*/
  • เด็กชาย-เด็กหญิง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-10-30
  • จำนวนเรื่อง : 300
  • จำนวนผู้ชม : 737202
  • จำนวนผู้โหวต : 302
  • ส่ง msg :
  • โหวต 302 คน
<< กันยายน 2009 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 30 กันยายน 2552
Posted by เด็กชาย-เด็กหญิง , ผู้อ่าน : 7803 , 10:11:32 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บุญที่หลั่งไหลมา(อานิสงส์)ของผู้มีความเมตตา

กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์ ปรารถนาเพื่อจะตรัสรู้  สันติบท  พึงบำเพ็ญไตรสิกขา  กุลบุตรนั้นพึงเป็นผู้อาจหาญ  เป็นผู้ตรง  ซื่อตรง  ว่าง่าย  อ่อนโยน  ไม่เย่อหยิ่ง  สันโดษ  เลี้ยงง่าย มีกิจน้อย  มีความประพฤติเบา  มีอินทรีย์อันสงบแล้ว  มีปัญญาเครื่องรักษาตน  ไม่คะนอง  ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย  และไม่พึงประพฤติทุจริตเล็กน้อยอะไรๆ  ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านผู้รู้เหล่าอื่นติเตียนได้  พึงเจริญเมตตาในสัตว์ทั้งหลายว่า 

  ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีสุข  มีความเกษม  มีตนถึงความสุขเถิด  สัตว์มีชีวิตเหล่าใดเหล่าหนึ่ง  มีอยู่  เป็นผู้สะดุ้งหรือเป็นผู้มั่นคง  ไม่มีส่วนเหลือ

สัตว์เหล่าใด  มีกายยาวหรือใหญ่  ปานกลางหรือสั้น  ผอมหรือพี  ที่เราเห็นแล้วหรือไม่ได้เห็น  อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้  ที่เกิดแล้วหรือแสวงหาที่เกิด  ขอสัตว์ทั้งหมดนั้น  จงเป็นผู้มีตนถึงความสุขเถิด 
สัตว์อื่นไม่พึงข่มขู่สัตว์อื่น  ไม่พึงดูหมิ่นอะไรเขา  ในที่ไหนๆ  ไม่พึงปรารถนาทุกข์ให้แก่กันและกัน 
เพราะความโกรธ  เพราะความเคียดแค้น มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน  แม้ด้วยการยอมสละชีวิตได้ฉันใด  กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์  พึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง  แม้ฉันนั้น

กุลบุตรนั้นถึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณ ไปในโลกทั้งสิ้น ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ไม่คับแคบ ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู  กุลบุตรผู้เจริญเมตตานั้น  ยืนอยู่ก็ดี  เดินอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี  พึงเป็นผู้ปราศจากความง่วงเหงาเพียงใด  ก็พึงตั้งสตินี้ไว้เพียงนั้น  บัณฑิตทั้งหลาย กล่าววิหารธรรมนี้  ว่าเป็นพรหมวิหารในธรรมวินัยของพระอริยเจ้านี้  และกุลบุตรผู้เจริญเมตตา  ไม่เข้าไปอาศัยทิฏฐิ  เป็นผู้มีศีล  ถึงพร้อมแล้วด้วยทัสสนะ  นำความยินดีในกามทั้งหลายออกได้แล้ว  ย่อมไม่ถึงความนอนในครรภ์อีกโดยแท้แล

ครั้นเมื่อภิกษุเจริญเมตตาดังกล่าวนี้แล้ว  เทวดาและมนุษย์ก็เกิดความเอ็นดู  ไม่รบกวนภิกษุนั้น

  พระพุทธองค์ทรงแสดงอานิสงส์ของเมตตาไว้  ๑๑  อย่าง  ดังนี้  คือ
๑.  หลับก็เป็นสุข    ๒.  ตื่นก็เป็นสุข    ๓.  มีหน้าตาผ่องใสเบิกบาน    ๔.  ไม่ฝันร้าย    ๕.  เป็นที่รักของมนุษย์    ๖.  เป็นที่รักของเทวดาและอมนุษย์    ๗.  เทวดารักษา    ๘.  ไม่เป็นอันตรายด้วยยาพิษหรือศาสตรา    ๙.  จิตเป็นสมาธิ    ๑๐.  เมื่อจะตายมีสติไม่หลงตาย    ๑๑.  หากไม่บรรลุมรรคผลในชาตินี้  ก็จะได้ไปเกิดในพรหมโลก  ( ข้อนี้หมายเฉพาะผู้ที่เจริญเมตตาจนได้ญาณ )

ผู้ที่เจริญเมตตาย่อมได้รับอานิสงส์ดังกล่าวนี้  ควรหรือไม่ที่เราจะมีเมตตาต่อกัน  ปรารถนาดีต่อกัน  และอภัยให้กัน  เพราะนอกจากตัวเราจะเป็นสุขแล้ว  ผู้อื่นก็ยังเป็นสุขด้วย  แต่ผู้ที่จะเจริญเมตตาให้ได้ผลนั้น  ต้องอาศัยขันติธรรม  คือ  ความอดทน  อดกลั้น  ไม่โกรธตอบ  ควบคู่กันไปด้วย  ดังเรื่องของ นางอุตตรา  ที่จะยกมาเล่าดังต่อไปนี้

  นางอุตตรา  เป็นธิดาของนายปุณณะ  ซึ่งเป็นคนยากจน  อาศัยอยู่ในเรือนของสุมนเศรษฐี 

วันหนึ่งเมื่อนายปุณณะไปไถนา  ภรรยาเอาอาหารไปส่ง  ได้พบท่านพระสารีบุตรระหว่างทาง  จึงเอาอาหารที่เป็นส่วนของนายปุณณะถวายท่านพระสารีบุตรเสียก่อนด้วยความเลื่อมใส  แล้วจึงกลับไปทำอาหารมาให้ใหม่  นายปุณณะทราบแทนที่จะโกรธ  กลับชื่นชมอนุโมทนา  พร้อมกับเล่าว่า  ตนก็ได้ถวายไม้สีฟันและน้ำล้างหน้าแก่ท่านพระสารีบุตรผู้ออกจากนิโรธสมาบัติมาใหม่ๆด้วย 

ครั้นบริโภคอาหารแล้ว  นอนหลับไปด้วยความเมื่อยล้าจากการไถนา  พอตื่นขึ้นมาก็ได้เห็นก้อนดินที่ตนไถไว้กลายเป็นทองไปหมด  จึงไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ  พระราชาทรงให้ขนทองมาไว้ที่พระลานหลวง  แล้วทรงมอบให้นายปุณณะทั้งหมด  พร้อมกับพระราชทานตำแหน่งเศรษฐีให้แก่นายปุณณะ  ผลของบุญได้เกิดแก่นายปุณณะในวันนั้นเอง

เมื่อเป็นเศรษฐีแล้วได้ถวายทานแก่พระสงฆ์อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด  ๗ วัน  ในวันที่  ๗  พระพุทธองค์ทรงกระทำอนุโมทนา  นายปุณณะ  ก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน  พร้อมทั้งภรรยาและนางอุตตราธิดา

ต่อมาสุมนเศรษฐี  ขอนางอุตตราให้แก่บุตรชายของตน  ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ  ปณณเศรษฐีจึงไม่ยอมยกธิดาให้  สุมนเศรษฐียกเอาความคุ้นเคยที่มีมาแต่ก่อนขึ้นมาอ้าง  ถึงอย่างนั้นปุณณะเศรษฐีก็ไม่ยอมยกธิดาให้  ต่อเมื่อสุมนเศรษฐีรับว่าจะจัดหาดอกไม้มีค่าวันละ ๒ กหาปณะมาให้นางอุตตราบูชาพระพุทธเจ้า  ปุณณะเศรษฐีจึงตกลงยกให้

