*/
  • เด็กชาย-เด็กหญิง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-10-30
  • จำนวนเรื่อง : 300
  • จำนวนผู้ชม : 737202
  • จำนวนผู้โหวต : 302
  • ส่ง msg :
  • โหวต 302 คน
<< มีนาคม 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2552
Posted by เด็กชาย-เด็กหญิง , ผู้อ่าน : 2079 , 11:01:20 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อะไรเป็นเหตุทำให้ต้องเกิด?

 ผู้ที่ได้ศึกษาและมีความเข้าใจในพระอภิธรรมอย่างลึกซึ้งย่อมรู้สึกว่า การเกิดเป็นทุกข์ แม้จะเกิดในภพภูมิของมนุษย์ก็ตาม และการเวียนว่ายตายเกิดเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าชีวิตในภพชาติต่อๆไป จะไม่พลาดถลำลงต่ำไปเกิดในทุคติภูมิ นอกจากบุคคลผู้นั้นได้ปฏิบัติตนเข้าถึงพระอริยสัจธรรมนำชีวิตเข้าสู่พระอริยบุคคลแล้ว เพราะว่าบุคคลนับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปเท่านั้นที่อบายภูมิจะปิดสนิทสำหรับชีวิตของท่าน และการเวียนว่ายตายเกิดที่จะมีต่อไปในสุคติภูมินั้น ย่อมมีได้ไม่เกิน ๗ ชาติ จึงนับได้ว่าพระโสดาบัน ท่านเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่สร้างหลักประกันภัยในการเวียนว่ายตายเกิดให้กับชีวิตได้แล้ว แต่สำหรับผู้ที่เป็นปุถุชนทุกคนต้องยอมรับว่าอนาคตชาติในการเวียนว่ายตายเกิดของตนนั้นต้องมีต่อไปเป็นอนันตังไม่มีที่สิ้นสุด เพราะปุถุชนคือบุคคลที่ยังหนาแน่นด้วยกิเลส และ กิเลส นี่เองที่เป็นตัวการ ผลักพาให้เกิดการกระทำกรรม เมื่อมีกรรมย่อมเป็นที่แน่นอนว่า วิบาก คือ รูปขันธ์ และนามขันธ์ ย่อมต้องเกิด ฉะนั้นวัฏฏะทั้งสาม คือ กิเลสวัฏ กัมมวัฏ และวิปากวัฏ ที่หมุนวน ย่อมทำให้สังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิดไม่อาจสิ้นสุดหยุดลงได้ และทุกภพชาติที่เกิด กำเนิดของสัตว์ย่อมวิจิตร เพราะจิตย่อมวิจิตรในการสั่งสมกรรม และกิเลส

เมื่อกล่าวถึงกิเลส มีพุทธวจนะกล่าวว่า กิเลเสนฺติ อุปตาเปนฺตีติ แปลว่า ธรรมชาติใดย่อมทำให้เร่าร้อนเศร้าหมอง ธรรมชาตินั้นชื่อว่า กิเลส” ซึ่งมีถึง ๑๐ ประการ คือ

โลภะ-ความยินดีติดใจในโลกียอารมณ์, โทสะ-ความโกรธ, โมหะ-ความโง่ ความหลง, มานะ-ความเย่อหยิ่ง ถือตัว, ทิฏฐิ-ความเห็นผิด, วิจิกิจฉา-ความสงสัย, ถึนะ-ความหดหู่, อุทธัจจะ-ความฟุ้งซ่าน, อหิริกะ-ความไม่ละอายต่อบาป, อโนตตัปปะ-ความไม่กลัวเกรงต่อบาป. 

ซึ่งกิเลสนี้หากจำแนกตามอาการแล้ว จะมี ๓ ลำดับ คือ

๑. กิเลสอย่างหยาบ เรียก วีติกมกิเลส เป็นกิเลสที่แสดงออกทางกาย และวาจา

๒. กิเลสอย่างกลาง เรียก ปริยุฏฐานกิเลส เป็นกิเลสอย่างกลางที่คุกรุ่นอยู่ภายในใจ

๓. กิเลสอย่างละเอียด เรียก อนุสัยกิเลส เป็นกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน ไม่ฟูขึ้นในใจ


