• physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-18
  • จำนวนเรื่อง : 236
  • จำนวนผู้ชม : 804441
  • ส่ง msg :
  • โหวต 94 คน
พุทธบาท โอกาสแห่งการชำระกรรมด้วยแสงธรรมไร้ประมาณ
หลักการฝึกจิตที่ง่ายและพิสดารล้ำลึกที่คุณไม่อาจค้นหาได้จากที่ใดในโลก และในหนังสือเล่มใด เพราะผู้เขียนเป็นบุคคลลึกลับและไม่พิมพ์เผยแพร่ทางสื่ออื่นใด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath
วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน 2553
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 8426 , 09:14:22 น.  
หมวด : ส่งการบ้านครู

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง ไม่ปฏิบัติธรรมจะบรรลุธรรมได้จริงหรือ?

 

ถาม : ไม่ต้องปฏิบัติธรรมแล้วจะบรรลุธรรมได้จริงหรือ?

ตอบ :

ไม่ปฏิบัติธรรมอาจไม่บรรลุธรรมแต่อาจบรรลุธรรมก็ได้ถ้าเข้าใจพุทธศาสนาอย่างแท้จริง “กระจกใสแล้ว ไม่ต้องเช็ด” เธอเข้าใจความหมายในคำพูดของท่านเว่ยหลางนี้อย่างไร จิตมันบริสุทธิ์ของมันอยู่แล้วทุกคน จิตเป็นประภัสสรเหมือนดวงจันทร์วันเพ็ญนั้นกิเลสมาจรเป็นครั้งคราวไม่จีรังเท่านั้น อาศัยจังหวะกิเลสจรออกไปเหมือนท่านสุภัททะที่บรรลุได้ด้วยการพิจารณาดวงจันทร์ที่มีเมฆจรออกเหมือนกันอย่างนี้คือ “สุญตา” ก็พิจารณาธรรม ทำนิพพานให้แจ้งฉับพลันนั้นเลยก็บรรลุอรหันต์เลย นี่คือทางง่าย, ทางลัด, ทางตรง ยิ่งไปหาทางยาก ก็จะได้ทางยาก ยิ่งหาทางง่าย ก็จะได้ทางง่าย แม้ทางง่ายอาจผิดทางไปบ้างใน ๗ หรือ ๑๐ ครั้งแรก แต่ต้องมีสักครั้งที่ได้พบทางลัดตัดตรง ใช่ไหม เอาอย่างนี้ ดูพระอานนท์ ตอนบรรลุธรรมท่านใช้กรรมฐานอะไร ท่านฝึกจิตอย่างไร ไม่เลย ท่านทำกิจเป็นองค์อุปัฏฐากมาตลอดชีวิต จนไม่เหลือพระพุทธเจ้าให้ทำต่ออีกแล้ว ท่านทุกข์ใจ แอบร้องไห้ร่ำว่าไม่มีพระพุทธเจ้าแล้วท่านจะอุปัฏฐากใคร? หมดกิจแล้ว ทุกข์หนอ เฮ้อ เอนตัวนอนดีกว่า ก็บรรลุธรรมเลย ก็จบกิจไง จบพรหมจรรย์ด้วย ทุกข์ก็มี แล้วทุกข์ก็ดับไปเอง ท่านพิจารณาธรรมฉับพลันตอนกำลังเอนตัวลงนอนนั่นแหละจึงบรรลุฉับพลัน ซึ่งการไม่ฝึกจิต ไม่ปฏิบัติธรรมนี้ไม่ใช่จะไม่ทำอะไรเลย แต่เป็นการทำกิจของตนให้จบ ทำพรหมจรรย์ของตนให้สิ้นๆ ไปเสีย ให้มันหมดๆ ภาระ หมดๆ วิบากกรรมที่บดบังดวงตาเห็นธรรมไปเสีย พอหมดแล้ว ก็ง่ายเลย ไม่ต้องไปให้จิตทำอะไร หรือเป็นอย่างไร สมาธิ ก็ไม่ต้องเจริญ พรหมจรรย์สิ้นแล้ว กรรมฐานไม่ต้อง ทุกข์มีมันดับเอง พอทุกข์ดับก็เข้าสู่สุญตา พิจารณาธรรมฉับพลัน ทำนิพพานให้แจ้งเลย ก็ได้แล้ว แค่นี้เอง นี่แหละที่เขาว่าเซน ไม่ต้องไปฝึกจิต, ทำสมาธิอะไร อาจารย์เซนไม่สอนหรอกสมาธิน่ะ มีอาจารย์เซนท่านหนึ่งกล่าวว่า “ก่อนฝึกจิตเห็นภูเขาเป็นภูเขา พอฝึกจิตเห็นภูเขา ไม่ใช่ภูเขา พอเลิกฝึกจิต เห็นภูเขาเป็นภูเขา” นี่คือ ความนัยที่ว่าฝึกจิตมันเป็นการฝึกปรุงแต่งจิต, ฝึกคิด, ฝึกอัตตา, ฝึกอะไรไม่รู้ ที่ไม่จำเป็นต้องฝึก เพราะจิตมันประภัสสรอยู่แล้ว พอไม่ฝึกก็เห็นธรรมตามจริงได้ แล้วต้องไปฝึกอะไรกันอีก มันได้จริงๆ นะ ไม่เชื่อลองดูสิ ทำกิจให้จบ ทำกิจที่ตนคั่งค้างทุกอย่างให้หมด จนไม่มีใครเขามาทวงให้เราไปทำอะไรแล้ว หาอะไรทำก็ไม่ได้ ไม่มีอีก หมดแล้ว สิ้นแล้ว ทุกข์ก็ให้มันทุกข์ไปถึงที่สุด จนมันดับเอง ตรงนั้นละ สุญตาเกิดแล้ว เข้าสู่วิปัสสนาญาณฉับพลัน เห็นธรรมตามจริง ทำนิพพานให้แจ้งได้ทันที เยอะแยะมากเกินบรรยายว่าพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลบรรลุธรรมได้โดยไม่ต้องฝึกจิตน่ะ เขาเรียกว่า “ทำพรหมจรรย์ให้สิ้น” คือ ทำให้มันจบๆไปเสีย อย่าทำค้างแช่วน

 

ถาม : แล้วที่ไตรปิฎกสอนกรรมฐานสี่สิบนั่นละ หมายความว่าอย่างไร?

ตอบ :

เขาสอนคนที่อินทรีย์อ่อน ให้เจริญพรหมจรรย์ให้สิ้นๆ ไป คือ ทำให้สมดุล ที่เรียกว่าพละห้าสมังคี ก็พอแล้ว ไม่ต้องไปแข่งกับพราหมณ์ พราหมณ์เขาทำแข่งกันพอเก่งแล้วก็เอามาแสดงด้วย จะได้เรียกศรัทธาคน ได้ลาภสักการะ นี่คือวิถีพราหมณ์ พระพุทธเจ้าหาวิธีช่วยคนที่อินทรีย์อ่อนอันมีจริตแตกต่างกันไป ทำให้ได้วิธีปรับอินทรีย์ห้าให้สมดุลขึ้นด้วยการฝึกจิต เป็นกรรมฐานทั้งสี่สิบวิธี สำหรับ “บัวตูมพ้นน้ำ” ไม่ใช่สำหรับ “บัวบานพ้นน้ำ” พวกที่อินทรีย์ห้าดีอยู่แล้ว บานเองได้ ไม่ต้องฝึกจิตก็ได้ ง่ายๆ เลย คนที่บำเพ็ญบารมีนี่ ทุกคนอินทรีย์ห้าดีพอบรรลุธรรมทั้งสิ้น อาสวักขยญาณ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ฝึกๆ กันนั้นเป็นญาณอื่น จะเอา “สัพพัญญูญาณ” กัน พวกบำเพ็ญบารมีเลยฝึกเยอะ ฝึกมาก เวลาจะได้บรรลุธรรมจะรู้เลยว่ามันไม่ใช่เรื่องยาก เหมือนเส้นผมบังภูเขา ยิ่งคิดว่ายาก, ยิ่งลังเลสงสัยยิ่งไม่ได้ มันใช่อยู่แล้ว ที่เห็นอนิจจังนั่นน่ะ แต่ลังเลสงสัยอยู่นั่น เลยไม่บรรลุเสียที อย่างพระกวนอิมเหมือนกัน ได้อยู่แล้ว แต่คิดว่ายังไม่ได้มั้ง เลยมีเด็กไปแกล้งหลอกเอากิ่งหลิวปักแจกัน ก็คิดว่าเป็นไปตามนิมิตจะได้บรรลุธรรม ก็ถูกเด็กคนนั้นแกล้งตีหัวอีก ทีนี้ก็บรรลุธรรมเลย กรรมฐานแบบพุทธไม่ใช่แบบพราหมณ์ อย่าไปวนอยู่กับการฝึกจิตนะ

 

ถาม : แล้วธรรม ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ ไม่ต้องเอามาปฏิบัติหรอกหรือ?

ตอบ :

ไม่ใช่ให้ปฏิบัติ และไม่ได้ห้ามการกระทำใดๆ ถ้าพระพุทธเจ้ามานั่งให้เธอทำนั่นนี่ และห้ามเธอทำนั่นนี่นะ พระพุทธเจ้าก็รับวิบากกรรมร่วมกับเธอไปด้วยทุกการกระทำและไม่กระทำ เพราะอะไร ก็เพราะท่านเป็นคนสั่งเธอ, สอนเธอ, ห้ามเธอ นั่นไง นี่ไม่ใช่ทางที่จะนิพพานนะ พระพุทธเจ้าไม่ใช่พราหมณ์ ไม่มีตัวตนของตนเป็นครูอะไรทั้งนั้น หมดซึ่งการยึดถือตัวตน ไม่มีตัวไหนยึดอีก ความเป็นครูบาอาจารย์ท่านตัดได้ตั้งแต่ตอนบรรลุ

 

ธรรมทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกให้เธอไปทำแต่มันเป็นแค่ “สัจธรรม” ที่ “มีอยู่แล้ว” แล้วก็ “ดับลงไปเอง ไม่เที่ยง” ทั้งนั้น มันเป็นเช่นนี้เอง อยู่แล้วนะ ไม่ใช่ไปนั่งทำให้มันมี ถามหน่อย คนที่เกิดมาก็สวยแล้วนี่เขาเรียกว่าสวยตามธรรมชาติใช่ไหม ส่วนคนที่ไปทำหน้ามา ศัลยกรรมให้สวย อันนั้นมันไม่ใช่ธรรมชาติ มันปรุงแต่งใช่ไหม แล้วธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ของพระพุทธเจ้านี่ เป็นธรรมชาติ หรือว่าเป็นธรรมศัลยกรรมที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้น, สร้างทำขึ้นละ ไม่ใช่หรอก ใช่ไหมละ ธรรมะที่ท่านตรัสเป็นสัจธรรมความจริงที่มีอยู่แล้ว เรามีอยู่แล้ว ดับเองอยู่แล้ว เราเห็นมันแจ้งจางปางหรือยังเท่านั้น ถ้าแจ้งจางปางแล้วก็จบ ไม่ต้องไปทำหรือห้ามไม่ให้อะไร ธรรมชาติมันก็ดำเนินของมันไปเอง เป็นไปตามธรรมชาติไม่ต้องเสแสร้ง, ไม่ต้องมีบท, ไม่ต้องสร้างทำ

 

ถาม : แล้วธรรม ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ ถ้าไม่ปฏิบัติแล้วจะให้ฟังเฉยๆ หรือ?

ตอบ :

