• physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-18
  • จำนวนเรื่อง : 236
  • จำนวนผู้ชม : 802557
  • ส่ง msg :
  • โหวต 94 คน
พุทธบาท โอกาสแห่งการชำระกรรมด้วยแสงธรรมไร้ประมาณ
หลักการฝึกจิตที่ง่ายและพิสดารล้ำลึกที่คุณไม่อาจค้นหาได้จากที่ใดในโลก และในหนังสือเล่มใด เพราะผู้เขียนเป็นบุคคลลึกลับและไม่พิมพ์เผยแพร่ทางสื่ออื่นใด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath
วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน 2553
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 9891 , 09:12:18 น.  
หมวด : ส่งการบ้านครู

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อภิธรรม เรื่อง อจินไตย วิมุติธรรม ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

อจินไตย วิมุติธรรม

อจินไตย หมายถึง ระดับญาณหยั่งรู้ที่เหนือขีดคั่นแห่งการรับรู้ปกติวิสัย, “วิมุติธรรม” นั้น หมายถึง สัจธรรมแก่นแท้ อันบริสุทธิ์ ไม่ถูกปรุงแต่ง, บิดเบือน ใดๆ รวมแล้วหมายถึง สัจธรรมแก่แท้อันบริสุทธิ์ที่เหนือขีดจำกัดในการรับรู้ใดๆ ทะลุทะลวงขีดจำกัดทุกประการไม่อาจมีประมาณขวางกั้นได้ ดุจญาณหยั่งรู้ที่ไม่มีสิ่งใดขวางกั้น เพราะเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสิ่ง จึงไม่มีสิ่งใดขวางกั้น แม้จะหยั่งลงตรงที่ใดก็น้อมจิตได้ดุจหยั่งลงสู่คลังปัญญาฉะนั้น 

 

กุลบุตร กุลธิดาวางจิตอย่างไรจึงเรียกว่า “อจินไตย วิมุติธรรม” ?

กุลบุตร กุลธิดาผู้ใฝ่หาความหลุดพ้น ตรงต่อนิพพาน ผ่านพระตรัยรัตนะ คือ พระพุทธะ, พระธรรมะ และพระสังฆะ ได้จากที่ใด ในเมื่อพระพุทธเจ้าสมณโคดมทรงปรินิพพานลงแล้ว ก็พุทธะนั้นคือ ผู้แสดงธรรม, ธรรมะนั้นคือธรรมอันนำไปสู่ความหลุดพ้น, สังฆะนั้น คือ ผู้ปรารถนาความหลุดพ้น พระตรัยรัตนะทั้งสาม ยังจักปรากฏชัดอยู่ในภพภูมิหนึ่งใด ก็หาไม่ ด้วยเพราะสรรพสิ่งนั้นเองที่ล้วนกอปรด้วยไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง, ความกระทั่งกระทั่งบีบเค้นและเป็นทุกข์, ความไม่อาจยึดมั่นเป็นตัวตนของตน ในเมื่อสรรพสิ่งล้วนแสดงสัจธรรมอย่างนี้ตรงไปตรงมาชัดเจนแล้ว ดังนี้ สรรพสิ่งนั้น จึงเรียกว่า “พุทธะ” ด้วยเพราะเป็นผู้แสดงสัจธรรม, สรรพสิ่งนั้นย่อมได้ชื่อว่า “ธรรมะ” เพราะแสดงธรรม อันนำไปสู่ความหลุดพ้น, สรรพสิ่งนั้นย่อมได้ชื่อว่าสังฆะ ด้วยเพราะสรรพสิ่งและผู้ปรารถนาความหลุดพ้นนั้น ก็ไม่แตกต่างกัน ดังนี้ แม้แต่สรรพสิ่งก็คือ สังฆะ ไม่แตกต่างกันดังนี้

 

เมื่อสรรพสิ่ง, พุทธะ, ธรรมะ และสังฆะ ล้วนเป็นเช่นนั้นเอง เช่นนี้เหมือนกัน จึงเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่แตกต่างกัน ไม่อาจแยกตัวตนของตนได้ ไม่อาจถูกทำลายตัวตนตัวใดลงไปได้ ไม่อาจจำกัดในขอบเขตหรือเวลาใดๆ ได้ ไม่อาจเกิด ไม่อาจดับลงได้ จึงพ้นแล้วในธรรมสมมุติบัญญัติด้วยประการใดๆ ทั้งปวง ย่อมไม่ติดขัด ย่อมไม่ถูกกีดขวาง ย่อมไม่ถูกกางกั้นด้วยสมมุติใดๆ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า, พระธรรมเจ้า, พระสังฆเจ้า ก็หากีดขวางได้ไม่ เช่นนี้ แม้พระพุทธเจ้านิพพานแล้วไม่มีขันธ์ห้าแล้วก็เหมือนมีอยู่ในทุกที่, ทุกเวลา แม้พระไตรปิฎกถูกทำลายจนสิ้นแล้ว ก็เหมือนปรากฏกางอยู่เฉพาะหน้าและโสตประสาทในทุกๆ การรับรู้, แม้พระสังฆเจ้าถูกทำลายลงแล้ว ก็เสมือนเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสรรพสิ่ง ไม่แตกต่างกัน หาได้แยกแยะเป็นตัวตนของตน ตัวใครของใครไม่ เป็นเช่นนั้นเอง เป็นสิ่งเดียวกันนี้ ไม่แตกต่างกันเลย, ไม่อาจทำลายลงได้เลย, ไม่มีสิ่งใดถูกสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ไม่มีสิ่งเก่าใดถูกทำลายลงไป ญาณหยั่งรู้ของกุลบุตร กุลธิดา ย่อมไม่ติดขัด ย่อมทะลุทะลวงไปได้ไร้ประมาณอย่างนี้ แม้ในหมื่นโลกธาตุหรือในโลกธาตุใดๆ อันมิอาจนับ มิอาจประมาณได้ด้วยเพราะความเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่แล้วอย่างนี้ มิได้แยกเป็นอัตตา คือ ตัวตนของตน, ตัวเขา, ตัวเรา ใดๆ ไม่ แลย่อมหยั่งลงในเวลาหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ก็ได้ไม่จำกัด แม้ในอดีตก็หยั่งลงได้, แม้ในอนาคตก็หยั่งลงได้, แม้ในโลกธาตุอื่นก็หยั่งลงได้, แม้ในภพภูมิอื่นก็หยั่งลงได้ ไม่มีจำกัด ไม่มีประมาณ ย่อมหยั่งลงในจิตของพระ พุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง อันเป็นดั่งคลังปัญญาของพระสาวก ในโลกธาตุใดๆ ก็สามารถกระทำได้ ดุจบุคคลไขกุญแจเปิดคลังแห่งขุมความรู้ได้เองฉะนั้น มิอาจมีสิ่งใดขวางกั้นไว้ได้เลย เพียงตรงสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันอันไร้ประมาณ ไร้จำกัดนี้ แล้วจึงลงสู่ขอบเขตใดขอบเขตหนึ่งตามแต่ใจกำหนดนั้นเรียกว่า “คลังปัญญาแห่งพระกษิติครรภ์” 

 

อัน “อจินไตย วิมุติธรรม ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ-           

     อภิธรรม เรื่อง วัชระ รัตนตรัย หฤทัย ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

วัชระ รัตนตรัย หฤทัย

วัชระ หมายถึง ความใสบริสุทธิ์เปล่งประกายดุจเพชรที่ไม่อาจทำลายได้, ส่วน รัตนตรัย หมายถึง แก้วสามประการ อันได้แก่ พระพุทธ, พระธรรม และพระสงฆ์, ส่วนคำว่า หฤทัย หมายถึง “หัวใจ” รวมความแล้วแปลว่า “หัวใจของพระพุทธ, พระธรรม และพระสงฆ์ที่ใสบริสุทธิ์ ไม่อาจทำลายได้ อันพ้นแล้วจากสมมุติบัญญัติความยึดถือตัวตนของตนใดๆ  

 

วัชระ รัตนตรัย

รัตนตรัย หรือ ตรัยรัตนะ ได้แก่ พระพุทธ หมายถึง ผู้รู้, ผู้ตื่น, ผู้เบิกบาน ผู้ตรัสรู้นำธรรมมาสั่งสอนมวลสัตว์ซึ่งก็หมายถึง “พระพุทธเจ้า” นั่นเอง, พระธรรม หมายถึง ธรรมะที่ได้จากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์ หมายถึง พระสาวกผู้เจริญตามรอยของพระ พุทธเจ้านั้น ส่วนคำว่า วัชระ นั้นเพิ่มลงไปเพื่อแสดงถึงธาตุแท้ที่บริสุทธิ์ ซึ่งไม่ยึดมั่นในตัวตนของตนว่าคนนี้คือตัวพุทธะ, นี่คือตัวธรรมะ, นี่คือตัวสังฆะ แต่เป็นธรรมที่พ้นอัตตา ดังนั้น ธรรมส่วนนี้จึงพ้นแล้วจากการยึดติดตัวตนใดๆ ดังกล่าว ดังจะได้สาธยายต่อไป

 

พระตรัยรัตนะ คือ พุทธะ, ธรรมะ, สังฆะ ย่อมปรากฏคือ สรรพสิ่ง ที่เป็นเช่นนั้นเองอย่างนี้ ตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือน, ไม่ถูกปรุงแต่ง, ไม่เกิดสิ่งใดใหม่, ไม่มีสิ่งเก่าใด ดับลงไป, ไม่ถูกสร้างขึ้น, ไม่ถูกรักษา, ไม่อาจถูกสิ่งใดๆ ทำลายได้ ดังนี้ จึงเรียกว่า “วัชระ” ด้วยมีความแข็งแกร่งดุจเพชรที่ไม่อาจมีสิ่งใดทำลายได้ และใสบริสุทธิ์ไม่มีสิ่งใดเจือปน เปล่งประกายสว่างเย็นดุจประกายเพชรฉะนั้น สรรพสิ่งอันไม่มีประมาณ ไม่มีจำกัด มีความเป็นเช่นนั้นเอง ไม่แตกต่างกัน อย่างนี้ จึงใสบริสุทธิ์เปล่งประกายสว่าง, ไม่อาจทำลายลงได้ จึงเป็น “วัชระรัตนตรัย” อัน กุลบุตร กุลธิดาใดๆ เป็นผู้ทำความเห็นแจ้งให้ได้อย่างนี้ จึงเข้าถึงความเป็น “อจินไตย วิมุติธรรม” อันดำรงอยู่ทั้งใน “วัชระรัตนตรัย” อันหาที่สุดมิได้ อันไม่อาจนับได้, อันไม่มีประมาณ, อันไร้จำกัด, อันไร้ขอบเขตแห่งสถานที่และกาลเวลา ดุจแสงสว่างแห่งประกายเพชรอันไร้ประมาณ อันเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่แบ่งแยกตัวตนของตน ถูก-ผิด, ดี-ชั่ว, เกิด-ดับ, จริง-เท็จ ฯลฯ ด้วยไม่ได้จำกัดอยู่ในธรรมคู่ตรงข้ามใดๆ จึงไม่ต้องแสวงหาพระพุทธเจ้าพระองค์ใด, พระธรรม, หรือพระสังฆเจ้า จากที่ไหน เมื่อใด ภพภูมิใด เนื่องจาก “วัชระรัตนตรัย” นี้ ย่อมปรากฏอยู่แล้วในสรรพสิ่งอันไร้ประมาณนั้น

 

วัชระรัตนตรัยอันปรากฏในสรรพสิ่ง เป็นเช่นนั้นเอง เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ถูกจำกัดด้วยสิ่งใด, บุคคลใด, สถานที่ใด, เวลาใด, ไม่อาจประมาณได้, ไม่อาจนับได้, ไม่อาจแบ่งแยกได้, ไม่อาจทำลายได้ อุปมาย่อมคล้ายเพชรแต่มิใช่เพชร ด้วยมิได้จำกัดขอบเขตนั้นลงด้วยความแข็งกร้าว อันนำไปสู่การกระทบกระทั่งดั่งเพชรตัดเพชร, มิได้จำกัดขอบเขตลงด้วยความเป็นของเหลวที่แม้ปรับตัวได้ยืดหยุ่น ไม่กระทบกระทั่ง แต่มีอาณาเขตจำกัด, มิอาจจำกัดได้ด้วยความเป็นอากาศธาตุ ที่ไม่อาจมองเห็นได้ก็หาไม่ วัชระตรัยตรัยอันเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่งนี้ อุปมาดังประกายแสงสว่างจากเพชร ไร้ซึ่งความเร้าร้อนเพราะมิใช่ประกายจากเปลวไฟ จึงมีแต่ความชุ่มเย็นอันไร้ประมาณนั้น จึงเป็นดั่งธาตุแสงเพชรสุริยัน ที่ไร้ลักษณ์, ไร้รูปนาม, ไร้ตัวตน แต่มิใช่ “ความไร้” เพราะเป็นสัจธรรมที่มีอยู่จริง, มิใช่ “ความว่างเปล่า” เพราะมีอยู่จริงจะเรียกว่าว่างได้อย่างไร, มิใช่ความดับ เพราะสว่างแล้วจะดับได้อย่างไร, มิใช่ความสูญ เพราะมิอาจมีสิ่งใดทำลายลงได้ จะสูญได้อย่างไร ได้แต่อาศัย “ความว่างดับสูญ” เป็นกุญแจไขประตูเปิดสู่ความหลุดพ้นฉับพลัน เท่านั้น อัน “วัชระ รัตนตรัย หฤทัย ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ-    

อภิธรรม เรื่อง พุทธเกษตร สัจธรรม ลักษณา ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

พุทธเกษตร สัจธรรม ลักษณา

“พุทธเกษตร” หมายถึง ดินแดนอันดุจดั่งแปลงเพาะแห่งพุทธะ อันได้แก่ โลกธาตุต่างๆ ที่มีพระพุทธเจ้าโปรดสอนสัตว์ให้บรรลุโพธิจิตอยู่, สัจธรรม หมายถึง ธรรมอันเที่ยงแท้ ไม่ผันแปรตามกาล, บุคคล, สถานที่ หรือเนื่องด้วยปัจจัยใดๆ และ “ลักษณา” หมายถึง ลักษณะ นั่นเอง รวมความแล้วแปลว่า “ลักษณะของสัจธรรมที่ปรากฏในพุทธเกษตร” ที่มีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับมวลสัตว์ในแต่ละพุทธเกษตรนั้นควรได้รับอย่างไร เช่น

 

๑)   ตรีสหัสสโลกธาตุ (เน้นรูปธรรม)

ตรีสหัสสโลกธาตุ หรือ “สหโลกธาตุ” ก็คือ โลกของเราที่ประกอบด้วยภพทั้งสามนั้น อันได้แก่ โลกมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนเปลือกโลกธาตุนี้, นรก ที่อยู่ใต้พื้นโลกลงไป และสวรรค์อันอยู่เหนือพื้นแผ่นดินขึ้นไปเป็นชั้นๆ ณ โลกธาตุนี้ สัจธรรมมีลักษณะเด่นชัดใน “รูป” ที่เห็นได้ด้วยตาเนื้อของมนุษย์คือ “รูปไม่เที่ยง รูปเป็นอนิจจัง” นั้น ปรากฏอยู่เสมอ ตลอด เวลา แม้มนุษย์เพียงดูก็จะเห็นความไม่เที่ยงปรากฏอยู่ได้ทุกที่, ทุกเวลา จึงมีธรรมะที่ไม่ต้องหาที่ไหนมีอยู่แล้วทั้งหมดทั้งมวลตลอดเวลานั้น การปฏิบัติธรรมในโลกธาตุนี้จึงเน้น “เปิดตาดู” ไม่ต้องนั่งสมาธิหลับตา เพราะเห็นรูปไม่เที่ยง ง่ายที่สุดในบรรดาโลกธาตุ ทั้งปวง แม้ไม่มีพระพุทธเจ้าทรงเทศนาตลอดเวลาแต่ธรรมะก็ปรากฏอยู่ตลอดเวลาไม่ปิดบัง

๒)   สุขาวดีโลกธาตุ (เน้นเสียงธรรม)

สุขาวดีโลกธาตุ คือ โลกธาตุที่มีแต่พระพุทธะเจ้าและพระโพธิสัตว์ มีพระอมิตาภะพุทธเจ้าและพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าดูแล มีแต่สวรรค์ที่รื่นรมย์ไม่มีนรก, ไม่มีโลกแห่งสังขารที่ประกอบจากธาตุสี่อันไม่เที่ยงดังเช่น โลกมนุษย์ สัตว์ในโลกนี้มีแต่ผู้มีบุญบารมีมาก แต่มิได้หลงในบุญบารมีนั้น สัจธรรมในโลกธาตุนี้ จึงเด่นชัดเมื่อ “หลับตา” เพราะลืมตาแล้วเห็นแต่ความสวยงามรื่นรมย์เพลิดเพลินใจแต่เมื่อหลับตาแล้วจึงเปิดหูฟัง “เพ่งเสียง” สัจธรรมย่อมปรากฏเป็นเสียงสวดมนต์, ดนตรีบรรเลงมาเอง ทำให้บรรลุธรรมได้ไม่ยากนัก     

๓)   พหุสุคันธโลกธาตุ

พหุสุคันธโลกธาตุคือโลกธาตุที่มีแต่พระพุทธเจ้าพระนามว่า “พระสุคันโธปจิตพุทธเจ้า”, พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย, และเทพที่ปรารถนาพุทธภูมิ ซึ่งมีแต่สวรรค์ที่รื่นรมย์ไม่มีนรกและโลกมนุษย์ ที่มีสังขารประกอบจากธาตุทั้งสี่นี้ สัตว์ในโลกนี้ได้บำเพ็ญบุญบารมีมากมายมาเป็นล้นพ้น มีสัจธรรมปรากฏในรูปอากาศ คือ “กลิ่นหอม” อันนำไปสู่การบรรลุโพธิจิตและธรรมได้ด้วยการหายใจเข้าไปเท่านั้น ไม่ต้องนั่งสมาธิหลับตา, เพ่งตาดูรูปใดๆ เลย แค่เพียงหายใจเข้าออกก็บรรลุธรรมได้แล้ว สัจธรรมย่อมปรากฏอยู่ทุกๆ ลมหายใจที่เข้าและออกนั้น ไม่เสื่อมคลาย, ไม่จางหายเลย เพราะแม้แต่ลมหายใจนั้นๆ ก็มีอนิจจังอยู่

 

อนึ่ง พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ไม่จำเป็นต้องตรัสรู้ในโลกธาตุเดียวกัน แต่ละพระองค์จะมีโลกธาตุของตนเองรองรับพุทธกาลของพระองค์นั้นอย่างเหมาะสมแก่เหล่าสัตว์ที่ได้รับธรรมนั้น เช่น พระพุทธเจ้าสมณโคดมได้เกิดในโลกธาตุนี้ และได้อาศัยรูปและสังขารอันไม่เที่ยงอยู่เสมอ ปรากฏอยู่ทุกเวลาที่ลืมตาโดยไม่ต้องสำเร็จตาทิพย์เลย ก็สามารถเห็นธรรมนั้นได้โดยตลอดด้วยอำนาจแห่งพุทธานุภาพนั้นบันดาลให้สัจธรรมปรากฏเช่นนี้เอง แม้แต่พระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ ก็ไม่ต้องลงมาตรัสรู้ที่โลกนี้ก็ได้ ท่านย่อมได้ปรากฏในพุทธเกษตรอันเป็นโลกในยุคของท่านเองซึ่งเหมาะสมแก่เหล่าสัตว์ทั้งหลายนั้นแล้ว ส่วนพระศรีอาริยเมตตรัยพุทธเจ้านั้น ท่านจะทรงลงมาตรัสรู้ที่โลกธาตุนี้ด้วย แต่ในยุคนั้นพุทธานุภาพของท่านจะบันดาลให้โลกธาตุนี้เปลี่ยนไปตามควรแก่มวลสัตว์เหล่านั้นนั่นเอง -จบ-  

อภิธรรม เรื่อง รูปธรรม วิปัสสนา หฤทัย ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

รูปธรรม วิปัสสนา หฤทัย

“รูปธรรม” หมายถึง สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยอายตนะปกติได้แก่ รูป, รส, กลิ่น, เสียง, สัมผัสทางกาย และสัมผัสทางใจ ส่วนคำว่า “วิปัสสนา” หมายถึง การทำวิปัสสนาอันนำไปสู่การทำนิพพานให้แจ้ง ส่วนคำว่า “หฤทัย” หมายถึง หัวใจ รวมแล้วหมายถึง “หัวใจของการทำวิปัสสนาในรูป” ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าโลกธาตุนี้ มีรูปไม่เที่ยงแสดงอนิจจัง แสดงสัจธรรม อยู่ตลอดเวลาโดยไม่ต้องพูดหรือฟังก็เห็นได้ด้วยตาเปล่าอยู่เสมอ ปรากฏอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีหลักการอันเป็นหัวใจสำคัญช่วยให้บรรลุธรรมเร็วลัดในโลกธาตุนี้ ดังจะกล่าวต่อไปนี้

 

๑)   เปิดอายตนะ

คือ เปิดตา, หู, จมูก, ปาก, ผิวสัมผัสทางกาย, สัมผัสทางใจ ให้เป็นปกติอย่างที่เป็นโดยมิต้องไปกระทำให้ผิดไปจากธรรมชาติที่เป็นอยู่แต่อย่างใดเลยแม้แต่น้อย เมื่อรับรู้สิ่งใดก็พิจารณาธรรมได้ทันที ไม่ต้องนั่งสมาธิหลับตา การนั่งสมาธิหลับตาเป็นการปิดกั้นทางที่จะได้เห็นรูปไม่เที่ยง ทั้งๆ ที่ตาเนื้อใช้การได้ดีอยู่แล้วจะปิดไปทำไม ทำไมบางท่านจึงปิดตาเนื้อที่ดีอยู่แล้ว เห็นได้ดีอยู่แล้ว แล้วอุตส่าห์ไปพยายามเปิดตาทิพย์ ซึ่งทำได้ยาก ทั้งที่สัจธรรม ความไม่เที่ยง ปรากฏอยู่แล้วตลอดเวลาเพียงแต่รับรู้ตรงไปตรงมาเท่านั้น

 

๒)   ปล่อยธรรมชาติ

คือ เมื่อใช้อายตนะปกติที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่แล้วนั้นรับรู้สิ่งต่างๆ อยู่ ก็ไม่ต้องไปรบกวนธรรมชาติ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่มันเป็น ไม่ต้องรบกวน และไม่ต้องทำอะไรที่กระทบธรรมชาติที่มีอยู่แล้วแต่อย่างใดเลย สัจธรรมที่แฝงอยู่ในธรรมชาตินั้น จะปรากฏออกมาเองโดยไม่ต้องเปิดตำรา, กางหนังสือ, ค้นหา ฯลฯ แต่อย่างใดเลย ธรรมจะแสดงเองราวกับเป็นตัวแสดงธรรมอยู่แล้ว คือ ความไม่เที่ยงนั้นมีอยู่แล้ว ทุกที่ และทุกเวลา  

 

๓)   พิจารณาความสากล

คือพิจารณาสิ่งที่ปรากฏเหมือนกันของสรรพสิ่ง สิ่งต่างๆ แสดงบทบาทอันใดที่เหมือนกันให้เราได้รับรู้ ความไม่เที่ยงหรือไม่ หรือความเที่ยงแท้ สรรพสิ่งเหมือนกันอย่างไร และมีอะไรบ้างที่ไม่เหมือนนี้ ต่างจากนี้หรือสรรพสิ่งต่างก็มี “แก่นสาร” เหมือนกันแม้รูปลักษณ์ต่างกันเป็นสัจจริงแท้แล้วหรือไม่ในสิ่งที่เห็นนั้นเป็นสากลหรือไม่ ไม่ว่ากาลเวลา, บุคคล หรือสถานที่จะแปรเปลี่ยนไป แก่นแท้นั้นยังปรากฏอยู่ทุกที่จริงหรือไม่ ตั้งปริศนาธรรมดู 

 

๔)   น้อมจิตรวมลงในสัจธรรมนั้น

คือ เมื่อพิจารณาชัดแล้วว่าสิ่งใดเป็นสากล เช่น ความไม่แน่นอน ให้น้อมจิตรวมลงไปในธรรมนั้น เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมนั้น ไม่แตะธรรมเพียงผิวเปลือกแล้วถอนออกมา แต่ลงไปเต็มจิต เต็มตัว เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ต่างกัน ไม่มีสิ่งใดแทรกขวางได้ อนิจจังและจิตเป็นหนึ่งเดียวกัน แน่วแน่ รวมหนึ่ง ไม่แตกซ่าน ไม่ฟุ้งกระจาย ไม่หดหู่ หม่นหมอง ด้วยเกรงกลัวหรือแคลงใจในธรรมนั้น แต่ศรัทธาในอนิจจังนั้นว่าเป็นทางหลุดพ้นจากมายาภาพ

  

หัวใจสำคัญของวิปัสสนาลืมตานี้ไม่ต้องหลับตานั่งสมาธิ ไม่ต้องปิดอายตนะใด เป็นไปตามปกติ ตามธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่ง อาศัยจังหวะความดับของสภาวธรรมที่พิจารณานั้น ในฉับพลันเพื่อหลอมรวมจิตให้มีสมาธิแน่วแน่เป็นหนึ่งเดียวกับสภาวธรรมนั้น ย่อมบรรลุได้ฉับพลัน หัวใจสำคัญคือการรวมจิตตรงจุดดับให้แจ้งฉับพลันไม่แช่ลงยึดสภาพ -จบ-

อภิธรรม เรื่อง ธรรมจักรไตรลักษณ์ วิปัสสนา หฤทัย ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

ธรรมจักรไตรลักษณ์ วิปัสสนา หฤทัย

“ธรรมจักร” หมายถึง การหมุนวงล้อแห่งธรรม, ไตรลักษณ์ หมายถึง ลักษณะอันแท้จริงของสรรพสิ่ง ได้แก่ ทุกขัง, อนิจจัง, อนัตตา ส่วน วิปัสสนา หฤทัย หมายถึง หัวใจแห่งการวิปัสสนา รวมแล้วหมายถึง พระสูตรที่ว่าด้วยหัวใจแห่งการวิปัสสนาโดยใช้ธรรมข้อไตรลักษณ์มาพิจารณาตามลำดับเป็นวงจรซ้ำๆ จนเบื่อหน่ายแล้วหลุดพ้นจากวัฏฏะ ดังนี้

 

๑)    ทุกขัง           หมายถึง ลักษณะอันเต็มไปด้วยการกระทบกระทั่งบีบเค้นกันของสรรพสิ่งแม้แต่ก้อนหินก็มีการกระทบกระทั่งกับสิ่งอื่นๆ สรรพสิ่งจึงมีทุกขังเช่นกัน ดังนั้น แม้ก้อนหินก็มีทุกขัง สำหรับมนุษย์แล้ว หากจะเข้าสู่วิปัสสนา ให้พิจารณาการกระทบกระทั่งกันในใจของตนจนก่อให้เกิด “ทุกขเวทนา” คือ ความรู้สึกทุกข์ ทนได้ยาก และอยากหลุดพ้นนี้ เป็นหัวใจสำหรับจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วิปัสสนา

๒)    อนิจจัง         หมายถึง ลักษณะอันไม่เที่ยง เกิดแล้วดำรงอยู่ได้ไม่ตลอดจะต้องดับไปเป็นธรรมดา ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ถาวร สรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยงเป็นธรรมดา แม้ แต่ความรู้สึกนึกคิด ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือทุกข์ก็ตาม ล้วนไม่เที่ยงแท้ทั้งสิ้น 

๓)    อนัตตา         หมายถึง ลักษณะอันไม่อาจยึดมั่นถือมั่น ไม่อาจจะนับเป็นตัวตนของตน ของใคร ใดๆ ได้ เนื่องจากความไม่เที่ยง ไม่จีรังยั่งยืน ดังกล่าวนั่นเอง  

 

สำหรับผู้เข้าสู่วิปัสสนากรรมฐาน ให้เริ่มจากทุกขังก่อน แล้วปล่อยให้ทุกข์เกิดเป็นไปเองตามธรรมชาติ อย่าดัดแปลงธรรมชาติ อย่าปรุงแต่งธรรมชาติ อย่าขัดขวางธรรมชาติ อย่าทำอะไรใดๆ นอกเหนือเสียจากปล่อยไปตามธรรมชาติ แล้วพิจารณาอยู่เฉยๆ ด้วยจิตที่เป็นกลาง จนกระทั่งทุกข์นั้นดับไปเองตามอนิจจัง ให้พิจารณาฉับพลัน ถึงความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง ก็จะตรงลงสู่ “อนัตตา” เพียงอย่างเดียว บรรลุธรรมได้ตามกำลังอินทรีย์ ที่สำคัญคือ ต้องปล่อยให้ “ทุกข์ดำเนินไปตามธรรมชาติอย่าไปทำอะไร” ปล่อยไปให้ดับเอง ในระหว่างที่ทุกข์อยู่นั้น ทุกข์จะเป็นไฟเผาผลาญสักกายทิฐิของตัวเราให้มอดไหม้ จนไม่เหลือสักกายทิฐิ ให้รับกรรมตรงไปตรงมา อย่าใช้วิธีนอกทางนี้เพื่อดับทุกข์ ให้มันดับไปเองตามธรรมชาติ ก็จะเห็นธรรมชาติตามจริง คือ สรรพสิ่งไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง เกิดแล้วดับไปเป็นธรรมดา ถ้าใช้วิธีอื่นใดดับทุกข์ ธรรมจักรจะติดขัด หยุดหมุน เพราะยึดลงตรง “วิธีดับทุกข์ที่ใช้อยู่” นั้นเอง เช่น พอทุกข์ นั่งสมาธิก็หาย เลยยึดเอาสมาธิเป็นที่อาศัย ไม่หลุดพ้น ไม่เห็นอนิจจังหรือบางคนพอทุกข์ก็รู้ว่าตนมีกรรมจึงไปหาคนช่วยหรือทำบุญให้เจ้ากรรมนายเวร แก้กรรม แก้ทุกข์ เมื่อหายทุกข์ได้ชั่วคราว ก็ยึดติดวิธีการทำ บุญหรือการแก้กรรมของผู้ช่วยเหลือตนนั้น นี่คือ “สิ่งกีดขวางธรรมจักร” ทำให้เกิดการติดขัด หมุนไม่ตลอด หมุนไม่หลุด ไม่พ้นไปได้ อนึ่ง ในการเข้าสู่วิปัสสนานี้ หัวใจอยู่ที่การเริ่มต้นที่ทุกข์ เพราะตรงทางอริยสัจสี่ ทำให้คนยอมจำนนต่อทุกข์ว่าทุกข์นั้นเกิดขึ้นเสมอในวัฏฏะสงสารแห่งการเวียนว่ายายเกิดนี้ ไม่อาจหนีได้พ้นและไม่มีวิธีใดที่ยึดมั่นได้เลย แต่สิ่งนี้ไม่เที่ยง เกิดเอง ดับเอง เช่นเดียวกับสรรพสิ่งที่อนิจจังฉะนั้น จิตก็จะตรงต่อธรรม ไม่มีอุปสรรคขัดขวางธรรมจักรย่อมเคลื่อนไปสู่ความหลุดพ้น ตรงต่อนิพพานอย่างเดียว อนึ่ง ในการพิจารณาไตรลักษณ์โดยเริ่มต้นจาก “อนิจจัง ไปสู่ทุกขัง” นั้น มีปัญหามาก ทำให้จิตมารแทรกหรือครอบงำได้มาก กล่าวคือ จิตมารมักครอบงำให้เกิดความคิดว่า “เพราะอนิจจังเป็นต้นเหตุ จึงมีทุกขังตามมา” เมื่อคิดอย่างนี้ ก็มักอยากจะหนีอนิจจัง กลัวอนิจจัง เห็นอนิจจังเป็นทุกข์เป็นของไม่ดี ไม่ได้เป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติ อัน “ธรรม จักรไตรลักษณ์ วิปัสสนา หฤทัย ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ-     

อภิธรรม เรื่อง ธรรมจักร ไตรวัตร หฤทัย ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

ธรรมจักรไตรวัตร วิปัสสนา หฤทัย

“ธรรมจักร” หมายถึง การหมุนวงล้อแห่งธรรม, ไตรวัตร หมายถึง วัตรปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นที่เกิดขึ้นเองเป็นปกติเมื่อบุคคลได้บรรลุธรรม โดยมิต้องไปกระทำให้เกิดก็เกิดขึ้นมาเองด้วยปัญญานั้น ได้แก่ ศีลวัตร, กิจวัตร, นิพพานวัตร ส่วน “หฤทัย” หมายถึง หัวใจ รวมแล้วหมายถึง “หัวใจแห่งการปฏิบัติอันเป็นปกติวิสัยหลังปัญญาแจ้งแล้ว” ดังนี้

 

๑)   ศีลวัตร         หมายถึง ความปกติของผู้มีปัญญาที่เมื่อมีปัญญาแล้วย่อมละเว้นได้จากการก่อกรรมใหม่ทั้งฝ่ายบุญและบาป เรียกได้ว่า “ลอยบุญและบาป” แล้ว เนื่องจากไม่ว่าบุญหรือบาป เมื่อเป็นกรรมใหม่ ก็ก่อให้เกิดวิบากทั้งสิ้น ทำให้ต้องไปเกิดเพื่อรับวิบากกรรมนั้นๆ ทั้งสิ้น กรรมดี ก่อวิบากดีให้ต้องไปรับ กรรมชั่วก่อวิบากกรรมชั่วให้ต้องไปรับ ดังนั้น การก่อกรรมใหม่เพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นบุญหรือบาป ย่อมไม่ทำให้หลุดพ้นจากวัฏฏะสงสาร ไม่นิพพาน พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญ

๒)    กิจวัตร         หมายถึง กิจวัตรที่ผู้มีปัญญาย่อมปฏิบัติ ได้แก่ การรับวิบากกรรมเก่าให้หมดสิ้นไป, การเจริญพรหมจรรย์ให้สิ้น คือ ทำให้ถึงจุดสิ้นสุด จะได้ไม่มาวนเวียนไม่มายึดติด ติดพันกับการรักษาพรหมจรรย์อีก, การทำกิจต่างๆ ที่คั่งค้างให้จบสิ้นเพราะการทำกิจเป็นการชำระวิบากกรรมในอีกรูปแบบหนึ่งเป็นการใช้หนี้กรรมที่มีต่อเจ้ากรรมนายเวร ในรูปการทำกิจต่างๆ ทดแทน เช่น กิจที่จะต้องดูแลครอบครัว, พ่อแม่, ลูกเมีย, บริวาร เป็นต้น ทำกิจนี้ให้จบ จึงจะเข้านิพพานได้ ถ้าทำไม่จบ คั่งค้างอยู่ก็ยังไม่อาจนิพพานได้ สรุปคือ รับวิบากกรรมเก่าให้หมด, ทำพรหมจรรย์ให้สิ้น, ทำกิจให้จบ เมื่อครบถ้วนกระบวนความแล้ว ย่อมหลุดพ้นได้ 

๓)    นิพพานวัตร  หมายถึง การทำนิพพานให้แจ้ง โดยไม่ต้องทำจิตให้บริสุทธิ์ ด้วยจิตนั้นเป็นธาตุรู้ที่บริสุทธิ์อยู่แล้ว การที่ไปเจียรจม วนอยู่กับการทำจิตให้บริสุทธิ์ ทำให้ต้องวนอยู่ในการทำสมาธิ, ติดฌาน, ติดพราหมณ์ ไม่หลุดพ้นจากภาวะนั้นไปได้ จิตเป็นธาตุรู้ที่บริสุทธิ์อยู่แล้ว ไม่ต้องไปทำให้จิตเป็นอย่างอื่นไปอย่างใดอีก สามารถใช้จิตรู้นั้นทำนิพพานให้แจ้งได้เลยตามกำลังอินทรีย์ แต่ถ้าอินทรีย์ยังอ่อนอยู่ จำต้องฝึกอบรมอินทรีย์ให้พร้อมยอมรับสัจธรรมความจริง ที่อาจรับได้ยากสำหรับผู้มีอินทรีย์อ่อน เช่น พอรู้ว่าสรพสิ่งไม่เที่ยง ทุกคนไม่พ้นความตาย ก็อาจจิตตก ตกทุกข์ และคิดมากจนถึงขั้นหดหู่จนฆ่าตัวตายได้ คนแบบนี้จำต้องฝึกจิต อบรมอินทรีย์ให้พร้อมก่อนจึงจะรับสัจธรรมได้ แต่คนที่อินทรีย์พร้อมแล้ว สามารถลัดตัดตรง “ทำนิพพานให้แจ้ง” ได้เลย โดยไม่ต้องสารวนกับการฝึกจิต

 

อนึ่ง คำสอนที่ว่า “ทำความดี, ละเว้นความชั่ว, ทำใจให้บริสุทธิ์” นั้น เป็นคำสอนของฤษี ที่รจนาเพิ่มมาทีหลัง เป็นของง่ายๆ ที่ใครๆ ก็รู้ว่าควรทำความดีละเว้นความชั่ว ไม่ต้องรอให้พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้สอนก็ได้ เป็นคำสอนที่ไม่ทำให้หลุดพ้น เพราะหลงวนในการทำความดี ซึ่งความดีทำให้เกิดบุญ บุญทำให้เกิดชาติต่อภพ ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าที่สอนให้หลุดพ้นจากการเกิด และชาติภพทั้งหลาย อนึ่ง หากเราปรารถนานิพพาน คือ หลุดพ้นแล้ว เราทำแต่กิจที่คั่งค้างให้จบ (กิจวัตร) ก็พอ ไม่ต้องไปหลงทำความดี, แล้วละเว้นทุกกรรมใหม่ ไม่ใช่ละเว้นแต่กรรมชั่ว เพราะทั้งกรรมดีและชั่วก็ก่อชาติสืบภพใหม่ได้ทั้งสิ้น (ศีลวัตร) สุดท้ายคือ ทำนิพพานให้แจ้งโดยไม่ต้องวนเพียรจมอยู่กับการทำจิตให้บริสุทธิ์ (นิพพานวัตร) เพราะจิตบริสุทธิ์อยู่แล้วไม่ต้องมัวเพียรจมทำจิตอีก อัน “ธรรม จักรไตรวัตร วิปัสสนา หฤทัย ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ- 

อภิธรรม เรื่อง วัชระ ปรัชญา จตุลักษณา ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

วัชระ ปรัชญา จตุลักษณา

วัชระ หมายถึง เพชร, ปรัชญาหมายถึง เนื้อหาสาระอันเป็นแก่นของธรรม, จตุ หมายถึง สี่, ลักษณา หมายถึง ลักษณะ รวมแล้วหมายความว่า “พระสูตรที่ว่าด้วยวัชระปรัชญาทั้งสี่ลักษณะ” จำแนกผู้ฝึกจิตใสดุจเพชรตามหลักวัชระปรัชญา ได้ทั้งสี่ขั้นดังต่อไปนี้ คือ

 

๑)   ปฐวี วัชระ (เพชรเจียระไน หรือเพชรธาตุดิน)

“เพชรเจียระไน” ธรรมชาติของจิตวิญญาณที่อุปมาได้ดั่งเพชร คือ มีความใสเหมือนแก้ว แต่เปล่งประกายแวววาว ทั้งยังแข็งแกร่งไม่อาจทำลายได้ด้วยสิ่งใด นอกจากเพชรด้วย กัน จึงกล่าวได้ว่า ผู้ใดฝึกจิตได้ถึงขั้นเพชรเจียระไนแล้ว ย่อมเป็นผู้บรรลุธรรม มีจิตใจใสซื่อบริสุทธิ์ ฉายแววปัญญาสว่างไสวดุจประกายเพชร ทั้งยังแข็งแกร่งไม่มีใครต้านทานได้อีกด้วย ทว่า ข้อเสียของเพชรก็มี คือ เพชรแข็งเกินไป ทำให้ต้องกระทบกระทั่งกับผู้ คนรอบข้างมากและบ่อยครั้ง ดุจคนมีปัญญามากมักต้องถกเถียงปรัชญากับผู้อื่นไม่จบสิ้น

