• เหยียบดินมองฟ้า
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nop.guyphet@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2010-07-03
  • จำนวนเรื่อง : 309
  • จำนวนผู้ชม : 319857
  • ส่ง msg :
  • โหวต 275 คน
ecotownthairice.com
low-carbon economy/ agriculture
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม 2557
Posted by เหยียบดินมองฟ้า , ผู้อ่าน : 1442 , 21:40:39 น.  
หมวด : เกษตรกรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

จะครบสามปีของการหยิบประเด็นสิ่งแวดล้อมมาใส่กับภาคเกษตรที่เมืองเพชร.. วันนี้ ขอแชร์ประสบการณ์กับนักเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมสัก 2-3 ประเด็น 

1.การหาเงินจากการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี(การทำงานสิ่งแวดล้อมและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ) เป็นเวลาที่จะต้องเข้ามาทำงานคลุกกับอุตสาหกรรมสาขาต่างๆ โดยตรง  แล้วหรือไม่?   

 เป็นเวลามากกว่า 20 ปีมาแล้วที่วงการสิ่งแวดล้อมยอมรับและตระหนักถึงต้นเหตุของสิ่งแวดล้อมเสียหายเสื่อมโทรม อยู่ที่รูปแบบหรือลักษณะของการดำเนินกิจกรรมในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร    การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือการปรับเปลี่ยนกิจกรรมที่ก่อผลลัพธ์ดังกล่าวให้เปลี่ยนแปลง  หรือการทำให้คนในวงการนั้นๆ เปลี่ยนพฤติกรรมทั้งในชีวิตส่วนตัวและชีวิตธุรกิจการงาน  วิธีที่ใช้กันคือ การศึกษา การสำรวจ  การรณรงค์ เรียกร้อง การกระตุ้นปลุกจิตสำนึกอนุรักษ์ และมากที่สุดคือกระบวนการเชิงบังคับด้วยกลไกกฎหมาย หรือการดำเนินนโยบายภาครัฐ..  

ในภาพของการทำงาน..  ผู้เรียกร้องสิ่งแวดล้อมที่ดียืนรวมกลุ่มกันอยู่ ณ จุดหนึ่ง .. ผู้ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ถูกชี้เป้าว่าคือต้นเหตุยืนรวมกลุ่มอยู่อีกจุดหนึ่ง ..  ความแยกส่วน หรือแยกกันอยู่คนละมุมบ้าน  มีผลในเรื่องความเข้าใจระหว่างกันไม่เพียงพอ  ไม่ลึกซึ้งถึงระดับที่เรียกว่าเข้าอกเข้าใจกัน และหาทางออกร่วมกันได้ในสิทธิที่แต่ละคนล้วนมีอยู่ไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก   ปัจจุบัน ผู้ทำงานสิ่งแวดล้อมไปกระจุกตัวอยู่ในงานเกี่ยวกับการศึกษาวิจัย  การจัดทำโครงการนโยบายภาครัฐ การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และงานเชิงรณรงค์ กระตุ้นเตือนจิตสำนึก.. ซึ่งล้วนเป็นงานสำคัญที่ต้องมี.. เพียงแต่ ไปกระจุกตัวกันอยู่แต่ตรงนั้น  ในขณะที่งานอีกด้านหนึ่งที่สำคัญกลับพบผู้ทำงานอย่างเบาบางเหลือเกิน

สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี.. เศรษฐกิจฐานคือข้าว  และต่างเข้าใจกันดีถึงระบบเคมีเข้มข้นทั้งการใช้คุมหญ้าและปุ๋ยบำรุงข้าว  ในแง่ของคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้งดิน น้ำ อากาศ เราไม่จำเป็นต้องใช้ห้องปฏิบัติการ(Lab.)เป็นเครื่องมือ ตัวชี้วัดง่ายๆ คือจำนวนความหลากหลายของสัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และนกชนิดต่างๆ  เปรียบเทียบระหว่าง 30 ปีที่แล้วกับปัจจุบัน (ช่วงเวลาที่สามารถรับรู้ได้ด้วยตนเอง ยืนยันได้) หรือปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีในกระแสเลือดของคนทำนาในปัจจุบัน (ตอนนี้เริ่มเพิ่มจำนวน) ...  เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งส่งผลเป็นโดมิโน่ถึงสุขภาพ  คือ การเปลี่ยนคนทำนาให้ใช้ระบบเคมีเป็นมากขึ้น พัฒนาระบบอินทรีย์เป็นมากขึ้น..  และชอบที่จะเปลี่ยนมาลองด้วยเส้นทางใหม่ๆ นี้