ไม่ใช่ฟังเฉยๆ แล้วก็โง่ทึบหลงโลกเหมือนเดิม แต่ให้ฟังแล้ว “ปัญญาแจ้งโลกสว่างไสว” พอมันเกิดปัญญาแล้ว มันไปได้เองของมันเอง มันรู้เองเลยว่าเอ อันนี้เราหมดกิจแล้ว อันนี้เป็นกิจคั่งค้างของเรา ต้องไปทำให้หมดๆ เสียก่อน จิตรู้มันรู้ถึงธรรมชาติที่ต้องทำและไม่ต้องทำของมันเองเลย มันทำไปเองเลยตามธรรมชาติของมัน ไม่มีรูปแบบที่แน่นอนที่ชัดเจนให้ยึดมั่นถือมั่นเอาตามอย่างใคร มันเป็น “ปัจจัตตัง” กรรมใครกรรมมัน คนเราทำกรรมมาไม่เหมือนกันจะให้มีวิถีชีวิตดำเนินไปเหมือนกันได้อย่างไร จึงยึดมั่นธรรมก็ไม่ได้ อนึ่ง คนเราจะบรรลุธรรมปัญญาสว่างไสวตั้งแต่ฟังธรรมตอนนั้นเลยก็ได้ หรือหลังจากฟังธรรมไปแล้ว ไปใช้ชีวิตตามปกติ แล้วสภาวธรรมชาติ จึงปรากฏแสดงตัวเองอย่างชัดแจ้ง ไม่มีสิ่งปรุงแต่งบดบัง แล้วก็บรรลุเอาตอนนั้นก็ได้ หรือบางคนบรรลุธรรมมาก่อนจะได้ยินได้ฟังธรรมก็มี พอได้มาพบพระพุทธเจ้า ก็ยังลังเลสงสัยในสิ่งที่ตนรู้อยู่แล้วนิดหน่อย คือ ยังมีแต่วิจิกิจฉา ไม่ใช่ความไม่รู้นะ จิตมันเป็นธาตุรู้อยู่แล้ว ทุกคนมีจิต มีตัวรู้อยู่แล้ว แต่เพราะยังอยากรู้มากเกินไป กว่าที่รู้แค่ง่ายๆ นั้น (คือ รู้ไตรลักษณ์) จึงหลงออกไปแสวง หาความรู้ในป่าใหญ่ หลงทางอยู่ด้วยความลังเลสงสัย ใคร่รู้นั่นแหละ ถึงได้เรียกว่าหลง ถ้าเราไม่อยากรู้มากเกินไป ก็ตรงนิพพานได้ง่ายๆ แต่นี่ก็อยากรู้กันเยอะ อยากรู้มากกว่านั้น ก็เลยไม่ใช่ความไม่รู้ แต่เป็นความลังเลสงสัยที่กั้นเราไว้ ทำให้ไม่บรรลุธรรมด่านแรก คือ โสดาบัน เพราะมีวิจิกิจฉาขวางกั้น พอท่านเคลียร์ให้หมดวิจิกิจฉาก็บรรลุธรรมเลย

 

ถาม : แล้วอวิชชาและอวิชชาสังโยชน์ละ มันไม่ได้หมายความว่าความไม่รู้หรือ?

ตอบ :

ไม่ใช่ แปลกันผิดไปแล้ว “อวิชชา คือ สิ่งที่ไม่ใช่วิชชา” โดยวิชชาหมายถึงสิ่งที่นำไปสู่ความหลุดพ้นทุกข์นั่นเอง ดังนั้น อวิชชาคืออะไรใดๆ ก็แล้วแต่ที่ไม่นำไปสู่ความหลุดพ้นทุกข์ได้ อันเป็นผลมาจากการที่เรารู้อยู่แล้ว แต่ยังอยากรู้มากกว่านั้น มีความสงสัยใคร่รู้มากกว่านั้น เกิดวิจิกิจฉานำพาเราออก “นอกลู่นอกทาง” ที่ “รู้อยู่แล้ว” นั้นไป ถามหน่อย ใครบ้างไม่รู้ว่าสุดท้ายสรรพสิ่งก็อนิจจัง สุดท้าย คนเราไม่พ้นความตาย แม้แต่โลกเรานี้ ยังคิดกันเลยว่า “โลกจะแตก” คิดกัน กลัวกัน สงสัยกันหลายตลบ นี่ไม่รู้จริงๆ หรือ? ไม่จริงหรอก เรารู้กันทั้งนั้น แต่ “อวิชชาคือความหลง” พาออกไปจากความรู้ที่ตนก็รู้แล้วนั้น เพราะอำนาจความอยากรู้มากขึ้น มากเกินไป นำออกไป พอร้อยรัดเข้าก็เป็นสังโยชน์ไป   

 

ถาม : อย่างนี้ไม่เป็นการขวางทางการฝึกจิตปฏิบัติธรรมของผู้อื่นหรือ?

ตอบ :

ไม่ใช่ เราไม่ได้ปฏิเสธการฝึกจิตอันเป็นพื้นฐานแต่เราได้ชี้ทางตรงที่ไม่ต้องฝึกจิตก็บรรลุธรรมได้ต่างหาก เราแจ้งให้เขาเห็น “ทางลัดตัดตรง” ไม่ต้องอ้อมไปไกล ไม่ได้ขวาง แต่เป็นการชี้ทางตรง เมื่อเราเห็นเขาเดินทางอ้อม เราบอกเขาว่าทางนั้นไม่ใช่ทางลัดตรง นี่ไม่ใช่การขวางทางนิพพานแต่อาจเป็นการขวางทางอ้อมที่เขากำลังจะไปไกลนั้น ผู้เขียนก็เคยมาแล้วฝึกจิตเพื่อดับกิเลส ถามว่าได้ผลไหม ได้จริงนะแต่ชั่วคราว เป็นการฝึกดับจิต ดับได้ชั่วคราว เหมือนคนไร้จิต ไร้หัวใจ ไม่มีความรักใคร่ใครอีกเลย นี่ด้วยอำนาจของการฝึกจิต แต่มันไม่ถูกหรอก มันเป็นการปรุงแต่งจิต ให้จิตเป็นอย่างอื่นตาม แต่เราจะมองว่าให้เป็นอย่างไร ในกรณีนี้ ไปทำให้จิตมันดับสูญ มันก็เกิดผลจริงแต่ไม่แท้ ได้ชั่วคราว ทำให้จิตมีอาการว่างดับ หรือลืมอะไรง่ายมากๆ หรือเหมือนกับคนที่ตายแล้วเกิดใหม่ก็มี เช่น เวลานอนหลับไปเรากำหนดจิตเข้าสมาธิ แล้วมันลึกมากเหมือนลงเหวไปเลย มันก็เข้าสู่อาการดับลึก พอตื่นขึ้นมาบางครั้งงงๆ ว่าที่นี่ที่ไหน เวลาผ่านไปแล้วเท่าไร ถึงขนาดนั้นก็มีมาแล้ว แต่นี่มันไม่ใช่ มันปรุงแต่งจิต เป็น “สุญตสัญญา” ไม่ใช่ “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” คือ ไม่ใช่จะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่เชิง แต่ว่าดับลึกลงไปเลย แต่มันไม่ได้เป็นธรรมชาติ การปฏิบัติที่ถูกต้องคือการไม่ต้องไปปฏิบัติให้มันเป็นอย่างไร ปล่อยมันไปตามธรรมชาติ มันจะดับเองเมื่อถึงเวลา แล้วพิจารณาฉับพลันก็จะเห็นว่าสิ่งใดเกิดขึ้นก็ดับไปเองทั้งสิ้นนี่แหละอนิจจัง ไม่ต้องไปทำให้มันดับ ไม่ต้องไปดับมัน ไม่เช่นนั้น จะผิดทางแบบผมทำให้ส่งผลเสียตามมา ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตาม ปกติ คือ ไม่อาจมีครอบครัว ไม่อาจมีความรักได้ เหมือนคนไม่มีกามนะ แต่มันไม่ใช่นะ เป็นการกระทำกรรมต่อจิตตัวเอง ทั้งๆ ที่ยังมีวิบากกรรมต้องรับในรูปมีครอบครัวแต่กลับมีไม่ได้แล้ว เพราะฝึกจิตผิดทางอย่างนี้เอง ถึงได้เตือนท่านไว้ด้วยความหวังดี ยังมีคนอื่นที่เป็นอย่างผมมาก เช่น บางคนฝึกจิตให้เย็นให้หนักแน่น พอจิตมีกำลังมาก พลังธาตุน้ำแข็งก็ห่อหุ้มดวงจิต ทำให้เป็นคนที่ดูไม่มีโกรธและกามแล้ว แต่มันไม่ใช่ แท้แล้ว มันเกิดจากกำลังจิตกระทำเปลี่ยนแปลงธรรมชาติเดิมแท้ของจิต ทำให้จิตเปลี่ยนสภาวะไป ทำให้ไม่อาจมีครอบครัวได้ เป็นโสด และไม่อาจชำระวิบากกรรมกับคู่ของตนได้ อย่างนี้ ไม่นิพพานนะ อย่าคิดว่าตนอรหันต์แล้วด้วยวิธีนี้ละ การจะได้นิพพานจริงๆ คือ ปล่อยตามธรรมชาติเลย เพราะเชื่อว่าทุกอย่างอนิจจังจริงๆ ไม่ต้องไปกระทำนะ ยิ่งไปกระทำจิต ไปทำให้จิตเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ มันยิ่งปรุงแต่งให้จิตผิดไปตามธรรมชาติเดิมแท้ เช่น บางคนไปทำให้จิตว่างอยู่ตลอด นี่ก็ไม่ใช่นะ มันจะว่างก็ว่างตามธรรมชาติ มันจะไม่ว่างก็ไม่ว่างตามธรรมชาติ ปล่อยตามธรรมชาตินะ ให้เห็นชัดเลยว่าธรรมชาติมีสภาพไม่เที่ยงอย่างนี้เอง ไม่ต้องกระทำอะไรกับมัน ปล่อยตามธรรมชาติจริงๆ ไม่ต้องไปกำหนด ไม่ต้องไม่ตั้งเจตนา บางคนไปกำหนดรู้ให้จิตมัน ให้มันรู้อยู่เนืองๆ ก็มี นี่ก็ไม่ใช่ จิตมันจะทำหน้าที่รู้ก็ช่างมัน มันหมดกิจรู้ สภาวะรู้ดับลงไปก็ช่างมัน อย่าไปตั้งจิตยึดให้มันรู้ ไม่ต้องไปฝึกให้มันรู้ ปล่อยตามธรรมชาติ ถ้ามันควรจะรู้มันก็รู้ ถ้ามันควรจะไม่รู้มันก็ไม่รู้ นี่ปล่อยตามธรรมชาติ แล้วก็แจ้งในอนิจจังเสียว่าไม่มีอะไรเที่ยงแท้จริงๆ การจะนิพพานได้จริง ต้องไม่กระทำอะไรเลย ไม่ต้องไปกระทำอะไรทั้งนั้น ปล่อยตามธรรมชาติแล้วเห็นธรรมตามจริงได้ว่าสรรพสิ่งอนิจจังเท่านั้นเอง ยิ่งไปกระทำให้จิตเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ยิ่งห่างไกลออกไปจากนิพพาน มันก่อภาวะจิตแบบใหม่ แล้วภาวะนี้เองที่ก่อมาก กระทำให้มากแล้ว เกิด “ภพ” เมื่อมีภพ ก็ต้องมี “ชาติ” และ ชรา และมรณะตามมา วนเวียนอยู่ใน “วัฏฏะ” นี่ไม่ใช่ทางนิพพาน ปัจจุบันนี้ พวกเราชอบไปคิดสร้างสรรค์, กำหนดจิตให้มีรูปแบบอย่างนั้นอย่างนี้มากมาย เช่น ให้เป็นจิตที่มีกำลังบ้าง พอไม่มีเข้าก็ว่าไม่ดี, ให้เป็นจิตมีสมาธิบ้าง พอไม่มีเข้าก็ว่าผิด, ให้เป็นจิตที่มีสติบ้าง พอไม่มีเข้าก็ว่าไม่ถูก ฯลฯ ไม่ต้องไปทำอะไรกับจิต ไม่ต้องไปทำอะไรกับธรรมชาติ ปล่อยมันไปทุกอย่างนั่นแหละ แล้วเห็นแจ้งว่าสรรพสิ่งอนิจจังจริงๆ เกิดเองแล้วดับเองทั้งสิ้น แม้แต่กิเลส ก็ไม่ต้องไปดับ ยิ่งไปกระทำการดับ ยิ่งไม่เข้าใจหลักอนิจจัง พยายามดับอยู่นั่น เป็นการกำหนดจิตให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ปรุงแต่งจิตไปเรื่อยๆ ไม่เป็นธรรมชาติเดิมแท้ของจิต นี่ก็ไม่ใช่          

