• physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-18
  • จำนวนเรื่อง : 236
  • จำนวนผู้ชม : 804297
  • ส่ง msg :
  • โหวต 94 คน
พุทธบาท โอกาสแห่งการชำระกรรมด้วยแสงธรรมไร้ประมาณ
หลักการฝึกจิตที่ง่ายและพิสดารล้ำลึกที่คุณไม่อาจค้นหาได้จากที่ใดในโลก และในหนังสือเล่มใด เพราะผู้เขียนเป็นบุคคลลึกลับและไม่พิมพ์เผยแพร่ทางสื่ออื่นใด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath
วันเสาร์ ที่ 26 มิถุนายน 2553
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 5444 , 09:25:47 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อภิธรรม เรื่อง “เซน” มรรควิธีแห่งการไม่ต้องกระทำ

 

เซน มาจากรากศัพท์ว่า “ธฺยาน” หรือ “ฌาน” ทว่า ความหมายของฌานแบบเซน ไม่เหมือนฌานแบบพราหมณ์ เพราะเซนไม่ใช่พราหมณ์ แต่เป็นพุทธ ฌานในมุมมองของเซนเป็น “ฌานที่เกิดเอง ดับเอง ตามธรรมชาติ ไม่ต้องกระทำให้เกิดขึ้นก็ได้” คือ เป็นสภาวะธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว เป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งที่มีอยู่แล้ว ภายใต้กฎไตรลักษณ์นั้น ดังนี้ จึงมีการใช้คำว่า “ธฺยาน” มาเรียกแทนคำว่า “ฌาน” ซึ่งจะซ้ำกับคำของพราหมณ์จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ทั้งนี้ มีการพยายามแปลคำว่าเซนนี้ออกไป แล้วแปลผิด คือ แปลในความหมายของฌานตามแบบพราหมณ์เสีย จึงแปลว่า “การเพ่งพินิจหรือการเฝ้าดูจิต การเผาผลาญความคิดและอารมณ์ต่าง ๆ อันเกิดจากการปรุงแต่ง” ซึ่งไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของเซน เซนไม่สอนให้ทำกรรมฐาน ไม่สอนทำสมาธิ ไม่สอนให้กระทำอะไรเลย เพราะเห็นความเกิดขึ้น, ตั้งอยู่, ดับไปเองของสรรพสิ่งตามธรรมชาติที่มีทุกอย่างอยู่แล้ว เซนจึงไม่สอนสมาธิ ที่ใดยังสอนสมาธิอยู่ ไม่ใช่เซน แต่เข้าใจผิดในเซน เพราะคำว่าฌานนี้เอง อนึ่ง คำว่าฌานเป็นภาษาบาลี เป็นภาษาที่ใช้กันในเมืองที่พระพุทธเจ้าทรงไปเผยแพร่ธรรมะ คงเป็นความจำเป็นที่ต้องใช้คำนี้ เนื่องจากภาษาที่พระพุทธเจ้าใช้เป็นภาษามคธ เวลาท่านไปเผยแพร่ธรรมที่อื่น ก็ต้องใช้ภาษาบาลีแทน ทว่า การหยิบยืมใช้คำศัพท์สมมุติของผู้อื่น อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่แตกต่างกันไป ดังนี้ จึงมีการใช้คำศัพท์สันสกฤต (หรือภาษาของชาวมคธ) ว่า “ธฺยาน” แทน ดังนี้ เซนจึงไม่มีการสอนสมาธิ ไม่มีการฝึกจิต ทำอะไรหรือ คือ วันๆ มีกิจอะไรก็ไปทำเสีย แล้วจะบรรลุได้อย่างไร ก็ทำกิจแล้วจิตตรงต่อสุญตา คือ ภาวะที่กิเลสดับลงเองชั่วคราว ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ภาวะนั้นจิตพิจารณาธรรม เห็นธรรมตามจริงได้โดยไม่มีอะไรบดบังก็จะบรรลุธรรมทันที บางครั้ง จะมี “โกอาน” หรือ ปริศนาธรรมช่วยให้เกิดภาวะสุญตาได้  

 

“สุญตา” เป็นภาวะที่เกิดเอง ดับเอง ตามธรรมชาติ ไม่ต้องกระทำ

สุญตา เป็นภาวะที่จิตไม่ถูกปรุงแต่งใดๆ ซึ่งเป็นปกติของจิตอยู่แล้ว เพราะจิตเดิมแท้เป็นจิตที่บริสุทธิ์, ประภัสสรอยู่แล้ว แต่มีกิเลสเป็นอาคันตุกะมาจรเป็นครั้งคราวเท่านั้น เมื่อจิตเข้าสู่ภาวะนี้ ไม่มีกิเลสบังตาแล้ว ก็เห็นธรรมตามจริงได้ ยกเว้นว่าสุญตาเกิดแล้ว แต่ไม่สนใจธรรม การให้ปริศนาธรรม เพื่อให้จิตรอเข้าสู่วิปัสสนากรรมญาณ เมื่อใดที่จิตเข้าสู่สุญตาเอง ก็ระลึกถึงปริศนาธรรมนั้น ก็จะเกิดปัญญาสว่างฉับพลัน บรรลุทันที เซนจึงไม่ทำอะไรเลย ไม่ฝึกจิตอะไรเลย ถ้าเราศึกษาเซนจริงๆ จะเห็นว่าเป็นดังนั้น แปลกที่เขาไม่สอนให้ฝึกจิตแบบใดเลย ไม่มาสอนสมาธิด้วย ทว่า คนรุ่นหลังไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึงเซนกันแล้ว ก็แปลเซนไปผิดๆ เพราะเซนแปลว่าฌาน จึงคิดว่าจะต้องไปฝึกสมาธิให้ได้ฌาน จึงเป็นเซน กลายเป็นภาพลักษณ์ที่ผิดๆ ว่าเซนทำสมาธิ มีภาพการทำสมาธิ, วิธีทำสมาธิ, พระเซนนั่งสมาธิ ซึ่งผิดมากๆ ในอดีตถ้าศิษย์เซนนั่งสมาธิ อาจารย์จะมาไล่ให้ไปทำกิจ มีกิจอะไรก็ไปทำเสีย ให้มันเกิดภาวะสุญตาเอง ถ้าศิษย์พร้อมอาจารย์ก็กระเตาะให้บรรลุธรรมเลย เช่น เข้าไปสนทนาธรรมด้วย, เข้าไปถาม, เข้าไปให้ปริศนาธรรม ก็บรรลุได้     