 

2.คนทำนามองอะไร เป็นลำดับที่ 1?

 ข้าวเปลือกปริมาณเยอะ ข้าวเปลือกราคาสูง -  เช่นเดียวกับทุกอาชีพ..นั่นคือความอยู่รอดทางเศรษฐกิจปากท้อง  .. 1 ตัน/ไร่  ไม่ต่ำกว่า 8,000/ตันข้าวสด  ระดับนี้พอไหว(ตามปากคำของคนทำนาในโครงการ) ..  เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมกับวงการข้าว.. ว่าผู้ทำงานจะต้องเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจข้าวและสังคมคนทำข้าว..  เหตุผลทั้งหมดก็เพราะ ต้องใช้เป็นพื้นฐานมามองหาช่องทางการปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลดลง  โดยตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจให้คนทำนาได้ไปพร้อมกัน ..  ตัวอย่างเช่น   หากเปลี่ยนมาทำอินทรีย์ แล้วได้ 50 ถึง  กระบวนการยุ่งยากขึ้น ต้นทุนเพิ่มขึ้น แถมราคาข้าวตกลงเรื่อยๆ.. การปรับตัวเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นก็ไม่เกิด

ความที่อย่างไรเราก็หลีกไม่พ้นที่จะต้องไปรู้จักกับระบบการผลิตและการค้าข้าวให้ชัดเจนระดับหนึ่ง .. เมื่อเจาะจงศึกษาติดตามกันเต็มที่ก็จะพบว่า

2.1 การทำนาแล้วชีวิตดีในระดับปัจเจกหรือตัวใครตัวมัน หรือกลุ่มเล็กๆ ไม่ยาก  เพียงแต่ต้องครบเครื่องในบทบาทของผู้ประกอบการ.. ตลาดนำ และมาเล่นการผลิต.. ลงรายละเอียดได้  ทุนไม่เยอะนัก  ค่อยๆ ทยอยทำ  สามารถไปรอดได้หลากหลายเส้นทาง .. กรณีนี้ตัวอย่างดีๆ มีเยอะ  ขอไม่พูดถึง    ใครสนใจก็เสิร์ชกูเกิ้ลดู  เดี๋ยวเจอเอง มากมาย

2.2 สำหรับภาพกว้าง หรือการทำนาและชาวนาจำนวนมาก  ..  ทางออกทางไปก็มี

-ตามความสัมพันธ์ที่อยู่กันมา..  ชาวนาปลูกข้าว มีเกษตรเป็นพี่เลี้ยง  ขายข้าวให้โรงสีหรือสหกรณ์(ก็มีโรงสีเช่นกัน)  ในขณะที่โรงสีและสหกรณ์ก็ค้าขายระหว่างกัน  แล้วก็ขายให้บริษํทส่งออก กับอีกส่วนที่ขายเอเย่นต์กระจายข้าวขายภายในประเทศ ..ทั้งนี้ แต่ละฝ่ายล้วนพึ่งพาอาศัยกันมาโดยตลอด .. ในทางเศรษฐกิจ มีสองทางเพื่อทุกฝ่ายอยู่กันได้  คือ

