ่นปัจจุบัน

      ส่วน ‘บ้านนายฮ้อยอุ่น จันทศ’ นั้น   ประกาศิตได้รับมรดกมาจากคุณตา  คือนายฮ้อยอุ่น  เป็นอาคาร 2   ชั้น  ขนาด 5 ห้อง  (เดิมชั้นล่างเป็นห้องโถงโล่ง ประกาศิตได้รับมรดก 1 ห้อง อีก 2 ห้องเป็นของทายาทคนอื่น ปรับปรุงแล้ว  ส่วนอีก 2 ห้องยังไม่ได้ปรับปรุง) ก่อสร้างในปี 2479 ซึ่งในขณะนั้นฝรั่งเศสยังมีอิทธิพลอยู่ในอินโดจีน  การสร้างตึกสไตล์โคโลเนียนจึงได้รับความนิยม เพราะแสดงถึงความทันสมัย รูปทรงสวยงาม  โดยเฉพาะสถานที่ราชการ  เช่น  จวนผู้ว่าฯ จ.นครพนม (หลังเก่า) และบ้านของพ่อค้าหรือผู้ดีมีสตางค์

      “สมัยก่อนคุณตาอุ่นเป็นพ่อค้า ขายสินค้าต่างๆ รวมทั้งวัวควาย  เงินที่ใช้ซื้อขายสมัยก่อนจะเป็นเงินเหรียญมีรูตรงกลาง  พ่อค้าจะเอาเชือกมาร้อยเหรียญเป็นพวงเพื่อความสะดวก  คนทั่วไปจึงเรียกว่า ‘นายร้อย’ หรือ ‘นายฮ้อย’ ในภาษาอีสาน  เวลาคุณตากลับมาจากการค้าขายแล้ว จะใช้เวลาเป็นวันๆ เพื่อนับเงิน” ทายาทคุณตาอุ่นบอกถึงที่มาของนายฮ้อย

      คุณตาอุ่นถือว่าเป็นนายฮ้อยที่มีความคิดก้าวหน้าในสมัยนั้น  เพราะอาคาร 5 ห้องที่สร้างขึ้นมาเปิดเป็นโรงเรียนมัธยมเอกชนในปี 2481 ใช้ชื่อว่า ‘โรงเรียนพนมราสต์วิทยา’ โดยจ้างครูมาสอน เด็กที่มาเรียนก็เป็นลูกหลานข้าราชการและพ่อค้า  ในช่วงสงคราม โลกครั้งที่ 2 พ.ศ.2484-2488 โรงเรียนต้องปิดเพื่อหนีภัยสงคราม  หลังจากนั้นจึงเปิดสอนตามปกติ  และปิดตัวลงในปี 2493 เนื่องจากในขณะนั้น  โรงเรียนมัธยมของทางรัฐบาลขยายมาเปิดที่อำเภอธาตุพนมและได้รับความนิยมมากกว่า

      หลังโรงเรียนปิด นายฮ้อยอุ่นได้ใช้อาคารหลังนี้เป็นที่เก็บสินค้าต่างๆ เช่น  เกลือสินเธาว์  ข้าวสาร  ของป่า  ซื้อมาและขายไปทั่วหัวเมืองอีสานในแถบลุ่มน้ำโขง รวมทั้งลาวและพม่า  นายฮ้อยอุ่นมีอายุยืนถึง 100 ปี  โดยเสียอายุเมื่อปี 2533

      ปัจจุบันประกาศิตปรับปรุงอาคารหลังนี้ที่ได้รับมรดกจำนวน 1 ห้อง  เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่มีชีวิต  บอกเล่าเรื่องราวของเมืองธาตุพนมและนายฮ้อยอุ่น แสดงข้าวของต่างๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่  เช่น  โต๊ะเรียนสมัยสงครามโลก  หนังสือเรียน  ภาพเก่า ฯลฯ เพื่อเติมเสน่ห์ให้เมืองพระธาตุพนมก้าวสู่เมืองมรดกโลกต่อไป...!!

      สำหรับท่านที่มีโอกาสมากราบสักการะพระธาตุพนม  หรือเดินทางมาที่จังหวัดนครพนม  หากอยากมาเรียนรู้วัฒนธรรม  ประเพณีวิถีชีวิต  อาหารการกินที่หลากหลาย   รวมทั้งเยี่ยมชมอาคารบ้านเรือนเก่า  ชาวธาตุพนมยินดีต้อนรับ  

หมายเหตุ : อำเภอธาตุพนมอยู่ห่างจากจังหวัดนครพนมประมาณ 50 กิโลเมตร  มีการจัดถนนคนเดินทุกเย็นวันเสาร์  บริเวณซุ้มประตูโขง (ใกล้พระธาตพนม) และเป็นแหล่งรวมอาหารเวียดนามอร่อยๆ หลายร้าน นอกจากนี้ยังมีของฝากที่ขึ้นชื่อ  เช่น  กาละแม เหล้าอุ (ถูกกฎหมาย) ฯลฯ  ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nakhonphanom.go.th/nakhonphanom/traval.php

                                                

 


        



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน