*/
  • 351_ID
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2016-03-24
  • จำนวนเรื่อง : 43
  • จำนวนผู้ชม : 23770
  • จำนวนผู้โหวต : 6
  • ส่ง msg :
  • โหวต 6 คน
<< ธันวาคม 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


การขอสถานะความช่วยเหลือห้ามจำหน่าย
การเลือกเมนูและการดำเนินการ
2 คน
การสำรองวัตถุและข้อมูล
3 คน
การสำรองวัตถุและข้อมูลสำหรับภาวะฉุกเฉิน
2 คน

  โหวต 7 คน
วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม 2562
Posted by 351_ID , ผู้อ่าน : 234 , 10:19:31 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

รายละเอียด
เมื่อว่าแก่ความไม่เป็นอันเดียว เอามาทำอภิปราย ย่อมไม่ได้ความเข้าใจ

“ในเรื่องภาษา ในเรื่องลักษณะบัญญัติ พวกเรา
ยังเอาประเด็น จับบทที่จะพิเคราะห์ ศึกษา สมาทานใคร่รู้
และจะตั้งการจะสืบทราบ นั้นแล้วนำไปสู่การพินิจพิจัย
ให้หมด ให้จบสิ้น ตามวาระของตน จะทำให้ได้

แล้วทีนี้ ผู้ที่กล่าวตำหนิแก่อภิธรรมไว้เล่า? ว่า
จะไม่ได้มีบัญญัติมาแท้ ตามธรรม?
สู้พระสูตรและพระวินัยไม่ได้ บ้างเล่า?
และเพราะบทพระวินัย เท่านั้นดี
โดยฐานที่ปรากฏชัดแจ้งเอง หากใครทำประพฤติ
อยู่ตามธรรมดา ความนั้น ย่อมชักนำให้คนทั่วๆเอง
ได้ดำเนินไปสู่บทแห่งพระอภิวินัย (ปรมัตถ์) ได้เองอยู่แล้ว,
ซึ่งว่า ดูเหมือนจะตรงข้ามกันไป
แก่ใจความตามตัวบทพระอภิธรรม ที่ซึ่งหากว่า
ใครคิดจะเลียนอย่าง ยกการณ์ตามบท เอามาประพฤติ
ยืนพื้นจะกระทำขึ้น
คงส่อทางแก่ตัวเหมือนจะให้ประพฤติวิปริต พิลึก
ทั้งก็ดูเหมือนว่า หากต่อความบทฉะนั้น ต่อๆไป คนจะพิลึก
ได้ความพิบัติฉิบหาย เป็นแน่แท้ มั่นคงเหลือเกิน

เช่นนั้น พวกเรา ก็จงพิจารณาตามแต่ใจ ดูบ้างก่อนเถิด
อย่าเพ่อได้เปิดตำรา ยกความ นำมาแยกย้ายบ่ายเบี่ยง
บุ้ยบ้าย ให้พากันหนี ออกไปจากประเด็น
โดยไม่ต้องพูดอะไรกัน ไปแค่ คราวหนึ่งๆ, ฉะนั้น ธรรม!
อันที่ดี ก็ดี ก็คงจะไม่สาสมใจ
ลงไปแก่ความประพฤติที่ดีได้, ดังนั้น ขอให้เรา-
ท่านจงพูดกันซะก่อนเถิด ข้อนี้ ขอยกตามใจ
ยกเอาสามัญจริต คิดตามบทใจความสำคัญ ไปตลอด
ของตน จงได้อย่าเพ่อว่าเอาตำรา
แต่ถึงใครว่าลงในแต่ละสิ่ง จะหารือมากยิ่งกว่า
เพราะพอมีหลักฐานทางตำรา เช่นนั้น ก็จงให้เขาพูดได้

ทีนี้ พวกเราก็ย่อมจะเห็น ธรรมดาว่า สรูปธรรม บทหนึ่ง
ท่านย่อมตั้งความครอบคลุมทุกสิ่งไว้ ว่า ตามเป็นจริง
“ธรรม เกิดก่อน อธรรมเกิดภายหลัง” ฉะนั้น ธรรม!
ทั้งนั้น ทั้งหมด
ย่อมเป็นสิ่งบังควรแก่ความเป็นไปทั้งสิ้นทั้งปวง
ตามแท้จริง, ที่นี้นักคิดที่ยังอาจจะขาด
หรือวาดแนวทางพิจารณา ตามไปในบทแห่งไทยธรรม
และความจำเป็น ไม่เป็น! ก็จะต้องว่า เอ๊า! แล้ว
ปฏิจจสมุปบาท ที่ว่ากันอยู่ในทางอภิธรรม ( )ปรมัตถ์
นั่นเล่า ไฉน จึงกล่าวคำ ว่า “อวิชชาเป็นพื้น
แก่ความสิ้นทั้งปวงก่อนแล้ว” ก็อวิชชา ย่อมจัดเป็น ชื่อ
อธรรม! อยู่สิ้นเวลา มาทีหลัง
แต่สำคัญกลับว่าอยู่มาเป็นทีแรก มาในบทนี้
อยู่แล้วทั้งหมดไม่ใช่หรือ?

ครั้งพูดเบี้ยบ้าย ไปใต้ ไปเหนือ ก็ย่อมจะยุ่ง
ยิ่งมาได้แก่จิตใจคนจะคิดซะแล้ว ทีนี้ ก็ธรรม เป็นอยู่ก่อน!
และอวิชชาก็ย่อมเป็นอยู่ก่อน (ไม่ตรง!)
จะมาอยู่ก่อนกันทั้งคู่! แล้วย่อมกลายเป็นคำอธิบายว่า
ธรรมดั้งเดิมไม่มีวิชชา? และอวิชชาดั้งเดิม
ไม่เป็นตัวธรรม! ฮ้า! ได้แย่ไปซะทุกอย่างนี้หมด มีหน้า
มีหลัง มีทางไป ยึกยือ ยื้อยุดฉุดไว้ อยู่ทั่วไปหมด ใกล้ๆ
จะเห็นพิสดารไปถึงบทแก่ความไม่เป็นกุศล
อยู่ข้างหน้าโน้น บ้างแล้ว เป็นอย่างดี, จงอย่า!งง โทษเลย!
และก็อย่าเพ่อไปจับเอาธรรม 3 ยิ่งยกมาเข้าโทษ! มากอีก
เช่นนั้น ก็จะยิ่งหลงประเด็น

พวกเรา พึงยกเพียงแค่ว่า “ให้เห็นเป็นธรรมก็ได้
หรือให้เห็นเป็นอธรรมก็ได้” แต่ว่า
ต้องตกลงที่ธรรมเป็นอันเดียวแก่จิตตนก่อน
ถึงจะพอมีบทของความเข้าใจ, ก็!ลอง ยกว่า เรื่องทิศ 6,
เบื้องบนเบื่องล่างเบื้องขวาง,
เบื้องกลางเบื้องหน้าเบื้องหลัง, อดีตอนาคตปัจจุบัน
ก็จะเป็น!ความอันว่า ไม่ต้อง
ให้ใครคนใดได้ถึงการพิจารณาเข้ามาสู่หลักอันเดียว,
เตือน!ซึ่งทีนี้ กะ ข้าพเจ้าๆ จะขอบอกแก่พวกเรา
พวกท่านว่า จงอย่าไปต่อความอย่างนั้น
ถ้าตัวเองจะต่อความแก่อภิธรรม
ว่าตำราจะไม่ส่งคุณโทษแก่เหตุอันดี, ก็เรื่องความ ที่สาม!
ไป ว่ามีอนาคตนั่นหล่ะ เรื่องก็คือ
ในเมื่อเวลาใดยังไม่เลยเขตเที่ยงวันไป ก็เงาเราฉะนั้น
ของเราเองนั่นหน่ะ เป็นที่ทอดไปสู่แดนสนธยา คืออวิชชา

ถึงการว่า มีอนาคตฉะนั้น นั่นแหละ ใคร่เห็นอรุณ
ถึงอรุโณทัยสว่าง เบิกแต่ทางแก่อนาคต แก่ตน ของคน
ย่อมทอดไปในสนธยา
ใคร่มีราตรีเดียวเป็นอันเดียวอยู่ตลอดหรือ!?
หรือจะมืดดับลับไปแก่อวิชชา สิ้นทั้งปวง
ท่านจึงต้องยกบทแก่ความปฏิโลม ฉะนั้น ว่าเงา
เมื่อคล้อยเที่ยง แลก่อนสนธยา แก่ความเป็นอันเดียว
ที่เงาทอดไปยังอรุณรุ่ง คืออรุโณทัย เสมอ,
ถ้าใครมิผ่านราตรีฉะนี้ด้วยการปฏิโลมธรรม
ก็ย่อมจะพลาด และว่า ถ้าใครผ่านราตรีมืดมิด ได้ด้วยดีนี้
ไปด้วยธรรมะปฏิโลมแล้ว คนนั้นก็ย่อมจะผ่าน
แล้วนำพาชีวิตไปได้ถึงรุ่งอรุณ

แลดู ทีนี้ ในพวกเรา ก็ย่อมจะเห็นว่า ต่อไปนี้
ความก็ย่อมจะหนักแล้ว และทุกที่ ที่จับประเด็นไว้ได้
ก็ย่อมจะลงกำลัง ของตน และบทแก่ใจจะคิดเช่นนั้น
แก่ความขาดเขิน “ก็ความว่า พื้นอันหนึ่ง ว่าธรรม!เท่านั้น,
ส่วนพื้นอีกอันหนึ่ง ปรากฏ ว่าแก่อวิชชาเท่านั้น” แล้วว่า
พื้นแก่อวิชชาเป็นแน่ ตกแก่ความเป็นเถระสภาวะ
ขององค์พระสารีบุตรเถระ
ผู้จักเป็นประธานอยู่เป็นแน่แท้ทั้งหมด แก่อภิธรรม (ตำรา)
เพราะกล่าวกันว่า พระสารีบุตร เป็น อาจารย์
ผู้ทรงคุณประเสริฐสถิตความไว้แก่บทตำราพระอภิธรรม

ซึ่งบทตำรา (ไม่มีนิทาน จัดเป็นปรมัตถ์)
ก็เห็นกันมาตลอดหมดสิ้น เรื่อยมานี้ ในชื่อพระปิฎก ปิฎก
1 ว่าความแก่ชื่อ “พระอภิธรรม” ที่ว่าลงแล้ว ดู
จะเป็นหลักวิชา เหมือนดังประหนึ่งเป็นธรรมีกถา
ดั่งการสังเคราะห์ตัวบทวิชาคณิตศาสตร์ (ของปรมัตถ์)
และดูเหมือน
จะไม่ใช่การสังเคราะห์ตามธรรมดาตามการณ์อื่น ซะมาก,
ซึ่งการอื่น มีเหตุเป็นทางปรกติ แล้วให้ว่าส่งกันลงไป
แก่คำนิทาน เป็นการทั่วๆไป ได้”

หมายเหตุ
รูปภาพประกอบ อาจไม่เกี่ยวกับคำอธิบาย
บันทึกของฉัน


ดูเรื่องการประดับธง ต่อ ...


คอมเมนต์ถูกปิด
เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก