• physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-18
  • จำนวนเรื่อง : 236
  • จำนวนผู้ชม : 804998
  • ส่ง msg :
  • โหวต 94 คน
พุทธบาท โอกาสแห่งการชำระกรรมด้วยแสงธรรมไร้ประมาณ
หลักการฝึกจิตที่ง่ายและพิสดารล้ำลึกที่คุณไม่อาจค้นหาได้จากที่ใดในโลก และในหนังสือเล่มใด เพราะผู้เขียนเป็นบุคคลลึกลับและไม่พิมพ์เผยแพร่ทางสื่ออื่นใด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath
วันพุธ ที่ 23 มิถุนายน 2553
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 3721 , 09:35:39 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ธรรมปฏิเวธ ถาม-ตอบ เรื่อง การอยู่ร่วมกันอย่างสมมุติในโลกสมมุติ

 

ถาม : ถ้ามีพระสงฆ์ปาราชิก ท่านจะจัดการอย่างไร?

ตอบ :

ผมเคยบวชเณร แล้วมีเณรรูปหนึ่งที่เคยบวชก่อนผม ไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงมา แล้วมาขอต่อศีลกับเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสก็ต่อให้ ทั้งๆ ที่ผิดศีลปาราชิก แท้ๆ ตอนแรกผมไม่เห็นด้วย ก็เลยสวด “สามเณรสิกขา” ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านอนุญาตให้สวดแก่เณรที่ไม่อยู่ในธรรมวินัย ปรากฏว่าเณรรูปนั้นซึ่งย้ายไปอยู่วัดอื่นแล้ว ก็อยากสึกมากๆ โทรมาคุยกับเจ้าอาวาสๆ ก็บอกให้อยู่ต่อไป เรียนให้จบ วันหนึ่ง เจ้าอาวาสถามผมว่า “เธอบวชอยู่ในศาสนาอะไร” ผมตอบว่า “ก็ศาสนาพุทธนะสิ” ท่านกลับตอบว่า “ไม่ใช่ ศาสนามาร” ผมก็อึ้ง เงียบไปเลย คิดพิจารณาแล้ว ก็พบว่าเจ้าอาวาสพูดถูก จริงของท่าน ที่ผมบวชอยู่นี้ไม่ใช่พุทธศาสนาดั้งเดิมแท้เลย ผมบวชเข้าศาสนาของมารหรือพราหมณ์ไปแล้วก็ไม่รู้ วันหนึ่ง ผมอยากจะลองใจเจ้าอาวาส ว่าท่านลำเอียงรักเณรรูปนั้นมากเกินไปหรือไม่ จึงแกล้งโวยวายหาเรื่องในวัด ปรากฏว่าคณะกรรมการสี่ห้าคน มารวมหัวกันเอาเรื่องผม แต่เจ้าอาวาสรูปเดียวที่พยายามอธิบายว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรขนาดนั้น เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็ไม่อาจต้านทานชาวบ้านได้ เขาจะขับไล่ผมไปอย่างเดียว ในที่สุด ผมจึงได้ออกจากวัดนั้น เป็นอิสระ เจ้าอาวาสจำต้องปล่อยให้ผมออกมาด้วยเหตุที่ผมโวยวายหาเรื่องนั้น

 

ถ้าสามเณรรูปนั้นบวชอยู่ในพระพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ ยังมีพระรัตนตรัยอยู่ต่อสายธรรมให้ เขาทำแบบนี้ สิ่งที่เขาควรได้รับคือ “สึกเสีย” แต่นี่เขาไม่ได้บวชในพระพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้นั้น เขาบวชอยู่ใน “สมมุติศาสนา” เพื่อหวังได้ลาภสักการะและการเรียนให้จบตามกฎระเบียบทางโลกเท่านั้น ดังนี้ การกระทำของเขา แม้ผิดธรรมวินัยก็จริง แต่ในเมื่อเขาไม่ได้อยู่ในพุทธศาสนาที่แท้จริงอยู่แล้ว เขาแค่มาบวชเพียงสมมุติ เพื่ออยู่บนโลกที่สมมุตินี้ให้ได้เท่านั้น การเสพกามนั้นก็สมมุติเหมือนกัน ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องสึก แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา ชาวบ้านเขาไม่ยอมรับและจะกลายเป็นปัญหาได้ อันนี้ ก็ต้องว่าไปตามสมมุติ ก็คือ จำต้องสึก สรุปคือ เราอยู่ในสมมุติศาสนา ถ้าโลกสมมุติยอมรับเราได้ ก็อยู่ไป แต่ถ้ามีเรื่องมากๆ โลกสมมุติเขาไม่ยอมรับเราจริงๆ ก็ต้องว่าไปตามนั้น โดยไม่ได้เอาธรรมวินัยมาเป็นมาตรฐานก็ได้ ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญรับรองเรื่องความเชื่อ เรื่องการนับถือศาสนาว่าเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล สามารถทำได้ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดผู้ใด การทำปาราชิกมันก็แค่ธาตุสี่กระทบกัน เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เมื่อดับไปแล้ว ก็แล้วกันไป ไม่ต้องสึกก็ได้ ถ้าโลกสมมุติเขาไม่เอาเรื่อง เรื่องมันจบไปแล้ว หรือไม่มีใครเป็นเจ้าทุกข์ก็อยู่ได้ต่อไป แต่ถ้าต้องการอยู่ในพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้แล้ว จำต้องว่าตามธรรมวินัยคือสึกเสีย

 

ถาม : ควรจัดการกับสมมุติศาสนาและศาสนาแท้อย่างไร?

ตอบ : 

สำหรับศาสนาแท้ ผู้เขียนได้แต่เขียนบอกเรื่องราวไว้ แล้วให้ท่านปฏิบัติด้วยตนเองและ เข้าถึงให้ได้ด้วยตนเอง ต้องพึ่งตนเอง ผู้เขียนช่วยไม่ได้ เนื่องจากยังไม่เอานิพพาน จึงทำหน้าที่เพียงเขียนบอกลักษณะเบื้องต้นเอาไว้ ทั้งลักษณะความเป็นอยู่ร่วมกันและข้อธรรมต่างๆ ที่อาจแตกต่างจากความเข้าใจของชาวพุทธแบบสมมุติศาสนา ทำได้เท่านี้ เพราะผู้เขียนยังไม่เอานิพพาน ยังไม่อยากคิดเป็นอริยบุคล ยังเป็นคนนอกพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้อยู่ คนนอกจะไปจัดการเรื่องของศาสนาดั้งเดิมแท้ได้อย่างไรกัน ต้องให้คนในเขาจัดการกันเอง คนนอกได้แต่ดูแล้วเอามาบอกกล่าว เล่าต่อไปเท่านั้น ทำเองไม่ได้

 

ส่วน “สมมุติศาสนา” นั้น ก็ว่าไปตามสมมุติทางโลกว่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร บางวัดก็มีพระเป็นใหญ่ คณะกรรมการต้องยอมท่านก็มี ท่านก็ถือเงินวัดเองทั้งหมด ก็ไม่มีใครไปว่าเป็นการยักยอกของวัด เป็นปาราชิกก็หาไม่ บางวัดคณะกรรมการวัดมีอำนาจเหนือพระ ก็เข้ามาจัดการกันแทน อยู่กันไป แบ่งสรรเงินใช้กันไปก็มี นี่เป็นการอยู่กันแบบสมมุติ ก็อยู่กันไป ไม่ใช่วิมุติศาสนานี่นา ถูกผิดว่าไปตามกฎหมู่บ้าง กฎหมายบ้างตามแต่กรณีๆ ไป

 

ถาม : สมมุติศาสนาทำผิด ไม่เป็นกรรมหรอกหรือ?

ตอบ : 

เป็นสิ การได้อยู่ในวิมุติศาสนา คือ พุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ที่ไม่มีลัทธิและนิกายนั้น ทำให้เราปลอดภัยจากกรรมได้มาก และเหลือแต่เศษกรรม ที่ชำระไปหมดได้ในชาติเดียว ตายแล้วก็นิพพานได้ในชาตินั้น นี่คือข้อดีของวิมุติศาสนา สำหรับผู้ที่เบื่อหน่ายทางโลก เบื่อเวรกรรม ไม่อยากจะเกี่ยวข้องแวะกับเวรกรรมและทางโลกอีก ซึ่งก็ยังมีอยู่ ยังเข้าถึงได้

 

แต่สำหรับสมมุติศาสนานั้น เขามีธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เอาไปปฏิบัติตามอำเภอใจ ทำจริงบ้างไม่จริงบ้าง แล้วแต่กฎหมู่ในคณะของตนเองว่ากันไป ก็ย่อมเสี่ยงต่อภัยแห่งกรรมมากมายแน่นอน เขาคิดว่ามันสมมุตินี่ ไม่ต้องเคร่งครัดอะไรก็ได้ เลยทำไปได้ด้วยอาการแห่ง “ศีลพรตปรามาส” และสุดท้ายก็ได้รับวิบากกรรมนั้น อันนี้ก็ตัวใครตัวมัน พอได้รับวิบากกรรมมาก หมดบุญแล้ว เดี๋ยวก็หมดฤทธิ์เอง ความหยิ่งผยองหมดไป ความทุกข์เข้ามาแทนที่ สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนต่อกรรม มันก็ดำเนินไปตามธรรมชาติ ปล่อยให้เขาทำไปตามธรรมชาติ เขาไม่สนใจธรรมวินัยที่แท้ ทำผิด ก็รับกรรมเอง เดี๋ยวก็ทุกข์เอง แล้วเข้าสู่ทางธรรมที่แท้จริงได้เอง เรียกว่า “ปล่อยให้หลง เดี๋ยวจะตรงภายหลัง”

 

ถาม : ถ้าท่านอยู่ในสมมุติศาสนา ท่านจะทำผิดตามเขาไหม?

ตอบ :

ใครทำผิด ก็เรื่องของเขา มันเป็นแค่สมมุติศาสนาเท่านั้นนี่นา แต่อย่างไรเสีย ผมก็จะทำหน้าที่เผยแพร่วิมุติศาสนาที่แท้จริงต่อไปว่ามีอยู่จริง และไม่ได้ปฏิบัติแบบสมมุติศาสนานั้น ส่วนผมเอง ก็อยู่ในสมมุติศาสนานี้เหมือนกัน ก็รู้แล้วว่ากรรมมีจริง เรื่องอะไรผมจะไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน ก่อกรรมทำผิดมากเกินกว่าจะรับได้ละ ผมเข้าใจความจำเป็นในการอยู่บนโลกสมมุตินี้ ผมก็ประคองตัวเองให้อยู่ในโลกสมมุติได้ตามควรแต่ความจำเป็น เช่น มีข้าวให้ฉันเย็นแล้วเราหิว ปวดท้อง ก็กิน ผิดศีลแล้วไปปลงอาบัติ ก็เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างผู้ไม่ผิดศีลเลยก็หาไม่ คนเราผิดกันได้ โลกก็เป็นอย่างนี้ แต่เราก็ผิดตามจำเป็น ไม่ใช่ผิดจนเพลิดเพลิน รั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ ถลำลึกลงสู่อบายภูมิไปเรื่อยๆ อันนี้ก็ไม่เอา เรียกว่า เขาทำผิด ผมก็ไม่ได้ไปว่าอะไรเขา ธรรมชาติก็จะดำเนินไปตามทางของมันเองแต่ตัวผมทำผิดไหม ก็มีผิดบ้าง เพราะในโลกสมมุติผมก็ไม่อาจทำถูกได้หมด แต่ก็ต้องดูตัวเองว่าทำผิดแล้วมีกรรมมากพอรับได้ไหมหรือมันเยอะจนเกินบ่าจะแบกไว้ได้ก็จะเลี่ยง ไม่จำเป็นต้องหาเรื่อง แกว่งเท้าหาเสี้ยน ทำผิด ให้ต้องมาระวังวิบากตามหลัง ก็ไม่เอา

 

ถาม : ถ้าท่านมีอำนาจ จะจัดการกับผู้ทำผิดในพุทธศาสนานี้อย่างไร?

