• physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-18
  • จำนวนเรื่อง : 236
  • จำนวนผู้ชม : 826873
  • ส่ง msg :
  • โหวต 94 คน
พุทธบาท โอกาสแห่งการชำระกรรมด้วยแสงธรรมไร้ประมาณ
หลักการฝึกจิตที่ง่ายและพิสดารล้ำลึกที่คุณไม่อาจค้นหาได้จากที่ใดในโลก และในหนังสือเล่มใด เพราะผู้เขียนเป็นบุคคลลึกลับและไม่พิมพ์เผยแพร่ทางสื่ออื่นใด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath
วันศุกร์ ที่ 21 กันยายน 2550
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 11559 , 09:57:01 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ตันเถียน โหวตเรื่องนี้

การบรรลุธรรมจิตต้องตกศูนย์ หรือก้าวลงสู่ความว่าง คือ สุญตา ก่อนจึงบรรลุ

 

 

การบรรลุธรรม ไม่ใช่เรื่องของสมอง ไม่ใช่เรื่องของการอ่านจำนึกคิด แต่เป็นเรื่องของจิต จิตของผู้บรรลุธรรมได้ จำต้องเข้าสู่ภาวะ “ตกศูนย์” หรือที่เรียกว่า “สุญตา” หรือในวิชชาธรรมกาย คือ เข้าสู่กลางในกลาง กายในกาย ไปเรื่อยๆ จนถึงที่สุดแห่งกายไม่มีกายอื่นละเอียดยิ่งกว่า คือ ธรรมกาย หากดูจิตแบบสติปัฏฐาน คือ จิตใจจิตที่ลึกที่สุด ในทางอรูปฌาน คือ ภาวะฌานสี่ นั่นคือ ภาวะจิตตกศูนย์ คือ เข้าสู่จิตเดิมแท้ คือ ความว่างเปล่า ความเป็น จิตพุทธะ ความไม่มีอะไรจะยึด ความไม่มีกิเลส ความไม่ต้องการโหยหา ซึ่งภาวะจิตตกศูนย์นี้มีอยู่บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน แต่เราก็ไม่ทันบรรลุธรรม เพราะ “ใจ” ไม่ได้พิจารณา “ไตรลักษณ์” ได้ทัน เราเรียกภาวะนี้ว่า “ตทังคนิพพาน” คือ ความว่างสิ้นไป สูญไปแห่งกิเลสชั่วคราว ไม่ได้ถาวรตลอดไป หรือที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า เราได้เคยลงไปอาบในพระนิพพานแล้วขึ้นมา แต่ไม่ทันได้ลงไปทั้งตัวนั่นแหละ ในเซน จะใช้โอกาสการทำงานในชีวิตประจำวัน คอยสังเกตเวลาจิตตกศูนย์ หรือภาวะสุญตา และใช้สติปัญญาพิจารณาไตรลักษณ์ในขณะนั้นทันที ก็จะ “บรรลุฉับพลัน” ได้เช่นกัน ซึ่งก็คือรอคอยจังหวะ “ตทังคนิพพาน” และ “ภาวะหลังออกจากฌานสี่สู่ฌานสาม” ก็ได้

 

ขณะจิตตกศูนย์ จิตต้องดำดิ่งลึก หรือลงสู่กลางกายในกายที่ลึกที่สุด (ตามหลักวิชชาธรรมกาย) หรือเข้าฌานลึกที่สุด (ฌานสี่) หรือ เข้าสู่ความว่างเปล่าอย่างแท้จริง หรืออยู่ภาวะไม่เหลือ “รูปนาม” คือ “รูปนาม” ดับไปหมด (ตามหลักสติปัฏฐานสี่) ภาวะเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องบ่งชี้บอกว่า “จิตตกสู่ศูนย์กลางดิ่งลึกแล้ว” หากใจมี “สติ” ก็จะป้อนข้อมูล “ไตรลักษณ์” ให้กับจิต จิตรับข้อมูลไตรลักษณ์ เห็นสรรพสิ่งอนิจจัง คลายการยึดทั้งปวง จิตก็เข้าสู่ “การบรรลุธรรม” แต่หากไม่เห็นไตรลักษณ์ “ขณะจิตตกศูนย์” ก็ไม่อาจบรรลุธรรม เหมือนคนที่ได้ธรรมกายแล้ว ก็ถือว่าจิตละเอียดมากแล้ว ดิ่งลงสู่ภาวะจิตตกศูนย์ได้ แต่ไม่ได้ใช้สติปัญญาพิจารณาไตรลักษณ์ ก็ไม่บรรลุธรรม เป็นเพียงการบรรลุเจโตวิมุติ คือ ขั้นสูงสุดของสมถกรรมฐาน ที่ข่มกำราบกิเลสได้หมด แต่ไม่แจ้งในนิพพาน คือ ไม่อาจทำนิพพานให้แจ้งได้ ดังนี้ ไม่ว่าเดินมรรคในวิชชาใดๆ ก็ตาม หากเข้าสู่ความละเอียดที่สุด หรือสูงสุดแห่งวิชชาสมถะสายนั้นๆ แล้ว ให้รีบใช้ “สติปัญญา” พิจารณา “ไตรลักษณ์” ทันที ก็จะบรรลุธรรมได้ ทั้งนี้ สายวิปัสสนาก็บรรลุได้เช่นกัน

 

บุคคลจะบรรลุธรรมได้ ไม่ใช่การอ่านเอา การจำได้ การหมายรู้ การนึกคิด หรือการทำความเข้าใจ บุคคลนั้น พึงต้องเข้าสู่ “ภาวะจิตตกศูนย์” และได้ “พิจารณาไตรลักษณ์” ทันที จึงจะเกิดภาวะ “ทำนิพพานให้แจ้ง” ได้ นั่นคือ การบรรลุธรรมโดยแท้จริง บุคคลนั้น จะสัมผัสพระนิพพาน และอธิบายได้ในแบบของตน ที่เรียกว่า “ปัจตัง” คำว่า “ปัจตัง” นี้ ไม่ได้แปลว่า “ฉันรู้ของฉันคนเดียวคนอื่นเขาไม่รู้ด้วย” นั่นเรียกว่า “ความหลงในตนแต่ผู้เดียว” แต่ “ปัจตัง” นี้หมายถึง รู้เฉพาะตน และผู้ที่รู้เทียบเท่าตนจะสามารถตรวจสอบและเข้าใจได้เช่นตน ดังนี้ หากพระอรหันต์รูปหนึ่งได้รับการทดสอบ แล้วกล่าวอะไรที่เป็นปัจตังขึ้นมา พระอรหันต์อีกรูปหนึ่งจะเข้าใจปัจตังนั้นได้ทันทีโดยง่าย แต่หากพระอรหันต์ที่ทดสอบ เห็นว่า “รู้คนเดียว ยึดคนเดียว เพี้ยนคนเดียว” เมื่อไร สิ่งนั้น ก็ไม่เรียกว่า “ความรู้เฉพาะตน” แต่เป็นเพียง “ความหลงเฉพาะตน” ดังนี้ ปัจตัง ต้องเป็นความรู้ ไม่ใช่ความหลง และเมื่อรู้ธรรม มีดวงตาเห็นธรรม ต้องไม่ลืมว่า “ธรรมนั้นเป็นสากล” ผู้ที่เข้าถึงธรรมแล้วทั้งหลายย่อมรู้ได้เหมือนกัน จึงไม่ได้แปลว่าปัจตังนั้น จะไม่มีใครรู้เหมือนเราเลย มีผู้รู้ปัจตังของเรา และตรวจสอบเราได้เสมอว่าเรารู้จริง โดยพระอรหันต์ด้วยกันซึ่งบรรลุธรรมระดับเดียวกันนั่นเอง ดังนี้ จึงเรียกว่า “ปัจตัง” ไม่ใช่ “อวิชชา” ซึ่งหลายท่าน ได้เกิด “อวิชชา” คือ “ความหลงเฉพาะตน หรือ หลงในตัวตนของตน หลงในความคิดตน” ขึ้น และอ้างว่า เป็นความรู้เฉพาะตน เป็นปัจตัง ทั้งนี้ขอให้เข้าใจด้วยว่า “ปัจตัง” นั้น “เป็นความรู้ ไม่ใช่ความหลง” และ “เป็นสากลที่ผู้บรรลุด้วยกันจะตรวจสอบได้” มิใช่ “ความหลงเฉพาะตนคนเดียว” แต่วิธีการอธิบายนั้น ตนย่อมเข้าใจด้วยตนเอง ใช้ภาษาในแบบของตนเอง จึงมี “เอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง” 

 

ภาวะจิตตกศูนย์ก่อนบรรลุธรรมในวิชชาธรรมกาย

ในวิชชาธรรมกาย หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดปากน้ำรูปปัจจุบัน ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า “แม้นบรรลุธรรมกายแต่ไม่สามารถตัดสังโยชน์สิบได้ ก็ไม่บรรลุอรหันต์” นั่นหมายความว่า “วิชชาธรรมกายเป็น สมถะกรรมฐาน” ซึ่งหากไม่มีการพิจารณาสภาวธรรม หรือการผสมวิปัสสนากรรมฐานเข้าไปด้วยแล้ว ก็ย่อมไม่สามารถ “บรรลุอรหันต์” ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ฝึกธรรมกายได้ถึงธรรมกายแล้ว ก็ไม่ยากเลยที่จะ “บรรลุธรรม” เพียงเดินวิชชาตามมรรคจนถึง “ธรรมกาย” อันเป็นกายละเอียดสูงสุด แล้วพิจารณา “ไตรลักษณ์” เช่น การ “แผ่ฌานทันที” จนธรรมกายเข้าสู่ภาวะ “ไร้กาย” อันเนื่องจาก “การแผ่ฌาน” นั้น  เป็น “อรูปฌาน” ซึ่งตรงกันข้ามกับธรรมกาย ซึ่งเป็น “รูปฌาน” การเข้าสู่ “รูปฌาน” ขั้นสูงสุด แล้วเดินมรรคต่อเข้าสู่ “อรูปฌาน” นั้น ไม่มีอันตรายอะไร เพราะผู้ฝึกรูปฌานก็จะเดินฌานลึกเข้าสู่อรูปฌานเช่นนี้ นับรูปฌานขั้นสุดท้ายเป็นฌานสี่ แล้วนับอรูปฌาน ขั้นที่หนึ่งเป็น ฌานห้า จึงถึงฌานแปดเป็นลำดับ ดังนั้น ขอเพียงเมื่อถึงที่สุดแห่งกายธรรม คือ ธรรมกาย คือที่สุดแห่งรูปฌานแล้ว เข้าสู่อรูปฌานทันที ด้วยการแผ่ฌาน ก็จะเห็นการสิ้นไปแห่ง “ธรรมกาย” เห็นอนิจจัง เห็นอนัตตาแห่งธรรมกาย ละความ “ยึดมั่นในธรรมกาย” ก็จะบรรลุธรรมแบบฉับพลันนั้นเอง โดยไม่มีอันตรายแต่อย่างใด

 

ภาวะจิตตกศูนย์ก่อนบรรลุธรรมในวิชชาธรรมจักร

ในวิชชาธรรมจักร เมื่อวนรอบจิตเข้าสู่ “จิตเดิมแท้” นั้น รอบแรกๆ ยังไม่เข้าถึงจิตเดิมแท้ หรือ “ภาวะจิตตกศูนย์” จึงไม่บรรลุธรรม จะผ่านด่านต่างๆ ก่อนเข้าสู่จิตเดิมแท้ คือ จิตที่บันทึก “อดีตชาติ” ไว้ในแต่ละชาติ ทำให้ผู้ฝึกธรรมจักรระลึกชาติได้มากเป็นลำดับ หากยังมีความ “ยินดี” ในชาติที่ระลึกได้นั้น เช่น บางชาติเป็นฤษีมีเวทย์มนต์ ก็จะยึดอยู่ ค้างอยู่ในชาตินั้น เดินวิชชาธรรมจักรเมื่อใด ก็จะแสดงอาการเหมือนฤษีทุกครั้งไม่จบไม่สิ้น ตราบเมื่อ “ละความยินดีในชาติภพ” หรือ บางชาติมีรอยแผลให้อดีต แล้วไปยึด “ไปยินร้าย” ในอดีตชาตินั้น เช่น เป็นทหารของพระเจ้าตาก แล้วเสียใจยึดไว้ในเรื่องราวนั้น ก็จะต้องทุกข์ใจไม่จบไม่สิ้น บางท่านมีอาการดิ้นทุรนทุราย เพราะระลึกได้ตอนถูกฆ่าตายพอดี ก็จะเจ็บปวดอย่างนั้น ทุกครั้งไป จนกว่าจิตจะยอมปล่อยคลายการยึดมั่นในชาตินั้นลงได้ ความเจ็บปวดจึงหายไป และเข้าสู่ชาติใหม่ที่ละเอียดขึ้นเป็นลำดับ เมื่อผู้ฝึกวิชชาธรรมจักร เข้าสู่ “จิตเดิมแท้” จะค้นพบว่า “จิตเดิมแท้คือพุทธะ” คือ มีการแสดงออกมาเป็นลักษณะแห่งพุทธะในรูปแบบต่างๆ ระดับนี้ จิตมีความละเอียดเทียบเท่า “ธรรมกาย” แล้ว คือ สูงสุดแห่งวิชชาในด้าน “สมถะ” แล้ว หากพิจารณา “ไตรลักษณ์” คือ อนิจจัง หรือ อนัตตา แห่ง จิตพุทธะนั้น ไม่ยึดว่าตนเองเป็นพุทธะ ตนเองเป็นอรหันต์ ตนเองและผู้อื่นหรือแม้นแต่มารก็มีจิตพุทธะนี้เหมือนกัน (เห็นอนัตตา คือ ความไม่ใช่ของตน คือ ความเป็นสากลของสรรพสิ่ง) จึงปล่อยวางคลายการยึดมั่นถือมั่นใดๆ เพราะจิตพุทธะนั้น ไม่มีกิเลสตัณหาใดๆ อยู่แล้ว หากพ้นไปเสียซึ่งการยึดมั่นในตนว่าตนเป็นพุทธะ เห็นว่าตนก็คือคนธรรมดา เช่นเดียวกับมารก็มีจิตพุทธะเหมือนกัน จนคลายการยึดว่า “ตนเป็นนั่นเป็นนี่” (อนาคามี) ก็บรรลุ “อรหันต์” ได้เช่นกัน นี่คือการบรรลุแนววิชชาธรรมจักร

 

ภาวะจิตตกศูนย์ก่อนบรรลุธรรมในวิชชาทางเซน

ในวิชชาวิปัสสนาลืมตาแบบ “เซน” ใช้ภาวะจิตตกศูนย์ หรือ สุญตานี้มาก และมีความรู้เรื่องจิตตกศูนย์ หรือภาวะสุญตาสูงกว่าแนวทางอื่นๆ จึงเห็นจังหวะโอกาสของภาวะจิตตกศูนย์ หรือสุญตานี้มากกว่าผู้ใด อาจารย์เซนบางท่าน ใช้การ “ถีบลูกศิษย์” ทำให้ลูกศิษย์ที่นับถือตน งุนงง แล้วเกิดภาวะ “ความว่างเปล่า” ในจิตทันที เพราะไม่ทันได้ตั้งตัว อยู่ๆ อาจารย์ที่ตนนับถือก็ถีบ ไม่ทันมีกิเลสตัณหา ไม่ทันยินดี ไม่ทันยินร้าย จิตเกิดความว่างขึ้นมาชั่วขณะ ในขณะเสี้ยววินาทีทองนั้นเอง อาจารย์เซนก็จะพูดปริศนาธรรม (โคอัน) ขึ้นมาเพื่อเรียก “สติ” จนลูกศิษย์ได้พิจารณาปริศนาธรรมนั้น เกิด “สติปัญญา” ฉับพลัน และบรรลุแบบฉับพลันทันทีได้เช่นกัน วิธีการของเซนนี้ ไม่อาจใช้ได้กับลูกศิษย์ในปัจจุบัน เพราะลูกศิษย์ในปัจจุบันมีความถือตัวมาก มีความยึดมั่นว่าอาจารย์ต้องไม่ถีบตน อาจารย์ต้องเป็นพระที่ดูใจดี หากถีบลูกศิษย์เมื่อใด เป็นต้อง “ยินร้าย” และเกิดเรื่องทันที ดังนั้น จึงกล่าวว่าหลักเซนแบบนี้ใช้ได้ยากกับลูกศิษย์ปัจจุบัน

 

ภาวะจิตตกศูนย์ก่อนบรรลุธรรมในวิชชามโมยิทธิ

ในวิชชา “มโนมยิทธิ” เป็นวิชชาทาง “สมถะกรรมฐาน” จำต้องใช้ “การพิจารณาสภาวธรรม อันเป็นหัวใจของ วิปัสสนา เข้าไปร่วมเมื่อภาวะจิตเข้าสู่สูงสุดของ “สมถะ” เช่นกัน ไม่เช่นนั้น ไม่อาจบรรลุธรรมได้ ในหลักการนำจิตไปสู่มิติอื่นๆ นั้น ขณะที่จิตรวมเป็นหนึ่งเดียวและกำลังออกจากมิติเดิม หรือที่เราเรียกกันว่า “ออกจากร่าง” (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ออกอย่างเด็ดขาดจริงๆ) เราไม่รู้สึกถึงร่างเดิมเราแล้ว รู้สึกได้ถึงมิติใหม่ ภพใหม่ เช่น ถอดกายทิพย์ไปสวรรค์ ก็รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่สวรรค์แล้วจริงๆ ภาวะนี้ เทียบเท่ากับฌานสี่ ซึ่งไม่อาจบรรลุธรรมได้ ต้องเข้าใจก่อนว่า “จิตไม่ได้ถอดจากกายอย่างสิ้นเชิงจริงๆ” เพราะหากถอดออกไปสิ้นเชิง ก็คือ “ตาย” เท่านั้น จิตจะมีบางส่วนเชื่อมโยงกับร่างเดิมขณะถอดจิต ขอเรียกเป็นภาษาง่ายๆ ว่า “จิตหลัก” และ “จิตรอง” ในขณะถอดกายทิพย์นี้ จิตรองจะรับรู้ถึงมิติอื่น และจิตหลักจะดูแลร่างกายของเรา ในวิชชาสติปัฏฐานสี่ ได้พูดในเชิงปรัชญาว่า “จิตในจิต” นั่นคือ มีจิตสองดวง (แท้แล้วมีดวงเดียว) แต่หลวงปู่เทสก์ จะเรียกว่า “จิต” และ “ใจ” ขอให้เข้าใจว่า “ที่เราถอดกายทิพย์ไปนั้น ไปด้วย จิต (จิตรอง)” ส่วน “ใจ” (จิตหลัก) นั้น ยังคงดูแลร่างกายเราอยู่ เราจึงยังไม่ตาย ในการจะบรรลุธรรมได้ ต้องประสานการทำงานของ “จิตและใจ” เข้าด้วยกัน กล่าวคือ จิตจะเห็นไตรลักษณ์ โดยไม่มี “ใจ” ไม่ได้ หากเห็นไตรลักษณ์ขณะ “ถอดกายทิพย์” ออกจากร่าง คือ ไม่มี “ใจ” ร่วม จะตายทันที เรียกว่า “ดับขันธปรินิพพาน” นั่นเอง หรือ ที่เขาเรียกว่า “เทวดาบรรลุธรรม” คือ กายทิพย์เดิมจะสลายทันที หรือที่มารเรียกว่า “วิญญาณสลาย” นั่นแหละ (มารกลัววิญญาณสลายมาก) แต่สำหรับ “พวกกายทิพย์” แล้ว หากจะเลื่อนภพภูมิได้ “จำต้องสลายวิญญาณ” ก่อน คือ กายทิพย์เดิมสลายไป แล้ว “จุติใหม่ในภพภูมิที่สูงขึ้น” ดังนั้น บางท่านอาจเคยแผ่ส่วนบุญให้ “ผี” แล้วเห็นผีร่างกายสลายไปทันที จากนั้นก็กลายร่างเป็นเทวดา นั่นแหละ เขาได้เลื่อนไปจุติในภพภูมิใหม่ที่ดีขึ้นแล้ว หรือ หากเดินวิชชาธรรมกาย ก็จะเห็นกายที่ละเอียดลึกเข้าไปนั่นเอง คือ กายหยาบเก่า ทะลุเข้าสู่กายที่ละเอียดขึ้น ดีขึ้นกว่าเดิม ในวิชชา “มโนมยิทธิ” ไม่มีทางบรรลุธรรมได้ด้วยการ “ถอดกายทิพย์” เลย เพราะจิตและใจแยกขาดออกจากกัน เทียบได้กับภาวะ “ฌานสี่” นั่นเอง เป็นภาวะที่ “ใจ” หรือ จิตหลัก ไม่รู้ไม่เห็น ไม่แจ้งในไตรลักษณ์ด้วย ดังนั้น หากต้องการบรรลุธรรมด้วยวิชชา “มโนมยิทธิ” จำต้อง พิจารณา “ไตรลักษณ์” ช่วงขณะเสี้ยววินาที ที่ “กายทิพย์จะออกจากร่าง” คือ พิจารณาเห็นว่ากายนี้ไม่ใช่ของเรา แม้นกายทิพย์ก็ไม่ใช่ของเรา การพิจารณาเฉยๆ จิตไม่มี “สติตื่นเต็มที่” คือ ไม่อยู่ในภาวะ “สติตื่นเหมือนกำลังจะตาย” ก็จะไม่บรรลุ คือ ได้แต่ระลึกเฉยๆ ว่า ไม่ใช่ของเรา แต่จิตไม่ตื่นตัว จิตใจจึงไม่กลับเข้าประสานกัน ไม่ทำงานร่วมกันเต็มที่ ก็จะไม่บรรลุธรรม ดังนั้น วิชชามโนมยิทธิ จะบรรลุธรรม ในเสี้ยววินาที “จังหวะที่กายทิพย์ถอดออกแล้วกลับร่างเดิมฉับพลัน” ด้วย “สติตื่นเห็นอนิจจัง และอนัตตา นั่นเอง เช่น ถอดออกแล้ว ตกใจ เห็นว่าตนจะตาย วิญญาณออกจากร่างแล้ว จิตรองหรือกายทิพย์ก็รีบกลับประสานเข้าร่างเดิม จิตและใจประสานกันอีกครั้ง เมื่อเห็นว่า “สุดท้ายตนก็ตาย ใดๆ ในโลกจะอยาก จะยึดเอาไว้ทำไมอีกเล่า” ก็จะบรรลุธรรมด้วย “มโนมยิทธิ” ทันที เรียกว่า ผ่านด่าน “มัจจุราชมาร” คือ “ความกลัวตาย อาลัยชีวิต” หรือการ “ตายก่อนตาย” จึงมีดวงตาเห็นธรรม บุคคลใดก็ตาม ไม่พร้อมเข้าสู่ภาวการณ์ตาย คือ “ไม่เคยรู้สึก ตายก่อนตาย” หรือ “ดับ ก่อน ดับ” ก็จะไม่มีทางบรรลุธรรม

 

ภาวะจิตตกศูนย์ก่อนบรรลุธรรมในวิชชาฌาน

ในวิชชา “ฌาน” การบรรลุธรรม อยู่ในเสี้ยววินาทีที่จิตเลื่อนจากฌานสามเข้าสู่ ฌานสี่ หรือฌานสี่ออกสู่ฌานสาม เท่านั้น ไม่สามารถบรรลุใน “ขณะเข้าฌานสี่ได้” การเข้าฌาน คือ ภาวะเทียบเท่า “ภูมิพรหม” ไม่ใช่ภาวะนิพพาน ดังนั้น เมื่อเข้าฌานใดก็ตาม เป็นเพียงการยึดติดรสชาติของภพๆ หนึ่งเท่านั้นเอง เทียบได้กับคนที่ถอดกายทิพย์แล้วหลงเพลินความสุขบนสวรรค์ ไม่อาจบรรลุธรรมได้ จะบรรลุได้ จิตต้องไม่เข้าสู่ความเป็น “ภพชาติ” ใดๆ ไม่ใช่ “สวรรค์” ไม่ใช่ “พรหม” ไม่มีภพชาติ คือ จิต ต้องไม่บรรลุใน “องค์ฌาน” แต่เป็นการ “บรรลุระหว่างองค์ฌานสามและสี่” เท่านั้น จึงจะได้นิพพาน

 

ภาวะจิตตกศูนย์ก่อนบรรลุธรรมในวิชชาวิปัสสนา

สำหรับสายวิปัสสนา การบรรลุธรรมเป็นแบบ “ปัญญาวิมุติ” อย่างเดียว อาศัยจังหวะที่จิตมีสมาธิมีสติสูงมาก เหมือนคนอ่านหนังสือแล้วคิดอะไรได้ทันควัน เหมือนสะดุ้งเฮือก ได้สติ เห็นธรรม แล้วคลายวางทุกอย่าง หากไม่มีภาวะ “สติสูงสุดเหมือนสะดุ้งเฮือก หรือ ปิ๊งแว้บ” ก็ไม่อาจบรรลุธรรม กล่าวคือ ต้องมีอาการทางจิตให้สังเกตได้บางประการก่อน บางท่านอาจเกิดอาการเป๋ แล้วเคว้งคว้างก่อนเพราะหลักที่ยึดไว้เดิมถูกทำลาย จากนั้นพอทรงจิตได้ภายหลัง รับสภาวธรรมแท้ นิพพานจึงชัดเจน มั่นใจได้ว่าถึงฝั่งพระนิพพาน

 

สรุปภาวะ “ก้าวลงสู่ความว่าง” หรือ “จิตตกศูนย์” ก่อนบรรลุธรรม

หากจิตไม่ตกศูนย์ หรือไม่ก้าวลงสู่ความว่าง จะไม่มีทางบรรลุ จะต้องเห็นสภาวะเดิมปรากฏชัด จากนั้นเห็นสภาวะเดิมนั้น “ว่างไปอย่างเห็นได้ชัด” ไม่ใช่คลุมเครือ หรือคิดนึกเอา เป็นการรับรู้ด้วยความเข้าใจหรือการเห็นสภาวะนั้นๆ อย่างชัดเจนจนกระทั่ง “สติ” ตื่นตัวขึ้นมาสูงสุดในฉับพลัน เหมือนการจุดประกายไฟ แล้วกำลังสมาธิมั่นคง นิ่งอยู่ ดูอยู่ เมื่อเห็นสภาวะเดิมว่างไป อย่างนั้น คลายการยึดมั่นทั้งหมดแล้ว จิตก็จะเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของสรรพสิ่งได้ จึงเข้าสู่การบรรลุธรรม ดังนั้น ภาวะทางจิตนี้เอง จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการบรรลุธรรม หากจิตไม่มีอาการ หรือสภาวะเช่นนี้ บุคคลผู้ศึกษาไตรปิฎกอาจคิดไปเองว่าตนเองบรรลุแล้ว เพราะนึกเอา, คิดเอา, อ่านเอา ทำความเข้าใจเอาในหลักการในพระไตรปิฎก หากเป็นสายอภิญญาได้เห็นไตรลักษณ์เพียงน้อยก็บรรลุได้ หากเป็นสายปัญญา จะต้องคัดค้านและไม่เชื่อในพระไตรปิฎกก่อน จนตระหนักรู้ว่าตนโง่ เห็นความว่างไปของ “ความโง่เขลา” ของตน ก็บรรลุได้ แต่หากไม่เห็นสภาวะความว่างไปของ “สิ่งที่ยึดมั่น” จากจิต ก็เปลี่ยนเสมือนดวงจันทร์ถูกเมฆบดบัง ไม่เห็นสภาวะเมฆถูกสลายไป เพราะเมฆยังบดบังอยู่ ดังนั้น แสงสว่างแห่งปัญญาย่อมไม่สว่างไสวได้ จะบรรลุได้ จึงต้องเห็นสภาวะการสลายไปของ “สิ่งที่บดบัง” ก่อน เมื่อเห็นความว่างไป สลายไปของสิ่งที่บดบังแล้ว จึงเห็นแสงสว่างแห่งปัญญาได้อย่างแท้จริง ซึ่งบางครั้ง สิ่งที่บดบังหายไปนานระยะหนึ่ง แล้วค่อยเกิดปัญญามาอธิบายสภาวธรรมได้ในภายหลังก็มี ดังนั้น บางท่านจึงไม่ทันสังเกต “ภาวะจิตตกศูนย์” หรือ “การก้าวลงสู่ความว่าง” หรือ “การสูญไปของสิ่งที่บดบัง” นี้ กล่าวคือ จิตต้องมีอาการก้างลง หรือ ตก ไปสู่ความว่างก่อน แสงปัญญาแห่งธรรม จึงปรากฏได้ ซึ่งเป็นแสงแห่งธรรมภายในตนเอง ไม่ใช่ธรรมะที่ไปอ่านจำนึกคิดมาจากที่ใด ซึ่งพระภิกษุสงฆ์ดังๆ จำนวนมากมักคิดเอาว่าบรรลุแล้ว