1)ราคาข้าวสาร(ราคาปลีก) จะต้องสูงขึ้น คือ 35 บาท/กก. เป็นพื้นฐาน  เพราะข้าวเปลือก 1 ตันได้ข้าวสารครึ่งตัน  หรือข้าวสารราคา 20 บาท/กก. (ราคาเฉลี่ยปัจจุบัน) มาจากข้าวเปลือก 2 กก. ถ้าราคา 10,000 บาท/ตัน  ชาวนาโอเค  แต่โรงสียังไม่มีค่าใช้จ่ายในการสีข้าวเลย ก็อยู่ไม่ได้   ลดราคาข้าวเปลือกมา 8,000/ตัน  ยังไม่แน่ใจนักว่าเงิน 2,000/ตัน พอกับค่าสีข้าวหรือไม่   ในราคาตลาดโลก ที่ 450$ FOB หรือประมาณ 14,400 บาท จึงขาดความเป็นจริงโดยสิ้นเชิงที่ชาวนาและโรงสีจะอยู่ได้  และผู้ส่งออกก็อิหลักอิเหลื่อ ในเมื่อราคาตลาดมันแค่นี้

ในการทำให้ทุกฝ่ายอยู่รอดได้จริงๆ กับการเล่นข้าวต่อข้าวกันจริงๆ เป็นเรื่องใหญ่มาก   เพราะทุกฝ่ายต้องช่วยกันขยับราคาขายปลีกทั้งตลาดโลกและตลาดในประเทศ  แปลง่ายๆ คือ ขอให้ผู้บริโภคจำนวนมากในโลกนี้ ซื้อข้าวในราคาที่สูงขึ้น   ไม่ใช่แค่จะต้องช่วยกันแค่เฉพาะข้าวไทย  ข้าวประเทศไหนๆ ก็ต้องสุมหัวมาช่วยกัน  ในฐานะของกลุ่มประเทศผู้ผลิตและจำหน่ายข้าว   และจะดียิ่งขึ้นถ้าลองเข้าไปรู้จักกันให้มากขึ้นกับตลาดผู้ซื้อเพื่อสร้างรูปแบบและเงื่อนไขใหม่ๆ ระหว่างกัน

สำหรับการเดินงานในพื้นที่เพชรบุรี  ก็ไปตามเส้นทางนี้ ต้องขอบคุณหลายคนที่ยอมลองของใหม่ ทั้งคนทำนา รถไถ รถเกี่ยว คนทำเมล็ดพันธุ์ โรงสี ร้านขายปลีกภายในจังหวัด  รวมถึงบริษัทส่งออกทั้ง 4 ราย  ธกส. และกลไกบางส่วนในตลาดผู้ซื้อบางแห่ง เช่น หอการค้าเกษตรและบริษัทนำเข้าของแคมมารูน  เบนิน ไนจีเรีย

 

 

ในเพชรบุรี เหน็ดเหนื่อยกับการลองแล้วลองอีกมาพอสมควร  ลงตัวกับ "ข้าวชั่งหัวมัน" หรือ B44  เป็นข้าวหอมเมล็ดยาว(ไม่ใช่หอมมะลินะครับ) คาดว่าพอนำมาเล่นกับตลาดได้กับความเฉพาะตัวของข้าวซึ่งอาศัยทั้งกลิ่นที่หลายคนบอกไม่เหมือนกัน บ้างว่าเหมือนกลิ่นใบเตย  บ้างว่าเหมือนกลิ่นเม็ดบัว  แต่ที่ตรงกันคือ มีรสเย็นขึ้นจมูกที่เรีกยว่า มิ้นท์ นั่นแหล่ะอยู่นิดๆ  ข้อเด่นอีกส่วนสำหรับผู้บริโภคคือ ความเหนียวนุ่มมากกว่าหอมมะลินิดหน่อย เนื่องมาจากค่า Amylose ที่ต่ำกว่าเล็กน้อย