๒)   อาโป วัชระ (เพชรน้ำค้าง หรือเพชรธาตุน้ำ)

“เพชรน้ำค้าง” หมายถึง ธรรมชาติของจิตวิญญาณที่อุปมาได้ดั่งน้ำค้างเปล่งประกายใสดุจเพชร แต่แตกต่างจากเพชรเจียระไน คือ ไม่แข็งกร้าว ปรับตัวได้ดี ลื่นไหลได้เหมือนน้ำ ทว่า ไม่อาจจะอยู่ได้นานดุจดั่งน้ำค้างยามสาย เมื่อพระอาทิตย์ทอแสงแรงกล้าขึ้นมาแทนที่ความมืดของคืนวาน น้ำค้างก็พลันระเหยหายไปจนหมดสิ้น ดุจดังผู้ที่ฝึกจิตได้ใสมากดุจเพชรน้ำค้างนี้ ย่อมไม่อาจครองขันธ์ได้นาน ก็จะนิพพานไปภายใน ๗ วันนั้น ด้วยเพราะจิตบริสุทธิ์มากเกินไป ละเอียดเกินไป ไม่อาจครองขันธ์อยู่ได้ ในกรณีที่บุคคลมีจิตในกายสังขารมากกว่าหนึ่งดวง แม้ดวงใดมีธรรมชาติเหมือนเพชรน้ำค้าง ก็จะนิพพานไปก่อนได้ เหลือจิตอีกดวงครองร่างไว้ บุคคลนั้นย่อมยังไม่ตาย แต่อาศัยจิตดวงที่สองดำรงชีพอยู่ต่อไปได้ และจิตดวงที่สองจะมีบารมีแก่กล้าขึ้น ปกติ ธรรมชาติของจิตวิญญาณที่เหมือนเพชรน้ำค้างนี้มักพบในกายโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เมื่อนิพพานแล้วจะพ้นอิตถีเพศ 

๓)   วาโย วัชระ (เพชรไหล หรือเพชรธาตุลม)

“เพชรไหล” หมายถึง ธรรมชาติของจิตวิญญาณที่อุปมาได้ดั่งเพชรผสมเหล็กไหล กล่าว คือ มีความใสเปล่งประกายดุจเพชร ในขณะเดียวกันก็ลื่นไหลได้ดั่งเหล็กไหล ปรับตัวได้ดี ต่างจากเพชรทั่วไป เพราะไม่แข็ง อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนกลับไปมาได้ กล่าวคือ สามารถกลายเป็นเพชรใส หรือเหล็กไหลดำ ก็ได้ สามารถดูดซับพลังกิเลส (ดำ) เข้ามาได้ ทำให้ใช้พลังกิเลสทำงานได้ ยังไม่นิพพานเร็ว (ต่างจากเพชรน้ำค้าง) เพราะมีกิเลสเข้ามาได้อีก สุดหยั่งคาด จะให้มีกิเลสก็ได้ ไม่มีก็ได้ เปลี่ยนไปมาไร้ลักษณ์ดุจลม ข้อดี กว่าเพชรน้ำค้างคือ นอกจากจะคงอยู่ได้นานไม่ระเหยยามสายแล้ว ยังไร้ลักษณ์ ผู้คนไม่อาจจับตัวได้ล่องลอยไปอย่างอิสรเสรี ไม่มีใครอาจกักขังลมหรือยึดเอาไว้ได้ อนึ่ง ผู้ที่จะฝึกพลังธาตุวัชระได้ถึงขั้นนี้ ควรสำเร็จโพธิสัตว์ในกาย “สมันตภัทร” จึงจะฝึกได้สำเร็จ

๔)   เตโช วัชระ (เพชรสุริยัน หรือเพชรธาตุไฟ)

“เพชรสุริยัน” หมายถึง ธรรมชาติของจิตวิญญาณที่อุปมาได้ดั่งเพชรผสมธาตุไฟ กล่าว คือ มีความใสเปล่งประกายดุจเพชรในขณะเดียวกันก็เปล่งประกายลุกโชนดุจดวงอาทิตย์ ปรับตัวได้ดีต่างจากเพชรทั่วไป เหนือกว่าเพชรไหลตรงที่ไม่มีพลังดำเขามาผสมแล้ว จึงไม่มีปัญหาเรื่องกิเลสก่อกวน หรือจิตจะถูกครอบงำจากพลังดำอีกต่อไป มีแต่ความสว่างไสวอย่างเดียวเท่านั้น ดุจดวงอาทิตย์เปล่งแสงไร้ประมาณ แต่ต่างจากแสงอาทิตย์ตรงที่ประกายของเพชรสุริยันไม่ใช่เพลิงร้อนแต่เป็นพลังเย็นดุจประกายรุ้งเจ็ดสีไม่มีพิษภัย ซึ่งผู้ที่จะฝึกสำเร็จได้ จำต้องมีบารมีถึงระดับ “พระยูไล” (เหนือ สมันตภัทรโพธิสัตว์ ขึ้นไป) อัน “วัชระ ปรัชญา จตุลักษณา ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ-

อภิธรรม เรื่อง  ปัจเจกโพธิญาณ พุทธะ อรหันตะ ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

ครั้งถึงกึ่งกลางพุทธกาล คือ ๒,๕๐๐ ปีล่วงไปแล้ว พุทธบริษัทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมหมดสิ้นลง พระอรหันตสาวกย่อมขาดสาย พระอรหันต์รูปสุดท้าย ละสังขารบนโลกแล้วมิได้สืบทอดสายธรรมต่อแก่มนุษย์ผู้ใด องค์ศรีอาริยเมตตรัยจุติลงมาต่อสายธรรมค้ำพระพุทธศาสนาที่หักกลางนั้น จึงบังเกิดผู้บรรลุธรรมด้วยตนเอง ที่ไม่อาจนับได้ว่าเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าหรือพระพุทธเจ้า เนื่องจากยังอยู่ในสมัยแห่งพระพุทธศาสนาห้าพันปี ผู้บรรลุธรรมนั้นจึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เซียน” หรือ “ปัจเจกโพธิญาณ” ผู้มีจิตวิญญาณในกายสังขารอย่างน้อยหนึ่งดวงจิตที่บรรลุธรรม แต่กายสังขารนั้นยังมิได้ละสักกายทิฐิย่อมถูกจิตวิญญาณอื่นๆ แทรกอยู่ก่อน เมื่อใดที่ได้พบเจอพระสาวกในพุทธศาสนาที่ยังมีกายสังขาร กระทำการทำลายสักกายทิฐิให้แล้ว ย่อมเข้าถึงซึ่งความเป็นอรหันต์ทันที โดยมิต้องเทศนาให้มากความ อันเป็นปกติวิสัยดั้งเดิมที่พระพุทธเจ้าทรงเคยถอดกายทิพย์ไปสอนธรรมมวลสัตว์ไว้ล่วงหน้า เมื่อนั้น จิตวิญญาณก็บรรลุธรรมได้ แต่ด้วยกายสังขารยังมิได้พบเจอมนุษย์ที่มีร่างกายจริง จึงยังคิดไปว่าตนได้บรรลุธรรมด้วยตนเอง สักกายทิฐิย่อมมีอยู่ในบุคคลนั้นเอง ย่อมมิอาจนับได้ว่าบรรลุอริยบุคคล ได้แต่เพียงเซียนที่มีจิตวิญญาณบรรลุธรรมเท่านั้น เมื่อใดที่ยอมละสักกายทิฐิเข้าบวชในพุทธศาสนา ยอมปลงผมออกบวช หรือยอมห่มผ้าเหลือง ต่อสายธรรมกับพระสาวกในพระพุทธศาสนาแล้วย่อมบรรลุถึงอรหันตผลในทันที โดยมิต้องฟังธรรมซ้ำอีก เพราะได้สื่อธรรมด้วยวิถี “จิตสู่จิต” (เซน) มีจิตวิญญาณที่ได้บรรลุธรรมนั่นเอง หากเซียนนั้นอยู่ในผ้าเหลืองแล้วแต่มิได้ละสักกายทิฐิ จำต้องมีผู้กระทำให้สักกายทิฐินั้นทลายลง ก็จะบรรลุมรรคผลได้ในทันที โดยมิต้องเทศนามากความ จากนั้น จิตวิญญาณที่ครอบงำหรือแทรกอยู่ ย่อมจรออกไป บุคคลนั้นจึงนับได้ว่าสำเร็จ อันผู้ที่จะกระทำให้เกิดพระอรหันต์ได้อีกครั้งนั้น จำต้องเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีมาก แต่ยอมลาพุทธภูมิแล้ว ยอมเข้านิพพานในพุทธกาลนี้แล้ว หากยังมีความปรารถนา ยังไม่ยอมเข้านิพพาน ย่อมไม่อาจนำมวลสัตว์เข้านิพพานได้ ด้วยว่าแม้แต่ตนก็ยังมิได้ ย่อมก่อบุญกรรมผูกพันกับมวลสัตว์ไว้ ไม่อาจได้ถึงนิพพานทั้งหมด ดังนี้ จำต้องเป็นพระโพธิสัตว์ผู้มีบารมีมากแล้วลาพุทธภูมิ จึงจะทำหน้าที่สืบสายธรรมในหมู่พระสาวกผู้ห่มเหลืองได้ โดยท่านผู้นี้เพียงทำหน้าที่ทำลายสักกายทิฐิของเซียนอรหันต์เหล่านั้น ทว่า ท่านเหล่านี้ มีบุญและกรรมมากไม่อาจชำระหมดในชาติเดียว จำต้องจุติไปชำระกรรมต่อบนสุขาวดี แม้จะบรรลุธรรมถึงอรหันต์แล้วก็ตาม อันเป็นวิสัยปกติของผู้บรรลุ “ยูไล” แต่มิใช่พระพุทธเจ้า เมื่อมวลสัตว์ได้บรรลุธรรมด้วยการศึกษาปฏิบัติด้วยตนเอง นับเป็นเซียนอรหันต์แล้ว ก็จักถึงกาลอันควรได้พบกับผู้สืบทอดสายธรรมของพระพุทธเจ้านั้นจะถูกทำลายสักกายทิฐิ ก็บรรลุถึงอรหันตโพธิสัตว์ 

 

อนึ่ง “ปัจเจกโพธิญาณ” ในที่นี้ย่อมหมายถึงกุลบุตรผู้ทำนิพพานให้แจ้งได้ด้วยตนเองได้ หรือโดยมีจิตวิญญาณอื่นช่วยโดยมิได้พบกายสังขารนั้นโดยตรงย่อมเข้าถึงแต่ส่วน “จิตวิญญาณ” แต่กายสังขารย่อมมีสักกายทิฐิถือตัวว่าเป็นผู้บรรลุธรรมด้วยตนเอง เนื่องจากขณะบรรลุธรรม ไม่ปรากฏมีมนุษย์ที่มีสังขารมาปราบพยศให้ มีก็แต่จิตวิญญาณที่เข้ามาโปรดหรือสื่อจิตช่วยจนบรรลุธรรมนั่นเอง อุปมาดั่งบัวเหล่าที่หนึ่งที่บานแล้วรอแต่ทำลายสักกายทิฐิเท่านั้น ดังเช่น พระมหากัสสปะนั้น ในจำนวนนี้ จักมีกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมให้ผู้ใดทำลายสักกายทิฐิของตนเลย กุลบุตรผู้นั้น ย่อมอาจได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยบารมีสองอสงไขยนั้น อีกกลุ่มหนึ่งไม่ยอมให้ผู้ใดทำลายสักกายทิฐิตนได้เช่นกัน แต่มากด้วยบารมีเลยเกินกว่าความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ย่อมอาจได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต อันทิฐิเทศนาตามนัยแห่งพระสูตรนี้ ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ-

อภิธรรม เรื่อง เบญจอรหันตะ มรรคา ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

เบญจอรหันตะ มรรคา

หมายถึง ทางดำเนินไปของพระอรหันต์ ทั้งห้าประการ ซึ่งพระอรหันต์ทุกรูป มิใช่จะต้องดำเนินไปในทางเดียวกันทั้งหมดก็หาไม่ อนึ่ง พึงเข้าใจก่อนว่าพระอรหันต์ มิได้แปลว่าผู้ได้นิพพาน หรือผู้นิพพานทันทีเมื่อละสังขารลงก็หาไม่ แต่แปลว่า “ผู้ไกลจากกิเลส” คือ ผู้ทำนิพพานให้แจ้งได้ เพราะไกลจากกิเลสแล้ว แต่ด้วยมีบุพกรรมที่แตกต่างกัน จากนั้น จึงตัดสินใจต่อไปว่าจะดำเนินไปในมรรคาหรือทางใดทั้งห้าประการ ดังจะกล่าวต่อไปนี้

 

๑)   นิพพานทั้งธาตุและขันธ์ หมดกิจสิ้นเชื้อ

เมื่อได้ชำระวิบากกรรมทั้งหลายหมดสิ้นแล้ว ทำกิจจบแล้วทุกประการ ไม่มีสิ่งใดเหลือค้างอีก อรหันต์ผู้นั้น ย่อมละสังขารแล้วนิพพานไป ทั้งธาตุและขันธ์ ไม่เหลืออีกเลย คือ นิพพานอย่างเดียว ไม่ต้องทุกข์, ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด, ไม่ต้องทำกิจใดๆ อีกเลย

๒)   ดับขันธปรินิพพาน เหลือมโนธาตุทำกิจได้ต่อไป

เมื่อได้บรรลุอรหันต์แล้ว แต่มิได้ชำระกรรมหมดสิ้น หรือยังเหลือกิจที่คั่งค้างอยู่ ยังทำไม่สำเร็จ เช่น เป็นพระพุทธเจ้าที่อายุขัยสั้น จำต้องโปรดพุทธบริษัทของตนให้หมด แต่ไม่หมดได้ในช่วงอายุขัยของตน จำต้องทำกิจต่อไปในภพหน้าจึงทำการดับขันธปรินิพพาน คือ นิพพานเฉพาะขันธ์ห้าโดยรอบ คงเหลือมโนธาตุที่เป็นส่วนกลางไว้เพื่อทำกิจโปรดสัตว์ ให้เข้าสู่นิพพานพร้อมกัน เมื่อหมดสิ้นอายุพุทธกาลคือ ห้าพันปีสิ้นไปแล้ว เป็นต้น

๓)   เกิดใหม่เป็นอรหันต์พุทธะ (พระยูไล) ทรงกิจเป็นพระพุทธเจ้าบนสวรรค์

เมื่อได้บรรลุอรหันต์แล้ว แต่มิได้ชำระกรรมหมดสิ้น หรือยังเหลือกิจที่คั่งค้างอยู่ ยังทำไม่สำเร็จเช่น ตรัสรู้เป็นพุทธะแล้ว แต่ยังคงมีปณิธานหรือความปรารถนาใดหลงเหลืออยู่ จึงได้อาศัยกำลังจิตแห่งความปรารถนาในปณิธานต่างๆ นั้น ก็จุติไปยังสุขาวดีโลกธาตุ เป็นพระยูไล เพื่อทำหน้าที่ดุจดังเช่นพระพุทธเจ้าบนสวรรค์ ปกครองเหล่าพระโพธิสัตว์ โดยมิได้กระทำการดับขันธปรินิพพานแต่อย่างใดเลยแม้จะทราบวิธีนิพพานก็ตาม เช่น หลวงปู่มั่น, หลวงพ่อโต, หลวงพ่อสด ฯลฯ เหล่านี้ล้วนบรรลุพุทธะแต่ยังไม่นิพพานทั้งสิ้น

๔)   เกิดใหม่เป็นอรหันต์มหาโพธิสัตว์ แล้วยังจุติลงมาเกิดบนโลกได้อีก

เมื่อได้บรรลุอรหันต์แล้ว แต่มิได้ชำระกรรมหมดสิ้น หรือยังเหลือกิจที่คั่งค้างอยู่ ยังทำไม่สำเร็จเช่น บรรลุอรหันต์แล้ว แต่ยังคงมีความปรารถนาในโพธิญาณเหลืออยู่ จึงได้อาศัยกำลังจิตแห่งความปรารถนาในโพธิญาณนั้น ก็จุติไปยังสุขาวดีโลกธาตุ เป็นพระอรหันตโพธิสัตว์ เพื่อทำหน้าที่โปรดสัตว์ต่อไป แล้วยังสามารถจุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีกด้วย ซึ่งผู้บรรลุอรหันต์ประเภทอื่นทั้งสามแบบดังกล่าวข้างต้น ไม่สามารถลงมาเกิดได้อีกแล้ว

๕)   เกิดใหม่เป็นอรหันต์นิตยโพธิสัตว์ แล้วรอเวลาลงมาตรัสรู้บนโลกมนุษย์

เมื่อได้บรรลุอรหันต์แล้ว แต่มิได้ชำระกรรมหมดสิ้น หรือยังเหลือกิจที่คั่งค้างอยู่ ยังทำไม่สำเร็จเช่น บรรลุอรหันต์แล้ว แต่ยังคงมีความปรารถนาพุทธภูมิเหลืออยู่จึงอาศัยกำลังจิตแห่งความปรารถนาพุทธภูมินั้น ก็จุติไปยังสุขาวดีโลกธาตุ เป็นพระอรหันตโพธิสัตว์ เพื่อทำหน้าที่โปรดสัตว์ต่อไป แล้วรอเวลาจุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้อีกด้วย ผู้บรรลุอรหันต์ประเภทสุดท้ายนี้ มีความปรารถนาที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ในขณะที่ประเภทก่อนหน้านี้ได้ลาพุทธภูมิแล้วปรารถนาโพธิญาณอย่างอื่นแทน จึงมีคำเรียกต่างกัน คือ “มหาโพธิสัตว์” ประเภทสุดท้ายเรียกว่า “นิตยโพธิสัตว์” ซึ่งจะทราบได้ว่าเป็นนิตยโพธิสัตว์นั้น ต้องอาศัยการให้คำทำนายจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ มาด้วย 

 

อัน “เบญจอรหันตะ มรรคา ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ-

อภิธรรม เรื่อง ตถาคต หฤทัย วิมุติธรรม ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลาง พุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

ตถาคต หฤทัย วิมุติธรรม

คำว่า “ตถาคต” หมายถึง พระพุทธะ คือ ผู้รู้ได้ด้วยตนเอง ผู้ตื่นจากโลกแล้ว ผู้เบิกบานพ้นทุกข์แล้ว คือ ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ไม่ว่าจะตรัสรู้แล้วทำกิจเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ก็ตาม นับเป็นตถาคต คือ พุทธะ ทั้งสิ้น ส่วนคำว่า “หฤทัย” หมายถึง “หัวใจ” และคำว่า “วิมุติธรรม” หมายถึง “ธรรมแท้อันบริสุทธิ์” ดังนั้น พระสูตร “ตถาคต หฤทัย วิมุติธรรม ธารณีสูตร” จึงหมายถึง พระสูตรที่ว่าด้วย “หัวใจแห่งพระยูไล” นั่นเอง หรือ หัวใจแห่งการตรัสรู้เองโดยชอบ ซึ่งประกอบด้วยมูลเหตุสำคัญที่ทำให้ได้ตรัสรู้ดังจะกล่าวต่อไปนี้

 