 

ยังมีพระภิกษุสงฆ์อีกจำนวนมาก ที่ยังไม่ได้ทำนิพพานให้แจ้ง ไม่เห็นแจ้งในสภาวะการว่างไป สูญไป (นิพพานแปลว่าสูญ) ดังนั้น จึงไม่เห็นอาการการว่างไป หรือสูญไป ของกิเลสเครื่องร้อยรัด นั่นคือ “กิเลสนิพพาน” ยังไม่ได้เกิดแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นจึงไม่เห็นสภาวธรรม ความสูญสิ้นไปของกิเลส ไม่เห็นแจ้งได้ว่ากิเลสสุญนั้นเป็นอย่างไร ไม่รู้สึก อธิบายไม่ได้ อาศัยการทำความเข้าใจในตำราหรือการฟังธรรมด้วยสมอง ทั้งๆ ที่เรื่องการบรรลุธรรม ไม่ใช่เรื่องของสมอง แต่เป็นเรื่อง “สภาวะการรับรู้ทางจิต” ดังนั้น ไม่เข้าสู่สภาวะนั้นๆ และไม่เห็นแจ้งด้วยจิต จึงไม่ใช่การบรรลุธรรม พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้น จึงมีกำลังสมถะแก่กล้า ข่มกำราบกิเลสได้หมด แต่ยังไม่มีดวงตาเห็นธรรม ยังไม่บรรลุธรรม เป็นพระอนาคามี ที่คิดว่าตนเข้าถึงธรรมแล้ว เพราะอ่านแล้วมีความเข้าใจในธรรม และจะเป็นพระอนาคามีอยู่อย่างนี้ยาวนานทีเดียว โดยไม่รู้ตัวว่าตนยังไม่แจ้งอะไร เพราะอาศัยสมองและความคิดนั้นก็เข้าใจในธรรมแล้ว แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ทดลองหรือเห็นด้วยตนเอง ผู้เขียนจึงเขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อ “ยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม” โดยทั่วกัน

ศึกษาค้นคว้าจาก “จูฬสุญญตสูตร”

 

จูฬสุญญตสูตร (๑๒๑)

 

[๓๓๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-

 

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกาวิสาขามิคารมารดา ในพระวิหารบุพพาราม เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ออกจากสถานที่หลีกเร้นอยู่ในเวลาเย็น แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่สักยนิคมชื่อนครกะ ในสักกชนบท ณ ที่นั้น ข้าพระองค์ได้สดับ ได้รับพระดำรัสนี้เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ดูกรอานนท์ บัดนี้เราอยู่มากด้วยสุญญตวิหารธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อนี้ข้าพระองค์ได้สดับดีแล้ว รับมาดีแล้ว ใส่ใจดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้วหรือ ฯ


[๓๓๔] พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรอานนท์ แน่นอน นั่นเธอสดับดีแล้ว รับมาดีแล้ว ใส่ใจดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว ดูกรอานนท์ ทั้งเมื่อก่อนและบัดนี้ เราอยู่มากด้วยสุญญตวิหารธรรม เปรียบเหมือนปราสาทของมิคารมารดาหลังนี้ ว่างเปล่าจากช้าง โค ม้า และลา ว่างเปล่าจากทองและเงิน ว่างจากการชุมนุมของสตรีและบุรุษ มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะภิกษุสงฆ์เท่านั้น ฉันใดดูกรอานนท์ ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ไม่ใส่ใจสัญญาว่าบ้าน ไม่ใส่ใจสัญญาว่ามนุษย์ ใส่ใจแต่สิ่งเดียว เฉพาะสัญญาว่าป่า จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใสตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าป่า เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในสัญญาว่าป่านี้ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยสัญญาว่าบ้าน และชนิดที่อาศัยสัญญาว่ามนุษย์เลย มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวายคือภาวะเดียวเฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้นเธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าบ้าน สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่ามนุษย์ และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่างตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

[๓๓๕] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่ามนุษย์ไม่ใส่ใจสัญญาว่าป่า ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดิน จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าแผ่นดิน เปรียบเหมือนหนังโคที่เขาขึงดีแล้วด้วยหลักตั้งร้อย เป็นของปราศจากรอยย่น ฉันใด ดูกรอานนท์ ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ไม่ใส่ใจแผ่นดินนี้ ซึ่งจะมีชั้นเชิง มีแม่น้ำลำธาร มีที่เต็มด้วยตอหนาม มีภูเขาและพื้นที่ไม่สม่ำเสมอ ทั้งหมด ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่า แผ่นดิน จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าแผ่นดิน เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในสัญญาว่าแผ่นดินนี้ ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยสัญญาว่ามนุษย์ และชนิดที่อาศัยสัญญาว่าป่า มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่ามนุษย์ สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าป่า และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละเธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่างตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