 

เซนมีแต่ให้ปริศนาธรรม

เซนเข้าถึงได้ด้วยปัญญา จึงให้ปริศนาธรรม ไม่ต้องฝึกจิต ไม่ต้องทำสมาธิ ไม่ต้องเจริญสติ ทำกิจอย่างปกติ ก็เกิดสมาธิ, สติ เองได้ เป็นไปโดยธรรมชาติเกิดแล้วดับไปไม่เที่ยง การให้ปริศนาธรรมช่วยให้จิตจดจ่อธรรม พิจารณาเนืองๆ เมื่อจิตเข้าสู่ภาวะสุญตาเมื่อใด ก็จะบรรลุฉับพลันทันที เพราะธรรมะเป็นของง่าย ปริศนาธรรมเซนจึงง่ายแต่ดูเหมือนยาก เมื่อคลี่คลายออกแล้วก็จะ “อ๋อ โธ่ แค่นี้เอง” ทำไมถึงไม่รู้ได้นะ อ้อ กิเลสมันบัง เส้นผมบังภูเขา อะไรแบบนี้ ธรรมะเป็นเรื่องธรรมดา, เรียบง่าย, เช่นนั้นเอง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดมาก, รู้มาก, อ่านมาก, จำมาก, เข้าใจมาก, เรียนมาก, สอนมาก อะไรเลย แบบนั้นไม่ใช่ธรรมะ เป็นธรรมมาร เพราะทำให้ชีวิตวุ่นวายซับซ้อน, ยุ่งเหยิงไปหมด ไม่ทำให้ชีวิตนั้นเรียบง่ายขึ้น เซนไม่ต้องการให้คนเข้าใจ เพราะความเข้าใจไม่ใช่วิธีเข้าถึงธรรม ธรรมแท้ไม่ต้องเข้าใจ ถ้าเข้าถึงแล้วจะเข้าใจเอง เพราะการเข้าใจไม่ใช่ภาวนามยปัญญา

 

จิตเดิมแท้ประภัสสรอยู่แล้ว ไม่ต้องไปทำจิต, ฝึกจิต, ดูจิตอะไร

จิตเดิมแท้ประภัสสรอยู่แล้ว บริสุทธิ์อยู่แล้ว เป็นธาตุรู้อยู่ในตัวเองแล้ว ทว่า ความบริสุทธิ์ไม่ใช่ปัญญา ปัญญาคือปัญญา ความบริสุทธิ์คือความบริสุทธิ์ อันปัญญาจะเกิดได้ต้องอาศัยช่วงจังหวะที่ไม่มีกิเลสบดบัง คือ จิตเดิมแท้แสดงตัว ไม่มีกิเลสจรบดบัง ดังนี้ ความบริสุทธิ์จะปรากฏก่อน แล้วปัญญาจึงตามมาทีหลัง จิตรู้อยู่แล้ว แต่ไม่ได้รู้หมดทุกสิ่ง คือ มีความสามารถรับรู้ได้ เป็นธาตุเพียงชนิดเดียวที่รับรู้ได้ เพราะธาตุชนิดอื่นๆ ไม่อาจรู้ได้ จึงเรียกว่าจิตเป็นธาตุรู้ (มโนธาตุ) ดังนี้ ไม่ต้องฝึกให้จิตรู้อีกก็ได้ เพียงแต่ใช้จังหวะที่จิตไม่มีกิเลสบดบังชั่วคราวนั้น เห็นความไม่เที่ยง ตรงต่อสภาวะธรรมชาติที่เรียกว่านิพพาน จิตตรงต่อสภาวะนี้แน่วแน่มั่นคง ถึงเวลาจิตวิญญาณสลาย กายแตกตาย ก็นิพพานได้ โดยไม่ต้องฝึกจิตอะไรเลย จิตรู้ตรงนิพพาน ไม่ใช่ไปรู้กิเลส หรืออย่างอื่น

 

บัวเหล่าที่หนึ่งไม่ต้องฝึกจิต

บังเหล่าที่หนึ่งบานอยู่แล้ว จิตพร้อมแล้ว เพียงได้ปัญญาก็บรรลุธรรมทันที ไม่ต้องฝึกจิต บัวเหล่าที่สองก็ยังต้องฝึกจิตบ้างเล็กน้อย แต่พอฝึกแล้วก็บรรลุธรรมเลย ไม่ต้องแช่หรือวนอยู่กับการฝึกจิต การแช่หรือวนอยู่กับการฝึกจิต ทำให้ออกจากวิถีพุทธ สู่วิธีพราหมณ์ ส่วนบัวเหล่าอื่นๆ ยังวนอยู่ทางโลกตามวรรณะต่างๆ พวกพราหมณ์เป็นวรรณะหรืออาชีพหนึ่ง ก็เป็นส่วนหนึ่งของทางโลกเหมือนกัน แม้ว่าจะมีการถือศีล, การทำสมาธิก็ตาม

 

ส่วนการฝึกจิตของบัวเหล่าที่สองนั้น ฝึกเพียงช่วยให้อินทรีย์ส่วนที่ย่อหย่อนฟื้นคืนสภาพเล็กน้อย ก็บรรลุธรรมได้ เพราะการบรรลุธรรมไม่ได้ใช้สมาธิขั้นสูง เพียงแค่ขณิกสมาธิก็บรรลุได้ จึงไม่ต้องฝึกมาก ไม่ต้องลงลึก ไม่ต้องมีวสี ไม่ต้องมีตบะ ก็ได้ แค่ให้สิ่งที่อ่อนด้อยเกินไปกลับปกติก็ลัดตัดตรงเข้าสู่ปัญญาเลยเช่น ปัญจวัคคีท่านแรก พอฟังธรรมจักร ก็เกิดอาการจิตหมุนวนเองแล้วหลุดออกจากภาวะใดๆ เข้าสู่สุญตาแล้วเกิดนิโรธ บรรลุธรรมทันที ส่วนท่านอื่นๆ ต้องเทศน์มากขึ้นไปอีกจึงบรรลุตามๆ กันมา บางท่านไปเพ่งดอกบัวแล้วดอกบัวเกิดเหี่ยวลงทันที ก็เห็นอนิจจัง ความไม่เที่ยง แล้วบรรลุธรรมทันที