2) อีกทางหนึ่ง  คือยอมรับราคาตลาดตามที่เป็น  คือข้าวสารราคาถูก  ข้าวเปลือกจะแพงได้ระดับหนึ่ง  จะต้องอาศัยโรงสีและบริษัทส่งออก รวมทั้งเอเย่นต์ในประเทศ  ลงมือลงแรงทำงานเพิ่มขึ้น  เพราะถ้าอาศัยราคาซื้อข้าวเปลือกตามนั้น   เจ๊งแน่นอน .. ทางที่ทำได้และทำกันอยู่บ้าง  เช่น  รายได้ของโรงสี ไม่ใช่แค่การผูกกับราคาข้าวเปลือกอย่างเดียว..  รำ แกลบ ข้าวส่วนเกินที่คัดออก..ข้าวที่แยกกองแต่ละเกรด.. เหล่านี้ บริหารจัดการได้  และตัวเงินสามารถดีดได้ ซึ่งแต่เดิมมาก็อาศัยรำและแกลบในการเลี้ยงตัวให้รอดมาได้โดยตลอดอยู่แล้ว    สำหรับบริษัทส่งออก หรือเอเย่นต์ขายในประเทศ  การทำงานมากขึ้นเพื่อซอยตลาดและบริหารข้าวที่สามารถแยกได้เป็นหลายตัวสินค้าและราคา คือช่องทางที่ทำได้ แต่ต้องทำมากขึ้น เหนื่อยมากขึ้น   อย่างไรก็ตาม  จำนวนมากที่อาศัยระบบประมูลทั้งประมูลซื้อข้าวในประเทศ หรือในต่างประเทศ .. แบบนี้เป็นเรื่องยาก .. เพราะเข้าไม่ถึงตลาดผู้บริโภคจริงๆ

 

ข้อ 2 นี้ เป็นเรื่องปรับแต่งดัดแปลง หาทางรอดทางเศรษฐกิจของข้าวล้วนๆ   ซึ่งหนักมากในการขยับอะไรก็ตามเกี่ยวกับ Demand ของประชากรส่วนใหญ่และโครงสร้างวัฒนธรรมการซื้อขายชั้นต่างๆ ที่อุปถัมป์คำ้จุนกันมาเป็นชั่นคนแล้ว   การบริหารความสัมพันธ์เดิมและใส่ของใหม่ๆ ลงไปในจุดที่ลงตัวต่อทุกฝ่าย ต้องระมัดระวัง รักษาจังหวะค่อนข้างเยอะ

อย่างไรก็ตาม  ถ้าพอจะเปิดช่องทางใหม่ได้  เรื่องการปรับตัวไปสู่การทำนาที่หวังผลเรื่องสิ่งแวดล้อมก็จะเปิดกว้าง  เพียงแต่ไม่ใช่ใหญ่โตอึกทึกครึกโครม   

เปิดด้วย google chrome นะครับ

https://mapsengine.google.com/map/edit?mid=z6wj9YsYaI8g.kcVJ9WdSAReE

 

3.เมื่อเปิดช่องทางเศรษฐกิจใหม่ได้ .. พร้อมหรือไม่กับการสะสางข้อบกพร่องจำนวนมาก?

 พูดง่ายๆ คือเมื่อได้พักหายใจได้ .. ก็จะสามารถชวนคนทำนามาสำรวจตนเองได้    ซึ่งมันเกี่ยวทั้งประเด็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมและต้นทุนกำไรจากการทำนาไปในคราวเดียวกัน  ตั้งแต่

-ไม่ว่าจะระบบใด  ส่วนใหญ่ไม่คิดต้นทุนรายได้ กำไรขาดทุนกันให้ชัดสักราย  .. ในการคิดเงิน เวลาคิดต้นทุนเขาคิดเป็นไร่  แต่เวลาคิดรายได้กลับมาคิดเป็นตัน  ที่จริงมันก็ได้ล่ะนะ  แต่วิธีใช้ที่ดินสร้างมูลค่าตัวเงินควรคิดในหน่วยเดียวกัน เพื่อวัดกันง่ายๆ ว่าในเนื้อที่หนึ่งไร่ลงทุนเท่าไหร่  ดีดเงินกลับมาเท่าไหร่  ..  นอกไปจากนั้น  คือการขยายขอบเขตของช่องทางรายได้และการลงทุนบนที่ดินผืนเดียว.. ไม่ใช่แค่ข้าวเปลือกที่จะสร้างเงินได้    ปัจจุบันในพื้นที่โครงการจะมีต้นทุนการทำนาตั้งแต่ 4,200 -8,300 บาท/ไร่ ผลผลิตมีตั้งแต่ 40 ถัง - 1.3 ตัน ต่อไร่   เม็ดเงินอีกส่วนหนึ่งคือ จากต้นตาลในแปลงนา  แต่แทบทั้งหมดไม่ได้อะไรนัก เพราะเงินรายได้ส่วนใหญ่จะอยู่ที่คนเช่า    ฟางอัดฟ่อน 600,000 บาท/crop  จากแปลงนา 500 ไร่ อยู่ที่รถเกี่ยวข้าว   และสูญเสียไป 300,000 บาท/crop จากระดับพื้นผิวที่ลุ่มน้ำขังไม่ระบาย

ตัวเลขเหล่านี้ เป็นเม็ดเงินที่เป็นระดับพื้นฐานที่เกิดขึ้นอยู่ทุกปี  ถ้ารวมการบริหารจัดการต้นทุนให้กระชับกว่านี้  วิธีขายให้ตรงช่องทางกว่านี้   เม็ดเงินอีก 2.5 ล้านบาท/crop คือส่วนที่หายไปเพราะขาดการบริหาร

 

การปรับระดับพื้นผิว จัดโซน เพื่อไหลน้ำและไหลรถไถรถเกี่ยวให้เดินไปเป็นโซนๆ ลดเวลาและต้นทุน รวมทั้งดีดเงินกลับจากค่าสูญเสียได้เกือบทั้งหมด  แต่ไม่ใช่ง่ายๆ ในทางปฏิบัติ  แม้หลักการจะชัดเจนก็ตาม   

 

4.การบริหาร "ความอิสระของคนจำนวนมาก" คืออุปสรรคของประสิทธิภาพ แต่ท้าทายในเชิงบริหาร

ในพื้นที่โครงการ..  ชาวนาคืออิสระฟรีสไตล์แต่ไหนแต่ไรมา  แยกกันทำ ต่างคนต่างทำ  ถ้างานเกี่ยวโยงกันต้องโมเดลของข้า ผิดไปจากนั้นข้าไม่เอาด้วย ชอบพูด แต่ให้คนอื่นทำ..  ไม่ใช่แค่ชาวนา  อาชีพไหนก็ตาม ไม่แตกต่างกัน  ผลลัพธ์ก็คือ การทำงานมันยากและช้า ต้นทุนสูง..    เรื่องระดับพื้นผิว การจัดโซนพื้นที่และกิจกรรม  การบริหารน้ำ ..  เรื่องระดับพื้นผิวอาจเอาไว้ท้ายๆ  แต่การบริหารปริมาณน้ำกับการระบายน้ำ(ปิดน้ำเปิดน้ำทั้งประตูน้ำและหัวคันนา) นี่ต้องขึ้นต้น .. ในโซนตะวันตกของโครงการ เป็นเขตขาดน้ำ ทำนาปีอย่างเดียว ทั้งๆ ที่คลองส่งน้ำและการจัดรูปที่ดิน(มีคลองย่อยหรือคลองใส้ไก่เพียงพอ)  จากคลองชลประทานหลักสามารถปล่อยน้ำเข้าบึงของรีสอร์ทได้เพิ่ม 0.8 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำต้นทุนมีพอ  เจ้าของรีสอร์ทโอเค  เปิดทางน้ำ(ขุดคลอง) 300 เมตรไปเชื่อมกับลำห้วยเดิมที่ยาว 17 กม.  กับคลองชลประทานที่น้ำแห้งตลอดอีก 14 กม.  น้ำเหลือเฟือ เพราะเนื้อที่นาข้าวส่วนนี้แค่ 20,000 ไร่  

งานที่ดูเหมือนง่าย..ในทางหลักการ..  แต่ในทางปฏิบัติกับบริบทแต่ละแห่งแต่ละช่วงเวลา..  มีเบื้องหลังที่ซับซ้อน เกี่ยวพันในแง่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อยู่บนพื้นฐานความอิสระ ลักษณะนิสัยทั่วๆ ไปของผู้คน

 

5.ขึ้นราคาข้าวเปลือกสดเป็น 15,000 บาท/ตัน   ไม่ต้องใช้เงินสักบาท..ถ้า...