ตอบ :

ผมจะอธิบาย แจ้งให้ทราบเท่านั้นว่า “ที่ท่านอยู่กันนี้ ก็เป็นแต่เพียงสมมุติศาสนาอยู่แล้ว ดังนี้ ท่านจะผิดก็เป็นเพียงสมมุติ หรือท่านจะถูกก็เป็นเพียงสมมุติ” หาได้เกี่ยวข้องอะไรกับวิมุติศาสนาเลย พุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ไม่มีนิกายยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่อาจทำลายได้เหมือนเดิม ไม่เคยเสื่อมลงไปเลย สมมุติศาสนาก็ย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา เพราะของที่สมมุติย่อมอยู่ภายใต้อนิจจัง คือ เกิดขึ้น, ดำรงอยู่และดับไป ของที่พ้นแล้วจากวัฏฏะการเกิดดับ ย่อมไม่มีความเสื่อมเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ดังนี้ ท่านก็อยู่กันด้วยสมมุติ ก็จัดการกันเองอยู่ร่วมกันเองให้ได้เถิด ถ้าพระสงฆ์ของท่านจะปาราชิกแล้วท่านรักเขามาก ไม่ให้เขาสึกก็เรื่องของพวกท่าน เพราะรัฐธรรมนูญรับรองให้แล้วว่าจะต้องยอมรับความเชื่อถือศรัทธาของคนในการนับถือศาสนาใดๆ แม้แต่ศาสนาพุทธแบบมารหรือพราหมณ์ก็ตาม นี่จึงไม่ต้องสนใจอะไรกับของสมมุติพรรค์นั้น หรือแม้แต่จะมีคนบวชตัวเอง ผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณีอะไรก็ไม่ผิดต่อสมมุติทางโลกเลย รัฐธรรมนูญเขารับรองให้กันอยู่แล้ว ใครจะเชื่อกันอย่างไร ไม่ผิด เพราะการบวชตัวเองไม่ได้ทำร้ายใคร แต่ไม่ได้บังคับให้ใครมานับถือนี่ ไม่ได้ไปเอาอะไรจากสมาคมพุทธหรือมหาเถรสมาคมนี่นาแล้วจะผิดอะไร อย่างมากก็แค่เป็นสมมุติศาสนา แล้วก็ไม่ได้เข้าไปทำลายอะไรในพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ด้วย

-จบ-

ธรรมปฏิเวธ ถาม-ตอบ เรื่อง แนวคิดในการค้ำพระพุทธศาสนา

 

ถาม : ท่านมีแนวคิดในการค้ำพระพุทธศาสนาอย่างไร?

ตอบ :

เบื้องบนพยายามทำให้พระนิตยโพธิสัตว์ที่แบ่งภาคมาบางท่านปฏิบัติให้ได้มรรคผลจริง นิพพานจริง จึงจะออกเผยแพร่ธรรมโปรดสัตว์ได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะถ้าตนเองไม่ได้นิพพานจริง แต่มีปัญญาถึงอรหันต์สอนคนได้ กลับยังไม่ยอมเข้านิพพาน เพราะต้องการไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ก็จะทำให้เกิดกรรมพัวพันกับมวลสัตว์จนไม่อาจเข้านิพพานได้ เหมือนกันไปหมด ดังนั้น พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่เข้านิพพาน จะทำกิจสอนธรรมตรงๆ ไม่ได้ โดยช่วงแรกจะทำได้อยู่ ธรรมชาติจะจัดสรรเอาบริวารเก่าๆ ที่ตามลงมาช่วยงานให้มาพบ แล้วปฏิบัติด้วยกันไป แม้กรรมพัวพันกันก็ไม่เป็นไร แต่พอหมดกลุ่มบริวารเก่าแล้ว เขาก็จะเก็บเสีย เช่น มีเรื่องทำให้สถานธรรมหรือวัดนั้นล่มสลายลงไม่มีเหลือเลย เช่น การล่มสลายลงของ “บู๊ตึ้ง” และสำนักธรรมต่างๆ ในอดีต ก็ล่มด้วยมูลเหตุนี้เป็นรากฐานสำคัญ ดังนั้น ต่อให้มีปัญญาและความสามารถจริงก็ออกมากระทำการต่างๆ โดยโจ่งแจ้งมากไม่ได้ ต้องเข้าใจที่จะวางตัวให้เกิดความศรัทธาเฉพาะแต่ในบริวารแท้จริงของตน และทำให้คนที่ไม่ใช่บริวารที่เขาจะนิพพานภายในยุคนี้ ไม่เกิดศรัทธา คือ คนกลุ่มหนึ่งก็ชอบ คนกลุ่มหนึ่งกลับไม่ยอม แยกแยะออกให้ได้ ก็จะไม่เกิดการพัวพันกรรมกัน ดังเช่น ของท่านพุทธทาส คนกลุ่มหนึ่งชอบท่านแต่คนอีกกลุ่มมองว่าท่านไม่ดี ปรามาสพระพุทธเจ้า ไม่เช่นนั้น จะเกิดกรณี โด่งดังแล้วล่มสลายไปเองเช่น ท่านยันตระ, แม้แต่สวนสันติธรรมก็เข้าข่ายจะต้องล่มสลายเพราะสาเหตุนี้ (เพราะยังไม่เข้านิพพาน จึงต้องทำงานอื่น) คือ การค้ำพระพุทธศาสนาด้วยการออกหน้าทำความดีทำตัวเป็นพระเอก อาจเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาได้อย่างมาก ถ้าไม่เข้าใจเรื่อง “กรรมที่พัวพันกันจนไม่ทำให้นิพพาน” นี้ ดังนี้ คนดีเหล่านี้แหละคือผู้ทำลายพุทธศาสนาที่แท้จริง เพราะหวังดีแต่ไม่มีปัญญา ไม่เข้าใจถึงวิธีการรักษาที่ถูกต้อง ดังนั้น การกระทำด้วยความเข้าใจที่แท้จริง จึงอาจต่างไปจากสิ่งที่ท่านเห็นมาก เช่น ไม่มีการออกหน้าออกตามาสร้าง มาทำ ถาวรวัตถุมากมายให้คนเขาชื่นชมศรัทธาเลยแม้แต่น้อย เพราะการทำเช่นนี้ คนนิยมชมชอบมากจริง แต่เป็นวิธีที่ผิดอย่างมาก ตามใจคนมาก คนชอบมาก แต่พากันหลงทางไปหมด ผิดทางหมด

 

การค้ำพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องก็คือ “ทำให้คนบรรลุมรรคผลอย่างแท้จริง” ไม่ใช่ให้เกิดปัญญาแต่ไม่เอานิพพาน แบบนี้ก็ไม่ได้นะ แบบนี้ทำได้เฉพาะโปรดบริวารของตนที่ลงมาจากสวรรค์ช่วยงานด้วยกัน เพื่อไม่ให้เขาหลงทาง เราจึงต้องไปหาเขาหรือพบกันแล้วให้ธรรมเขา เขาจึงจะกลับคืนสู่วิมานพร้อมเราดังเดิมได้ แต่มันใช้ไม่ได้กับคนทั่วไปในยุคนี้ คนทั่วไปในยุคนี้ถูกจัดสรรมาแล้วว่าพร้อมเข้านิพพานในยุคนี้ ดังนั้น พวกเขานั้นจะได้รับการปกป้องให้แยกออกจากผู้บำเพ็ญบารมีที่ยังไม่นิพพานในยุคนี้ กรรมจึงขาดจากกัน

 

ถาม : ช่วยอธิบายถึงวิธีทำอย่างชัดๆ

ตอบ :

๑)    สื่อถึงวิมุติศาสนา ว่ายังมีอยู่จริงและเข้าถึงได้ด้วยวิธีการใด คือ การปฏิบัติตนเองอย่างยิ่งยวด พึ่งตนเอง เอาจริงจนสะเทือนถึงท่านให้ได้ ก็จะได้พบเอง ซึ่งไม่ได้ด้วยวิธีทางสมมุติใดๆ เช่น การบวชพระตามประเพณีนี้ ไม่อาจเข้าถึงวิมุติศาสนาได้เลย อนึ่ง วิมุติศาสนาและสมมุติศาสนานั้นจะต้องอยู่ร่วมโลกกันได้ ส่วนสมมุติศาสนาก็ทำไปตามสมมุติทางโลก ผ่อนปรนได้เพราะมันเป็นสมมุติ ไม่ใช่วิมุติ แต่วิมุติศาสนานั้นจะต้องเดินตามธรรมวินัยซึ่งก็คือ พุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ไม่มีนิกาย    

๒)    ตั้งสำนักเปิดขนาดเล็ก ที่รับคนได้จำนวนจำกัดก็พอ ไม่มีโฆษณา คนจะมาเพราะเขาเป็นบริวารเก่าของเราที่เราต้องโปรดให้เขาได้ไปวิมานเดียวกับเรา เพราะต่างก็ยังไม่เอานิพพาน จึงต้องปฏิบัติด้วยกัน เพื่อรวมตัวกันให้ได้ จึงเป็นบริวารกันได้ จำเป็นต้องเปิดสำนักเพราะเราก็มีบริวารเก่าของเรา ที่ตามเราลงมาเกิด เราต้องโปรดเขาให้กลับไปอยู่กับเราได้ตามที่เขาเคยปรารถนาไว้ จึงต้องมีสำนักเล็กๆ

๓)    ตั้งตนเป็น “อุบาสก” เนื่องจากพระพุทธศาสนาของเรามีพุทธบริษัทสี่ตอนนี้เหลือแค่สอง คือ ภิกษุและอุบาสีกา จากนั้น จึงเริ่มมีผู้หญิงกล้าบวชเป็นภิกษุณีขึ้น แม้ ว่าจะถูกมองว่าผิดธรรมวินัยก็ตาม ขาดอยู่ก็คือผู้ชายที่กล้าละทิ้งผ้าเหลือง มาอยู่ในผ้าขาว คือ “อุบาสก” เนื่องจากผ้าเหลืองนำมาซึ่งลาภสักการะมากมายนั่นเอง แต่ผ้าขาวทำกิจได้มากกว่าและช่วยได้ต้นทางมากกว่า ถ้าคนรีบบวชจะกลายเป็นพระที่ไม่ดี ถ้าถูกอุบาสกสอนให้ดีกว่าจนมั่นใจว่าจะเอานิพพานแล้ว จะเป็นพระดี

๔)   เผยแพร่ธรรมภาคครัวเรือน โดยไม่ต้องเข้าวัดไม่จำเป็นต้องมีวัดคือ ธรรมะเข้าถึงบ้านเลย ทำให้บ้านเปิดเป็นสถานปฏิบัติธรรมให้ได้ เหมือนสมัยโบราณที่มีวรรณะพราหมณ์ ทำให้คนไม่อยู่ทางโลกเสียเวลาเปล่าไปวันๆ ให้แต่ละวันมีคุณค่าด้วยการปฏิบัติธรรมในครัวเรือนของตน โดยไม่ต้องออกจากบ้านไปแสวงหาธรรมที่ไหน เพราะวัดเดี๋ยวนี้อาจไม่เหมือนก่อน บางวัดมีแม้แต่ยาบ้ามาแอบขายให้พระหนุ่มที่โง่เขลา บวชเข้ามาตามประเพณี มีเงินใช้จากการออกกิจนิมนต์ ก็ใช้เงินไม่เป็น เอาไปซื้อยาบ้ามาเสพในกุฏิกันลับๆ พ่อแม่ก็ไม่รู้เรื่อง ขายดีเชียวในวัดนี่

๕)   ขยายสู่สถานธรรม โดยการรับกิจนิมนต์ไปเผยแพร่ธรรมตามสถานธรรมต่างๆ ไม่สอนพระ เพราะผ้าเหลืองเป็นหน้าที่ของผ้าเหลือง ดูแลกันเอง เราไม่เอานิพพาน เขาเอา เราไปทำกรรมพัวพันกับเขาไม่ได้ ปล่อยเขาให้ขาดจากเราไป เราโปรดแต่ผ้าขาว คือ ฆราวาสในสถานธรรมต่างๆ เพื่อปูพื้นเบื้องต้นให้ตรงต่อนิพพาน ก่อนที่เขาจะเลือกทางเองว่าจะบำเพ็ญบารมีหรือจะเข้านิพพานในอนาคตนั้น

๖)    เผยแพร่ธรรมในที่ลับ เพื่อโปรดคนในวงกว้างได้โดยไม่มีกรรมพัวพันกัน เป็นแค่เศษกรรม ด้วยวิธีนี้จะโปรดได้ทั้งผู้ที่ปรารถนานิพพานและปรารถนาพุทธภูมิ ถ้าเปิดตัววงกว้างมากเกินไป จะพัวพันกรรมกับมวลสัตว์มาก มวลสัตว์มีจิตพุ่งตรงมายังเรามาก ก็จะไม่ยอมเข้านิพพานในยุคนี้ จิตผูกมัดกับเรา ไม่เข้านิพพานได้ แบบนี้ ดูเป็นที่รักของคนมากมาย เหมือนเป็นฮีโร่ แต่ไม่ใช่เลย อนึ่ง ผมเผยแพร่ธรรมทางอินเตอร์เน็ตนี้มาเกือบครบสามปีแล้ว และก็คงต้องทำต่อไปเรื่อยๆ

 

ถาม : ตอนนี้ดำเนินการไปอย่างไรแล้ว?

ตอบ :

อาจารย์บอกกิจมาว่าเราไม่มีกิจสร้างอีก ไม่ต้องสร้าง ให้รอให้คนมาสร้างให้ เราก็ได้ไปเจอคนหลายคนที่เขาสร้างสถานธรรมไว้ แล้วจะยกให้เราอยู่เพื่อใช้ในการทำกิจ แต่เราก็ไม่เอา เพราะพิจารณาแล้วคุณสมบัติผู้ให้ “ยังไม่ผ่าน” เช่น ไม่ศรัทธาเราจริงๆ ทั้งที่ตนก็สื่อกับเทพเจ้าได้ เทพเจ้าบอกเขาทุกอย่างเกี่ยวกับเรา เขาก็รู้หมด เขาก็เลยจะยกสถานธรรมให้เราดูแล ทว่า กลับไม่มีความเชื่อในตัวเราเลย เพราะเห็นเราเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ อายุน้อย ไม่มีความน่าศรัทธาอะไรเลย ผมเหมือนเด็กวัยรุ่นข้างถนนธรรมดามาก แต่เขาน่าจะคิดบ้างว่าทำไมเทพเจ้าของเขาถึงได้ให้เขายกสถานธรรมให้เราดูแล สุดท้าย พอเขาคิดไม่ได้ ผมก็ออกมาเอง ไม่อยากทำงานร่วมกับคนที่ไม่เชื่อใจกัน เลยต้องมารอคนใหม่ ก็เจออีก สามรายเห็นจะได้ สร้างเอาไว้หมดแล้ว ให้เราไปอยู่ที่นั่น อย่างดีตรงใจแต่ก็ไม่เอาเพราะมีความคิดอยากให้บ้านพ่อแม่ขึ้นเป็นสถานธรรมให้ได้ อยากให้สถานธรรมได้เกิดขึ้นเสียที่ในภาคครัวเรือน โดยไม่ต้องออกจากบ้าน เอาบ้านเป็นสถานธรรม แต่ก็มีปัญหาคือ ตอนนี้ มีบางท่านมาขอปฏิบัติ เราต้องให้เขาพักกับเราแล้วมันค่อนข้างลำบาก ที่พักเป็นบ้านไม้มุงสังกะสี ทำให้เวลาร้อนก็ร้อนมาก อยู่บนบ้านกลางวันแทบไม่ไหวเลย ต้องไปหลบอยู่ใต้ถุนบ้านข้างๆ เพราะบ้านเราก็ไม่มีใต้ถุนที่เหมาะในการนั่งอีก สถานที่ไม่พร้อม และไม่มีใครสักคนเหลียวแล หรือคิดจะยื่นมือลงมาช่วยเลย ก็ต้องช่วยตัวเอง แต่อาจารย์ห้ามเราไว้ ไม่ให้เราทำ กลัวเราจะมีบุญบารมีล้ำหน้าเกินบริวาร เขาให้บริวารเรามาเป็นคนทำ จะได้ยกบุญบารมีให้บริวารเราไป บางทีเราเบื่อบริวารเก่าเรา เขาทิ้งเราแล้ว เขาหลงใหลคนอื่นที่น่าศรัทธา ดูเหมือนเทพเจ้ามาเกิดเหล่านั้นแล้ว เราเป็นแค่คนธรรมดา ไม่น่าศรัทธาเลย เราคิดจะทำเองทุกอย่าง แม้แต่ห้องนั่งสมาธิ เราก็จะเอาโอ่งขนาดใหญ่มากอันหนึ่ง ฝังลงดิน แล้วฉาบปูนที่พื้นโอ่ง ปูกระเบื้อง ข้างบนมีเพิงสังกะสี ก็สามารถลงไปอ่านหนังสือ นั่งสมาธิในโอ่งได้ ไม่ร้อนแล้ว นี่ง่ายมาก ไม่แพงเลย -จบ-





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
physigmund_foid วันที่ : 26/06/2010 เวลา : 09.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

เรื่องโอ่งฝังดิน


เพราะร้อนมาก ไม่ไหวจริงๆ ครับ
ตอนหลบไปใต้ถุนบ้านคนอื่นไม่มีร่มไม้พอเลย
ร่มไม้ที่มีน้อย เอาไม่อยู่


ฝังดินคิดว่าจะทำให้ดินเป็นฉนวนกันความร้อน
ทำให้พอลดความร้อนลงได้ แต่ยังไม่ได้ดำเนินการครับ
รอดูก่อน รอธรรมชาติบางอย่างปรากฏชัดก่อนครับ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
physigmund_foid วันที่ : 26/06/2010 เวลา : 09.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

เอ่อ
....
อาจพอเป็นไปได้มั๊ย
ที่อุปสรรค์รอบนี้ที่ท่านพ่อกำลังผ่านอยู่นี้ จะทำให้ท่านแกร่งขึ้น อีกหลายร้อย หลายพันเท่า

นี่ตอนนี้ ผมรู้สึกแล้วว่า ท่านเริ่มลดความ แรงส์....
การชน ลงมากขึ้น

สงบ สำรวม แล้วไม่ค่อยโผงผางเหมือนแต่ก่อน

นี่รึเล่าที่เค้า ส่งบทเรียนนี้เพื่อทดสอบ และให้ท่านได้ปรับเข้วิถี และแนวทาง แห่งความเป็นผู้นำมากยิ่งขึ้น
.......................................................................


จิตของคุณรู้เองอยู่แล้ว
เพียงแต่ไม่มั่นใจในจิตรู้ของตนเท่านั้น
สังโยชน์สิบไม่มีคำว่า "รู้หรือไม่รู้" มีแต่
"วิจิกิจฉา" คือ จิตก็รู้อยู่แล้วแหละ แต่ยัง
"ลังเลสงสัย" ก็เท่านั้น มันประภัสสรอยู่แล้ว
รู้อยู่แล้ว ขึ้นชื่อว่าจิต มันก็คือธาตุรู้ มีอยู่ทุกคนแล้ว



ความคิดเห็นที่ 10 (0)
physigmund_foid วันที่ : 26/06/2010 เวลา : 09.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

ตอบข้อ ๖


การฝึกหมุนจักระด้วยตนเองจะใช้เวลานาน
แต่ถ้าได้กำลังจากครูอาจารย์ช่วย จะเร็วลัดมาก
ครูที่ช่วยได้ คือ ผู้บรรลุพุทธะ มีบารมีได้ครอง
ดอกบัวทิพย์ คือ พ่อครูบัญชา ตั้งวงศ์ไชย
เมื่อไปฝึก ท่านมาช่วยจะหมุนภายในอย่าง
อัศจรรย์ เพราะดอกบัวทิพย์ของท่านเข้ามา
หมุนจักระให้เรา เพียง ๗ วัน ลัดสั้นได้เลย


ผมไปฝึกที่นี่ ๑ เดือน เหมือนไปฝึกมาเป็นสิบปี
คือ ศูนย์ปฏิบัติธรรมผลาญข่อย ลองหาที่อยู่ดูไม่ยาก

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
physigmund_foid วันที่ : 26/06/2010 เวลา : 09.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

ตอบข้อ ๕


คิดถูกแล้ว ปล่อยท่านตามธรรมชาติ บารมีส่วนขาด
ท่านกำลังจะได้เติมช่วงนี้ ถ้าเราช่วย เท่ากับไปลดทอน
บารมีเขา เขาไม่ได้บารมี เราได้เสียคนเดียว


ธรรมชาติ "มันดีอยู่แล้ว"

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
physigmund_foid วันที่ : 26/06/2010 เวลา : 09.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

ตอบข้อ ๔


ถ้าปรารถนานิพพานก็ตรงไปตรงมาอย่างนั้น ละกรรม
แต่ถ้าไม่เอานิพพาน ก็ได้เลย ทำได้หมดทุกอย่าง
ทั้งสร้าง, รักษา และทำลาย เข่นฆ่าทำสงครามได้หมด
นี่คือ วิถีของการบำเพ็ญบารมี คือ "สร้างกรรมต่อชาติ
สืบภพ" ให้ตนเองไปเรื่อยๆ ให้มันพอดีกับเวลาที่จะมาตรัสรู้

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
physigmund_foid วันที่ : 26/06/2010 เวลา : 09.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

ตอบข้อ ๓


ไม่มีบรรทัดฐานใด มาตรฐานใดวัดมนุษย์ได้
เทียบเท่ากับมนุษย์ด้วยกัน วัดกันเอง คือ งัดข้อกันเอง
ก็รู้เองว่าใครมีบารมีมากกว่า

สร้างอย่างไร ได้อธิบายแล้วในเรื่องการบำเพ็ญเป็น
พระราชา ๔ ชนิด คือ ต้องมีเมียที่เป็นนางแก้วให้ได้ก่อน
ถ้าเลือกผิกก็จบเลย ต่อมาก็มีลูกให้ได้ลูกมีบุญบารมี
ถ้าไม่มี ก็หามา คนที่มีบุญบารมีเอามาเป็นลูกเลี้ยงให้ได้
(อย่างเณรเอ นั้นไง เป็นเด็กกำพร้า มีบุญบารมีมาก)
ลองอ่านดู ได้หรือไม่ ขึ้นกับบุญกรรมท่านเอง ไม่ขอบอกมาก

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
physigmund_foid วันที่ : 26/06/2010 เวลา : 09.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

ตอบข้อ ๒


ไม่จำเป็นเลย พระนิตยโพธิสัตว์ทุกองค์ มนุษย์ทุกคน
ล้วนเท่าเทียมกันทั้งหมด ถ้าคนที่มีบุญบารมีลำดับที่หนึ่ง
ได้ละแล้ว เว้นแล้ว สละแล้ว แท่นนั้นจะว่าง ตำแหน่งใน
โลกทิพย์ (ที่เทวดาเข้าใจกัน) จะว่าง ท่านที่เร่งบำเพ็ญ
ได้บารมีพร้อมรองลงมา ก็รับหน้าที่ รับกิจต่อแทนได้
ไม่มีใครเป็นพระเอกคนเดียว ทุกคนเท่าเทียมกันครับ
ขึ้นอยู่กับเราเอง เรายินดีจะรับกิจไหม เราทำได้ไหม

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
physigmund_foid วันที่ : 26/06/2010 เวลา : 09.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

ตอบข้อ ๑

ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูกนะ ปล่อยธรรมชาติให้เป็นไป
เช่นนั้นเอง อย่างที่มันเป็น เราไม่พิพากษธรรมชาตินะ


ถ้ารู้สึกอย่างนั้น ก็ยอมรับมันว่าอ้อ ธรรมชาติจิตเราเป็น
อย่างนี้หนอ ปล่อยมันไป เดี๋ยวพอมันเลิกเห่อ ก็ดับไปเอง
มันมีวาระของมัน ตอนมันเห่อ มันจะพาเราไปบำเพ็ญ
ไปทำกิจที่คั้งค้างอยู่ ไม่ทำไม่ได้ ไม่ทำ กิจไม่จบ
ก็ไม่นิพพาน ปล่อยมันไป ระวังกรรมใหม่อย่าให้มาก
ประเมิณทางสายกลาง ดูว่าบ่าเรารับได้ไหม ถ้าได้ก็ Ok
มันไม่นานหรอก มันทำหน้าที่ตามธรรมชาติของมัน
มันไม่ผิด แต่มันก็ไม่ถูก ไม่นานมันทำกิจจบจะดับไปเอง

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
K.Chinnavet วันที่ : 24/06/2010 เวลา : 01.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chinnavet
ความเป็นอัตโนมัติ แห่งมหาสติ.....ทุกจุดเริ่มต้นคือความบริสุทธ์ 

หรือไม่ก็เป็นเพราะ อายุที่มากขึ้นด้วย

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
K.Chinnavet วันที่ : 24/06/2010 เวลา : 01.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chinnavet
ความเป็นอัตโนมัติ แห่งมหาสติ.....ทุกจุดเริ่มต้นคือความบริสุทธ์ 

เอ่อ
....
อาจพอเป็นไปได้มั๊ย
ที่อุปสรรค์รอบนี้ที่ท่านพ่อกำลังผ่านอยู่นี้ จะทำให้ท่านแกร่งขึ้น อีกหลายร้อย หลายพันเท่า

นี่ตอนนี้ ผมรู้สึกแล้วว่า ท่านเริ่มลดความ แรงส์....
การชน ลงมากขึ้น

สงบ สำรวม แล้วไม่ค่อยโผงผางเหมือนแต่ก่อน

นี่รึเล่าที่เค้า ส่งบทเรียนนี้เพื่อทดสอบ และให้ท่านได้ปรับเข้วิถี และแนวทาง แห่งความเป็นผู้นำมากยิ่งขึ้น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เจ้าทึ่ม วันที่ : 23/06/2010 เวลา : 22.49 น.

น้องรัก

โอ่งฝังดินนี้ทำยากนะ ต้องขุดดินลึกด้วย
ไส้เดือนคงถูกจอบสับตายบ้างตามเหตุปัจจัย
ขุดเสร็จแล้วจะยกคนเดียวไหวรึเปล่าก็ไม่รู้
ทำเสร็จแล้วเวลาเข้าไปนั่งจะมีอากาศหายใจรึเปล่าก็ไม่รู้

เราว่า...เต็นท์ (แบบเข้าค่ายพักแรม) มากางไม่ดีเหรอ
ย้ายหนีได้ด้วย เราลองหาดูเห็นว่าที่
http://www.campinginter.com/
เขาตั้งราคาเริ่มต้นที่ 550 บาท นอนได้ 2 คน
หรือหากเป็นไปได้ใครที่เขาจะมาฝึกกับเรา
ก็ให้เขาเอาเต็นท์มาด้วยเลยดีไหม
ราคาคงไม่แพงกว่าโอ่งใหญ่นักมั๊ง

หรือจะใช้กลดแบบพระธุดงค์ ?
เวลาฝนตกก็ย้ายไปนั่งบนบ้านหากไม่ต้องการเปียกฝน

หรือจะเอาลูกศิษย์ไปนอนหลับบนบ้านสังกะสีร้อนๆก็ได้บารมีอีกแบบเหมือนกันนะ กลางวันนอน กลางคืนตื่นมาทำกิจอื่นที่ทำไม่ได้ขณะอากาศร้อน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
K.Chinnavet วันที่ : 23/06/2010 เวลา : 22.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chinnavet
ความเป็นอัตโนมัติ แห่งมหาสติ.....ทุกจุดเริ่มต้นคือความบริสุทธ์ 

พึ่งออกจากกรรมฐานครับ
กุศลที่ข้าพเจ้าได้รับฉันใด ก็ขอให้พวกท่านทั้งหลายและ ปวงสรรพสัตว์ได้รับฉันนั้นเทอญ......พึ่งออกกรรมฐาน

หลังจากที่ลงไปพลิกแผ่นดิน ตามล่าหาวิชากสิณที่ทางใต้
แล้วก็ไปเจอ เลย รีบกลับมาหาหลวงปู่
บอกกับหลวงปู่ไป ว่า ผมไม่เอาแล้วครับ ถ้ามันจะมา ก็ขอให้มา ถ้ามันจะได้ก็ขอให้มันได้เอง ถ้าจะไม่ได้ ก็ไม่ขอวิ่งหาแล้ว
หลวงปู่ ตอบว่า นั่นแหล่ะ ลูกเข้าใจถูกแล้ว นั่น คือคนที่เจอวิปัสสนาแล้ว มันจะไม่กินอารมณ์ อื่น วิปัสสนา มันปล่อย มันวาง มันไม่เอา แต่สมถ มันจะเอา จะเอา มันเลยกินอารมณืเราไม่ได้ ()

ผมเลยขอท่าน เข้ากรรมฐาน ทวนญาน อีก 12 วัน
จนพึ่งออกมาครับ นี่หล่ะ ผมรู้สึก มานานแล้วว่านี่มันยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ผมควรไปจากหลวงปู่เลย มันเหมือน ว่าช่วงเวลาในตอนนี้ ผมต้องอยู่ในความอุปถัมภ์ของท่าน ไปก่อน สร้างตนให้แกร่ง โดยมีท่านเป็นผู้ให้คำปรึกษา อย่างใกล้ชิดตลอดในช่วงนี้เลย หลัง ๆ มานี้ท่านเมตตามาก ให้คำแนะนำ แทบทุกด้าน ทั้งเรื่องของพุทธภูมิ สอบอารมณื ส่งไปเรียนรู้วิถีต่าง ๆ ตอนนี้ ท่านคือที่พึ่งพา ที่ประเสริฐสุดสำหรับผมไปซะแล้ว


มีคำถามหลายเรื่องขอรบกวน ครับ
1.อย่างที่บอกไว้ เกือบ ๆ เดือนที่ผ่านมานี้ กระแสเรื่อง พระธรรมิกราชา มันวนเข้ามาในจิตผมตลอดเลย ไม่รู้ทำไม ยิ่งวนเข้ามา เราก็ยิ่งอยากได้ แหน่ะงนั้น ทั้ง ๆ ที่รู้ตัวเลยว่าไม่พร้อมเอาซะเลย แต่มันดันทุรังจะได้ จะเป็น ตลอด
มันผิดหรือไม่ครับที่เป็นอยู่แบบนี้ มันผิดมั๊ยที่ ต้องการ หรือว่ามันไม่ควรเป็นกิจที่ผมควรทำ หรืออยู่ในเบื้องหลังจะดีกว่า มันเป็นการสร้างตนเด่นเกินไป ผิดยุคหรือไม่ เพราะนี่อาจไม่ใช่ยุคของผม ถ้าจะทำแบบนี้จะยิ่งสร้างให้เค้าวุ่นวายกันเข้าไปใหญ่รึเปล่า

2.พระยาธรรมิกราชา ท่านต้อง เป็น พระโพธิสัตย์ เมตไตร เท่านั้นหรือเปล่าครับ

3.แล้วเค้าวัดบารมีกันอย่างไร ใครจะได้ครอง เค้าสร้างฐานตำแหน่งนี้กนได้อย่างไรบ้าง ผมทำตาม ที่ข้างบนบอกไว้แค่นั้นได้มั๊ยคับ เก็บตัว ถึง พรรษา 7