เมื่อนางอุตตรามาอยู่บ้านสามีแล้ว  ได้ขออนุญาตสามีรักษาอุโบสถศีล  เดือนละ  ๘  วัน  ตามที่เคยกระทำเมื่ออยู่บ้านบิดา  แต่สามีไม่อนุญาต  นางคอยจนถึงวันเข้าพรรษาจึงขออนุญาตอีก  สามีก็ไม่ยินยอม  ครั้นอีกครึ่งเดือนจะออกพรรษา  นางจึงส่งข่าวไปเล่าเรื่องให้บิดามารดาทราบ  พร้อมกับขอเงิน ๑๕,๐๐๐  กหาปณะ 

เมื่อได้รับเงินแล้ว  นางอุตตราก็จ้างนางสิริมา  หญิงโสเภณีในนครนั้น  ให้มาทำหน้าที่ภรรยาแทนตน  ตลอดเวลาครึ่งเดือน  ที่นางจะรักษาอุโบสถ  ด้วยค่าจ้าง  ๑๕,๐๐๐  กหาปณะ ซึ่งสามีก็ยินดีว่าจะได้เสพสุขกับนางสิริมา  จึงยินยอมให้ภรรยารักษาอุโบสถได้ตามปรารถนา

ตั้งแต่นั้นมา  นางอุตตราก็ตระเตรียมอาหารด้วยมือของตนแต่เช้าตรู่ทุกวัน  ถวายพระบรมศาสดาและภิกษุสงฆ์  อธิษฐานอุโบสถศีล  แล้วขึ้นไปอยู่บนปราสาท  ระลึกถึงศีลของตนอยู่  นางทำดังนี้  จนครบครึ่งเดือน  ในวันที่จะสละอุโบสถ  ได้จัดแจงข้าวปลาอาหารเป็นอันมาก  เตรียมจะถวายพระศาสดาอยู่ในครัวกับพวกทาสีแต่เช้าตรู่ 

สามีอยู่บนปราสาทกับนางสิริมา  มองลงมาแล้วก็ยิ้มด้วยคิดว่า  หญิงนี้ละทิ้งสมบัติมากมาย  มาทำครัวจนเนื้อตัวเปรอะเปื้อน  มอมแมมไปด้วยเขม่าไฟ  นางอุตตราเห็นแล้วทราบความคิดของสามี  จึงคิดว่า  สามีเรานี้โง่แท้ๆ  สำคัญว่าสมบัติมากมายของตนจะมั่นคงถาวรทุกเวลา  แล้วก็ยิ้มบ้าง  นางสิริมาเห็นแล้วโกรธว่า  ดูสิ  ทั้งที่เราก็ยืนอยู่ที่นี่  นางทาสีนี้ก็ยังยิ้มแย้มกับสามีเรา  ได้รีบลงจากปราสาทมาโดยเร็ว

ตอนนี้นางสิริมา  ลืมตัวว่า  ตนรับจ้างนางอุตตราปรนนิบัติสามีของนางอุตตรา  คิดว่าตนเป็นภรรยา  นางอุตตราเป็นทาสีมายิ้มกับสามีของตนจึงโกรธ  นางอุตตราเห็นอาการของนางสิริมาแล้ว  รู้ว่านางโกรธ  จึงเข้าเมตตาฌาน  แผ่เมตตาไปในนางสิริมา  นางสิริมาลงมาแล้วก็เอากระบวยตักน้ำมันร้อน ๆ  ในกระทะทอดขนม  ราดลงบนศีรษะของนางอุตตรา  แต่ด้วยอำนาจเมตตาฌาน  น้ำมันเดือด  ๆ  นั้นก็ไหลกลับไปเหมือนน้ำที่ราดลงบนในบัวฉะนั้น

