*/
  • เด็กชาย-เด็กหญิง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-10-30
  • จำนวนเรื่อง : 300
  • จำนวนผู้ชม : 737202
  • จำนวนผู้โหวต : 302
  • ส่ง msg :
  • โหวต 302 คน
<< เมษายน 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน 2552
Posted by เด็กชาย-เด็กหญิง , ผู้อ่าน : 1844 , 16:23:53 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ทานของสัตบุรุษนัยที่ ๑

๑. ให้ทานโดยเคารพ คือ ให้ด้วยความเต็มใจ ไม่ได้ให้ด้วยความเกรงกลัวหรือจำใจให้ เวลาให้ก็ให้ด้วยกิริยานอบน้อม ยิ้มแย้มแจ่มใส

๒. ให้ทานโดยความยำเกรง คือเคารพในทานของตนและเคารพในผู้รับ  การเลือกให้แต่ของดี  ของมีประโยชน์ประโยชน์  ของสะอาดมีรสดี เป็นต้น  ชื่อว่าเคารพทานของตน  อีกประการหนึ่งผู้ที่ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ  ผู้ที่ให้ของที่เลิศ  ย่อมได้ของที่เลิศ  ผู้ที่ให้ของที่ดี ย่อมได้ของดี  ผู้ที่ให้ของที่ประเสริฐย่อมเข้าถึงสถานที่ประเสริฐ  นรชนใดให้ของที่เลิศ  ให้ของที่ดี  ให้ของที่ประเสริฐ  นรชนนั้นจะบังเกิดในที่ใดๆ  ย่อมมีอายุยืน มียศ นี้เป็นพระดำรัสของพระพุทธเจ้า

การเลือกผู้รับที่สมควรแก่ของ  และเลือกผู้รับที่เป็นผู้มีศีล มีคุณธรรมชื่อว่าเคารพในผู้รับข้อนี้มิได้หมายความว่าถ้าผู้รับเป็นสัตว์ดิรัจฉาน  หรือเป็นผู้ไม่มีศีลแล้ว ไม่ต้องให้  ควรให้ทั้งสิ้น  แต่ของที่ดี ของที่ประณีต ของที่สะอาด มีรสเลิศ  ย่อมสมควรแก่ผู้รับที่เลิศ  คือผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรม ผู้มีศีลยิ่งกว่าผู้อื่น  ยิ่งให้แก่ผู้มีศีลจำนวนมากเป็นประโยชน์สุขแก่ผู้มีศีลจำนวนมาก  ที่เรียกว่า  สังฆทาน  ยิ่งมีผลมากจนประมาณไม่ได้ว่าเท่านั้นเท่านี้ชาติ



 ๓.  ให้ด้วยมือของตน  ข้อนี้หมายความว่า  เวลานี้เราเป็นมนุษย์  มีมือ  มีเท้า  มีอวัยวะครบบริบูรณ์  เราจึงควรทำทานนั้นด้วยมือตนเอง  ไม่ควรใช้ผู้อื่นทำแทนอยู่เสมอๆ  ถ้าจะใช้ก็ควรใช้เป็นบางครั้งบางคราวในเวลาจำเป็น  นอกจากนั้นแล้วควรทำทานด้วยมือของตนเอง  เพราะนอกจากจะทำให้เกิดเจตนาที่เป็นบุญในขณะที่กำลังให้แล้ว  ในวัฏฏะอันยาวนานนี้  เราไม่อาจทราบได้ว่าเราจะเกิดเป็นคนมือขาดเท้าขาดเมื่อใดถ้าเราเกิดเป็นคนมือขาดแล้ว  แม้ของมีอยู่และเราอยากให้ทานด้วยมือของเราเอง  เราจะให้ได้อย่างไร  นอกจากจะอาศัยผู้อื่นทำแทนเท่านั้น

๔.  ให้โดยไม่ทิ้งขว้าง  ข้อนี้หมายถึงไม่ทิ้งขว้างการให้  คือให้อยู่โดยสม่ำเสมอ  ให้อยู่เป็นประจำ

๕.  เห็นผลในอนาคตจึงให้ หมายความว่า ให้เพราะเชื่อว่า ทานมีตริง ผลของทานมีจริง ทานทำให้เกิดในสวรรค์ได้จริง แม้เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นผู้มั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สิน หรือเชื่อว่าทานเป็นการขัดเกลาความตระหนี่ เป็นบรรไดก้าวไปสู่สวรรค์และมรรคผล นิพพานได้ สัตบุรุษท่านเชื่ออย่างนี้ จึงให้ทาน

ถ้าเป็นทานของอสัตบุรุษ ก็มีนัยตรงข้ามกับที่กล่าวนี้


พระพุทธพจน์

เย  นํ  ททฺติ  สทฺธาย       วิปฺปสนฺเนน  เจตสา

ตเมว  อนฺน  ภชติ       อสฺมึ  โลเก  ปรมฺหิ  จ

บุคคลเหล่าใดมีใจผ่องใส ย่อมให้ข้าวด้วยศรัทธา

บุคคลเหล่านั้นย่อมได้ข้าวนั้นเอง ทั้งโลกนี้ และโลกหน้า


ตสฺมา  วิเนยฺย  มจฺเฉรํ       ทชฺชา  ทานํ  มลาภิภู

ปุญฺญานิ  ปรโลกสมึ       ปติฏฐา  โหนฺติ  ปาณินํ

เพราะเหตุนั้นพึงเปลื้องความตระหนี่เสีย แล้วให้ทาน

บุญเท่านั้น เป็นที่พึ่งของสัตว์ในโลกหน้า


Permalink : http://www.oknation.net/blog/pierra



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 30/04/2009 เวลา : 17.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

การประชุมฟังธรรมในศาลาสุธัมมานี้ เมื่อถึงเวลาที่จะมาประชุมฟังธรรม
ท้าวสักกะอัมรินทร์ ก็จะทรงเป่าสังข์วิชยุตตระ ซึ่งมีความยาว ๑๒๐ ศอก
ดังก้องกังวาลไปทั่ว ทั้งภายในและภายนอกพระนคร
สุทัสสนะเสียงสังข์ที่เป่าครั้งหนึ่งจะดังปรากฏอยู่นานถึง ๔ เดือนมนุษย์

เทพบุตร เทพธิดา ทั้งหลายในชั้นดาวดึงส์
เมื่อได้ยินเสียงสังข์ต่างก็พากันมาสู่ศาลาสุธัมมานี้
รัศมีจากร่างกาย และแสงจากเครื่องประดับของเทวดาทั้งหลาย ก็สว่างไสวไปทั่วศาลา
ท้าวสักกะเทวราชเมื่อเป่าสังข์แล้ว ก็เสด็จจากปราสาทเวชยันต์ พร้อมด้วยมเหสีทั้ง ๔ องค์
ทรงขึ้นช้างเอราวัณ มีเทพยดาห้อมล้อมตามเสด็จไปสู่ศาลสสุธัมมาประมาณ ๓ โกฏิ ๖ ล้านองค์

เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น