 

การฝึกจิตเป็นกิจของพราหมณ์

การฝึกจิตเป็นกิจของพราหมณ์ ไม่ใช่พุทธ พุทธไม่มีกิจไปฝึก, ไปสร้าง, ไปรักษาสภาวะจิตให้มีสมาธิ, สติ อะไร พุทธเพียงแจ้ง เพียงเป็นผู้บอกเท่านั้น เมื่อบอกหรือแจ้งแล้วคนฟังก็บรรลุธรรมเองโดยไม่ต้องฝึกจิตมาก ถ้าฝึกจิตมาก สารวนอยู่กับกิจการฝึกจิต ต้องมีโรงสอน, ต้องมีสถานที่รองรับ, ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือ ฯลฯ นี่ก็เป็นเรื่องของพราหมณ์ทั้งสิ้น ส่วนบัวที่ยังไม่บาน ยังตูมอยู่แต่พ้นน้ำแล้ว ออกจากทางโลกแล้ว พุทธบอกวิธีแค่ให้เป็น “อุบาย” ให้อินทรีย์ห้าเสมอกันดีเท่านั้น จึงไม่ต้องไปฝึกมาก ฝึกเพียงน้อยไม่ติดกับการฝึกนั้น ในขณะที่พราหมณ์จะติดกับมรรควิธีการฝึกจิต ว่าเป็นมรรคสู่ธรรม สติและสมาธิของเขานั้นเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงและอิงอยู่กับการ “ต้องฝึก” ไม่ฝึกไม่ได้ ซึ่งก็จริงในคนที่อินทรีย์อ่อนด้อย แต่พออินทรีย์เสมอกันดีพอใช้ได้แล้ว ก็สามารถฟังธรรมบรรลุได้ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป จึงไม่ต้องวนกลับไปฝึกจิตอีก เมื่อเข้าใจว่าสรรพสิ่งไม่เที่ยง ไม่เว้นแม้แต่กิเลส, อวิชชา, กรรมฐาน หรือจิตที่เราฝึกมาดีนั้น อีกทั้งจิตก็ประภัสสรบริสุทธิ์อยู่แล้ว กิเลสแค่เป็นอาคันตุกะมาจรบดบังความจริงนี้ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อกิเลสดับลงชั่วครู่ คือ “สุญตา” จังหวะนั้นเองก็พิจารณาธรรมเห็นตามจริง เห็นไตรลักษณ์ดังนั้น ก็บรรลุได้ ไม่ต้องไปวนอยู่กับการกำหนด, สร้าง, รักษา สภาวะจิตอะไรเลย จิตบริสุทธิ์เป็นธาตุรู้อยู่แล้ว สรรพสิ่งไม่เที่ยงอยู่แล้ว เพียงกิเลสเป็นอาคันตุกะ มาจรบดบัง เมื่อกิเลสจรออกไปชั่วคราว สัจธรรมก็ปรากฏตัวเองโดยไม่ต้องทำจิตอย่างไรเลย ดังนี้ ก็เข้าใจว่าสตินั้นเกิดเองและดับเองเป็นธรรมชาติ เป็นอนิจจัง ไม่ต้องยึดว่าต้องมีหรือไม่มีสติอยู่ตลอด สมาธิก็เช่นกัน เกิดได้เองดับไปเอง ตามสภาวะอันควร เมื่อควรไม่มีสมาธิ วิบากกรรมเข้ามาถึงตัวก็จะดับไปเอง กระบวนการชำระกรรมก็เกิดขึ้นกรรมก็คอยๆ หมดไปเองก็ตรงสู่นิพพานได้ ชีวิตก็เข้าทางสายกลางตามจริง ที่ไม่อุปทานไปเองว่าต้องสมถะหรือไม่สมถะ

 

อันธรรมทั้งมวล ล้วนอยู่ในตัวท่านอยู่แล้ว

สรรพธรรมทั้งมวล พระพุทธองค์ทรงจำแนกให้ไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ อย่างไรก็ตาม ธรรมทั้งมวลนี้ ล้วนปรากฏอยู่ในตัวของสรรพสัตว์ทุกรูปนามอยู่แล้ว ทว่า ถูกบดบังด้วยกิเลสอาสวะ, และอวิชชาต่างๆ ไว้ ทำให้ไม่อาจเข้าถึงสัจธรรมอันบริสุทธิ์ผุดผ่องได้

 

คนที่แอบอ้างว่ามีธรรมจากพระโอษฐ์เป็นคนลวงโลก

ธรรมะทุกวันที่เราอ่านนี้มาจากการบันทึกตามตำราต่างๆ ในไตรปิฎกเป็นสำคัญ ปัจจุบันไม่มีใครได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าเลย เพราะท่านได้ปรินิพพานไปแล้ว “พระโอษฐ์นั้นก็นิพพานด้วย” ในสมัยพุทธกาล ที่พระสาวกได้สดับฟังพระพุทธเจ้ามาโดยตรง เช่น พระอานนท์ ยังกล่าวได้ว่า “ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้” ซึ่งหมายถึงพระธรรมจากพระโอษฐ์ที่พระอานนท์ฟังมาแล้วจำมาบอกต่อ นี่ไม่ได้โกหก แต่คนปัจจุบันเราจะไปฟังธรรมะจากพระโอษฐ์ที่ไหนกัน มีแต่ “คนลวงโลก” หลอกลวงชาวบ้าน โฆษณาชวนเชื่อว่าตนมีธรรมจากพระโอษฐ์ ทั้งๆ ที่ไปอ่านมาจากตำรา จำมาเป็นตะกร้าๆ แล้วมาพูดต่อ โฆษณาว่าตนมีธรรมจากพระโอษฐ์ อันนี้ ก็ให้ระวัง กำลังฮิตกันมาก ชอบกันมากในกรุงเทพฯ เพราะคนเทศน์จำได้มาก จำได้เก่ง อ่านมาเยอะ คนฟังเป็นเด็กเรียนเลยคิดว่าคนที่รู้จริงต้องจำได้มาก ทั้งๆ ที่ปัญญาทางธรรมไม่เกี่ยวกับความจำเลย ไปนับถือเขาว่าเขากล่าวตามตำราได้มากมาย อึ้งในความเก่ง ในความจำของเขา อันนี้ ไม่ตรงทาง

 

ธรรมแท้อธิบายไม่ได้ ที่อริยบุคคลสนทนากันอยู่ มีแต่ “สัมมาทิฐิ”   

ธรรมแท้อธิบายไม่ได้ “เกลือเค็มอย่างไร?” มันอธิบายไม่ได้ดอก สัจธรรมความจริง ต้องชิมด้วยตนเองจึงรู้ ตราบเท่าที่จิตยังไม่เข้าถึงตรงสู่นิโรธด้วยตนเองก็ไม่อาจจะอธิบายได้ คนที่อ้างว่าอธิบายธรรมได้ แล้วอธิบายธรรมเสียมากมายนั้นคือ “คนลวงโลก” คนเข้าใจธรรมจริงๆ ไม่อาจอธิบายธรรมได้เลยไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี แต่ถ้าถามความคิดเห็นของเขา เขาก็ตอบได้ และความคิดเห็นของเขาก็ตรงนิพพานหมด ถ้าเขาบรรลุจริงๆ เพราะมี “สัมมาทิฐิ” เกิดขึ้นแล้วโดยไม่ต้องมีตำรา, จดจำหรืออ้างอิงตำราเหมือนนักกฎหมาย

 

ธรรมแท้มีอยู่ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องพึ่งตำรา

ตำราเอาไว้ตรวจเช็คความเข้าใจของเราคร่าวๆ เท่านั้น ไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่นตำรา หรืออ้างอิงตำรามาก ธรรมะไม่ใช่กฎหมาย ที่จะต้องอ่านท่องจำมาอ้างอิงกัน แต่ธรรมะเข้าถึงได้ด้วยปัญญา เมื่อเข้าถึงแล้วเกิด “สัมมาทิฐิ” แล้ว ก็พูดไปได้ด้วยความคิดเห็นของตนที่ตรงต่อนิพพานนั้น โดยไม่ต้องจดจำอะไรก็ได้ แต่ถ้าเมื่อใดจะใช้ศัพท์ทางพุทธศาสนาก็ควรใช้ให้ถูกต้อง ตรงกัน ไม่ทำให้สับสน ไม่ใช่พระพุทธเจ้าใช้คนเข้าใจอย่างหนึ่ง พอเราใช้บ้างความหมายเปลี่ยนไปอีกอย่างหนึ่ง อันนี้ไม่ควร ส่วนความคิดเห็นที่ไม่มีศัพท์ธรรมนั้นไม่เป็นไร เพราะเป็นภาษาสมมุติทางโลกอยู่แล้ว ไม่อาจอธิบายธรรมได้อยู่แล้ว ใช้เพียงแสดงความคิดเห็นของตน ให้ผู้ฟังมีจิตตรงนิโรธแล้วเข้าถึงด้วยตนเอง รู้แจ้งได้ด้วยตนเองเท่านั้นก็พอ ไม่ใช่การบอกต่อให้จดจำ, ทำความเข้าใจกันต่อๆ กันไปก็หาไม่

 

ธรรมะคือธรรมชาติ สัจธรรมคือแก่นแท้ มีอยู่ทุกที่ ทุกเวลา

ธรรมะแท้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปไม่จีรัง ปรากฏอยู่ทุกที่และทุกเวลา เพราะเป็นสัจจริง เป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติ จึงเป็นเช่นนั้นเอง เกิดเอง ดับเอง ธรรมทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ล้วนอยู่ในสรรพสิ่ง อยู่ในธรรมชาติรอบตัวและในตัวเราแล้ว ทั้งนอกและในตัวเราล้วนไม่ต่างกัน มีธรรมะ มีสัจธรรมที่ตรงกันอยู่แล้ว มีหรือที่สัจธรรมจะไม่ตรงกัน มีหรือที่สัจธรรมจะมีแต่ในตำรา มีหรือที่สัจธรรมจะจริงเฉพาะที่ตรงกับตำราเขียนไว้ ไม่ใช่ดอก ขึ้นชื่อว่าสัจธรรมแล้วจริงทุกที่ จริงทุกเวลา ปรากฏทุกที่ ปรากฏทุกเวลา ทั้งในตัวเราก็มี นอกตัวเราก็มีทั้งสิ้นไม่แตกต่างกัน ถ้าแตกต่างกัน ไม่เรียกว่า “สัจธรรม” เรียกว่า “ธรรมตอแหล” คือ กล่าวที่หนึ่งอย่างหนึ่ง กล่าวอีกที่หนึ่งอย่างหนึ่ง ที่หนึ่งว่าจริง ที่หนึ่งว่าไม่จริง หรือว่าจริงเฉพาะบางที่ เฉพาะในตำราเท่านั้น อันนี้คือ “ธรรมะตอแหล” เพียงเท่านั้น

 

สัมมาอาชีวะ ก่อสัมมาวายามะ

ผู้บรรลุโสดาบันได้เพียงตัดสังโยชน์สามตัว ไม่ต้องตัดกิเลสทั้งหมด จึงยังมีโลภ, โกรธ, และหลงเหลืออยู่ มีลูกเต้า, ทำงานได้ตามปกติ จะเคลื่อนมรรคได้ตัวแรก ในมรรคแปด จบลงที่ “สัมมาอาชีวะ” เมื่อมีสัมมาอาชีวะไปถึงจุดหนึ่งพร้อมอิ่มเต็มที่แล้วก็สัมมาอาชีวะนั้นแหละที่เป็นเหตุให้เกิด “สัมมาวายาวะ” คือ รู้ได้ว่าอาชีพการงานทางโลกนี้ นั้นน่าเบื่อ ล้วนสมมุติ, ไม่เที่ยง, ไม่จีรัง ไม่ใช่ทางหลุดพ้น ความพยายามที่ชอบตรงนิพพาน ไม่ใช่ทางนี้ เป็นความพยายามทางอื่นคือความพยายาม “จบกิจ” ต่างหาก ไม่ใช่วนติดในงาน เช่นนี้ ก็บรรลุธรรมขั้นต่อไป สำเร็จเป็นพระสกิทาคามี ผู้มี “สัมมาวายามะ” เพิ่มอีกตัว

 

สัมมาวายามะ ก่อ สัมมาสติ

ผู้บรรลุสกิทาคามี แม้ได้ฟังธรรมทราบแล้วว่าการฝึกจิตก็ไม่ต้อง, สติ, สมาธิ ล้วนอนิจจัง เกิดได้เอง ดับไปเอง ไม่เที่ยง ไม่ต้องยึดเป็นสรณะ ไม่ต้องรักษาสภาวะไว้ แต่ยังเหมือนบุคคลได้ฟังว่าเกลือเค็ม แต่ยังไม่เคยชิมเกลือฉะนั้น ตราบเมื่อได้มีความเพียรชอบไปถึงจุดหนึ่งแล้ว ก็พบว่า “อ้าว สตินี่ เกิดได้เองจริงๆ นี่นา แล้วก็ดับเองเองนี่ ไม่จีรัง ไม่เที่ยง จริงๆ หนอ” ก็จะบรรลุธรรมขั้นต่อไปคือ “อนาคามี” ผู้มีสัมมาสติพร้อมแล้วโดยสมบูรณ์

 

สัมมาสติ ก่อสัมมาสมาธิ

ผู้บรรลุอนาคามี แม้ได้ฟังธรรมว่าสมาธิไม่ต้องเจริญ, ไม่ต้องฝึก เกิดเอง ดับเอง ไม่เที่ยง ก็เหมือนบุคคลรู้ว่าเกลือเค็มแต่ไม่เคยชิมฉะนั้น เมื่อได้สัมมาสติแล้ว ดำเนินมรรคแปดทั้งเจ็ดประการ คือ ดำเนินไปตามมรรคตัวที่หนึ่งถึงตัวที่เจ็ด คือ สัมมาสติ โดยไม่ต้องฝึกจิต ไม่ต้องกำหนด ไม่ต้องรักษาสตินั้น เพราะรู้ว่ามันไม่เที่ยง ถ้ามันดับไป เดี๋ยวก็เกิดเอง ถ้ามันเกิดเอง เดี๋ยวก็ดับไปอีกแหละ เช่นนี้ นานวันเข้าถึงวาระพร้อมมูล ก็เกิด “สัมมาสมาธิ” เอง อันสัมมาสมาธินี้ก็เกิดจากสัมมาสตินั้นแหละ ไม่ต้องฝึกเพิ่มเลย เมื่อเกิดสัมมาสมาธิแล้ว ก็พบว่า “สัมมาสมาธิ” นี้เกิดได้เองหนอ แล้วดับไปเองหนอ ไม่เที่ยงหนอก็บรรลุถึงอรหันตผลได้ในที่สุด โดยไม่ติดยึดในสติหรือสมาธิเลยตรงต่อนิพพานโดยตลอดรอดฝั่ง

 

บัวบานเองดอกแรกคือ “พระพุทธเจ้า”

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนบัวบานแล้ว บานเอง พุทธะคือผู้เบิกบานเอง รู้เองอยู่แล้ว เป็นดอกบัวบานดอกแรกของสระนั้น จึงเรียกว่าตรัสรู้ก่อนใคร แล้วนำธรรมะมาเผยแพร่ต่อไป

 

บัวบานเองดอกต่อไปคือ “พุทธะสาวก”

ผู้บรรลุธรรมได้เองมิได้มีแต่พระพุทธเจ้าเพียงคนเดียว ผู้บรรลุธรรมได้เองคนต่อๆ ไป ไม่นับว่าเป็นพระพุทธเจ้าแม้ตรัสรู้ได้เองนับให้เพียง “พุทธะ” หรือ “ยูไล” หรือ “พุทธสาวก” โดยมาก เมื่อบรรลุเองแล้ว จะมีจิตวิญญาณแทรกหรือครอบรอไว้ก่อน เมื่อได้มาถึงพร้อมในพระพุทธศาสนาแล้ว ห่มผ้าเหลืองก็ดี, โกนผมก็ดี, หรือเพียงเห็นพระพุทธเจ้าก็ดีแล้วยอมเป็นสาวกในศาสนาของท่าน จิตวิญญาณที่แทรกอยู่นั้นจะจุติออกไป แล้วบรรลุธรรมทันที ได้โดยไม่ต้องสอนเพียงห่มผ้าเหลืองหรือโกนผมก็บรรลุธรรมทันทีเพราะเหตุนี้ ถ้าไม่ยอมเป็นสาวกของท่านหรือไม่ได้ต่อสายธรรมกัน อาจนับให้เป็นได้เพียงเซียนพุทธะ

 

บัวตูมรอคนช่วยให้บาน คือ “อรหันตสาวก”

ผู้บรรลุธรรมได้ด้วยการอาศัยผู้อื่นบอก ให้คนอื่นพูดสะกิดให้ ไม่ได้ปฏิบัติเข้าถึงด้วยตนก็มีมาก เรียกว่า “อรหันตสาวก” เป็นเหมือน “ดอกบัวตูมพ้นน้ำ” รอแสงอาทิตย์ส่องถึงก็จะบานออกได้ แต่ไม่อาจบานได้เอง ในพุทธสมัยอื่นแบบนี้มีน้อยเพราะผู้บรรลุได้เองมีมาก

 

อนึ่ง พระพุทธศาสนาจะไม่ยุ่งกับทางโลกจึงโปรดเฉพาะดอกบัวพ้นน้ำคือ ดอกบัวตูมพ้นน้ำ หรือดอกบัวพ้นน้ำบานแล้ว ส่วนดอกบัวที่ยังอยู่ใต้น้ำก็จะอยู่ทางโลกต่อไป ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว รอจนดอกบัวดอกนั้นจะเพียรพยายามด้วยตนเองจนพ้นน้ำ จึงเข้าไปช่วย

 

พุทธศาสนา คือ ศาสนาแห่ง “พุทธะ” การตรัสรู้เองเป็นเรื่องธรรมดามาก

พระพุทธศาสนา คือ ศาสนาแห่งพุทธะ คือ มีผู้เบิกบานตรัสรู้ได้ด้วยตนเองมากมาย เป็นหมื่น เรียกว่า “หมื่นพุทธะ” ไม่ใช่ของแปลก ไม่ใช่ของยาก เป็นเรื่องธรรมชาติ ธรรมดา เพราะจิตนี้เป็นธาตุรู้อยู่ทุกคนอยู่แล้ว บางท่านถึงกับบอกว่า “จิตเป็นพุทธะ” เสียเลยก็มี อนึ่ง เมื่ออบรมบารมีพร้อมแล้ว ย่อมเป็นเช่นนั้น แต่ถ้ายังเพาะบ่มไม่พร้อม ก็จะยังไม่ใช่ ดังนี้ ถ้าพระพุทธศาสนาจะมีผู้ตรัสรู้เองได้มากมาย ก็ไม่ผิด ไม่แปลกอะไรเลย เพราะเป็นศาสนาแห่งพุทธะอยู่แล้ว โดยมีพระพุทธเจ้า เป็นเจ้าผู้ปกครอง, เป็นศาสดาแห่งศาสนานี้ เป็นผู้ตรัสรู้พระองค์แรก แล้วนำทางให้พุทธะองค์อื่นๆ ดำเนินไปด้วยกันตามครรลองแห่งศาสนาพุทธนั้น การไม่ได้บรรลุธรรมด้วยตนเอง เช่น อรหันตสาวก ที่บรรลุได้ด้วยการอาศัยผู้อื่นช่วยบอกทั้งหมด คิดเองไม่ได้นั้น ปกติแล้วไม่ใช่วิถีของพระพุทธศาสนา ในยุคของพระพุทธเจ้ากัสสปะ คนที่มาเกิดมีจิตที่พร้อมอยู่แล้วโดยมาก ก็บรรลุพุทธะกันมาก ดุจ “ใบบัว” อันหยดน้ำไม่อาจยึดติดได้ฉะนั้น แต่ในยุคนี้ พระพุทธศาสนาเป็นกลียุค สัตว์ที่มาเกิดมาจากชั้นต่ำกันมาก จึงมีสัตว์คละกัน และโปรดได้เพียงสองเหล่า คือ บัวบานแล้ว และบัวตูม ส่วนบัวตูมอุปมาเป็น “อรหันตสาวก” นั่นเอง อนึ่ง วิถีสาวกนั้นเป็นวิถีของศาสนาพราหมณ์และศาสนาอื่นๆ อันมีศาสดาและสาวกอยู่ต่างกันแต่พุทธศาสนานั้น แท้แล้วเป็นวิถีเท่าเทียมกัน “ธรรมเสมอภาคด้วยธรรม” จิตบริสุทธิ์เหมือนกันไม่แตกต่าง

 

การบรรลุธรรมเป็นไปโดยฉับพลัน

ถ้าวาระถึงพร้อมด้วยเหตุปัจจัยทั้งมวล การบรรลุธรรมจะเกิดขึ้นได้ในฉับพลัน แต่ถ้ายังไม่ถึงวาระนั้น ก็จะไม่อาจบรรลุธรรมได้เลย ยากมาก เหมือนเวลาที่ไม่ใช่ อะไรก็ยากมาก แต่พอถึงเวลาที่ใช่แล้ว อะไรก็ง่ายนิดเดียว ดังนี้ เซนจึงไม่สอนมาก ไม่พูดมาก เพราะถ้าถึงวาระจะได้ มันง่ายนิดเดียว ฉับพลันก็ได้เลย แต่ถ้ายังไม่ถึงวาระ เซนก็จะไม่ยุ่งให้เสีย เวลา อนึ่ง การเข้าไปพัวพันกับคนมาก เช่น ไปสอนสมาธิ สอนแล้วสอนอีกไม่บรรลุเสียที เนิ่นช้า ยืดยาว แช่อยู่ ไม่เกิดปัญญาได้ฉับพลันนั้น ไม่ใช่วิถีของเซน เพราะยิ่งทำให้พัวพันกรรมต่อกัน สร้างกรรมร่วมกันใหม่ๆ ชาติภพยิ่งยืดยาวออกไปอีกด้วย “อัตตา ตัวกูของกู” ตัวใหม่ๆ ก็จะถูกสร้างขึ้นอย่างแนบเนียน คือ ตัวอาจารย์ และตัวศิษย์ นั่นเอง 

 

การเนิ่นช้าไม่ฉับพลัน ทำให้ติดแช่

ถ้าเซนเห็นว่าผู้ปฏิบัติติดแช่อะไร ก็จะเลิกกระบวนการนั้นทันที และให้กลับไปใช้ชีวิตอยู่ตามธรรมชาติเสีย เนื่องด้วยเห็นว่ายังไม่ถึงเวลา อุปมาดั่งผลไม้ถ้ายังไม่แก่จัดก็ยังไม่สุก ไม่ร่วงลงจากต้นได้ แต่ถ้าแก่จัดเมื่อไร ไม่ต้องสอยก็ร่วงลงมาเองได้ ดังนี้ เซนไม่เร่ง ไม่เข้าไปกระทำในคนที่ยังไม่พร้อมหรือยังไม่ถึงวาระที่จะได้ธรรม เซนปล่อยเขาใช้ชีวิตไปตามธรรมชาติ ราวกับคนไม่มีธรรม ไม่ได้ปฏิบัติธรรมฉะนั้นแล้วให้ธรรมชาตินั้นเป็นธรรมะชำระขัดเกลาเอง ให้วิบากกรรมต่างๆ ได้ชำระกันไปเองตามธรรมชาติก่อน จนพร้อมพอดีแล้วเซนจึงช่วยให้บรรลุฉับพลันได้ ถ้าไม่ได้แบบฉับพลัน เซนก็ไม่เอาเพราะยิ่งติดแช่ไม่บรรลุมรรคผลแล้วกลับทำให้พากันไปออกนอกลู่นอกทางสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ที่ไม่ตรงต่อนิพพานเสีย เช่น พากันไปฝึกสมาธิแบบนั้นแบบนี้ วนอยู่ ติดอยู่ ด้วยคิดว่าเป็นของดี

 

“ธรรมเสมอภาคด้วยธรรม” กับ “สาวกที่เท่าเทียมกัน”  

พระพุทธเจ้าทรงรับรองธรรม ให้แก่พระมหากัสสปะว่า “เป็นผู้มีธรรม เสมอด้วยพระองค์” แท้จริงแล้ว เป็นพุทธประเพณีของพุทธศาสนา ที่พระสาวกก็บรรลุธรรมเองได้ เป็นพุทธะ จิตเป็นผู้รู้เองทั้งสิ้น บริสุทธิ์อยู่แล้วทั้งสิ้น ดังนี้ คนเราจึงไม่แตกต่างกัน ต่างกันตรงที่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ก่อนคนแรกเท่านั้น ที่เหลือก็ตรัสรู้ตามๆ กันมา แต่ไม่มีสัพพัญญูญาณเหมือนพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง ระบบ “ธรรมเสมอภาคด้วยธรรม” เป็นระบบพุทธศาสนาที่ใช้กันมานานเป็นพุทธประเพณีแล้ว แต่ในยุคของพระสมณโคดมได้เกิด “บัวตูม” ที่ต้องให้ผู้อื่นช่วยให้บาน มี “อรหันตสาวก” เกิดขึ้นมาก วิถี “สาวก” จึงต้องมี, ฟัง และอยู่ ใน “ธรรมวินัย” ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ในฐานะ “สาวกที่เท่าเทียมกัน” นั่นเอง

 

ธรรมมีสภาพไม่เป็นอื่น เป็นเช่นนั้นเอง

ธรรมะ เป็นธรรมชาติ เป็นเช่นนั้นเอง ไม่เป็นอื่น เช่น จิตก็เป็นจิต เมื่อจิตทำกิจ ก็จะทำกิจให้เกิดดับเป็นจิตไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสภาพแห่งจิต, ธาตุเป็นธาตุ ทำหน้าที่เกิดดับจากธาตุหนึ่งไปธาตุหนึ่ง เช่นนั้นเองไม่สิ้นสภาพธาตุ ฯลฯ นิพพานก็เป็นนิพพาน ทำหน้าที่นิพพาน ไม่เป็นอื่น ถ้าเรายึดจิต ก็จะมีจิตเกิดดับต่อไปไม่สิ้นสุด แต่ถ้าเราเห็นจิตนั้นเป็นนิพพาน นิพพานก็ทำหน้าที่ทันที จิตก็นิพพานได้ สรรพสิ่งเป็นนิพพานก็ได้ หรือสรรพสิ่งเวียนว่ายตายเกิดก็ได้ สรรพสิ่งเป็นธรรมชาติเดิมแท้ เป็นเช่นนั้นเอง เป็นรากฐานอันไม่เกิดไม่ดับนั้นมีอยู่ คือ นิพพาน ในระดับละเอียด และมีสภาพเกิดดับในระดับหยาบ

 

ไม่ต้องป้ายสีธรรม ไม่ต้องปรุงแต่งธรรม

ธรรมะเป็นธรรมชาติ ก็คือ สรรพสิ่งล้วนอนิจจัง ไม่มีดีหรือเลว, ถูกหรือผิด, ใช่หรือไม่ใช่, จริงหรือเท็จ ฯลฯ ไม่ต้องปรุงแต่งธรรมใดๆ ไม่ว่าอะไรก็ตาม กิเลสก็ไม่ต้องไปปรุงแต่งว่ากิเลสดีหรือไม่ดี กิเลสถูกหรือผิด กิเลสไม่หรือไม่ใช่ ปล่อยให้กิเลสเป็นไปตามธรรมชาติ กิเลสก็ทำหน้าที่ของมัน เมื่อหมดกิจของมันแล้ว มันก็จะดับเอง ไม่ต้องไปปรุงแต่งอะไร ว่าดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด ปล่อยทุกอย่างไปตามธรรมชาติ ให้มันดำเนินไปตามกิจของมัน มันก็จะดำเนินไปสู่ความดับของมันเองทั้งสิ้น ไม่ว่าดีหรือเลว, ถูกหรือผิด, เท็จหรือจริงก็ตาม คนที่ไปปรุงแต่งธรรมมาก เช่น ไปปรุงว่ากิเลสไม่ดี, ความโกรธไม่ดี ก็จะพยายามเข้ากระทำเช่น ตัด, กดข่ม, ละวาง กิเลสเหล่านั้น แท้แล้วยิ่งกระทำ ยิ่งห่างไกล แทนที่กิเลสจะทำหน้าที่ให้จบกิจแล้วดับไปเองตามธรรมชาติของมัน ตามหน้าที่ของมันนั้นตามธรรมชาติ ก็ถูกขัดขวาง ทำให้แทนที่จะลัดสั้นตัดตรงนิพพานเร็ว กลับยิ่งเนิ่นช้านาน บ้างไปคิดสร้างสรรค์วิธีตัดกิเลส, มรรควิธีในการทำจิต, ฝึกจิต ฯลฯ ทำให้วนอยู่กับการฝึกจิตนั้น ไม่ลัดตัดตรงสู่นิพพาน ก่อภาวะสุขสงบ เป็นภาวะหรือภพแห่งพรหม เกิดชาติภพใหม่

 

ทุกคนมีจิตรู้ ทุกคนรู้เองอยู่แล้ว ครูและศิษย์ก็ไม่มี

ไม่มีการสอน ไม่มีครู ไม่มีศิษย์ ทุกคนล้วนมีจิตเป็นธาตุรู้ จึงรู้ได้เองอยู่แล้ว สัจธรรมคือความไม่เที่ยงเกิดดับตลอดเวลาทุกสถานที่อยู่แล้ว ปรากฏและแสดงตัวอยู่เสมอ จึงไม่ต้องสอนกัน เมื่อคนทำหน้าที่ทางโลกจนอิ่มพร้อมเต็มที่เขาจะเป็นเหมือนดอกบัวที่บานออกได้เอง เมื่อบานออกแล้ว เขาอาจไม่เข้าใจสภาวะนั้นนัก แต่ยังลังเลสงสัยอยู่เท่านั้น ไม่ใช่ไม่รู้ แต่แค่ “ลังเลสงสัย” คือ ทุกคนรู้อยู่แล้ว เพียงแต่มี “วิจิกิจฉา” ทำให้ไม่มั่นใจในสิ่งที่ตนเองรู้เท่านั้น ทุกคนเห็นอยู่แล้วว่าอะไรก็ไม่เที่ยง มีใครไม่รู้ไม่เห็นได้บ้าง ไม่มี ทุกคนมาหาพระพุทธเจ้า เหมือนคนที่มาหากระจกใส เพื่อส่องดูตัวเอง เมื่อส่องดูก็เห็นดอกบัวบานแล้ว ก็เข้าใจตนเองว่าตนคือผู้รู้, ผู้ตื่น, ผู้เบิกบาน รู้เองอยู่แล้ว ธรรมชาติเป็นเช่นนั้นเองอยู่แล้ว ปรากฏความอนิจจังอยู่เสมออยู่แล้ว จึงมั่นใจคลายความลังเลสงสัยในธรรมที่ตนเองก็รู้อยู่นั้น หมดวิจิกิจฉา เลิกปฏิบัติศีลแบบลูบคลำ หมดศีลพรตปรามาส และละความถือตัวตน (สักกายทิฐิ) ได้ เพราะยอมไปก้มจำนนขอธรรมจากพระพุทธเจ้า จึงได้บรรลุพุทธะทันที ไม่ต้องสอนกัน พระพุทธเจ้าไม่ได้ทำตัวเป็นครู แต่ทำตนเป็นดั่งกระจกส่องให้คนเห็นตัวเองเท่านั้นเอง ไม่มีการสอน ก็หมดสิ้นความลังเลสงสัย บรรลุธรรมได้ทันที ดังนี้ การหมดสิ้นสังโยชน์สามตัวแรกที่ทำให้คนบรรลุโสดาบันได้นั้น จึงไม่มีคำว่า “รู้หรือไม่รู้” มีแต่ “วิจิกิจฉา” คือ ความลังเลสงสัยในสิ่งที่ตนเองก็รู้อยู่แล้วนั่นเอง

 

อาสวักขยญาณเป็นญาณที่เรียบง่าย ทุกคนรู้ได้

อาสวักขยญาณเป็นญาณที่ง่ายที่สุด ใช้เพียง “ขณิกสมาธิ” ก็บรรลุธรรมได้ เพราะอะไร เพราะธรรมะเป็นของจริง ปรากฏจริง ปรากฏเสมอ ไม่บิดเบือน ไม่ซับซ้อน เป็นของง่ายที่ตรงไปตรงมา อย่างนั้นเอง ทุกทีทุกเวลา เหมือนกันหมด ถ้าไม่เหมือนกันมันก็ไม่ใช่สัจธรรม บุคคลที่ฝึกจิตมาก เพราะฝึกเพื่อเอาญาณหยั่งรู้ตัวอื่นๆ เช่น สัพพัญญูญาณ, ญาณหยั่งรู้อดีต, ญาณหยั่งรู้อนาคต เป็นต้น ญาณเหล่านี้ต้องใช้สมาธิขั้นสูง เป็นญาณที่ต้องฝึก ไม่เหมือนกับอาสวักขยญาณ เป็นสัญชาติญาณหยั่งรู้ของจิตเองทุกดวงอยู่แล้ว -จบ-





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
เจ้าทึ่ม วันที่ : 11/08/2010 เวลา : 10.19 น.

น้องรัก

เจ้าทึ่มขอกราบขอบพระคุณท่าน ท่านชินปัญชระ ท่านโต เจ้าแม่กวนอิม เซียนเต๋า เซียนพุทธ และทีมงานที่ไม่สามารถเอ่ยนามได้หมดในที่นี้เป็นอย่างสูง

สิ่งที่ท่านได้มอบไว้ให้เจ้าทึ่มนั้นช่างมีค่ายิ่ง ขณะนี้เจ้าทึ่มกำลังทยอยใช้มันประกอบการอยู่ บทความของท่านอาจสื่อความหมายถึงอีกสิ่งสำหรับผู้อื่น แต่สำหรับเจ้าทึ่มแล้วสามารถนำไปใช้ได้ตามที่ท่านหมายใจไว้ทุกประการ

บุญกุศลใดๆที่เจ้าทึ่มได้จากการนี้ก็คือบุญกุศลของท่านทั้งหลาย ถือเสียว่าท่านผู้มีพระคุณทั้งหลายได้กระทำบุญกุศลเหล่านั้นด้วยพระองค์เองโดยทั่วหน้ากันเถิด

เจ้าทึ่มขอเป็นกำลังใจให้และจะอยู่เคียงข้างท่านผู้มีพระคุณทั้งหลายตราบจนถึงเวลาอันสมควร

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Augustman วันที่ : 26/06/2010 เวลา : 10.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Augustman
• มอบทุกสิ่ง ด้วยใจ ใสพิสุทธิ์

• มีและเป็น เสมือนไม่มีและไม่เป็น ครับ


ความคิดเห็นที่ 4 (0)
physigmund_foid วันที่ : 26/06/2010 เวลา : 09.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

ไม่ติดดี ไม่ติดเลว


ปล่อยไปตามธรรมชาติ ดีก็ไม่เที่ยง เลวก็ไม่เที่ยง
ทั้งดีและเลวมีกิจของมัน ปล่อนมันทำกิจไป จบกิจ
มันก็ดับเอง เวลาเราเห็นสิ่งไม่ดี เรามักปฏิฆะกับมัน
เวลาเราเห็นสิ่งที่ดี เราก็มีปฏิพัทธ์กับมัน


ติดดีแก้ยาก ...

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ญิบพันจันทร์ วันที่ : 26/06/2010 เวลา : 09.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yipphanchan
ญิบ_พันจันทร์

สวัสดีครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เศรษฐวศิน วันที่ : 26/06/2010 เวลา : 09.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ddna

อืมม... ฟังดูก็เมือนง่ายนะ บางทีการกระทำกับคำที่พูดหรือเขียนมันเหมือนหน้ามือกับหลังมือ ต้องยอมรับว่ายากอยู่นะ...ขออนุโมทนาธรรม

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
WIC!!WIC!! วันที่ : 26/06/2010 เวลา : 09.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thingtoyou


สวัสดีครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]