ธรรมดาอนุสัยกิเลสเป็นธรรมชาติที่ละเอียดซ่อนเร้นอยู่เป็นประจำในขันธสันดานของบุคคล (ยกเว้นพระอรหันต์) ไม่แสดงออกมาให้ปรากฏทางทวารใดเลย ต่อเมื่อมีอารมณ์มากระทบทวารใดทวารหนึ่ง อนุสัย-กิเลสที่นอนนิ่งอยู่นั้นก็จะแปรสภาพเป็น ปริยุฏฐานกิเลส เกิดขึ้นทางใจ เกิดความยินดี ยินร้ายต่ออารมณ์ที่ประสบนั้น และถ้าปริยุฏฐานกิเลสนั้นมีกำลังมากขึ้น ก็จะแปรสภาพเป็น วีติกกมกิเลส เกิดเป็นกิเลสอย่างหยาบ ปรากฏขึ้นเป็นการกระทำ (กรรม) ที่แสดงออกทางกาย และวาจา

ประการสำคัญความเป็นไปแห่งชีวิต คือรูปนามขันธ์ ๕ ของสัตว์ทั้งหลายแต่ละคน ที่ล้วนเกิดแล้วตาย และยังเวียนว่ายตายเกิดกันอีกต่อไป ย่อมแสดงให้เห็นว่าวัฏทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายนั้นเจริญรุ่งเรืองมากมายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังพระบาลีที่กล่าวไว้ถึงธรรมอันเป็นต้นเหตุว่า

"อายตนํ สํสารทุกขฺขํ สวนฺติ ปสวนฺติ วฒฺเฒนฺตีติ-อาสวา  แปลว่า ธรรมเหล่าใดทำให้วัฏทุกข์ที่ยาวนานนั้นเจริญรุ่งเรืองมากมายไม่มีที่สิ้นสุด ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า อาสวะ

อาสวะ ได้แก่ โลภะ ทิฏฐิ และโมหะ ซึ่งธรรม ๓ ประการนี้ติดหมักหมมอยู่ในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลายเป็นเวลาช้านาน จนนับจำนวนภพชาติไม่ได้ และธรรมเหล่านี้เมื่อปรากฏแก่ผู้ใด จิตใจของผู้นั้นจะมึนเมา ขาดสติ ตกอยู่ในอำนาจของโลภะบ้าง ทิฏฐิบ้าง โมหะบ้าง เป็นเหตุให้สามารถกระทำทุจริตกรรมต่างๆ ได้ 

  อาสวะมี ๔ ประการ คือ

๑. กามาสวะ คือธรรมชาติที่เป็นเครื่องหมักดอง หรือไหลไปในกามคุณอารมณ์ องค์ธรรมได้แก่ โลภะเจตสิก ในโลภะมูลจิต ๘

๒. ภวาสวะ
คือธรรมชาติที่เป็นเครื่องหมักดอง หรือไหลอยู่ด้วยความยินดีติดใจในอัตภาพแห่งตน องค์ธรรมได้แก่ โลภะเจตสิก ในทิฏฐิวิปปยุติจิต ๔

๓. ทิฏฐาสวะ
คือธรรมชาติที่เป็นเครื่องหมักดอง หรือไหลอยู่ในความเห็นผิด องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ในทิฏฐิสัมยุตจิต ๔

๔. อวิชชาสวะ
คือธรรมชาติที่เป็นเครื่องหมักดอง หรือไหลอยู่ในความหลง ความโง่ ไม่รู้เหตุผลตามความจริง องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิก ในอกุศลจิต ๑๒

ไม่ว่าจะเป็น กิเลส อนุสัย หรืออาสวะ ล้วนเป็นชื่อของหมวดหมู่ที่กล่าวถึงอกุศลมูลทั้งสิ้น และเป็นที่แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ย่อมมีอยู่ในบุคคลโดยทั่วไป และเป็นเหตุให้เขาเหล่านั้นต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏทุกข์อย่างนับภพนับชาติไม่ถ้วน ล้วนไม่มีโอกาสที่หลุดรอดออกไปจากสังสารวัฏได้ แต่เพราะด้วยพระมหากรุณา-ธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระบรมศาสดาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงมุ่งมาดปรารถนาช่วยเหลือเหล่าเวไนย์ให้ได้พ้นจากห้วงเหวแห่งความทุกข์

 พระองค์จึงทรงอุบัติเพื่อตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงเห็นว่า “พระนิพพาน” เท่านั้น ที่จะทำให้สัตว์ทั้งหลายที่สามารถเข้าถึงได้ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป และทรงชี้หนทางที่จะไปสู่พระนิพพาน ว่า

“เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา

โทมนโสก ปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกข์สฺสานํ

อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส

สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ฯ”

แปลความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทางที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อความก้าวล่วงจากความโศก ความร่ำไห้ เพื่อความดับสิ้นไปจากทุกข์ และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมวิเศษที่ควรรู้ เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ทางนั้นคือ สติปัฏฐาน ๔ “

ดังนั้นผู้ใดที่ปรารถนาจะนำชีวิตไปให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จะต้องปฏิบัติตนตามทางที่พระพุทธองค์ทรงชี้ให้ คือ “สติปัฏฐาน ๔” เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง เพราะเมื่อบุคคลใดแจ้งในพระนิพพาน บุคคลผู้นั้นย่อมกระทำภพชาติที่มีอยู่ให้เป็นภพชาติสุดท้ายได้ คือ เมื่อตายแล้ว ไม่ต้องเกิดอีกต่อไป


Permalink : http://www.oknation.net/blog/pierra



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 18/03/2009 เวลา : 13.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

_/l\_ _/l\_ _/l\_

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 18/03/2009 เวลา : 10.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  

จริง ๆ แล้วไม่อยากเกิดแล้ว แต่พอเห็นบทความนี้ สงสัยยังต้องเกิดอีกหลายชาติ เห้อออออออออ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 17/03/2009 เวลา : 21.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

อ่านได้ความรู้ ทั้งบทความและความเห็นเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 17/03/2009 เวลา : 17.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

ศีล..เป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลายทั้งปวง
ได้แก่ อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรค ๘ สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท ฌาณ วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ

ผู้ที่ตั้งในศีลแล้ว ย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ได้ คือสัทธินทรีย์ ตลอดถึงปัญญินทรีย์
ผู้ที่ตั้งในศีลแล้วกุศลธรรมย่อมไม่เสื่อมไป

ศีลเป็นรากเง่าแห่งความเจริญยิ่งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย
ดุจธรณีหรือแผ่นดินนี้เป็นที่ตั้งของสัตว์ทั้งหลาย
ฉะนั้นในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
ก็มีศีลเป็นประธาน คือกองศีลอันมีในพระปาติโมกข์ฯ อันประเสริฐ.

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ดอกไม้ในขุนเขา วันที่ : 17/03/2009 เวลา : 16.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thebeautyofsunlight

เมื่อก่อนก็เคยสงสัยค่ะ
ว่าทำไมบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ไม่ใช่ศีล
ศีล ทำให้เกิดสมาธิและปัญญา
แต่ปุถุชนจะบรรลุมรรคผลด้วยปัญญาเท่านั้น
จึงชื่อว่าบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ใช่มั้ยเจ้า

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ดอกไม้ในขุนเขา วันที่ : 17/03/2009 เวลา : 16.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thebeautyofsunlight

หุหุ
คราวหน้า...จะคิดให้รอบด้าน
เพราะข้าเจ้ามีปัญญาน้อย
ยังมิเห็นความดับ
ยังต้องเรียนอีกเยอะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 17/03/2009 เวลา : 16.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

ความคิดเห็นที่ 9
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 17/03/2009 เวลา : 16.12 น.
http://www.oknation.net/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ...โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

--------------------------
ถึงอย่างไรก็ต้องโหวตให้คุณดอกไม้ฯ(คห ๕)แฮ่..แฮ่..

ปุจฉา..ปัญญาประจำอยู่ที่ใหน?
วิสัชชนา..ปัญญาหาได้ประจำอยู่ที่ใหนไม่?

ปัญญาเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมที่สัมปยุตกับจิต
ถือเอาอารมณ์เดียวกันกับจิต ถึงขณะทั้ง ๓ คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป พร้อมกันกับจิต
ปัญญานั้นพ้นขณะทั้ง ๓ นั้ไปแล้ว ก็ถึงความเป็นของไม่เที่ยง
กล่าวคือถึงความดับไป ปัญญาที่ถึงความดับไปแล้ว ย่อมไม่เกิดอีก
เมื่อปัจจัยแห่งปัญญาถึงพร้อมอีก ปัญญาอื่นย่อมเกิดขึ้น
เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความดับไปอย่างนั้นนั่นแหละ
เพราะเมื่อมีปัจจัยก็เกิดขึ้น เมื่อยังไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิดขึ้น

ฉะนั้น ปัญญาไม่ได้มีประจำอยู่ที่ใหนดอกจ้า...ฮิ..ฮิ..