[๓๓๖] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่าป่าไม่ใส่ใจสัญญาว่าแผ่นดิน ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะอากาสานัญจายตนสัญญาจิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในอากาสานัญจายตนสัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในอากาสานัญจายตนสัญญานี้ ไม่มีความกระวนกระวาย ชนิดที่อาศัยสัญญาว่าป่าและชนิดที่อาศัยสัญญาว่าแผ่นดิน มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะอากาสานัญจายตนสัญญาเท่านั้นเธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าป่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าแผ่นดิน และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะอากาสานัญจายตนสัญญาเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ


[๓๓๗] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่าแผ่นดินไม่ใส่ใจอากาสานัญจายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญาจิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในวิญญาณัญจายตนสัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในวิญญาณัญจายตนสัญญานี้ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยสัญญาว่าแผ่นดิน และชนิดที่อาศัยอากาสานัญจายตนสัญญามีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญาเท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าแผ่นดิน สัญญานี้ว่างจากอากาสานัญจายตนสัญญาและรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญาเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลยและรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์แม้อย่างนี้ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ของภิกษุนั้น ฯ

[๓๓๘] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจอากาสานัญจายตนสัญญา ไม่ใส่ใจวิญญาณัญจายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะอากิญจัญญายตนสัญญา จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในอากิญจัญญายตนสัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในอากิญจัญญายตนสัญญานี้ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยอากาสานัญจายตนสัญญาและชนิดที่อาศัยวิญญาณัญจายตนสัญญา มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวายคือภาวะเดียวเฉพาะอากิญจัญญายตนสัญญาเท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากอากาสานัญจายตนสัญญา สัญญานี้ว่างจากวิญญาณัญจายตนสัญญา และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะอากิญจัญญายตนสัญญาเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละเธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลยและรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาดบริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

[๓๓๙] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจวิญญาณัญจายตนสัญญา ไม่ใส่ใจอากิญจัญญายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญานี้ ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยวิญญาณัญจายตนสัญญาและชนิดที่อาศัยอากิญจัญญายตนสัญญา มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวายคือภาวะเดียวเฉพาะเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาเท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากวิญญาณัญจายตนสัญญา สัญญานี้ว่างจากอากิญจัญญายตนสัญญา และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่างตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ


[๓๔๐] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจอากิญจัญญายตนสัญญา ไม่ใส่ใจเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในเจโตสมาธินี้ ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยอากิญจัญญายตนสัญญาและชนิดที่อาศัยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา มีอยู่แต่เพียงความกระวนกระวายคือความเกิดแห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากอากิญจัญญายตนสัญญา สัญญานี้ว่างจากเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาและรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือความเกิดแห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโตสมาธินั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

[๓๔๑] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจอากิญจัญญาตนสัญญา ไม่ใส่ใจเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิตนี้แล ยังมีปัจจัยปรุงแต่ง จูงใจได้ ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง จูงใจได้นั้น ไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเธอรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่าในญาณนี้ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยกามาสวะ ชนิดที่อาศัยภวาสวะและชนิดที่อาศัยอวิชชาสวะ มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือ ความเกิดแห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากกามาสวะ สัญญานี้ว่างจาก ภวาสวะ สัญญานี้ว่างจากอวิชชาสวะ และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือความเกิดแห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโตสมาธินั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

[๓๔๒] ดูกรอานนท์ สมณะหรือพราหมณ์ในอดีตกาลไม่ว่าพวกใดๆ ที่บรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดอยู่ ทั้งหมดนั้น ก็ได้บรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดนี้เองอยู่ สมณะหรือพราหมณ์ในอนาคตกาลไม่ว่าพวกใดๆ ที่จะบรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดอยู่ ทั้งหมดนั้น ก็จักบรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดนี้เองอยู่ สมณะหรือพราหมณ์ในบัดนี้ไม่ว่าพวกใดๆ ที่บรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดอยู่ ทั้งหมดนั้นย่อมบรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดนี้เองอยู่ ดูกรอานนท์ เพราะฉะนั้นแล พวกเธอพึงศึกษาไว้อย่างนี้เถิดว่า เราจักบรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดอยู่ ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงชื่นชมยินดี
พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ

 

จบ จูฬสุญญตสูตร ที่ ๑





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
buddhamantra วันที่ : 22/09/2007 เวลา : 21.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhamantra


อ่านดูแล้ว คงฝึกยากสักหน่อย

คำว่า " ปัจตัง "
น่าจะเป็น " ปัจจัตตัง "

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]