พวกทาสีของนางอุตตราเห็นเช่นนั้น  ก็บริภาษนางสิริมาว่า  รับค่าจ้างจากนายของพวกเราแล้ว  ยังมาทำร้ายนายของพวกเราอีก  นางสิริมาฟังแล้วก็ได้สำนึกว่า  ตนเป็นเพียงภรรยาที่เขาจ้างมาเท่านั้น  จึงหมอบลงแทบเท้านางอุตตราขอโทษ  นางอุตตราบอกให้ไปขอโทษพระพุทธองค์  ถ้าพระพุทธองค์ทรงยกโทษให้  ตนก็จะยกโทษให้ 

ดังนั้นเมื่อพระศาสดาเสด็จมาเสวยที่เรือนของนางอุตตรา  นางสิริมาจึงเข้าไปหมอบแทบพระบาทกราบทูลถึงความผิดของตน  พร้อมกับทูลขอให้พระศาสดาทรงยกโทษให้  พระศาสดาก็ทรงยกโทษให้  นางสิริมาจึงไปขอให้นางอุตตรายกโทษให้  ซึ่งนางอุตตราก็ยกโทษให้

ในวันนั้น  เมื่อพระศาสดา  ทรงอนุโมทนาภัตทานของนางอุตตราได้ตรัสพระคาถาว่า 

พึงชนะคนโกรธ  ด้วยความไม่โกรธ  พึงชนะคนไม่ดี  ด้วยความดี  พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้  พึงชนะคนพูดเท็จด้วยคำจริง 

พอจบคาถา  นางสิริมา  ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล  เป็นพระโสดาบัน  เป็นอันว่า  การเจริญเมตตาของนางอุตตรา  นอกจากจะทำให้นางอุตตราไม่เป็นอันตรายจากน้ำมันเดือดๆ  แล้ว  ยังเป็นปัจจัยให้นางสิริมาสำนึกถึงความผิดของตน  ได้ฟังพระธรรมเทศนาบรรลุเป็นพระโสดาบันด้วย

เมตตา  จึงมีอานิสงส์มาก  อย่างนี้

ในการแสดงเมตตานี้  พระพุทธองค์ทรงสอนให้ผู้เจริญเมตตาได้รับอานิสงส์ทั้ง  ๓ ประการ  คือ  อานิสงส์ที่พึงได้รับในปัจจุบัน  ๑  อานิสงส์ที่จะพึงได้รับในอนาคต  ๑   และอานิสงส์อันเป็นปรมัตถประโยชน์ 
คือ  การบรรลุมรรค  ผล  นิพพาน  อีก  ๑

นั่นคือมิให้หยุดอยู่เพียงได้เมตตาฌานเท่านั้น  แต่ยังทรงสอนให้ใช้ฌานนั้นเป็นบาท  ก้าวขึ้นสู่วิปัสสนา  จนผ่านวิปัสสนาญาณไปตามลำดับ  บรรลุ  มรรค  ผล  นิพพาน  เป็นพระอรหันต์  ผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วเท่านั้น  ที่เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้    คือปรินิพพานแล้วไม่เกิดอีก  อันเป็นจุดหมายสูงสุดในพระศาสนานี้  ไม่มีในศาสนาอื่น

นี่คือ  พระมหากรุณาธิคุณที่พระพุทธองค์ทรงมีแก่สรรพสัตว์โดยแท้

และนี่แหละ  คือ  อานิสงส์ที่แท้จริงของการอยู่ด้วยกัน  ด้วยความรัก  คือเมตตา


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 30/09/2009 เวลา : 15.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

สาธุค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 30/09/2009 เวลา : 10.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

ผู้ที่ถวายทานแก่ผู้ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติครั้งแรก
จะได้ผลอานิสงส์แห่งบุญมากมายนับไม่ถ้วนในวันนั้นทันที

เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น