*/
  • เด็กชาย-เด็กหญิง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-10-30
  • จำนวนเรื่อง : 300
  • จำนวนผู้ชม : 737205
  • จำนวนผู้โหวต : 302
  • ส่ง msg :
  • โหวต 302 คน
<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน 2553
Posted by เด็กชาย-เด็กหญิง , ผู้อ่าน : 5884 , 12:54:03 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน forgive โหวตเรื่องนี้

คำเปล่งอุทานของพระองคุลิมาลก่อนปรินิพพาน

ครั้งนั้น...ท่านพระองคุลิมาลไปในที่เร้นลับอยู่เสวยวิมุตติสุข ได้เปล่งอุทานในเวลานั้นว่า...

ผู้ใด เมื่อก่อนประมาท เขาย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง

ดังพระจันทร์ ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น

ผู้ใด ทำกรรมอันเป็นบาปแล้ว ย่อมปิดเสียได้ด้วยกุศล

ผู้นั้น ย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ดุจพระจันทร์ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น

ภิกษุใดแลยังเป็นหนุ่ม ย่อมขวนขวายในพระพุทธศาสนา

ภิกษุนั้น ย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ดุจพระจันทร์ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น

ขอศัตรูทั้งหลายของเราจงฟังธรรมกถาเถิด

ขอศัตรูของเราจงขวนขวายในพระพุทธศาสนาเถิด

ขอมนุษย์ทั้งหลายที่เป็นศัตรูของเรา

จงคบสัตบุรุษผู้ชวนให้ถือธรรมเถิด

ขอจงคบความผ่องแผ้วคือขันติ ความสรรเสริญคือเมตตาเถิด

ขอจงฟังธรรมตามกาล และจงกระทำตามธรรมนั้นเถิด

ผู้ที่เป็นศัตรูนั้น ไม่พึงเบียดเบียนเรา หรือใครๆอื่นนั้นเลย

ผู้ถึงความสงบอย่างยิ่งแล้ว พึงรักษาไว้ซึ่งสัตว์ที่สะดุ้งและที่มั่นคง

คนทดน้ำย่อมชักน้ำไปได้ ช่างศรย่อมดัดลูกศรได้

ช่างถากย่อมถากไม้ได้ ฉันใด บัณฑิตทั้งหลายย่อมทรมานตนได้ ฉันนั้น.

ในธรรมบทกล่าวว่า ครั้นพระองคุลิมาลเปล่งอุทานแล้ว ก็ปรินิพพานด้วย"อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ" ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า...

ผู้มีอายุ พระเถระบังเกิดแล้วที่ใหนหนอแล? เมื่อพระศาสดาเสด็จมา จึงพากันกราบทูลถาม พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า...

ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราปรินิพพานแล้ว เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า ท่านพระองคุลิมาลเถระฆ่ามนุษย์มีปริมาณมากมายเช่นนั้น ปรินิพพานแล้วหรือ พระเจ้าข้า..พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า"อย่างนั้น"

ภิกษุทั้งหลาย เพราะองคุลิมาลไม่ได้"กัลยาณมิตร"สักคนหนึ่ง จึงทำบาปมีปริมาณเท่านี้ในกาลก่อน แต่ภายหลัง"เธอได้กัลยาณมิตรเป็นปัจจัย" จึงได้เป็นผู้ไม่ประมาท บาปกรรมนั้นอันบุตรของเราละได้แล้วด้วยกุศล...ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า...

บุคคลใด ละบาปกรรมที่ตนทำไว้แล้วด้วยกุศล

บุคคลนั้น ย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง

เหมือนดวงจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น

ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้น.


Permalink : http://www.oknation.net/blog/pierra



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 08.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

สวัสดีค่ะ
มาอ่านธรรม
น้อมนำให้จิตรื่น
ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
แมวเหมียว วันที่ : 10/09/2010 เวลา : 10.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wassanok

ตามมาฟังธรรมค่ะ
จบแล้วอย่าลืมไปเที่ยวฟิลิปปินส์ต่อนะคะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
buasawan วันที่ : 06/09/2010 เวลา : 22.39 น.

แวะมารับธรรมตอนดึกค่ะ
กำลังจะเป็นบัณฑิตรอบสอง เหนื่อยเหลือเกิน
มาเจอประโยคท้ายที่ว่า "บัณฑิตทั้งหลายย่อมทรมานตนได้ ฉันนั้น" โล่งเลย..ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 06/09/2010 เวลา : 13.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

"กัลยาณมิตร" คือ มิตรที่ดี มีความจริงใจ เกื้อกูลประโยชน์แต่ในทางที่ดี ให้ได้รู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ แก่ผู้ที่คบหาสมาคมด้วย
คุณสมบัติของกัลยาณมิตร ย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมด้วย
"ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา"

ผู้ที่มี "ศรัทธา" ย่อมเชื่อในความตรัสรู้ ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เชื่อในเรื่องของกรรม

ผู้ที่มี "ศีล" ย่อมเป็นผู้น่ารัก น่าเคารพ มารยาทงาม น่ายกย่องสรรเสริญ

ผู้ที่มี "สุตะ" ย่อมเป็นผู้ที่ได้ยิน ได้ฟังมาก ท่านจึงรู้ในคาถาที่ลึกซึ้ง ที่เกี่ยวกับสัจจะ และในปฏิจสมุปบาทได้

ผู้ที่มี "จาคะ" ย่อมเป็นผู้ที่เสียสละ การให้ปัน ท่านจึงมีความมักน้อย สันโดษ สงบ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ

ผู้ที่มี "วิริยะ" ย่อมเป็นผู้มีความเพียร ท่านจึงเป็นผู้ปรารภความเพียรในการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น

ผู้ที่มี "สติ" ย่อมระลึกได้ในสิ่งที่ทำ และคำที่พูดแม้นานมาแล้ว ท่านจึงมีสติตั้งมั่น

ผู้ที่มี "สมาธิ" ย่อมสำรวมใจให้แน่วแน่ ท่านจึงไม่เป๋นผู้ฟุ้งซ่าน

ผู้ที่มี "ปัญญา" ย่อมเป็นผู้รอบรู้ ท่านจึงได้รู้ชัดเจน ไม่ผิดพลาด

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 06/09/2010 เวลา : 13.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

"นิพพาน" คือสภาวะที่สิ้นกิเลส และความทุกข์ทั้งปวง สภาวะที่ปราศจากตัณหา
ลักษณะของนิพพาน คือ กิเลสทั้งหลายสงบ ไม่หวั่นไหวเพราะราคะ ไม่หวั่นไหวเพราะโทสะ ไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิ ไม่หวั่นไหวเพราะกิเลสทั้งหลาย และไม่หวั่นไหวเพราะทุจริต

การกระทำนิพพานให้แจ้ง ได้แก่การได้บรรลุนิพพาน นิพพานมี ๒ ประเภท คือ
"สอุปาทิเสสนิพพาน" ดับกิเลส แต่ยังมีขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เหลืออยู่ เรียกว่า "กิเลสนิพพาน"
"อนุปาทิเสสนิพพาน" ดับกิเลส และไม่มีขันธ์ ๕ เหลืออยู่เลย เรียกว่า "ขันธปรินิพพาน"

เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น