เช่นเดียวกันกับเรื่องน้ำ  เรื่องราคาข้าวไม่ใช่ปัญหา ที่เป็นสาเหตุของปัญหาคือบริบทของสังคมหรือบริบทในตัวคน  .. ความเป็นจริง มีกลไกทุกส่วนเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาความเจริญอยู่แล้วครบถ้วน  แต่ที่ขาดไปคือ "จังหวะการเล่นให้สอดรับเป็นทีม"  ยกตัวอย่างเรื่องการขึ้นราคาข้าวเปลือก  ในสภาพที่ตอนนี้ติดเงินใบประทวน  แปลว่าคนทำนาสภาพคล่องไม่มี  การขึ้นราคาไปเลยก็ทำได้  แต่ทีมย่อยแต่ละทีมต้องขยับขาให้ทันกัน  ..   ทีมสร้างตลาด ทำให้ได้ วิธีขายยังไงให้ได้เงินสดมาจำนวนหนึ่งตั้งแต่แรก ..  สภาพคล่องอุดได้ด้วยกลไกทางการเงิน  หักลบกันตอนเกี่ยว   คนทำนาลงมือผลิตสินค้าได้  ทีมมาตรฐาน สเปคข้าว ขยับให้ทันเวลากับการปล่อยน้ำ ทำเทือก หว่านหรือดำ  ดูข้าวดูน้ำเรื่อยไปจนเกี่ยว  ทำไปให้พร้อมกับคนทำนา  ...  อะไรก็เกิดขึ้นได้

สายสัมพันธ์เดิมในวงการผลิตและการค้าต้องวางไว้แบบเดิม การพึ่งพาอาศัยกันเป็นเรื่องที่ดี และเป็นบุญคุณที่ต้องระลึกเสมอ  แต่การใส่ของใหม่เข้าไป  คือการอุดช่องโหว่ให้โครงสร้างเดิม  การขายพ่วง  การใช้อารมณ์ incentive หรือการพัฒนาแนวเสริม.. แล้วทุกอย่างจะเดินไปด้วยกันได้..ไม่ว่าจะของเก่าหรือไม่    เม็ดเงินจริงๆ จะอยู่ที่ของเก่า เพราะขายในเชิงปริมาณ  แต่เส้นทางแตกแขนงที่ขยายได้ไม่จำกัดในอนาคต คือช่องทางใหม่ๆ ที่ใส่เข้าไป โดยระบบเก่าชอบใจ

แต่...  ตามที่บอก... ความจริงคือ  เราขยับขาไม่เข้าจังหวะกัน .. หมายถึงต้นทุนสูงมาก  และความเสี่ยงสูงพอสมควร   แนวทางพัฒนาเรื่องข้าวที่ครอบหมดทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะขอบเขตสังคมไทยหรือตลาดโลก  คล้ายๆ กับการพัฒนาวิธีบริหารองค์กรแบบ Partnerships & Networking   ทุกฝ่ายมีกิจการของตนเอง  มีสินค้าหรืองานบริการของตน  มีบริบทหรือสไตล์ของตัว  .. แต่ที่ผ่านมากระจัดกระจัดฟรีสไตล์กันไปมาก  ... ความสัมพันธ์แบบไหนที่จะต้องค้นหาและจัดขึ้น  เพื่อดึงคนและองค์กรให้ขยับมาใกล้ชิดกันอีกนิด..  ระบบที่สวยที่สุดแบบหนึ่งก็จะเกิดขึ้น.

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

where have all the flowers gone?

P. Seeger

View All
<< พฤษภาคม 2014 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]