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 17/03/2009 เวลา : 16.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

ความคิดเห็นที่ 5
ดอกไม้ในขุนเขา วันที่ : 17/03/2009 เวลา : 13.44 น.
http://www.oknation.net/blog/thebeautyofsunlight

----------------------------

วิสัชชนา
ปัญญา คือธรรมชาติที่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ดุจการแทงถูกที่หมายแห่งลูกศรของนายขมังธนูผู้ฉลาดยิง และมีการกำจัดความมืดหลงคืออวิชชาเป็นกิจ มีความเป็นใหญ่เพราะครอบงำอวิชชาคือความโง่เสียได้

ปัญญามีอยู่ประจำ ในที่นี้หมายเอาเพียงที่ในมหากุศลญาณสัมปยุตต์จิต 4 มหัคตกุศลจิต 9 โลกุตตรจิต 8/40 ทั้งวิบากและกิริยาเท่านั้น

หมายเอาที่ในสติปัฏฐาน 4 เพราะจะเกิดทุกครั้งพร้อมสติที่ระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็จริง แต่ไม่หมายเอากุศลธรรมทุกประเภทเพราะสติสามารถเกิดทำกุศลโดยปราศจากปัญญาได้

สติ ชื่อว่าจำปรารถนาในที่ทั้งปวง เพราะเมื่อเกิดขึ้นก็ยับยั้งอกุศลมิให้เกิดขึ้น สติที่ประกอบด้วยปัญญา อันเป็นความรู้ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ (หมายเอาทุกเมื่อที่ระลึกได้) ชื่อว่าสติปัฏฐาน เพราะ ขณะนั้นระลึกรู้สภาวะปรมัตถ์ธรรมที่กำลังปรากฏ (รูป-นาม) ตามความเป็นจริง ว่าขณะนั้นมีเพียงสภาพธรรมเท่านั้นที่กำลังปรากฏ เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไปไม่เหลืออะไร และไม่หวนคืนมา ไม่ใช่เรา ไม่เป็นเรา ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เหมือนนักเล่นกล ที่เกิดดับสืบต่อกันไป เหลือนินิตให้สัญญาทรงจำไว้ เป็นเพียงปัจจัยให้จิตดวงใหม่เกิด ให้ผู้ที่มีโมหะปกคลุมเข้าไปยึดถือว่าเป็นเราเท่านั้น
มีเพิ่มเติมก๊อเจ้า?

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 17/03/2009 เวลา : 16.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

ความคิดเห็นที่ 4
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 17/03/2009 เวลา : 11.38 น.
http://www.oknation.net/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ...โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

"สติ"....พอเกิดขึ้นมา....
ก็ประกอบด้วยปัญญาอันเป็นความรู้...

ปุจฉา....
ปัญญามีประจำอยู่ที่ใหน?

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 17/03/2009 เวลา : 12.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

ธรรมทีละกิเลส ๑๐

ปัญญาใน โสดาปัตติมัคคจิต ละ ทิฏฐิ และวิจิกิจฉา
ปัญญาใน อนาคามีมัคคจิต ละ โทสะ
ปัญญาใน อรหัตตมัคคจิต ละ กิเลสที่เหลือ ๗ อย่างทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 17/03/2009 เวลา : 11.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

"สทฺธาย ตรตี โอฆํ, อปฺปมาเทน อณฺณวํ
วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ, ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ.

(สํยุตตนิกาย สคาถวคฺค ๑๕/๒๙๘)

บุคคลย่อมข้ามห้วงน้ำได้ด้วยศรัทธา
ย่อมข้ามทะเลได้ด้วยความไม่ประมาท
ย่อมล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร
ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา.

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ดอกไม้ในขุนเขา วันที่ : 17/03/2009 เวลา : 11.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thebeautyofsunlight

กราบสวัสดีค่ะ



หุหุหุ...ร่ายองค์ธรรมให้ฟังเลยนะ
ดีค่ะ น้องจะได้จับหลักเพื่อวินัจฉัยธรรมได้แม่นยิ่งขึ้น

อนุโมทนาค่ะ

เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น