*/
  • เด็กชาย-เด็กหญิง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-10-30
  • จำนวนเรื่อง : 300
  • จำนวนผู้ชม : 736527
  • จำนวนผู้โหวต : 302
  • ส่ง msg :
  • โหวต 302 คน
<< กรกฎาคม 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม 2552
Posted by เด็กชาย-เด็กหญิง , ผู้อ่าน : 1898 , 13:55:03 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อกุศลเกิดได้ง่ายกว่ากุศลเพราะจิตไหลไปทางบาปมากกว่าบุญ

บุคคลที่พอใจในราคะอย่างหนักหน่วง เช่นเห็นรูปสวบงามมากๆก็พอใจติดใจมาก เมื่ออารมณ์นั้นเกิดขึ้นอีก ก็ยินดีติดใจในอารมณ์นั้น อยากเห็นรูปสวยๆอีก ราคะก็เกิด และที่เห็นว่าสวยงาม ทิฏฐิก็เกิด เพราะวิปลาสเห็นผิดจากความเป็นจริง

หรือบางคนเล่นการพนันรวยก็ติดใจยินดี และอยากเล่นอีก ราคะก็เกิด และเห็นว่าเล่นพนันแล้วรวย ก็เป็นทิฏฐิ เพราะเห็นผิดจากความเป็นจริง คือการพนันเป็นอบายมุข เป็นเหตุแห่งความเสื่อม แต่กลับเห็นว่าเป็นของดี

หรือคนที่ฆ่าสัตว์ขายแล้วรวย ก็เห็นผิดว่าฆ่าสัตว์ขายทำให้รวย ก็ยินดีพอใจในความเห็นผิดนั้น ราคะ ทิฏฐิก็เกิด ทำให้ประกอบอาชีพนั้นต่อไป ก็ยิ่งทำบาปมากขึ้น

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า อกุศลเป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลเป็นอธิบดีอารมณ์ เกิดได้ง่ายกว่ากุศลเป็นปัจจัยให้เกิดกุศลเป็นอธิบดีอารมณ์ เพราะปุถุชนทั่วไปจิตมักจะยินดีในบาปมากกว่าบุญ คือการทำบาปไม่ต้องคิดทำ จิตก็ไหลไปเองได้ เพราะความคุ้นเคยในบาปมีมากกว่าบุญ

ส่วนการทำบุญต้องออกแรงยกจิตให้พ้นจากกระแสกิเลสจึงจะทำบุญได้ เพราะฉะนั้นการทำกุศลจึงเป็นของยาก เช่นกามคุณทำให้เกิดทุกข์ แต่กลับเห็นว่าทำให้เกิดสุข แต่กุศลที่ทำให้เกิดสุขอย่างแท้จริงกลับมองไม่เห็น เพราฉะนั้นคนเราส่วนมากจึงมักยินดีติดใจในกามคุณอารมณ์

โดยเอาอิฏฐนิปผันนรูปเป็นอธิบดีอารมณ์ เช่นเห็นรูปสวย ได้ยินเสียงไพเราะ ได้กลิ่นหอม ได้ลิ้มรสอร่อย ได้สัมผัสทางกายที่ดีๆ ย่อมทำให้ยินดีติดใจในอารมณ์นั้นๆ เพราะเห็นว่าเป็นความสุขด้วยความวิปลาส เนื่องจากถูกอวิชชาความหลงเข้าปิดบัง และตัณหาความอยากเข้าครอบงำ จึงไม่เห็นโทษของกามคุณ

เพราะความไม่รู้ในความจริงว่าการยินดีติดใจนั้นเป็นโลภะ เป็นตัวสมุทัยที่เป็นตัวให้เกิดทุกข์ตามมา จึงสร้างตัณหาให้เกิดเรื่อบไป เพราะทำแต่เหตุที่ให้เกิดทุกข์ จึงพ้นทุกข์ไม่ได้

เหตุนี้เมื่อเราศึกษารู้เหตุผลแล้ว จึงต้องพยายามอบรมปัญญาให้รู้เท่าทันความเป็นจริงอยู่เสมอ จึงจะทำลายตัณหา ทำลายความเห็นผิดได้ เช่นสิ่งใดที่เคยทำให้ชอบใจ ติดใจ ก็ต้องรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นคุณหรือโทษ ถ้าเป็นโทษก็ต้องพยายามให้ห่างจากอารมณ์นั้น จะได้ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาเพิ่มขึ้น จึงจะสามารถละคลายกิเลสให้เบาบางลงได้

เพราะการเรียนธรรม ก็เพื่อเป็นปัจจัยแก่การขูดเกลากิเลส จึงต้องเพียรพยายามให้รู้เท่าทันอารมณ์ เพราะการจะละคลายกิเลสให้เบาบางลงได้ จะต้องละอารมณ์ที่มีความเห็นผิด ต้องรู้จักสำรวมอินทรีย์ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)ถ้ารู้เท่าทันอารมณ์ก็สามารถที่จะละคลายกิเลสได้ แต่ถ้าไม่รู้เท่าทันอารมณ์ก็สะสมแต่กิเลสเรื่อยไป.



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
nonamenosound วันที่ : 22/07/2009 เวลา : 12.07 น.

ยากสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ...
เข้าใจแล้ว..ไม่ต้องทำอะไรเลย...

การหักห้าม..เป็นการทรมานตน..ไม่สงบเย็น...
เหตุอยู่ที่จิต..มีสติ..เฝ้าดูจิต...
จิตนิ่ง..ทุกอย่างจบ..ไม่เกิด...
เมื่อไม่เกิด..ก็ไม่ตาย..ไร้ตัวตน...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 22/07/2009 เวลา : 00.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

อิฏฐนิปผันนรูป


สาธุค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 21/07/2009 เวลา : 14.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบคุณค่ะ
สำหรับสาระ

เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น