๑)   บำเพ็ญทศบารมียิ่งยวดในชาติเดียว

กุลบุตรย่อมปฏิบัติได้ถึงพุทธะเหมือนกันทุกคน แต่มิใช่ทุกคนจะได้ถึงพุทธะทันที พร้อมกัน โดยขาดซึ่ง “เหตุปัจจัย” เกื้อหนุนได้ ก็หาไม่ ดังนั้น การกล่าวว่าทุกคนเป็นพุทธะอยู่แล้ว จึงเป็นการกล่าวในความหมายกว้าง ไม่เฉพาะเจาะจง แต่การกล่าวในความหมายที่เฉพาะเจาะจงลงไป คือ พุทธะ ที่หมายถึงการตรัสรู้ได้ด้วยตนเองหรือการมีกายทิพย์เป็นพระยูไล, การมีบุญบารมีเช่นพุทธะทั้งหลาย คือ อยู่รอดได้ด้วยตนเอง โดยมิต้องไปเข้าลัทธิ, นิกาย, สังกัด ใดๆ นั้น ย่อมมีได้ พึงเกิดได้แต่เฉพาะผู้บรรลุพุทธะที่แท้จริงเท่านั้น ย่อมไม่มีในผู้บรรลุธรรมที่ไม่มีบารมีถึง พุทธะ ซึ่งเหตุปัจจัยที่หนุนให้กุลบุตรถึง “พุทธะ” ได้ในชาติเดียวนั้น ก็คือ เข้าถึงหัวใจแห่งการบำเพ็ญทศบารมี แม้ว่าจะรวมบารมีแล้วไม่มาก คือ ขั้นต้นย่อมได้เพียงปัญญาธิกะบารมี มี ๔ อสงไขย แต่ก็มีได้ เป็นได้ เหมือนกัน อนึ่ง การบำเพ็ญบารมีนี้ ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่นอกเหนือจากหน้าที่ที่ตนต้องรับผิดชอบ สามารถทำได้ตามสิ่งที่ตนเป็น สำคัญที่ “ใจ” ต้องเข้าถึงความเป็นบารมีตัวนั้นจริงๆ เช่น ทานบารมี ต้องเข้าใจถึงหัวใจของทานบารมี มีจิตที่แน่วแน่มั่นคงในการทำทานแท้จริง 

๒)   หยุดก่อกรรมใหม่เพิ่ม ทั้งกรรมดีและเลว

กุลบุตรใดเข้าใจธรรมะของพระพุทธองค์อย่างถ่องแท้ว่า “ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง” สิ่งใดมีเกิดขึ้น ย่อมดับไปเอง เรามิต้องกระทำกรรมใด ธรรมชาตินั้นก็มิพ้นไปจากความอนิจจัง เกิดแล้วดับเองลงไปได้ ดังนี้แล้วเขาย่อมเชื่อในกฎแห่งกรรม เชื่อในศีลข้อระลึกเตือนใจ มิให้กระทำสิ่งอันมิควรกระทำ ย่อมละศีลพรตปรามาสได้อย่างเด็ดขาด จึงละแล้วซึ่งการก่อกรรมใหม่ ทั้งดีและชั่วเสีย กระทำแต่เศษกรรมอันพอชำระชดใช้ได้หมดในชาตินั้น

๓)   รับวิบากกรรมทั้งหลาย จนหมดลงชั่วคราว

กุลบุตรผู้เชื่อในกฎแห่งกรรม ย่อมมีดำริชัดอย่างนี้ว่า “อันเราเกิดมาย่อมไม่พ้นทุกข์ การหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดคือการพ้นทุกข์อย่างแท้จริง” และกรรมนั้นๆ เองที่เป็นเหตุปัจจัยหนุนนำให้เราต้องมาเกิด เพื่อรับวิบากกรรมที่เราได้กระทำไว้แล้วนั้น ทั้งหลาย กรรมย่อมมีผลจริง ดังนี้ เขาย่อมไม่ยินดีหรือยินร้ายในวิบากกรรม และยอมรับวิบากกรรมทุกอย่าง ไม่ว่าดีหรือร้ายด้วยจิตที่เป็นกลาง จนวิบากกรรมทั้งหลายได้รับการชำระหมด เมื่อนั้นกรรมที่บดบังดวงตาแห่งธรรมอยู่ก็ดับลงชั่วคราว ย่อมเห็นธรรมตามจริง บรรลุได้

๔)   ทำนิพพานให้แจ้งในฉับพลัน ไม่เพียรจม   

กุลบุตรผู้มีบารมีแก่กล้า, ได้หยุดก่อกรรมใหม่แล้ว, และชำระวิบากกรรมเก่าจนหมดสิ้นลง ย่อมไม่มีสิ่งใดบดบังดวงตาแห่งธรรม, ย่อมเห็นธรรมตามจริง ทำนิพพานให้แจ้งได้ ในฉับพลัน มิเพียรจมในวิชชาอันไม่นำไปสู่ความหลุดพ้น ที่เรียกว่า “อวิชชา” ทั้งหลาย โดยอาศัยครูอาจารย์เป็นเพียงพื้นฐานแล้วต่อยอดเพื่อการตรัสรู้ด้วยตนเอง ไม่พึ่งผู้ใด

 

อัน “ตถาคต หฤทัย วิมุติธรรม ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ-

อภิธรรม เรื่อง อนันตะ พุทธกายา วิหารธรรม ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

อนันตะ พุทธกายา วิหารธรรม

อนันตะ หมายถึง นับไม่ถ้วน, ไม่มีจำกัด ส่วนพุทธกายา หมายถึง กายสังขารแห่งพุทธะ หรือกายสังขารของมนุษย์อันเป็นที่สถิตแห่งพุทธะ, ส่วนวิหารธรรม หมายถึง ที่อาศัยอันเป็นแหล่งธรรมะเช่น ศาลาปฏิบัติธรรมเป็นต้น รวมแล้วหมายถึงกายสังขารของผู้บำเพ็ญบารมีที่เป็นที่อาศัยแห่งพุทธะไม่มีจำกัด ไร้ประมาณ หรือการฝึกจิตจนถึงขั้นหมื่นพุทธะ กล่าวคือ ในกายสังขารนั้นๆ แม้มีจิตวิญญาณกี่ดวงมาอาศัยย่อมสำเร็จเป็นพุทธะได้ไม่มีจำกัด ไม่มีที่สิ้นสุด ไร้ประมาณ จากจิตหลักดวงแรกที่สำเร็จพุทธะแล้วจรออกไปจากร่างนั้น จิตดวงต่อไปเข้าอาศัยแทนที่แล้วสำเร็จพุทธะตามไปเช่นกัน เป็นสายธารแห่งพุทธะที่ไร้ประมาณไม่มีที่สิ้นสุด ดังนี้ บุคคลจะฝึกกายและจิตให้สำเร็จถึงขั้นนี้ได้ ด้วยวิธีดังนี้

 

๑)   บำเพ็ญทศบารมีให้พร้อมในชาติเดียว

ขั้นนี้เป็นการเตรียมสังขารให้พร้อม สังขารที่จะใช้บำเพ็ญ “หมื่นพุทธะ” นี้ จำต้องมีบารมีทั้งสิบสมบูรณ์ พร้อมรองรับพุทธะได้ไม่จำกัด มิใช่บำเพ็ญบารมีตัวใดตัวหนึ่ง อย่างเดียว เมื่อกายสังขารได้บำเพ็ญทศบารมีแก่กล้าพอแล้ว ย่อมรองรับดวงจิตที่จะสำเร็จพุทธะได้

 

๒)   ปฏิบัติธรรมด้วยการเข้าถึงหัวใจแห่งพุทธะ

ขั้นนี้เป็นการเข้าหาผู้ทรงธรรมทั้งหลาย เพื่อแสวงหา “หัวใจแห่งพุทธะ” จากคำสอนของผู้ทรงธรรมเหล่านั้น สั่งสมวิชชาความรู้ทั้งหลายจากแต่ละท่าน โดยกลั่นกรองเลือกแต่ที่เป็น “หัวใจสำคัญ” อันนำไปสู่การตรัสรู้เป็นพุทธะด้วยตนเอง จนบารมีส่วนนี้แก่กล้าพอ

 

๓)   อธิษฐานจิตถวายร่างกายเป็นทานแก่พระพุทธเจ้า

ขั้นนี้เป็นการอธิษฐานจิตถวายร่างกายเพื่อให้พระพุทธฯ เป็นจิตหลักองค์ประธานในกายสังขาร มิให้จิตที่สำเร็จธรรมต่ำกว่าพุทธะครองแทนได้ ดังนี้ จิตวิญญาณที่เป็นจิตหลักในกายสังขารย่อมต้องสำเร็จพุทธะเท่านั้น ตามอำนาจแห่งอธิษฐานบารมีนี้ ย่อมไม่เป็นอื่น

 

๔)   อธิษฐานจิตถวายจิตวิญญาณเป็นทานแก่พระพุทธเจ้า

ขั้นนี้เป็นการอธิษฐานจิตถวายจิตวิญญาณแก่พระพุทธเจ้าทำให้จิตวิญญาณในสังขารนั้น สามารถจรจุติออกจากร่างไปสู่สุขาวดีโลกธาตุเพื่อทำกิจให้แก่พระพุทธะที่มีบุญบารมีสูง ขึ้นไปได้ ทำให้กายสังขารนั้นมีตำแหน่งที่ว่างให้จิตวิญญาณดวงต่อไปบำเพ็ญพุทธะได้ 

 

๕)   ทำกิจแห่งพุทธะให้สำเร็จจนไม่เหลือกิจใดให้ทำอีก

ขั้นนี้เป็นการทำกิจของพุทธะ (กิจของพระยูไล) ซึ่งเป็นจิตวิญญาณในกายสังขารนั้นเอง ให้สำเร็จลุล่วงไปจนไม่เหลือกิจใดให้พุทธะองค์นั้นๆ กระทำอีกแล้ว เมื่อพุทธะทำกิจจบแล้ว ไม่มีกิจอีก ทั้งไม่ก่อกรรมทั้งดีและชั่วสืบชาติต่อภพ ย่อมนิพพานหรือจุติออกไปเอง

 

ผู้บำเพ็ญ “หมื่นพุทธะ” ย่อมสำเร็จพุทธะหลายครั้งเมื่อสำเร็จพุทธะแล้วย่อมทำกิจพุทธะให้ลุล่วงไปจนไม่เหลือกิจให้ทำอีกบนโลก (ด้วยขีดจำกัดบางประการ) จิตพุทธะ ก็จะจรจุติออกจากร่างหรือนิพพานไปเอง ทำให้จิตวิญญาณดวงต่อไปบำเพ็ญบารมีต่อจนสำเร็จเป็นพุทธะได้อีกครั้ง อย่างนี้เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด จึงเรียกสั้นๆ ว่า “หมื่นพุทธะ” ซึ่งปกติจะไม่ค่อยมีผู้บำเพ็ญบารมีเช่นนี้ บ่อยครั้งนัก เนื่องจากเมื่อสำเร็จพุทธะแล้ว ก็จะหยุดปฏิบัติ อัน “อนันตะ พุทธกายาวิหารธรรม ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้วขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ-

อภิธรรม เรื่อง เอกชาติ ปฏิพันธ์ โพธิสัตว์ ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลาง พุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

เอกชาติ ปฏิพันธ์ โพธิสัตว์

คำว่า “เอกชาติปฏิพันธ์โพธิสัตว์” หมายถึง พระโพธิสัตว์ผู้มีบารมีอันได้สั่งสมไว้มากแล้ว สมบูรณ์แล้ว เต็มเปี่ยมแล้ว เมื่อจุติลงมา ก็จะตรัสรู้พุทธะได้ภายในชาติเดียวนั้น ซึ่งท่านเหล่านี้มีอยู่ในสุขาวดีโลกธาตุมากมายนับไม่ถ้วน คราใดจุติลงมาจะตรัสรู้เป็นพุทธะ หรือพระยูไลได้ เมื่อละสังขารจากโลกแล้ว กลับไปสู่สุขาวดีในฐานะพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งบนสุขาวดีโลกธาตุนั้น ส่วนพระเอกชาติปฏิพันธ์โพธิสัตว์องค์ใด ที่จุติลงมาเมื่อโลกพร้อมมีพระพุทธเจ้า อีกทั้งเป็นนิตยโพธิสัตว์ ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นพระพุทธเจ้า มีผู้ไปทูลเชิญด้วยแล้ว ก็จะตรัสรู้เป็น “พระพุทธเจ้า” อย่างสมบูรณ์ ทำหน้าที่เผยแพร่พุทธศาสนาบนโลก แต่ถ้าจุติลงมาไม่ตรงยุคสมัย ย่อมสำเร็จเพียงพุทธะ หรือพระยูไลเท่านั้นเอง

 

อนึ่ง พระเอกชาติปฏิพันธ์โพธิสัตว์มีมากมายนับไม่ถ้วน ท่านเหล่านี้ ในอดีตชาติเมื่อได้บำเพ็ญบารมีมานั้น ได้แบ่งพระภาคออกมามากมาย เราทั้งหลายล้วนเป็นส่วนหนึ่งของท่านมาทั้งสิ้น เมื่อเราได้พากเพียรบำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวดถึงแล้ว ทำการอธิษฐานจิต ถวายกายและจิตให้พระพุทธเจ้า ยกกายสังขารเป็นวิหารธรรม ดำรงจิตมั่นเป็นพุทธะองค์ประธานในวิหารธรรมนี้ ย่อมส่งผลให้จิตวิญญาณที่มีบารมีน้อย อยู่ในกายสังขารของเราไม่ได้ จิตวิญญาณนั้นย่อมจรออกก็ดี, นิพพานไปคล้ายดังพระปัจเจกพุทธเจ้าแต่มิใช่ก็ดี, หรือสิ้นไปจากร่างกายด้วยอาการอื่นก็ดี แล้วสังขารนั้นยังไม่สิ้นอายุขัย จิตวิญญาณที่อยู่บนสุขาวดีและพร้อมจุติลงมาตรัสรู้เป็นพุทธะ คือ พระเอกชาติปฏิพันธ์โพธิสัตว์ทั้งหลาย ย่อมจุติเข้ามาในร่างของเราได้ เป็นการกำเนิดแบบ “โอปปาติกะ” แล้วตรัสรู้พุทธะได้ในกายสังขารเรานี้เอง โดยมีจิตวิญญาณอื่นๆ เข้ามาอยู่ร่วมในกายสังขารด้วย จิตวิญญาณหลักในกายย่อมสำเร็จเป็นพุทธะ แต่จิตวิญญาณดวงรองย่อมสำเร็จเพียงพระเอกชาติปฏิพันธ์โพธิสัตว์ แล้วรอตรัสรู้เป็นพุทธะลำดับถัดไป สรุปการเกิดของเอกชาติปฏิพันธ์ ดังนี้ 

 

๑)   เกิดแบบจุติลงในครรภ์

พระเอกชาติปฏิพันธ์โพธิสัตว์ เมื่อได้รับการทูลขอให้จุติลงไปเกิดเพื่อโปรดสัตว์แล้ว จึงได้จุติลงมาเกิดในครรภ์มารดา เจริญวัยแล้วได้พากเพียรปฏิบัติในธรรมวินัย ก็สำเร็จเป็นพุทธะ (ยูไล) ได้ภายในชาตินั้นเอง โดยไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่พระพุทธเจ้า บางองค์ก็ทำหน้าที่พระเจ้าจักรพรรดิ, บางองค์ก็ทำหน้าที่สืบทอดต่ออายุพระพุทธศาสนาก็ได้ เมื่อละสังขารจากโลกแล้วยังไม่นิพพาน แต่จะจุติไปเป็นพระพุทธเจ้าบนสวรรค์สุขาวดีสืบไป

๒)   เกิดแบบโอปปาติกะ   

ผู้ที่มิใช่พระเอกชาติปฏิพันธ์โพธิสัตว์ เมื่อจุติลงไปในครรภ์มารดามีกายสังขารเป็นมนุษย์แล้วบำเพ็ญบารมีให้มากอย่างยิ่งยวดภายในชาติเดียวจนถึงขั้นอธิษฐานมอบกายและจิตแก่พระพุทธเจ้า มิยึดกายยึดจิตแล้ว ย่อมสำเร็จ “มโนมยิทธิ” ขั้นสูงสุด แล้วจิตวิญญาณที่มีบารมีน้อยแต่เดิมนั้นย่อมจรออกจากร่างเก่า ส่งผลให้พระเอกชาติปฏิพันธ์โพธิสัตว์ลงมาจุติในกายสังขารนั้นได้แบบโอปปาติกะ แล้วส่งผลให้สำเร็จเป็นพุทธะได้ในชาติเดียว  

 

พระเอกชาติปฏิพันธ์โพธิสัตว์บางองค์ จะทรง “แบ่งพระภาค” ส่วนที่มีกิเลสมาก เป็นอสูรพาหนะทรง เช่น มังกรดำ แล้วให้ภาคแบ่งนั้นจุติลงไปบำเพ็ญบารมีช่วยมนุษย์ เมื่อภาคแบ่งนั้นบำเพ็ญบารมียิ่งยวดถึงขั้นไม่ยึดกาย ไม่ยึดจิต แล้วทำการอธิษฐานจิตถวายกายและจิตวิญญาณ ย่อมสำเร็จพุทธะในชาติเดียวด้วยการเกิดแบบโอปปาติกะดังที่กล่าวมา แล้วนั้น อัน “เอกชาติปฏิพันธ์โพธิสัตว์ ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ นธร็น

 

อภิธรรม เรื่อง  สมุทเฉทปหาน ธฺยาน ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

สมุทเฉทปหาน ธฺยาน

สมุทเฉทปหาน ธฺยาน ธารณีสูตร หมายถึง พระสูตรที่ช่วยให้บรรลุธรรมได้ฉับพลัน เช่น มหาสุญตาสูตรนั้น อันบุคคลจะเข้าถึงธรรมได้ในฉับพลัน จำต้องอาศัยธรรมต่างๆ ดังนี้

๑)   จิตประภัสสร

คำว่า “จิตประภัสสร” คือ ลักษณะจิตที่บริสุทธิ์ไม่ถูกปรุงแต่ง อันเป็นธรรมชาติของจิตทุกดวงในคนทุกคน ในสัตว์ทุกตน แต่ไม่ได้แปลว่าจิตบริสุทธิ์แล้วจะบรรลุธรรมหรือนิพพานทันที คำว่าจิตประภัสสร เป็นจิตที่บริสุทธิ์อยู่แล้ว ไม่ได้หมายถึงมีปัญญาแจ้งในนิพพาน แต่มีความบริสุทธิ์อยู่ก่อนแต่ดั้งเดิมมา แล้วกิเลสจึงมาจรบดบังความจริง ผสมผสานปรุงแต่งนำพาให้หลงไปในภาวะ (ภพ) ต่างๆ ก่อให้เกิดจิตสังขารเกิด-ดับขึ้น (ชาติ, มรณะ) ดังนั้น จึงไม่ต้องไปฝึกให้จิตไปเป็นอื่น เพราะจิตเป็นธรรมชาติหนึ่งอยู่แล้ว เป็นเช่นนั้น เองอยู่แล้ว ไม่ต้องไปกระทำให้เป็นอะไร ไม่ต้องทำให้เป็นความว่าง, ความไร้, ความสุข, ความสงบ, ดวงกสิณ, พุทธะ, ผู้รู้ ฯลฯ ไม่ต้องปรุงแต่งจิตให้เป็นอื่นทั้งสิ้น เป็นอะไรก็ช่าง ย่อมไม่พ้นการเกิดดับตามอนิจจังนั้น จึงไม่ต้องทำจิตแต่ปล่อยให้จิตรู้เห็น แจ้งเอง ปล่อยให้ธรรมที่แสดงตัวเองอยู่แล้ว ไม่ถูกบดบังด้วยกิเลส ในจังหวะดับลงชั่วคราวนั้น 

๒)   สัจธรรม

คำว่า “สัจธรรม” คือ ธรรมะอันเป็นจริงอยู่แล้วในทุกสถานที่ไม่ใช่เฉพาะที่วัดใด, ที่สถานธรรมใด, ที่แห่งใดแห่งหนึ่งที่จะต้องดั้นด้นไปค้นหาก็หาไม่ คือจริงทุกที่และทุกเวลา ไม่จำกัดในกาลว่าต้องเวลานี้, เวลาหน้า, เวลาที่ล่วงไปแล้ว ก็หาไม่ จริงทุกเวลา เนื่องจากเป็นสัจธรรมจริงแท้ กล่าวที่ใดเวลาใดก็จริงเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น สัจธรรมจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ในตำราเล่มใดๆ ในและนอกตำราย่อมมีสัจธรรมทั้งสิ้น ผู้ยังยึดตำราอยู่นั้น ย่อมจมอยู่ในตำราไม่เข้าใจความนัยนี้, ไม่จำเป็นต้องอยู่กับครูบาอาจารย์คนใดทั้งสิ้น ผู้ยังยึดมั่นครูบาอาจารย์อยู่ ย่อมจมอยู่กับครูอาจารย์คนนั้น ย่อมไม่เข้าใจความนัยดังกล่าว

๓)   สมุทเฉทปหาน ธฺยาน

คำว่า “ธฺยาน” หมายถึง ฌานที่เกิดเองดับเองได้ตามธรรมชาติ โดยมิต้องกระทำกรรม มิต้องกำหนดให้มีฌาน ซึ่งก็มีอยู่แล้วในมนุษย์ทุกคน ด้วยอำนาจแห่ง “สัมมาสมาธิ” เช่น คนทอผ้า พอผ้าไปก็มีสมาธิขึ้นมาเอง ได้พิจารณาเห็นความหดสั้นของด้ายเป็นอนิจจัง เช่นนี้ คือ “สัมมาสติ” และ “สัมมาสมาธิ” ที่เกิดขึ้นร่วมกันอย่างสมดุลพอดี หัวใจสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้เกิดสมาธิ เพราะสมาธิเกิดขึ้นได้ในทุกอิริยาบถ ในทุกสถานที่ ในทุกการกระทำ แม้ในกิจวัตรประจำวันก็เกิดขึ้นได้ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การพิจารณาได้ทันเห็นความดับไป ความเป็นอนิจจังของสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ได้ทั้งสิ้น เมื่อเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งดับไปแล้ว จิตน้อมไปสู่อนิจจัง คือ เห็นความเป็นสากลของความดับไปนั้นว่าสรรพสิ่งย่อมไม่เที่ยงเช่นนี้เหมือนกันเป็นธรรมดาทั้งหมด ไม่ยกเว้นอะไรเลย บุคคลย่อมเข้าสู่ขั้นตอน สมุทเฉทปหานโดยพลัน คือ ทำให้อวิชชาสิ้นไป ทำนิพพานให้แจ้งขึ้นได้ด้วยอาการนี้

๔)   รหัสนัย

คำว่า “รหัสนัย” หมายถึง รหัสหรือนัยยะแฝงเพื่อเข้าถึงการบรรลุธรรม เหมือนกุญแจที่ใช้ไขเพื่อเปิดประตูสู่ธรรมฉะนั้น ดังนั้น รหัสนัย จึงหมายถึง “ปริศนาธรรมที่ช่วยให้ผู้ฟัง ฟังแล้วบรรลุธรรมได้นั่นเอง” เช่น คำว่า “กระจกใสแล้ว ไม่ต้องเช็ด” คำว่า “จิตเป็นเช่นนั้นเองอยู่แล้ว จะไปฝึกให้เป็นอื่นใดไปอีก” เป็นต้น การให้รหัสนัย คือ การช่วยให้บุคคลเข้าถึงธรรมได้ง่ายขึ้นเหมือนช่วยชี้เป้าหมายในการเล็งยิงธนูฉะนั้น บ้างเรียกว่า “โกอาน”   

 

อัน “สมุทเฉทปหาน ธฺยาน ธารณีสูตร” (เซน) ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ-

อภิธรรม เรื่อง มหายาน มูลปณิธาน ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

“มหายาน มูลปณิธาน ธารณีสูตร” เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยมูลเหตุแห่งมหาปณิธานของการบำเพ็ญตามหลัก “มหายาน” อันมิใช่ลัทธิ, นิกาย อันเกิดแต่สังฆเภทแตกหน่อแยกกออกไปจากพระพุทธศาสนาเดิมก็หาไม่ แต่เป็นมูลเหตุรากฐานแต่เก่าก่อนครั้งพระพุทธเจ้ายังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ อันเป็น “มหาปณิธาน” ที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำเป็นแบบอย่างให้พระสาวกที่มีกำลังบารมีพอจะโปรดสัตว์ได้จำนวนมาก กระทำตามๆ กันมาอันประกอบไปด้วย “มหาปณิธาน” ต่างๆ รวมเรียกว่า “มหายาน ปณิธาน” ดังจะอธิบายต่อไปนี้ 

 

๑)   ทำนิพพานให้แจ้งก่อนโปรดสัตว์ เร็ว, ลัด, สั้น ไม่มัวเพียรจม

การกระทำใดๆ อันไม่นำไปสู่ความหลุดพ้น หรือทำให้เกิดปัญญาได้ ทำแล้วเกิดความเพียรที่ไม่เห็นผล นับเป็นความเพียรจม อันกุลบุตรพึงหยุดเสีย เพราะยิ่งกระทำ ยิ่งก่อชาติสืบภพ ยิ่งหลงวน ยิ่งยึดติด ยิ่งสร้างวัฏฏะ รูปนาม, อวิชชา, สังขาร ฯลฯ ต่อไปไม่สิ้นสุด การกระทำนิพพานให้แจ้งอย่างเร็ว, ลัด, สั้น ย่อมเป็นทางตรง หากมิใช่ทางเร็ว, ลัด, สั้นแล้ว ย่อมเป็นทางอ้อม ทางหลง ทางที่เดินออกห่างไปไกล กุลบุตรพึงหยุดเสีย กุลบุตรพึงได้ “สัมมาสติ” ระลึกว่า นี่คือทางเพียรจม ไม่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น พึงเลิกแล้วหาทางอื่นเสีย โพธิสัตว์ปณิธานย่อมชัดว่า “ต้องหลุดพ้นให้ได้ก่อนที่จะสอนผู้อื่น” 

๒)   โปรดสัตว์ในวงกว้าง แม้ได้เพียงโสดาบัน ภายใต้เวลาจำกัด

กุลบุตรผู้ประสงค์ปฏิบัติในมหาปณิธานแห่งมหายานนี้ พึงเข้าใจว่าย่อมเป็นไปเพื่อการโปรดสัตว์ ย่อมเป็นไปเพื่อวิถีแห่งโพธิญาณอย่างแท้จริง มิใช่เพียงหวังเอาตนเองหลุดพ้นไปแต่ตัวเดียวก็หาไม่ ดังนี้ “มหายาน ปณิธาน” จึงมิใช่เพื่อพระอรหันตสาวก แต่เพื่ออรหันตโพธิสัตว์ ผู้เจริญตามรอยพระพุทธเจ้า คือ ปรารถนาพุทธภูมิ เพื่อยังความสำเร็จในโพธิญาณนั้น กุลบุตรนี้พึงพิจารณาว่าธรรมระดับใด อันสมควรแก่กาลและมวลสัตว์ อันจะช่วยเหลือสัตว์ทั้งหลายนั้นให้พ้นทุกข์ แม้มิได้บรรลุอรหันต์ก็มิใช่สำคัญ เพราะเพียงมีจิตตรงต่อนิพพาน บรรลุโสดาบันได้แล้ว ย่อมปิดอบายภูมิสี่ได้อย่างแท้จริง บุญอันใดอื่นก็มิอาจช่วยเข็ญสัตว์ออกจากอบายภูมิสี่นี้อย่างแท้จริงได้ เมื่อเทียบกับการบรรลุโสดาบัน เมื่อสัตว์นั้นได้บรรลุโสดาบันแล้ว สิ้นใจไปสู่สุคติภูมิ ย่อมได้รับการโปรดต่อบนสวรรค์นั้นสืบไป ด้วยเหตุว่าอายุขัยของมนุษย์ในยุคปัจจุบันนี้ ไม่อาจกระทำนิพพานให้แจ้งได้เร็วเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การช่วยเหลือมวลสัตว์จำนวนมากให้ถึงโสดาบัน จึงเหมาะสมยิ่ง

๓)   ธำรงธรรมวินัยเดิม ไม่เพิ่ม ไม่ลด ไม่สร้างลัทธิ นิกายใหม่

มูลเหตุครั้งเกิดสังฆเภท คือ พระเทวทัตทรงขอให้พระพุทธเจ้าทรงตราศีล “ห้ามภิกษุฉันเนื้อสัตว์” แต่พระพุทธเจ้า มิทรงกระทำ ทรงห้ามแต่เนื้อสัตว์บางชนิดที่ไม่ควรฉันเท่านั้น เช่น เนื้อมนุษย์, เนื้อสุนัข, เนื้อเสือ เป็นต้น มูลเหตุในการกระทำครั้งนั้นของพระเทวทัตยังผลให้เกิด “สังฆเภท” มาแล้ว การธำรงคงธรรมวินัยตามเดิม ไม่เพิ่ม ไม่ลด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสงฆ์มิให้ได้รับผลกรรมจากการทำสังฆเภทได้ อนึ่ง แม้พระพุทธเจ้าทรงให้พุทธานุญาติแก่พระอานนท์ในการผ่อนปรนศีล แต่แม้พระอานนท์เอง ก็มิเคยเปลี่ยนธรรมวินัยเดิมเลยแม้แต่น้อย มีเพียงพราหมณ์ผู้หนึ่งที่อยากบวชเป็นภิกษุ แต่ตระกูลตนห้ามจึงไม่อาจบวชได้นั้น พระอานนท์จึงให้ “ศีล ๑๐” ท่านเรียกว่าขันธ์ ๓ คือ ศีล, สมาธิ, ปัญญา นั่นคือ การผ่อนปรนศีล ย่อมเกิดได้ในหมู่ของฆราวาส แต่ไม่พึงเกิดในหมู่สงฆ์ พระอรหันตโพธิสัตว์ แม้มีบุญบารมีมาก จะไม่พึงตั้งตนเป็นศาสดาองค์ที่สอง ไม่พึงสร้างลัทธิและนิกายใหม่ อันนำไปสู่การขวางทางนิพพานของสัตว์ ด้วยตนนั้นก็ยังไม่นิพพาน 

 

อันทิฐิเทศนาตามนัยแห่งพระสูตรนี้ ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ- 

อภิธรรม เรื่อง สุขาวดี มูลปณิธาน ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

สุขาวดี มูลปณิธาน

สุขาวดี หมายถึง โลกธาตุหนึ่งในหมื่นโลกธาตุ อันเป็นที่ประทับของพระยูไลทั้งหลาย เรียกว่า “สุขาวดี”, มูล หมายถึง รากเหง้าหรือสาเหตุแก่นแท้, ปณิธาน หมายถึง ความตั้งใจแน่วแน่ รวมแล้วหมายถึง “สาเหตุของความตั้งใจแน่วแน่ในแดนสุขาวดี” นั่นเอง

 

๑) ปณิธานที่หนึ่ง “แม้สัตว์มีกรรมมากขวางนิพพาน ก็สามารถหลุดพ้นทุกข์ได้”

สุขาวดีไม่ใช่นิพพาน, นิพพานไม่ใช่สุขาวดี และสรรพสัตว์ ก็ไม่อาจได้นิพพานพร้อมกันทั้งหมด ดังนั้น สรรพสัตว์กลุ่มหนึ่งที่ไม่อาจได้นิพพาน ก็ยังจะสามารถอาศัยสุขาวดีเพื่อความพ้นทุกข์ได้ กล่าวคือ เมื่อสรรพสัตว์จุติยังสุขาวดีแล้วจะได้พบพระพุทธะ (ยูไล) บนสวรรค์นั้น ท่านจะโปรดจนบรรลุอรหันต์ พ้นทุกข์ได้เช่นกัน แล้วรออยู่บนนั้นจนกว่าจะสิ้นอายุขัยก็นิพพานได้ เช่น สัตว์บางตนได้ทำกรรมมากไว้ แต่จิตตรงต่อธรรมมาก พร้อมได้บรรลุอรหันต์แต่เพราะกรรมที่มากมายนั้นบดบังดวงตา แม้ได้พบพระพุทธเจ้าบนโลกก็ไม่บรรลุธรรม เช่น พระเจ้าอชาติศัตรู เป็นต้น สัตว์เหล่านี้ แม้ทำกรรมชั่วไว้มาก แต่กรรมดีก็มีมากพอกัน ทั้งจิตยังเบื่อหน่ายในสังสารวัฏพร้อมบรรลุธรรม จึงสมควรจุติยังสุขาวดีแล้วสำเร็จอรหันต์บนสุขาวดีนั้นได้ แม้ไม่อาจสำเร็จได้บนโลกก็ตาม ดังนั้น สุขาวดีจึงเกิดขึ้นเพื่อรองรับคนเหล่านี้ ที่ยังไม่อาจพร้อมไปกับพระพุทธเจ้าบนโลกได้ นั่นเอง มิใช่เกิดขึ้นเพื่อแทนที่นิพพาน, แทนที่พระพุทธศาสนา หรือแทนที่พระพุทธเจ้า และนี่คือ “ปณิธาน” 

 

๒) ปณิธานที่สอง “พระยูไล (พุทธะ) ย่อมไม่แทนที่พระพุทธเจ้าบนโลกมนุษย์”  

พระพุทธเจ้าเกิดได้ยากบนโลก ยุคสมัยหนึ่งจะเกิดเพียงหนึ่งพระองค์เท่านั้น แต่สำหรับสุขาวดีแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น สามารถปรากฏมีพระพุทธเจ้า (พระยูไล) ได้มากมายนับไม่ถ้วน เนื่องจากบุคคลที่ปรารถนาจะสำเร็จเป็นพุทธะนั้นมีมากมาย แต่ยุคสมัยของโลกนั้นจำกัดให้มีพระพุทธเจ้าได้เพียงพระองค์เดียวต่อยุคสมัยหนึ่ง ซึ่งก็นานมากนัก ดังนั้น จึงได้เกิดสุขาวดีขึ้นเพื่อรองรับความปรารถนาของสรรพสัตว์ที่ต้องการตรัสรู้เป็นพุทธะให้ได้ สำเร็จสมความปรารถนานั้นทุกถ้วนตัวตน แต่ต้องเข้าใจว่าสุขาวดีไม่ใช่นิพพานแม้จะใกล้นิพพานมาก, ต้องไม่ทำหน้าที่แทน หรือแทนที่พระพุทธเจ้าบนโลก ที่เกิดได้ยากอยู่แล้ว ดังนั้น สุขาวดีไม่ได้มาแทนที่นิพพาน, พระยูไลไม่ได้มาแทนที่พระพุทธเจ้าแต่ได้มาเพื่อรองรับจิตญาณจำนวนมาก ที่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าบนโลก แต่ไม่สมความปรารถนาให้ได้เป็นพระพุทธเจ้าบนสวรรค์สุขาวดีนั้นเอง อนึ่ง พระพุทธเจ้าบนโลกเกิดได้พระองค์เดียว แต่พระพุทธะ (ยูไล) เกิดบนโลกได้มากมาย ถ้าพระยูไลแย่งกันเป็นพระพุทธเจ้าบนโลกแล้ว โลกคงวุ่นวายอย่างมาก ดังนั้น พระยูไลควรมีปณิธานไม่แทนที่พระพุทธเจ้า จนกว่าจะละสังขารแล้ว จึงจุติยังสุขาวดี และทำหน้าที่เป็นพระพุทธเจ้าบนสวรรค์นั้น

 

๓) ปณิธานที่สาม “ศาสนาหรือนิกายของมหายานย่อมไม่บดบังศาสนาพุทธแท้”

พระพุทธศาสนานั้นเกิดได้ยากบนโลกหากจะรอแต่พระพุทธเจ้าลงมาตรัสรู้สร้างพระพุทธ ศาสนา สรรพสัตว์จำนวนมากมาย ก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ จำเป็นจะต้องมีศาสนาอื่นๆ ขึ้นมาโปรดสัตว์ที่ไม่มีบุญจะได้อยู่ในพระพุทธศาสนาด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพราะเกิดผิดเวลาหรือผิดสถานที่ก็ตาม สัตว์เหล่านั้นก็ควรได้รับธรรมจากศาสนา, ลัทธิ หรือนิกายอื่นๆ แต่ ศาสนา, ลัทธิ หรือนิกายอื่นใด ที่เกิดขึ้นจากผู้จุติมาจากสุขาวดีก็ตาม ไม่ควรจะไปบดบังหรือแทนที่พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมแท้ของพระพุทธเจ้า นี่คือ “ปณิธานข้อสุดท้าย”

 

อัน “สุขาวดี มูลปณิธาน ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ- 

อภิธรรม เรื่อง สุขาวดี จุติ มรรคา ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

สุขาวดี จุติ มรรคา

สุขาวดี หมายถึง โลกธาตุหนึ่งในหมื่นโลกธาตุ อันเป็นที่ประทับของพระยูไลทั้งหลาย เรียกว่า “สุขาวดี”, จุติ หมายถึง การเคลื่อนไปเกิดยังภพใหม่, มรรคา หมายถึง วิถีทาง รวมแล้วหมายถึง “วิถีทางที่จะทำให้ไปเกิดยังสุขาวดีโลกธาตุ” ซึ่งปรากฏเป็นส่วนหนึ่งในพระสูตรที่ชื่อ “อมิตายุรฺ ธฺยาน สูตร” ด้วย แต่เห็นว่าเข้าใจได้ยาก จึงได้รจนาเฉพาะส่วนนี้ขึ้นประกอบเพิ่ม เพื่อช่วยเสริมให้เกิดความเข้าใจที่ง่ายและเร็วลัดขึ้น ดังต่อไปนี้

 

๑)   มรรคาเบื้องสูง

หมายถึง วิถีทางของผู้ที่ปรารถนาจะจุติยังสุขาวดี โดยได้เพียรสร้างคุณงามความดีแบบต่างๆ กัน มีบุญบารมีธรรมสั่งสมไว้ ส่งผลให้ได้ถึงสุขาวดีในระดับที่แตกต่างกัน ดังนี้

 

๑.๑) “มหายานภาวนา” สูงอย่างสูง

หมายถึง การเจริญสมาธิภาวนาเพื่อให้ได้ไปจุติยังสุขาวดีโลกธาตุ ด้วยสมาธิแบบต่างๆ เช่น การระลึกถึงพระยูไล, พระมหาโพธิสัตว์ต่างๆ ซึ่งจะต้องสำเร็จมรรคผลทางภาวนาด้วยจึงจะสมบูรณ์ มิใช่ “ลักไก่” ทำเลวมามากแล้วคิดว่าจะใช้สมาธินี้ตอนตายก็ไปได้

๑.๒) “มหายานศีลพรต” สูงอย่างกลาง

หมายถึง การถือบวชดำรงตนอยู่ในศีลธรรม แม้ไม่สำเร็จภาวนา ไม่อาจกำหนดจิตไปสู่สุขาวดีโลกธาตุได้ แต่อาศัยบารมีของการปฏิบัติในมหายานปณิธานมาตลอด ก็สามารถจุติยังสุขาวดีโลกธาตุได้ แต่ต้องมีจิตศรัทธาแน่วแน่ เมื่อตายแล้วระลึกถึงก็จะจุติไปได้

๑.๓) “มหายานทาน” สูงอย่างต่ำ

หมายถึง บุคคลที่ไม่มีโอกาสได้ถือบวช มีกรรมมาก มีภาระทางโลกมาก แต่ได้อาศัยการทำบุญกุศลในมหายานปณิธาน แล้วอาศัยผลบุญนั้น น้อมจิตศรัทธาและปรารถนาไปจุติยังสุขาวดี ก็สามารถไปจุติยังสุขาวดีได้ แต่ต้องมีบุญบารมีมากพอและจิตที่ตรงแน่วแน่

 

๒)   มรรคาเบื้องกลาง

หมายถึง วิถีทางของผู้ที่ทำคุณงามความดีแต่มิได้อยู่ใน “มหายานปณิธาน” มาก่อน แต่เมื่อมีบุญบารมีมากถึงพร้อมดีแล้ว มีบุญได้ยินได้ฟังเรื่องราวของสุขาวดีโลกธาตุ ก็อยากจุติยังสุขาวดีโลกธาตุนั้น ย่อมสามารถอาศัยกำลังบุญบารมีที่ทำไว้ด้วยดีแล้วได้แม้ไม่ได้อยู่ใน “มหายานปณิธาน” มาก่อนก็ตาม กลุ่มนี้ ประกอบด้วยสามกลุ่มย่อย คือ ชั้นกลางอย่างสูง คือ ผู้ประกอบกรรมดีไว้มาก, ชั้นกลางอย่างกลาง คือ ทำความดีไว้ไม่มากแต่มีกรรมน้อย, และชั้นกลางอย่างต่ำ คือ ทำความดีไว้ส่วนหนึ่งแต่ไม่สมบูรณ์ (ไม่ดีปนบ้าง)  

 

๓)   มรรคาเบื้องต่ำ 

หมายถึง วิถีทางของผู้ที่ปรารถนาจะจุติยังสุขาวดี โดยได้พลั้งพลาดทำกรรมชั่วไว้ต่างๆ กัน แต่กลับตัวกลับใจมาทำความดี ส่งผลให้ได้ถึงสุขาวดีในระดับที่แตกต่างกัน คือ ชั้นต่ำระดับสูง, ชั้นต่ำระดับกลาง และชั้นต่ำระดับล่าง ซึ่งเขาทั้งหลายนี้ เมื่อมีชีวิตได้ทำชั่วไว้ เมื่อตายก็อุบัติยังทุคติภูมิ ต้องทุกข์ทรมาน แต่บุคคลที่กระทำความชั่วแล้วไปอุบัติยังทุคติภูมิได้รับการโปรด เกิดความศรัทธาปรารถนาจะหลุดพ้นจากอบายภูมิ ได้ภาวนาพระนามพระอมิตาภะ จนจิตวิญญาณสลายได้เกิดใหม่ยังสุขาวดีได้ด้วยอาศัยผลบุญฯ นั้น

 

อัน “สุขาวดี จุติ มรรคา ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ-

อภิธรรม เรื่อง เบญจอรหันตะ มนุษสานัง ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

ผู้บรรลุธรรมทั้งหลายนั้น จำแนกได้หลายกลุ่มตามจิตวิญญาณที่ต่างกัน ส่งผลให้เสวยกรรมต่างกันแม้อยู่ในสังขารมนุษย์-ภพมนุษย์ เฉกเช่นเดียวกัน ดังจะกล่าวต่อไปนี้

 

๑)   อรหันตสาวก มนุษสานัง

พระอรหันตสาวก ย่อมเป็นกุลบุตรผู้มีจิตวิญญาณเป็น “ภิกษุ” เฉกเช่นเดียวกับพระภิกษุในสวรรค์ชั้นที่สาม ที่มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นองค์ประธาน เขาเหล่านี้เป็นผู้ทำนิพพานให้แจ้งได้แล้ว ย่อมจักออกจากครัวเรือน แล้วขอบวช หลีกเร้นไปจากสังคมที่วุ่นวาย มีกิจก็เพียงบิณฑบาตเลี้ยงชีพ จวบจนเข้าถึงวาระดับขันธปรินิพพาน ก็จะหมดชาติสิ้นภพจบไป อนึ่งพระอรหันตสาวกนี้ เป็นผู้ไม่อาจดำรงทรงขันธ์อยู่ได้ถ้ามิได้บวชเข้าอยู่ในผ้าเหลือง

๒)   วิสุทธิเทพ มนุษสานัง

พระวิสุทธิเทพ ย่อมเป็นกุลบุตรผู้มีจิตวิญญาณเป็น “เทพ” เฉกเช่นเดียวกับเทพทั้งหลายในสวรรค์ชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่สามเท่านั้นไม่สูงเกินไปกว่านี้อันมีเจ้าสวรรค์แต่ละชั้นเป็นองค์ประธานผู้ปกครองดูแลแตกต่างกันไป เขาเหล่านี้เป็นผู้ทำนิพพานให้แจ้งได้แล้ว แต่มีกิจต้องกระทำอยู่มากในทางโลกจึงมิได้ออกบวชห่มผ้าเหลืองทำกิจตามหน้าที่ของตนๆ ไป จวบจนหมดกิจ, หมดกรรม, ชำระวิบากหมดสิ้นแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพานได้เช่นเดียวกัน กุลบุตรใดพึงปฏิบัติถึงแล้วด้วยความแจ้งในนิพพาน เป็นผู้ไม่หลงโลก เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้แจ้งในที่สุดแห่งธรรม ยังทรงขันธ์ในร่างมนุษย์ กุลบุตรนับเป็น “วิสุทธิเทพ มนุษสานัง” ได้ด้วยเหตุว่าเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วยังดำรงทรงขันธ์อยู่เพื่อทำกิจทางโลกโดยมิได้อุปสมบท

๓)   อรหันตพรหม มนุษสานัง

พระอรหันตพรหม ย่อมเป็นกุลบุตรผู้มีจิตวิญญาณเป็น “พรหม” เฉกเช่นเดียวกับ พรหมทั้งหลาย เป็นผู้อยู่สูงกว่าเทวดาทั้งหกชั้นขึ้นไป เป็นผู้สถิตยังพรหมโลก แต่ยังมิได้กายแตกตายจึงยังมีสังขารร่างมนุษย์อยู่บนโลกเป็นผู้ทำนิพพานให้แจ้งได้แล้วจึงเป็นอรหันต์ ย่อมมีวิถีชีวิตที่สงบ อยู่ได้ด้วยการอาศัยป่า, ถ้ำ และการเลี้ยงดูของมนุษย์ มีกิจไม่มากคือ สร้าง, รักษา และทำลาย เมื่อจบกิจแล้วย่อมอยู่อย่างสงบสันโดษ จวบจนนิพพาน อนึ่ง อรหันตพรหม มักเป็นผู้ชำระกรรมในร่างมนุษย์ไม่หมดสิ้น จึงต้องจุติยังพรหมโลก

๔)   อรหันตโพธิสัตว์ มนุษสานัง

พระอรหันตโพธิสัตว์ย่อมเป็นกุลบุตรผู้มีจิตวิญญาณเป็น “โพธิสัตว์” เฉกเช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์บนสวรรค์ชั้นที่สี่และสุขาวดีโลกธาตุนั้น แต่ยังมีกายสังขารอยู่บนโลกมนุษย์ ได้กระทำนิพพานให้แจ้งแล้ว เป็นผู้ไม่หลงโลกได้ชื่อว่าอรหันต์ แม้มิได้บวช ก็ย่อมสามารถดำรงขันธ์ได้ด้วยกำลังบารมีแห่งพระโพธิสัตว์นั้นเมื่อโปรดสัตว์ตามปณิธาน จึงสมความปรารถนาแล้วจึงนิพพาน แต่ส่วนใหญ่เมื่อกายแตกตายแล้วจะยังไม่ได้นิพพานในชาตินั้น ย่อมจุติยังสุขาวดีโลกธาตุเพื่อโปรดสัตว์อื่นต่อไปตามปณิธาน ยังมิได้นิพพานในชาตินั้น

๕)   อรหันตพุทธะ มนุษสานัง

พระอรหันตพุทธะ ย่อมเป็นกุลบุตรผู้มีจิตวิญญาณเป็น “พุทธะ” เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า ในสุขาวดีโลกธาตุนั้น แต่ยังมีกายสังขารอยู่บนโลกมนุษย์ ได้กระทำนิพพานให้แจ้งแล้ว คือ ตรัสรู้ได้ด้วยตนเองแต่มิใช่เป็นคนแรกจึงมิใช่พระพุทธเจ้าเป็นเพียงพระอรหันตพุทธะเท่านั้นเป็นผู้ไม่หลงโลก ได้ชื่อว่าอรหันต์ แม้มิได้บวชก็สามารถดำรงขันธ์ได้ ด้วยกำลังบารมีแห่งพระพุทธะนั้นเมื่อโปรดสัตว์ตามปณิธาน จึงสมความปรารถนา แล้วนิพพานได้ แต่มีปกติย่อมจุติยังสุขาวดีโลกธาตุเพื่อโปรดสัตว์ตามปณิธาน ยังมิได้นิพพานในชาตินั้น

 

อันพระสูตร “เบญจอรหันตะ มนุษสานัง ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้วขอจบลงเท่านี้ -จบ- 

อภิธรรม เรื่อง  วิสุทธิเทพ มนุษสานัง ปัจจัยตา ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

วิสุทธิเทพ มนุษสานัง

กุลบุตรใดพึงปฏิบัติถึงแล้วด้วยความแจ้งในนิพพาน เป็นผู้ไม่หลงโลก เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้แจ้งในที่สุดแห่งธรรมยังทรงขันธ์ในร่างมนุษย์กุลบุตรนับเป็น “วิสุทธิเทพ มนุษสานัง” ได้ด้วยเหตุว่าเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วยังดำรงทรงขันธ์อยู่เพื่อทำกิจทางโลกโดยมิได้อุปสมบท

อันกุลบุตรเหล่านี้ อาศัยเหตุปัจจัยจึงบังเกิดขึ้นได้ ตามนัยแห่งพระสูตรนี้จะขออธิบายถึง “วิสุทธิเทพ มนุษสานัง” คือ มนุษย์ผู้มีจิตเป็นเทพ และสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย “เหตุปัจจัย” อันเป็นธรรมที่เกื้อกูลให้เข้าถึงสภาวธรรมนั้น ดังต่อไปนี้

 

๑) มนุษย์ปัจจัยตา

“มนุษย์ปัจจัยตา” คือปัจจัยอันส่งผลให้กุลบุตรมีกายสังขารเป็นมนุษย์รองรับจิตวิญญาณเทพนั้น คือ อายุขัยแห่งกายสังขารมนุษย์นั้นยังมิได้สิ้นลง จิตวิญญาณเทพจึงยังดำรงทรงอยู่ในกายสังขารมนุษย์นั้น หากแต่มนุษย์นั้นได้ละสังขารแล้วจุติยังสวรรค์ชั้นที่หนึ่งถึงสาม ได้ตำแหน่งเทพแล้ว ย่อมไม่อาจเรียกได้ว่า “วิสุทธิเทพ มนุษสานัง” อีกต่อไป ๒) เทพปัจจัยตา

“เทพปัจจัยตา” คือ ปัจจัยอันส่งผลให้กุลบุตรมีจิตวิญญาณเป็น “เทพ” คือ ความตั้งจิตแน่วแน่ที่จะกระทำ “กิจหรือหน้าที่สำคัญ” อันใดอันหนึ่งในทางโลกหรือทางธรรม เช่น กิจแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นต้น อนึ่ง ในการตั้งจิตแน่วแน่นี้ มิได้ล่วงเกินเลยไปถึงการกระทำหน้าที่ที่มิใช่ของตนเพียงเพราะความเมตตาต่อสัตว์ มิได้ก้าวล่วงเข้าสู่อาณาเขตแห่งความเป็นพระโพธิสัตว์ก็หาไม่ จึงมิได้มีจิตวิญญาณเป็นโพธิสัตว์ มิได้ติดในฌานก็หาไม่ จึงมิได้เป็นพรหม แต่เข้าถึงได้ด้วยกำลังจิตอันแน่วแน่แต่พอดี ไม่มากเกินไป ซึ่งเหตุปัจจัยอีกประการที่ทำให้ยังสามารถดำรงทรงขันธ์อยู่ได้โดยมิต้องบวช ทั้งที่บรรลุถึงอรหันตผลแล้วก็คือ มี “เทพประจำตัว” แทรกประสานเข้าในกายดูแลไว้ ในฐานะเจตภูต

๓) อรหันต์ปัจจัยตา

“อรหันตปัจจัยตา” คือ ปัจจัยอันส่งผลให้กุลบุตรมีปัญญาแจ้งในที่สุดแห่งธรรม คือ ทำนิพพานให้แจ้งได้ อันอาจเข้าถึงได้ด้วยธรรมแห่งการตรัสรู้หมวดใดหมวดหนึ่ง ในโพธิปักขิยธรรมนั้นเอง เมื่อมนุษย์ผู้บำเพ็ญบุญบารมีได้จิตวิญญาณเป็นเทพนั้น บรรลุอรหันต์แล้ว เขาย่อมมิได้บวชในบวรพุทธศาสนา เพราะยังมีภารกิจมากทางโลกอยู่แต่ด้วยบารมีจิตแห่งเทพนั้นทำให้เขายังทรงขันธ์อยู่ได้ โดยมิได้ละสังขารตายภายในเจ็ดวัน โดยจักต้องอาศัยจิตวิญญาณดวงอื่นๆ เสริมอยู่ในกายสังขารนั้น จึงมีบารมีมากพอที่จะทรงขันธ์อยู่ได้ มิเช่นนั้นแล้ว เขาย่อมกระทำการเดียวกันกับ “พระสังขจักร” คือ ในอดีตชาติหนึ่งของพระศรีอาริยเมตตรัย ที่ได้บรรลุถึงความเป็น “วิสุทธิเทพ มนุษสานัง” แล้ว แต่ด้วยมีจิตวิญญาณแน่วแน่อยู่เพียงดวงเดียวในกายสังขารนั้น ไม่อาจทรงขันธ์อยู่ได้ จึงทรงได้กระทำการอัตถวิบากกรรม ถวายพระเศียรเป็นพุทธบูชา ส่งผลให้จิตวิญญาณเทพนั้นได้สลายลงไปเป็นพระโพธิสัตว์จุติยังสุขาวดีสวรรค์ ซึ่งแต่เดิมนั้นถ้ามิได้กระทำอัตถวิบากกรรม ก็จะมีจิตวิญญาณอยู่เพียง “วิสุทธิเทพ” เป็นเทพกษัตริย์ที่เรียกว่ามหาจักรพรรดิเท่านั้น อนึ่ง วิสุทธิเทพนั้นพบได้บนสวรรค์ทั่วไป แต่ในกายสังขารมนุษย์นั้นพบได้น้อย

 

อนึ่ง “วิสุทธิเทพ มนุษสานัง” ที่มิได้บวชเข้าในพระพุทธศาสนา ย่อมมี “เทพประจำตัว” คอยอารักษ์ดูแล จึงมิได้ละสังขารตายในเจ็ดวัน หากขาดซึ่งจิตวิญญาณเทพประจำตัวมาอารักษ์แล้วย่อมถูกเจ้ากรรมนายเวรรุมกระทำจนละสังขารตายภายในเจ็ดวัน อัน “วิสุทธิเทพ มนุษสานัง ปัจจัยตา ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ-

อภิธรรม เรื่อง  วิสุทธิเทพ มนุษสานัง กิจวัตร ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

เทพทั้งหลายจะมีวิมานสถิตอยู่ ณ สวรรค์ชั้น “ดาวดึงส์” แม้ว่าจะเกิดในสวรรค์ชั้นอื่นๆ ก็ตาม เช่น พระสยามเทวาธิราช เกิดในสวรรค์ชั้นยามา (ชั้นที่สาม) แต่เมื่อจะกระทำกิจอันเกี่ยวข้องกับโลกมนุษย์ ก็จะทรงลงมาสถิตอยู่ในวิมาน (ที่ทำงาน) ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อนึ่ง พึงทราบว่าที่เกิดของเทพเทวดาก็อย่างหนึ่ง ที่ทำงานก็อย่างหนึ่ง ถ้าพระพรหมเกิดในพรหมโลก แล้วมนุษย์ระลึกนึกถึงได้ว่าท่านเคยเป็นฤษีอยู่ถ้ำ บนโลกมนุษย์ จึงได้ตั้งศาล “ปู่ฤษี” ขึ้นมาให้พระพรหมองค์นั้น ท่านก็จะมีที่ทำงานอยู่ที่นั่นทันที โดยไม่ผิดกฎสวรรค์ แต่ถ้าลงไปกระทำกิจในที่อันมิใช่ที่ของตน ไม่มีผู้ใดเชิญ ไม่มีผู้ใดสร้างไว้ให้แล้ว ย่อมนับเป็น “กรรมใหม่” ที่ต้องรับผิดชอบเองทั้งสิ้น เมื่อผิดพลาดขึ้นมา ย่อมถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ได้ อนึ่ง เทพเทวดาที่ยังมีมนุษย์นับถือบูชาอยู่ทั้งหมดอาจมีวิมานปรากฏรองรับ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ ไม่ว่าเทพองค์นั้น จะดีหรือเลวก็ตาม เพราะพระอินทร์ย่อมต้องอำนวยความสะดวกให้มวลสัตว์ตามวาระกรรม ไม่อาจเลี่ยงได้ ถ้ามนุษย์บูชาอสูรร้ายกันมากเสมือนเทพองค์หนึ่ง อสูรตนนั้น ก็จะได้ตำแหน่ง “เทพอสูร” โดยพระอินทร์จำยอมให้เขารั้งตำแหน่งนั้นอยู่ได้ตามความต้องการของมนุษย์ทั้งหลายนั้น แต่โดยปกติแล้วสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม เช่น อสูร นั้น แม้จะมีมนุษย์บูชามากเท่าไรก็ตาม มักได้ที่สถิตอยู่เพียงบนโลกมนุษย์เท่านั้น ไม่อาจก่อเกิดวิมาน (ที่ทำงาน) บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ แต่สรรพสิ่งล้วนอนิจจัง สิ่งใดไม่พึงเคยเกิดขึ้นก็ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดได้ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องจำยอมอยู่ร่วมกันต่อไปจนกว่าจะหมดวาระ ก็จะหมดสิ้นไปเอง ดังนี้ มนุษย์จึงไม่พึงบูชาสิ่งที่ตนไม่มีความรู้ หรือถ้าจะบูชาก็ควรบูชาแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดีงามเท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหานี้

 

อนึ่ง กุลบุตรใดมีบุญบารมี จิตวิญญาณเป็นเทพ กุลบุตรนั้นย่อมมี “กิจและหน้าที่เฉพาะ” อันแตกต่างไปจากสัตว์เหล่าอื่น ซึ่งเทพทั้งหลายย่อมจะไม่ทำสิ่งที่ผิดหรือดีเกินไปกว่าหน้าที่เฉพาะของตนนั้น แตกต่างจากพระโพธิสัตว์ที่จะทำหน้าที่เกินขอบเขตได้ เช่น ถ้าเห็นคนใกล้ตายตรงหน้าก็สามารถเข้าช่วยได้ทันทีโดยไม่มีหน้าที่ใดๆ ส่วนเทพนั้น ไม่ทำเช่นนี้เพราะเห็นชัดว่าตนไม่มีบุญบารมีมากพอที่จะกระทำ เมื่อกระทำลงไปแล้วไม่อาจจะช่วยเหลือสัตว์เหล่านั้นได้ รังแต่จะรบกวนกระบวนการกฎแห่งกรรม ทำให้มวลสัตว์ไม่ได้ชำระวิบากกรรมตรงไปตรงมาตามระเบียบของเทวโลก แม้กุลบุตรนั้นจะยังไม่ละสังขารจากโลก ยังไม่เข้าสู่ภาวะเทพอย่างชัดเจน แต่ถ้าแม้มีจิตวิญญาณเป็นเทพแล้ว เขาย่อมมีความคิดและจิตใจเหมือนเทพดังนี้ด้วย ที่เรียกว่า “วิสุทธิเทพ มนุษสานัง” หรือ “เทพในร่างคน” หรือ “เทพบนดิน” ในบรรดาเทพทั้งหลายนั้น ยังแบ่งได้หลายประเภท เช่น  

 

๑) เทพนักษัตร คือ เทพที่มีกายกึ่งสัตว์เดรัจฉาน เช่น เทพวานร มีกายครึ่งวานร ฯลฯ

๒) เทพกษัตริย์ คือ เทพที่ดูแลแผ่นดิน จุติเป็นกษัตริย์ เช่น พระสยามเทวาธิราช เป็นต้น

๓) เทพราชัน คือ เทพที่มีบริวารอยู่มาก อยู่ในระดับพระราชาแห่งเทวดา เช่น พระอินทร์

๔) มหาเทพ คือ เทพที่ยิ่งใหญ่กว่าเทพทั่วไป ปกติจะมีกายเป็นพรหม มาจากพรหมโลก

 

จิตวิญญาณเทพเหล่านี้ ไม่ว่าจะยังอยู่ในสังขารมนุษย์หรือละสังขารแล้วไปเกิดเป็นเทพสวรรค์ก็ตาม ขอเพียงปฏิบัติธรรม ทำนิพพานให้แจ้งแล้ว ย่อมยังผลให้เป็น “วิสุทธิเทพ” ได้ ในกรณีที่ยังมีกายสังขารเป็นมนุษย์ เขาย่อมมีกิจและตำแหน่งบนโลกได้ด้วยผลบุญนั้น จนกว่าจะหมดกิจ, หมดกรรม, สิ้นผลบุญ ส่งผลให้ภารกิจ, ตำแหน่ง และหน้าที่เดิม ก็ย่อมหมดสิ้นลงไปด้วย จิตวิญญาณเทพก็สลายแล้วจึงจะพร้อมนิพพานได้ในภพนั้น อัน “วิสุทธิเทพ มนุษสานัง กิจวัตร ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ-  

อภิธรรม เรื่อง  วิสุทธิเทพบุตร มนุษสานัง ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

วิสุทธิเทพบุตร มนุษสานัง

“เทพ” นอกจากจะแบ่งออกเป็นสี่ประเภทดังพระสูตรข้างต้นแล้ว ยังสามารถแบ่งออกได้ตามความสัมพันธ์อีกด้วยเช่น เทพที่เป็นดังพระบิดา, เทพที่เป็นดังพระบุตร ซึ่งทั้งสองจะดำรงอยู่บนสวรรค์ ในฐานะบิดาและบุตร ดังเช่น มนุษย์นั้น นอกจากนี้ยังมีเทพฝ่ายหญิงที่เรียกว่า “เทวี” หรือ “พระศักติ” อีกด้วย คำว่า “เทพบุตร” จึงหมายถึงเทพที่มีฐานะเป็นบุตร หรือ “พระบุตร” นั่นเอง ส่วนเทพที่มีฐานะดั่ง “พระบิดา” จะเรียกว่า “เทพบิดา” ก็ได้ จึงมักได้พระนามตามหลังว่า “เทพบิดร” เช่น พระกัศยปะ เทพบิดร คือ เทพผู้ให้กำเนิดเทพองค์อื่นบนสวรรค์ตามๆ กันมา เป็นต้น ส่วนคำว่า “วิสุทธิเทพ” คือ เทพที่บรรลุธรรมแล้ว เมื่อรวมกันเป็น “วิสุทธิเทพบุตร” ย่อมหมายถึง “เทพบุตรผู้บรรลุธรรมแล้ว” นั่นเอง ส่วนคำว่า “มนุษสานัง” หมายถึง กายสังขารแห่งความเป็นมนุษย์นั้นยังดำรงอยู่ ยังมิได้แตกดับไป จึงเรียกว่า “มนุษสานัง” ดังนี้ “วิสุทธิเทพบุตร มนุษสานัง” จึงหมายถึงมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณเป็นเทพบุตร ซึ่งได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุด คือ อรหันตผลแล้วนั่นเอง

 

อนึ่ง เทพบุตรนั้นมีมากมายหลายประเภท แต่ละประเภทก็มีมากมายหลายองค์แต่ละองค์ก็มีบุญบารมีต่างกันไปเหมือนนายแพทย์ที่มีตำแหน่งแพทย์เหมือนกันแต่มีความสามารถแตกต่างกันออกไปนั่นเอง อาทิเช่น พระพิฆเนศ เทพบุตร, พระขันธกุมาร เทพบุตร, นางมนสา เทพบุตรี, พระกามเทพบุตร ฯลฯ อันพระเทพบุตรเหล่านี้ ย่อมมีพระเทพบิดาและพระเทวมารดาคุ้มครองเช่น พระกามเทพบุตร ย่อมมีพระบิดาคือ พระนาราย และพระเทวมารดาคือ พระลักษมีคุ้มครองดูแลตลอดจนให้การสนับสนุนเลี้ยงดู เป็นต้น พระเทพบุตรเหล่านี้ เมื่ออยู่ในกายสังขารมนุษย์ ย่อมมีบุคคลสนับสนุนดุจดังบิดรมารดาแม้จะบวชเข้าในพระพุทธศาสนา เป็นภิกษุแล้วก็ดี กลับแตกต่างจากภิกษุโดยทั่วไป คือ จะมีผู้ให้การสนับสนุนเลี้ยงดู เช่น โยมอุปัฏฐากชายและหญิง เป็นต้น สิ่งนี้เป็นไปตามธรรมชาติแห่งบุญบารมีเก่าที่ได้สร้างทำสั่งสมไว้นั้น ไม่อาจเลี่ยงหลีกหนีได้ หากจะพยายามเลี่ยงหลีกหนี ย่อมไม่หมดสิ้นเวรกรรมต่อกัน ย่อมไม่นิพพาน ต้องไปเกิดเพื่อชำระวิบากกรรมต่อกันอีกในชาติภพอื่นสืบไป ดังนี้ พระภิกษุบางรูป แม้ได้อรหันต์แล้ว แต่เหตุไฉน จึงมีพ่อแม่มาตามดูแลเลี้ยงดูเหมือนเด็ก นี่ย่อมเป็นไปได้ หากเป็นไปเองตามวิบากกรรม อันภิกษุรูปนั้นมิได้กระทำกรรมเองแล้วย่อมไม่ผิดไปจากกฎแห่งกรรม ตายนัยยะแห่งจิตวิญญาณดังที่ได้อธิบายให้เห็นแล้วนั้น จึงทำให้ภิกษุบางรูปมิได้เดินบิณฑบาต แต่มีโยมอุปัฏฐากดูแลเพียงสองคนก็มีได้ เป็นได้ เช่นกัน อนึ่ง การเลี้ยงดูนี้ ย่อมมิอาจทำให้ภิกษุได้หลุดพ้นจากการครอบงำของบิดรมารดาอย่างแท้จริง การได้รับการเลี้ยงดูจากบุคคลที่ผูกขาด จึงเป็นกรรม เสมือนการตกเป็นเชลยฉะนั้น ภิกษุผู้หลุดพ้นจากกรรมนี้แล้ว ย่อมจะยินดีในการบิณฑบาต ด้วยว่าการบิณฑบาตนั้นย่อมไม่ถูกผูกขาดด้วยผู้ใด ผู้คนทั้งหลายใส่บาตรแล้วเพียงเล็กน้อย ย่อมไม่อาจมีอิทธิพลครอบงำภิกษุได้ ภิกษุนั้นย่อมพ้นภัยในบ่วงแห่งครอบครัวนี้ ส่วนภิกษุรูปใดยังมีวิบากกรรมต้องรับในรูป “เทพบุตร” อยู่ ย่อมควรให้วิบากกรรมนั้นได้รับการชำระไป ด้วยเหตุว่าการหนีหรือปฏิเสธ ไม่อาจทำให้วิบากกรรมหมดไปได้ ภิกษุจึงไม่ควรยินดี หรือพึงพอใจในการได้รับการอุปัฏฐาก โดยเกิดมิจฉาทิฐิคิดไปว่าการมีโยมอุปัฏฐากนั้นเป็นของดี, เป็นเครื่องแสดงบุญบารมี, อวดตนแก่คนอื่นได้ ก็หาไม่ ด้วยนัยยะแห่งทิฐิเทศนานี้ ก็ได้แจ้งให้ท่านทั้งหลายชัดเจนดีอยู่แล้ว เพื่อเกื้อกูลแก่มวลสัตว์หลังกึ่งกลางพุทธกาลที่จะจุติลงมาจากสี่เหล่าใหญ่ คือ ยักษ์, มาร, เทพ และพรหม เมื่อสัตว์สี่เหล่าใหญ่ได้บวชเข้าสู่พุทธศาสนาแล้วย่อมมีวิบากกรรมอันต่างกันไปดังกล่าว อัน “วิสุทธิเทพบุตร มนุษสานัง ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ-

อภิธรรม เรื่อง มโนธาตุวิภาค มนุษสานัง ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

มโนธาตุวิภาค มนุษสานัง

มโนธาตุ หมายถึง จิต, วิภาค หมายถึง จำแนกแยกแยะ, มนุษสานัง หมายถึง มนุษย์ รวมแล้วหมายถึง พระธารณีสูตรที่ว่าด้วยการจำแนกแยกแยะจิตของมนุษย์ อันมิใช่จิตสังขาร ที่เกิดจากการปรุงแต่งด้วยอวิชชา (ที่กล่าวไว้ว่ามี ๑๒๑ ดวงบ้าง หรือ ๘๙ ดวง บ้าง) แต่เป็นจิตในฐานะที่อยู่ในกายสังขารมนุษย์ อันแตกต่างกันออกไป กล่าวคือ

 

๑)    จิตหลัก         หมายถึง จิตเดิมแท้ที่จุติลงมาก่อเกิดแต่แรก ก่อนจิตดวงอื่นๆ

๒)    จิตรอง          หมายถึง จิตดวงต่อมาที่จุติเข้ามาประสานร่วมด้วยภายหลัง

 

มนุษย์จะมีจิตหลักอันเกิดจากจิตวิญญาณที่หมดอายุขัยแล้วจากภพภูมิอื่น ได้สลายดับลง สิ้นสภาพเกิดเป็น “จุติจิต” เพียงหนึ่งขณะจิต แล้วดับไป เกิดเป็น “ปฏิสนธิจิต” หรือ จิตที่ปฏิสนธิร่วมกับวิญญาณขันธ์ประสานเข้ากับกายสังขารของมนุษย์ จากนั้น จึงพัฒนาแล้วเติบโตไปด้วยกัน จิตดวงนี้ เมื่อเริ่มต้นใหม่ๆ ย่อมมีสภาพคล้ายกายสังขารมนุษย์ คือ เป็นจิตวิญญาณกุมารก่อน ต่อมาจึงเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปตามวิบากกรรม ไม่เหมือนดังเก่าก่อนเช่น เมื่อเติบโตขึ้น จิตวิญญาณก่อกรรมมากจนสลายแล้วเกิดเป็นจิตวิญญาณอสูรก็ได้ ดังนั้น มนุษย์ผู้นั้นอาจมีกายสังขารเป็นหนุ่มน้อยแต่จิตวิญญาณของเขานั้นอาจเป็นอสูรก็ได้ หรือมนุษย์บางคนทำคุณงามความดีมาก จิตวิญญาณกุมาร สลายแล้วเกิดใหม่ในกายสังขารเดิมนั้น เป็น “จิตวิญญาณเทพ” ก็มี เมื่อเพ่งด้วยตาทิพย์แล้ว จะเห็นกายในกาย หรือกายทิพย์ในลักษณะต่างกัน เช่น เป็นเทพ, มาร, ยักษ์, พรหม ฯลฯ ซึ่ง จิตวิญญาณรองดวงที่สอง ที่เข้ามาประสานอยู่ด้วยในภายหลังก็เปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยเช่นกัน ในเด็กจะมีจิตวิญญาณ “แม่ซื้อ” หรือ จิตวิญญาณที่ดูแลเหมือนมารดาคอยดูแลอยู่ แต่เมื่อโตขึ้นแม่ซื้อจะหมดหน้าที่และจากไป จิตวิญญาณที่เข้ามาประสานดูแลจะมีความแตกต่างไปจากเดิม ตามแต่วาระกรรมนั้นๆ โดยจิตวิญญาณที่เข้ามาดูแลนี้จะเข้ามาอาศัยในกายสังขารเดียวกัน เป็น “จิตรอง” นั่นเอง จิตรอง สามารถจุติออกจากร่างได้แต่จิตหลักจะไม่จุติออกจากร่าง แต่ถ้าจุติจะกลายเป็น “จุติจิต” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ตายลงเท่านั้น จิตที่จุติออกจากร่างได้โดยไม่ตายคือ “จิตรอง” เมื่อจุติออกจากร่าง จะมีลักษณะเหมือนร่างนั้นๆ เรียกว่า “เจตภูต” คอยดูแลร่างนั้น และเนื่องจากเจตภูตมีหน้าที่ดูแลร่างนั้นๆ จึงมีสถานะเป็น “เทพประจำตัว” ของมนุษย์ผู้นั้นไปโดยพฤตินัยอีกด้วย อนึ่ง เทพประจำตัวของแต่ละคนมีได้ไม่เหมือนกัน มากและน้อยต่างกัน, มีบุญบารมีต่างกัน บางท่านอาจมีเทพประจำตัวช่วงเวลาหนึ่งๆ เพียง ๑ องค์ แต่บางท่านอาจมีมากมายเป็นสิบหรือร้อยเลยก็ได้ โดยเทพประจำตัวเหล่านี้ สามารถประสานเข้าไปอยู่ร่วมในกายสังขารของคนผู้นั้นได้ เรียกว่า “องค์ใน” หรือจิตรองดวงอื่นๆ ซึ่งมีมากมายหลายดวงนั่นเอง ในบางท่านมี “กายทิพย์” หรือ “วิญญาณขันธ์” ครอบทับขันธ์ห้าของตนอีกชั้นเป็นชั้นนอกสุด โดยเฉพาะกายทิพย์จากพรหมโลก เขาเหล่านี้ไม่ได้มีจิตวิญญาณเพิ่ม แต่มีวิญญาณขันธ์เพิ่มเท่านั้น ทำให้มีคุณสมบัติพิเศษได้แต่เหมือนถูกครอบงำ เช่น ในคนทรงที่มีฤทธิ์

ซึ่งแม้มองไม่เห็นด้วยตาทิพย์หรือตาทิพย์กำลังอ่อนไม่อาจเพ่งกายในกายที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ได้ก็ไม่เป็นปัญหาในการพิจารณาเรื่องจิตวิญญาณหลายดวงในกายนี้ ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าเราเองก็มีหลายจิตหลายใจ, ตัดสินใจอะไรหลายทางจนเลือกเพียงหนึ่งทางได้ยากเหมือนกัน เพราะจิตวิญญาณมีหลายดวง อนึ่ง เรื่องจิตวิญญาณที่มีอยู่ในกายสังขารหลายดวงนี้ มีผลมากต่อการบำเพ็ญบารมีและการปฏิบัติธรรม จึงจำเป็นต้องเข้าใจให้ชัด อัน “มโนธาตุวิภาค มนุษสานัง ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ-  

อภิธรรม เรื่อง มโนธาตุ มนุษสานัง มรรคา ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

มโนธาตุ มนุษสานัง มรรคา

มโนธาตุ หมายถึง จิต, มนุษสานัง หมายถึง มนุษย์, มรรคา หมายถึง วิถีทางหรือวิถีการดำเนินไป รวมแล้วหมายถึง พระธารณีสูตรที่ว่าด้วยวิถีทางการดำเนินไปของจิตในมนุษย์ อันมิใช่จิตสังขาร ที่เกิดจากการปรุงแต่งด้วยอวิชชา (ที่กล่าวไว้ว่ามี ๑๒๑ ดวงบ้าง หรือ ๘๙ ดวง บ้าง) แต่เป็นจิตในฐานะที่อยู่ในกายสังขารมนุษย์ คือ จิตหลักและจิตรอง ซึ่งมีวิถีการดำเนินไป เมื่อได้ปฏิบัติธรรมแล้วแตกต่างกันไม่เหมือนในเทพเทวดาทั้งหลาย ที่จะมีจิตวิญญาณเพียง ๑ ดวง แต่ในสังขารมนุษย์มีจิตวิญญาณได้มากกว่าหนึ่งดวง ดังนี้

 

๑)   เอกจิต มนุษสานัง

คือ มนุษย์ที่มีจิตวิญญาณในกายสังขารเพียงดวงเดียว ได้แก่ ทารกน้อยที่มีจิตวิญญาณแม่ซื้อคอยดูแลอยู่เสมอ, มนุษย์ผู้ก่อนหมดสิ้นอายุขัย ๗ วัน จะเหลือจิตวิญญาณในกายเพียงดวงเดียว จากนั้นจะตายภายใน ๗ วัน, พระภิกษุที่ได้รับการบวชอยู่ในพุทธศาสนาและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ทั้งที่บรรลุอรหันต์แล้วและไม่บรรลุแต่มีจิตแน่วแน่แต่ทางธรรมเพียงอย่างเดียว จะมีจิตวิญาณเหลือในกายสังขารเพียงดวงเดียวได้โดยไม่ละสังขารตายในเจ็ดวัน ด้วยบุญบารมีของพระพุทธเจ้าทรงช่วยให้เจ้ากรรมนายเวรไม่รุมทำร้ายจนละสังขารตายนั่นเอง ในการปฏิบัติเป็น “เอกจิต มนุษสานัง” นี้ ช่วยให้มีจิตแน่วแน่ตรงทาง บรรลุธรรมโดยง่าย จึงไม่มีการสอนให้นิยมในจิตหรือขันธ์มากกว่านี้

 

๒)   ทวิจิต มนุษสานัง

คือ มนุษย์ที่มีจิตวิญญาณในกายสังขารสองดวง คือ จิตหลักและจิตรอง ได้แก่ มนุษย์ทั่วไปที่พ้นวัยทารกไม่ต้องรับการดูแลจากแม่ซื้อแล้วจวบไปถึงวัยก่อนละสังขารตาย ๗ วัน และผู้ที่ไม่ได้บวชเข้าในพระพุทธศาสนาหรือบวชเข้าแล้วแต่ไม่ได้ปฏิบัติตรงทางคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงมิได้ปฏิบัติใน “เอกจิต” หรือ “จิตหนึ่ง” คือ “จิตประภัสสร” นั้น เขาเหล่านี้ย่อมมีจิตวิญญาณในกายสองดวงทั้งสิ้น ทำให้จิตใจไม่แน่วแน่เป็นหนึ่งได้  

 

๓)   มหาจิต มนุษสานัง

คือ มนุษย์ที่มีจิตวิญญาณในกายสังขารหลายดวง (มากกว่าสองดวงขึ้นไป) คือ จิตหลักและจิตรองหลายดวง ได้แก่ มนุษย์ที่อยู่ในกลุ่มของ “ทวิจิต มนุษสานัง” แต่ได้ปฏิบัติจิต บำเพ็ญบารมีขั้นสูงจนมีจิตวิญญาณเพิ่มในกายสังขารมากกว่าสองดวงจิต ส่งผลให้มีบุญบารมีเพิ่ม, มีเรื่องราวชีวิตซับซ้อน, มีความคิดหลากหลาย-ซับซ้อน และหลุดพ้นได้ยากแต่บำเพ็ญบารมีได้มาก เป็นวิถีการดำเนินไปของผู้บำเพ็ญบารมี มิใช่ผู้หวังความหลุดพ้น

 

๔)   อธิจิต มนุษสานัง

คือ มนุษย์ที่มีจิตวิญญาณในกายสังขารหลายดวง (มากกว่าสองดวงขึ้นไป) คือ จิตหลักและจิตรองหลายดวง ได้แก่ มนุษย์ที่อยู่ในกลุ่มของ “มหาจิต มนุษสานัง” แต่ได้ปฏิบัติจิต บำเพ็ญบารมีขั้นสูงขึ้นไปอีกขั้น จนสามารถรวมกำลังใจ แน่วแน่ได้ราวกับมี จิตหนึ่งเดียวหรือมีจิตน้อยกว่าที่เป็น ส่งผลให้นอกจากจะมีบุญบารมีเพิ่มและมีลักษณะคล้ายกับมหาจิต มนุษสานัง แล้ว ยังพ้นจากความสับสน ไม่ขัดแย้งในตัวเอง ทั้งยังสามารถสลับจิตทั้งหลายดวงนั้น ทำกิจต่างๆ ได้เหนือกาย เหนือจิต อีกด้วย จึงได้เรียกว่า “อธิจิต” 

 

อัน “มโนธาตุ มนุษสานัง มรรคา ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ- 

อภิธรรม เรื่อง เอกจิต มนุษสานัง วิปัสสนา ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

เอกจิต มนุษสานัง วิปัสสนา (เต๋า-เต็ก เก็ง)

เอกจิต หมายถึง จิตหนึ่งดวง, มนุษสานัง หมายถึง มนุษย์, วิปัสสนา หมายถึง ภาวะจิตรวมหนึ่งไปสู่การทำให้แจ้งในธรรมต่างๆ รวมแล้วหมายถึง พระธารณีสูตรที่ว่าด้วยภาวะจิตรวมหนึ่งไปสู่การทำให้แจ้งในธรรมต่างๆ ของมนุษย์ผู้มีจิตวิญญาณหนึ่งดวง ดังนี้

  

๑)   จิตหนึ่ง คือ จิตประภัสสรรู้อยู่แล้ว ไม่ต้องยึดความบริสุทธิ์

จิตนั้นมีสภาวะเป็นเช่นนั้นเอง เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่มีความไม่เที่ยง ทำหน้าที่รู้ และไม่อาจยึดมั่นเป็นตัวตนของตนได้ จิตไม่มีสภาวะเป็นอื่น บริสุทธิ์ประภัสสรเป็นเช่นนั้นเอง แต่มีกิเลสมาจรบดบังชั่วคราว กิเลสก็ไม่เที่ยง เป็นเพียงเครื่องปรุงแต่งที่อนิจจัง เกิดดับไปตามวาระ อุปมาดั่ง เมฆลอยมาบดบังดวงจันทร์วันเพ็ญฉะนั้น จึงไม่ต้องไปทำจิตหรือฝึกจิตให้เป็นอื่น ปล่อยให้จิตเป็นเช่นนั้นเองไป ธรรมชาติใดๆ เมื่อเกิดแล้วก็ดับไปเองแม้ แต่กิเลส จึงไม่ต้องไปกระทำให้เป็นอะไรไปอื่น ปล่อยไปตามธรรมชาติ เป็นเช่นนั้นเอง

๒)   จิตพุทธะ คือ มีหน้าที่รู้อยู่แล้ว ไม่ต้องยึดตัวรู้

จิตมีหน้าที่รู้ เป็นธาตุรู้อยู่แล้ว รู้ได้เองอยู่แล้ว จึงมีสภาวะเป็น “พุทธะ” ในตัว แต่จิตแต่ละดวงมีกำลังญาณในการหยั่งรู้ไม่เท่ากัน จิตรู้ของพระพุทธเจ้ามีกำลังญาณหยั่งรู้ได้ทั้ง หมด เรียกว่า “สัพพัญญูญาณ” จิตของพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ มีกำลังญาณหยั่งรู้ได้หมื่นโลกธาตุ จิตของผู้บรรลุพุทธะ (ตรัสรู้เอง) ทั้งหลาย ย่อมรู้ถึงนิพพานได้เอง แต่ไม่ถึงขั้นสัพพัญญูญาณ จิตรู้ของคนทั่วไปก็รู้ได้เองตามกำลังลดหลั่นกันไป ในผู้ไม่บรรลุอรหันต์ จิตรู้ของเขายังรู้ไม่ถึงที่สุดแห่งธรรม เพราะแม้จะรู้ถึงอนิจจังของสรรพสิ่งแล้ว แต่ถูกสิ่งปรุงแต่งจรบดบังบิดเบือนให้ธรรมไม่บริสุทธิ์ จึงเจือปนไปด้วยความลังเลสงสัยไม่จบสิ้น ในผู้บรรลุอรหันต์แล้ว ย่อมมีความรู้เห็นที่บริสุทธิ์ถึงที่สุดคือตรงนิพพาน หมดความสงสัย

๓)   สุญญตา คือ ภาวะกิเลสดับชั่วคราว ไม่ต้องไปทำให้ดับ

สุญญตา หรือ ตทังคนิพพาน คือ ภาวะที่กิเลสดับลงเองชั่วคราว ตามธรรมชาติ ตามหลักอนิจจัง โดยไม่ต้องทำอะไร สิ่งต่างๆ ก็ดับลงเองทั้งสิ้นเพราะไม่เที่ยงอยู่แล้ว เมื่อกิเลสดับลงเองแล้ว จึงไม่มีเครื่องปรุงแต่งบดบังสัจธรรม เมื่อพิจารณาธรรม ทำนิพพานให้แจ้ง ก็จะบรรลุธรรมได้ไม่ยาก ณ ภาวะนี้ แต่ถ้าพิจารณาธรรมนอกภาวะนี้ จะถูกกิเลสจรบดบัง ถูกเครื่องปรุงแต่งอื่นๆ เจือปน ทำให้ไม่เห็นธรรมที่บริสุทธิ์ตามจริง สภาวะนี้ เกิดขึ้นเมื่อธรรมชาติต่างๆ ในจิตดับลงจนเหมือนไร้สรรพสิ่งแม้แต่จิตก็ไม่มีแต่จะไม่เกิดในองค์ฌาน 

๔)   ตถาตา คือ สรรพสิ่งเป็นเช่นนั้นเอง ไม่เป็นไปอื่น 

ความว่างคือ ความว่างเป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่งไม่ใช่แก่นแท้ของสรรพสิ่ง ไม่ใช่สัจธรรม ความดับคือ ความดับไม่ใช่สัจธรรม อะไรๆ ก็ไม่ใช่สัจธรรมให้ยึดมั่นถือมั่น แท้แล้ว สรรพสิ่งมีแก่นแท้คือ ความเป็นเช่นนั้นเองคือ ไม่เที่ยงแท้, กระทบกระทั่งบีบเค้นเป็นทุกข์, ไม่ ใช่ตัวตนของตนที่จะยึดมั่นถือมั่นอะไรได้เลย การคิดว่าสัจธรรมแก่นแท้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้ นำไปสู่การปรุงแต่งธรรม ให้เป็นอื่นไป ทั้งๆ แท้แล้วสรรพสิ่งเป็นเช่นนั้นเองไม่เป็นอื่นแต่เราพยายามไปปรุงแต่งให้ธรรมชาติเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เป็นความว่าง, เป็นความดับ ฯลฯ

 

ผู้ปฏิบัติใน “เอกจิต” ย่อมตรงสู่ความเป็น “หนึ่งเดียว” คือ ความเป็นหนึ่งเดียวของจิตไป สู่ความเป็นหนึ่งเดียวของพุทธะ ไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวของสุญญตาสภาวะ ไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวของตถาตา คือ ความเป็นเช่นนั้นเอง สุดท้ายย่อมตรงต่อนิพพาน ไปไปอื่น เพราะความแน่วแน่หนึ่งเดียวตรงไปตรงมาเช่นนี้ ย่อมชำแรกธรรมให้ลึกซึ้งขึ้นถึงแก่นแท้แห่งธรรม ทำนิพพานให้แจ้งได้ บรรลุธรรมเป็น “อรหันตสาวก” รูปหนึ่งได้ในที่สุด -จบ-   

อภิธรรม เรื่อง ทวิจิต มนุษสานัง วิปัสสนา ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

ทวิจิต มนุษสานัง วิปัสสนา (อิม-เอี๊ยง เก็ง)

ทวิจิต หมายถึง จิตสองดวง, มนุษสานัง หมายถึง มนุษย์, วิปัสสนา หมายถึง ภาวะจิตรวมหนึ่งไปสู่การทำให้แจ้งในธรรมต่างๆ รวมแล้วหมายถึง พระธารณีสูตรที่ว่าด้วยภาวะจิตรวมหนึ่งไปสู่การทำให้แจ้งในธรรมต่างๆ ของทั้งมนุษย์ผู้มีจิตวิญญาณสองดวง ซึ่งมีความแตกต่างกัน จำแนกได้จากการพิจารณาจิตทั้งสองดวงที่อยู่ร่วมกัน ดังต่อไปนี้

     

๑)   ทวิจิตฝ่าย “อิม” 

หมายถึง ภาวะจิตสองดวงในกาย โดยจิตหลักกำลังอ่อนกว่าจิตรอง ส่งผลให้พลังภายในเกิดจาก “นอกเข้าใน” มิใช่ “ในออกนอก” เป็นสำคัญ มนุษย์ผู้นี้ จึงมีลักษณะเป็น “ฝ่ายรับ” (หยิน) ปกติมักพบในมนุษย์เพศหญิงมากกว่าเพศชายเป็นส่วนใหญ่ มนุษย์ในกลุ่มนี้ จะมีปัญหาเมื่อปฏิบัติธรรม เพราะจิตวิญญาณดวงรองอยู่ชั้นนอกขวางจิตวิญญาณหลักไว้ มีอำนาจมากกว่า อุปมาเหมือนพระราชาถูกขุนนางครอบงำฉะนั้น กรณีจิตหลักมีบุญบารมีน้อยเช่น จิตวิญญาณมีบุญบารมีต่ำกว่าเซียนลงไปการบำเพ็ญธรรมจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ “จิตหลักจุติออกจากร่าง” หรือ “จิตหลักนิพพานไปก่อน” แต่ในกรณีจิตหลักสำเร็จตั้งแต่เซียนขึ้นไปเช่นพระเทวทัตมีจิตหลักเป็นเซียนแต่จิตรองเป็นมารที่มีฤทธานุภาพมากกว่า จำต้องสลายจิตวิญญาณดวงรองที่เป็นมารก่อน ซึ่งปกติเมื่อจิตมารสลายแล้วจะเกิดใหม่เป็นมังกรดำ แล้วดูดซับพลังจิต, พลังความคิดของภาคมาร จนจิตวิญญาณเติบโตเต็มที่ จึงสลายอีกครั้งแล้วเกิดใหม่ จึงจะหลุดพ้นจากความเป็นมารได้ เช่นนี้ การบำเพ็ญธรรมจึงจะสามารถดำเนินต่อไปได้ ไม่เกิดปัญหาเฉกเช่นพระเทวทัต วิธีการคือ เมื่อได้พบผู้มี “ทวิจิตฝ่ายอิม” แล้ว ยังไม่ควรให้รีบบวช ควรให้เขาอยู่ทางโลก ชำระกรรมจนเต็มที่ก่อน จนจิตวิญญาณสลายครบ ๒ ครั้ง ก็ค่อยบวชเข้าในพระพุทธศาสนาได้ ย่อมจะไม่มีภัย

 

๒)   ทวิจิตฝ่าย “เอี๊ยง”

หมายถึง ภาวะจิตสองดวงในกาย โดยจิตรองกำลังอ่อนกว่าจิตหลัก ส่งผลให้พลังภายในเกิดจาก “ในออกนอก” มิใช่ “นอกเข้าใน” เป็นสำคัญ มนุษย์ผู้นี้ จึงมีลักษณะเป็น “ฝ่ายให้” (หยาง) ปกติ มักพบในมนุษย์เพศชายมากกว่าเพศหญิงเป็นส่วนใหญ่ มนุษย์กลุ่มนี้ สามารถบำเพ็ญธรรมได้โดยไม่มีปัญหา เมื่อจิตวิญญาณดวงหลักมีกำลังมากกว่า ย่อมจะพัฒนาไปจนถึงที่สุดแห่งธรรมแล้วโปรดจิตวิญญาณดวงรองให้บรรลุธรรมตามไปได้ ดังนี้ การรับมนุษย์เพศชายก่อนในการปฏิบัติธรรมนั้น จึงเป็นได้ตามเหตุผลดังกล่าวนี้ด้วย

           

อนึ่ง ผู้บำเพ็ญธรรมแบบ “เอกจิต” นั้น มักมีจิตหลักเป็น “ภิกษุ” และมีกรรมน้อย จึงไม่มีจิตวิญญาณอื่นๆ แทรกอีก เจ้ากรรมนายเวรยอมปล่อยไปสู่ทางธรรม แต่สำหรับผู้บำเพ็ญธรรมแบบ “ทวิจิต” นั้น เพราะมีกรรมหรือบุญบารมีมากคู่กัน ทำให้จิตวิญญาณหลัก มักมีบุญบารมีมากกว่าภิกษุเช่น เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นต้น เขาเหล่านี้จะไม่อาจละจิตวิญญาณรองออกได้ ด้วยเหตุจาก “วิบากกรรม” ดังกล่าว แม้จะพยายามสละจิตวิญญาณดวงรองออก ก็จะมีจิตวิญญาณดวงใหม่ๆ ที่มีฤทธานุภาพมากขึ้นไปเข้าแทรกอีก เช่นนี้ เรื่อยไป จึงได้กล่าวว่าเป็นธรรมชาติ เป็นปกติ เป็นธรรมดา ขอให้ยอมรับเถิดว่าเป็นเช่นนั้นเอง ไม่ต้องไปพยายามเปลี่ยนแปลงธรรมชาตินี้ เพียงเข้าใจธรรมชาตินี้ แล้วดำเนินตามสภาวะธรรมชาติที่ควรจะเป็นอย่างที่ “ทวิจิต” นั้นเป็นอยู่ ก็จะสามารถปฏิบัติธรรมต่อไปได้ไม่มีปัญหา ทั้งนี้ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเมื่อบรรลุธรรม ก็ล้วนเป็น “ทวิจิต มนุษสานัง” ทั้งสิ้น อัน “ทวิจิต มนุษสานัง วิปัสสนา ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ- 

อภิธรรม เรื่อง อธิจิต มนุษสานัง วิปัสสนา ธารณีสูตร

 

ขอน้อมนบแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในอดีตกาลนานมาจวบจนปัจจุบันและอนาคตกาล อีกทั้งพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายทั้งปวง ผู้น้อยสืบทอดเจตนารมณ์ในการสืบสายธรรม ค้ำพระพุทธศาสนา ประกอบกิจกึ่งกลางพุทธกาลห้าพันปี ณ พุทธศักราชที่ ๒,๕๕๓ ขอแสดงทิฐิเทศนาด้วยพระสูตรดังต่อไปนี้

 

อธิจิต มนุษสานัง วิปัสสนา (เก้า-เอี๊ยง เก็ง)

อธิจิต หมายถึง เหนือจิตใดๆ, มนุษสานัง หมายถึง มนุษย์, วิปัสสนา หมายถึง ภาวะจิตรวมหนึ่งไปสู่การทำให้แจ้งในธรรมต่างๆ รวมแล้วหมายถึง พระธารณีสูตรที่ว่าด้วยภาวะจิตรวมหนึ่งไปสู่การทำให้แจ้งในธรรมต่างๆ ของมนุษย์ผู้มีจิตวิญญาณหลายดวง ซึ่งพบในผู้มีบุญบารมีมาก จึงมีจิตวิญญาณคุ้มครองในกายสังขารมาก พบในพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีมากเป็นพิเศษ หรือผู้บรรลุธรรมขั้นสูง เช่น บรรลุพุทธะ (ยูไล) แบบพิเศษ ดังนี้

 

๑)   สภาวะความมีจิตหลายดวงในกาย

เมื่อบุคคลบำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวดด้วยตัวคนเดียว ไม่มีมนุษย์ผู้ใดยื่นมือเข้ามาช่วยเลย แต่เขาได้บำเพ็ญบารมีถึงขั้นควรที่จะได้รับการช่วยเหลือหรือมีบริวารแล้ว บริวารย่อมมาในรูปอื่นที่ไม่มีกายสังขารคือ เป็นจิตวิญญาณมาร่วมอาศัยในกายสังขารนั้นๆ ได้ มากขึ้น จนมีจิตวิญญาณในกายสังขารมากกว่าสองดวงขึ้นไป ซึ่งมีทั้งข้อดีและเสีย กล่าวคือ ทำให้อายุขัยยืนยาวขึ้น, มีผีคุ้มครอง, ฤทธิ์เดชมากขึ้น ฯลฯ แต่ก็ส่งผลให้เป็นคนหลายจิตหลายใจ, สับสนในตัวเองตัดสินใจได้ยาก, ปั่นป่วนภายใน, มีกรรมเข้าถึงตัวมาก, มีชีวิตที่ซับซ้อนยุ่งเหยิง เป็นต้น ภาวะนี้เรียกว่า “มหาจิต” แต่เมื่อฝึกปฏิบัติจิตต่อไป อย่างถูกวิธีแล้ว ก็จะบรรลุสภาวะเหนือกายเหนือจิต ที่เรียกว่า “อธิจิต” หมดปัญหาภายในได้  

๒)   ความเป็นหนึ่งเดียวของจิตทุกดวง

เมื่อจิตแต่ละดวงบรรลุอรหันตผลทั้งหมด ย่อมมีความเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ย่อมไม่เกิดความแตกแยก ย่อมรวมกันอยู่ได้ในกายสังขารเดียว ไม่เกิดภาวะความสับสน, ปั่นป่วนภายใน แต่หากจิตมิได้บรรลุอรหันตผลทั้งหมด จำต้องมี “จุดมุ่งหมายร่วมกัน” เช่น มีความปรารถนาพุทธภูมิเป็นกำลัง เป็นเป้าหมายปลายทางเช่นกัน ก็จะเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ดุจดัง ดวงดาวมากมายในนภากาศที่เป็นหนึ่งเดียวกัน อยู่ร่วมกันได้ไม่มีปัญหาฉะนั้น

๓)   จิตประธาน จิตบริวาร โปรดกันเอง

จิตวิญญาณหลายดวงที่อยู่ในกายสังขารเดียวกัน จำต้องมีจิตหลักที่เป็นประธาน ดุจดั่งระบบสุริยจักรวาลที่มี “ดวงอาทิตย์” เป็นศูนย์กลางฉะนั้น หากจิตหลักบรรลุธรรมขั้นยูไล แล้ว ย่อมสามารถโปรดจิตวิญญาณดวงอื่นได้โดยไม่มีปัญหา เป็นจิตที่มีแสงธรรมในตัว ดั่งดวงอาทิตย์ ที่มีดาวเคราะห์รายรอบได้อาศัยแสงของดวงอาทิตย์ฉะนั้น การโปรดจิตภายในกายสังขารของตนเอง ทำให้เกิดการปฏิบัติจิตและบรรลุธรรมมากกว่า ๑ ครั้งได้ แต่ละครั้งจะได้ธรรมกำมือหนึ่งเฉพาะตัวต่างกันไปของแต่ละดวงจิต เมื่อรวมกันในกายเดียวแล้ว จะกลายเป็นผู้เห็นธรรมรอบด้าน, มีความชัดเจน และละเอียดเป็นพิเศษได้

๔)   อธิจิต คือ ภาวะเหนือกาย เหนือจิต

เมื่อโปรดจิตทุกดวงจนบรรลุอรหันตผลแล้ว มีความสงบนิ่งแล้ว จิตวิญญาณจะซ้อนกันเป็นชั้นๆ ในกายสังขาร เมื่อเพ่งด้วยตาทิพย์ จะเห็น “กายในกาย” ซ้อนกันเป็นชั้นๆ อยู่ ทำให้การทำกิจได้ผลไม่มาก คือ กายทิพย์ชั้นนอกสุดเท่านั้นที่เป็นผู้นำวิบากกรรมเข้ามา ไม่อาจชำระกรรมบางส่วนได้ทั้งหมด เพราะกายทิพย์แต่ละกายจะขวางธรรมกันเอง ทำให้แม้บรรลุอรหันตผลแต่อาจไม่ได้นิพพานเพราะถูกจิตวิญญาณแทรกขวางกันเองไว้ แต่เมื่อฝึกจิตได้ถึงขั้น “อธิจิต” แล้ว ย่อม “สลับจิตวิญญาณ” ภายในกายได้ไม่จำกัดด้วยขีดขั้นใด จิตวิญญาณสลับกันไปมาย่อมมีอิสระ สามารถรับวิบากกรรมได้โดยไม่ถูกกีดกั้น บุคคลที่ฝึกจิตได้ถึงขั้น “อธิจิต” นี้ จะเหมือนคนที่มีหลายบุคลิก แต่จะไม่สับสนในตัวเอง

อนึ่ง บุคคลที่มีบุญบารมีน้อยควรฝึกแต่เพียงเอกจิต เฉพาะบางคนจึงฝึกอธิจิตได้สำเร็จ อัน “อธิจิต มนุษสานัง วิปัสสนา ธารณีสูตร” ควรแก่กาลแล้ว ขอจบลงเพียงเท่านี้ -จบ- 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เจ้าทึ่ม วันที่ : 26/09/2010 เวลา : 14.40 น.

^-^

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]