4.เรื่องการสร้าง จริงอยู่ ที่ท่านว่า พุทธ คือ ไม่สร้าง ไม่รักษา ไม่ทำลาย
อันนี้ ผมพิจรณาดูแล้ว ใช่จริง ๆ อันนี้ผมยอมรับเลย แล้วหาก บุคคลผู้ใด ไม่สร้าง ไม่รักษา ไม่ทำลาย ได้ เข้าจริง ๆ นั่นคือภาวะนิพพาน ไปเลย
แต่ในฐานะ ของโพธิสัตว์ มันจำเป็นมั๊ยครับ เช่น การสร้าง ศาสนสฐาน หรือเทวรูป หรือเจดีย์ เพื่อเสริมบารมี สร้างฐาน บารมี เพื่อบำเพ็ญต่อในชาตินั้น ๆ สิ่งนี้จำเป็นหรือไม่
อย่างเช่น ท่านธัมมชัยโย สรางสิ่งเหล่านั้นไว้
หรือ ใครหลาย ๆ คนที่สร้าง ทานบารมี สร้างพระองค์ใหญ่ สร้างเจดีย์ สร้างพระกวนอิมโพธิสัตว์ องค์ ใหญ่ ไว้ตามเชิงเขา ตาม สถานที่ต่าง ๆ บ้าง ให้คนได้เคารพ ได้กราบไหว้ ได้บูชา จะทำให้ บารมีของผู้สร้างไว้ เพิ่มขึ้นได้รึเปล่า

ตามจริงแล้วผมไม่ได้คิดถึงเรื่องเหล่านี้เลย แต่เพราะช่วงหลังนี้ มันเอะ ใจคิดขึ้นมา เลยอยากลองถามดู

5.เรื่องท่านพ่อ ที่เลย ตอนนี้กระแส ผมก็ว่าแบบนั้นจริง ๆ ครับ กระแสในใจมันเหมือนว่า ท่าเริ่มเกมส์โอเวอร์ แล้วจริงๆ ท่านผ่านด่านไม่ไหวแล้วจริง ๆ อันนี้ผมสงสารท่าน จริง ๆ สงสารจากใจเลย จะช่วยท่านอย่างไรดี จริงอยู่ หากผมไปอยู่ที่นั่นเลย ผมอาจช่วยเสริมบารมีแทน พระตาราท่านได้บ้าง แต่นีก็ไม่ใช่สิ่งที่ เบื้องบนท่านให้ทำเลย ท่านให้เก็บตัว ให้ตัดทุกสิ่ง ผมก็คนทำไม่ได้อีก และยิ่งช่วงนี้ ยังต้องอยู่ในความอุปถัมภ์ ของหลวงปู่ทอง อยู่ด้วย นี่หล่ะ ผมหว่งท่านมาก เปิดเว็บไซต์ ดูรูป ภาพ ล่าสุดของท่านแล้วยิ่งน่าตกใจ หน้าตาท่านหมองคล้ำลงไปเยอะมาก ไม่มีราศีเลย หมองกว่าเดิมเอยะ แล้วหน้าตาดูเหนื่อยมาก เหมือนไม่มีเรี่ยวแรงทำสิ่งใดได้เลย

6. ช่วงนี้เจอ พระรูปหนึ่ง ก่อนบวชท่านเป็นอัยยการ มาบวชในวัดธรรมยุติ ใน กทม. ระยะสั้น แล้วมาปฏิบัติที่วัดผม ท่านนี้ ปัญญา ดีมาก ฉลาด อัจฉริยะมาก ท่านเคยเรียน พลังจักรวาล กับ อาจารย์ หมอ ประกิต เมื่อ 10 กว่าปี ก่อน แต่ตอนนี้ หมอประกิต ตายไปแล้ว

พระรูปนี้มอบกุญแจดอกสำคัญ ที่ผมดามหามานานไห้ เรื่องของ การใช้ พลังจักรวาร ใน จักระ แนว ตั้ง ตั้งแต่ ศรีษะ ถึง จุด ที่ 7 แล้วเพ่งใช้การหมุนของมา ให้เกิดประโยชน์ แล้ว ไห้ลองใช้ พลัง สี ขาว และสีทอง ในการ ปราบ และ ป้องกัน จากพลังภาคดำ ผมลองเอามาปรับใช้กับ วิธีของผม ปรากฏว่า เกิดผลดีเกินคาด

ท่านพูดถึงสุดยอดวิชาลับที่ หมอประกิต ถอดกายทิพย์ เข้าไปเอามาจาก ปิรมิด ในอียิปตฺ และถ่ายทอดให้ท่าน ซึ่งท่านบอกว่า ทั้งประเทศ มีลูกศิษย์ ของ หมอประกิต เพียงแค่ 3 คนท่านั้น 1 ในนั้นคือ ท่าน
ท่านพูดถึง จักระจุดที่ 7 คือ ระหว่าง อวัยวะเพศ และ ทวารหนัก
ท่านว่า นี่เป็นจุดทำคัญมาก ที่ดึงเอา พลังจากแกนกลางโลก ขึ้นมาใช้ และ สร้างให้พลังหยิน หยาง หมุนสวนทางกัน ภายในท่อ ตัวนี้ แต่ท่านบอกว่าเรื่องนี้ อันตรายมาก มีคนทำได้น้อย ถ้าคุมพลังไม่อยู่เสียสติได้ง่าย แร่องตรงนี้ผมพิจรณาแล้วว่า เออ เป็นไปได้จริง และเป็นเรื่องที่สัมพันธ์ กับทุกสิ่งบนโลกจริง ๆ เป็นวิชาที่เรียกว่า พลังจักรวาลจริง ๆ เพราะเป็นการเอาพลังของจักรวาลจริง ๆ ไม่ไช่พวกสำนักวิชาจักรวาลหลวงลวงคน ที่ตั้งตนเป็นขั้นนู้น ขั้นนี้ ไปหลอกเอาตังค์ ค่าเรียกจากคนที่เคย เจอ ๆ มาเลย

เรื่องแบบนี้ เรื่องของ การใช้ จักระ จุดที่ 7 และการสร้างพลังหมุน พอมีข้อมูลบ้างไหมครับ หาข้อมูล และ ฝึกต่อได้ไงบ้าง พระท่านนี้บอกว่า นี่เป็น เคล็ดลับ สุดยอดของ ท่านพระโมคคัลลานะเลย


ถามเท่านนี้นะครับ ไม่ต้องรีบตอบก็ได้ ครับ ไว้ว่าง ๆ ค่อยตอบก็ได้ ผมจะเข้ามาเปิดดูบ่อยๆ

ขอบพระคุณมากครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]