 

ถาม : แล้วสติปัฏฐานสี่นี่ต้องฝึกหรือไม่?

ตอบ :

คุณอ่านในพระสูตร “มหาสติปัฏฐาน” ดีๆ นะ มีไหมที่เขาบอกว่าให้ไปฝึกสติ มีแต่ว่าให้ทำให้มันแจ้งด้วยปัญญาเสีย ขนาดเปรียบเปรยว่า “คนทอผ้าเห็นด้ายหดไปเป็นอนิจจัง ก็บรรลุธรรมได้เลย” ถามหน่อยสิ แล้วคนทอผ้าไปเดินจงกลมเจริญสติยกหนอ, ย่างหนอ, เหยียบหนอ กินไก่ย่างหนอที่ไหน ไม่มี พระที่ได้ฟังสติปัฏฐานสูตรนั้นเล่า เพียรไปก็ไม่ถึงธรรม พอถูกเสือคาบไปกิน งาบมาถึงขาแล้ว เห็นอนิจจังก็บรรลุธรรมได้ทันที แล้วเขาบอกหรือว่าพระพวกนั้นไปฝึก, ไปเจริญ, ไปเดินจงกลมอะไรกันนั่นน่ะ ไม่มีนะ อ่านดูดีๆ หรือยัง การเจริญสติอะไรนี่ เรามาคิดสร้างสรรค์กันเองในภายหลังทั้งนั้น สมัยพุทธกาล ไม่ต้องฝึกเลย ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจได้สุตมยปัญญาแล้ว ก็ไปจินตนาการกันเองยังไม่ถูกหรอก ทำกันมั่วๆ ไป ได้จินตมยปัญญา พอโดนจริงเข้ากับตัว เช่น โดนเสืองาบไปกิน ก็มีสติตื่นขึ้นฉับพลันเห็นอนิจจัง เลยบรรลุธรรมได้ นี่เขาอุปมา เรื่องจริงไม่มี แต่สามารถเป็นจริงได้นะ ภาวนามยปัญญา ไม่ได้เกิดจากการฝึกจิตให้เป็นอะไร ไปฝึกก็ยิ่งไปปรุงแต่งจิต ให้จิตเป็นแบบนั้นแบบนี้ ยิ่งฝึกเก่ง นี่ไงฉันฝึกให้กลางได้แล้ว ไม่มีการกำหนด ไม่มีมโนกรรมด้วย ได้แต่ดู อะไรนี่ ก็กลายเป็นอัตตา เพราะความเก่งนั้นที่สร้างอัตตาให้ผู้ฝึกและผู้สอน ภาวนามยปัญญา เกิดจากจิตเห็นธรรมเกิดขึ้นเอง ดับลงเองตามจริง เหมือนเธอเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาเธอจริงๆ ไม่ได้เกิดจากคนเอามาเล่า ถ่ายรูปมาลงหนังสือพิมพ์ให้ดู แต่เกิดขึ้นจริงต่อเธอเอง เป็นปัจจัตตัง แล้วเห็นตามจริงนั้น ไม่มีปรุงแต่งใดๆ เท่านั้น นี่คือ “ภาวนามยปัญญา” ไม่ต้องไปทำบริกรรมภาวนาอะไร ก็ได้ หรือจะทำแล้วลัดตัดตรงเห็นความไม่เที่ยงของการกระทำ, การฝึก, การเจริญ ทำให้สิ้นเสีย ทำพรหมจรรย์ให้มันจบ ให้มันดับลงไปเอง ไม่วนอยู่ ไม่แช่อยู่ ไม่ดองอยู่ นี่ถึงจะได้ภาวนามยปัญญาจริง ส่วนที่ไปเดินจงกลมอะไรกันนั่น เป็นงานของพราหมณ์เขา

 

ถาม : แล้วถ้าไม่ฝึกแล้วมโนมยิทธินี่ จะได้มโนมยิทธิได้ไหม?

ตอบ :

มันเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้น, ตั้งอยู่, ดับไป เองตามเหตุปัจจัยนั้น เราไม่ต้องไปสร้างเหตุปัจจัยให้มันมีก็ได้ ถ้ามันควรจะมี มันก็มีของมันเอง เช่น คนที่ตายแล้วฟื้น ถามว่าเขาฝึกมโนมยิทธิไหม ตอบว่าเขาไม่ได้ฝึกเลย แต่จิตวิญญาณของเขาหลุดออกจากร่างแล้วจุติลงไปในภพอื่น ได้เหมือนคนที่ฝึก จากนั้นก็กลับเข้าร่างจึงฟื้นคืนชีพ อนึ่ง เราเองก็ไม่ต้องถึงขนาดตายแล้วฟื้นหรอก แค่เราตกใจอย่างรุนแรง จิตวิญญาณบางดวงก็หลุดออกจากร่างได้แล้ว แต่ถ้าจิตวิญญาณไม่ได้ออกจากร่างทั้งหมด เหลือบางดวงอยู่ครองร่างไว้ ร่างนั้น จะมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ตายแล้วฟื้น แต่จะอยู่เหมือนคน “ขวัญหาย” คือ ดูไม่เต็มบาตร, เลื่อนลอย, สติหลุด ฯลฯ นี่คือเขาได้มโนมยิทธิระดับอ่อนๆ อยู่ แต่ตาทิพย์ไม่ได้เปิด จึงมองไม่เห็นว่าจิตวิญญาณของเขาได้หลุดออกจากร่างไปบางดวงแล้ว ดังนี้ ไม่ต้องฝึกก็ได้มโนมยิทธิได้ ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ตามวิบากกรรมเถิด แล้วมันจะง่าย, สั้น, เร็ว ถ้าเราไม่กระทำกรรมใหม่ เรารับแต่วิบากกรรม วิบากกรรมนั่นแหละที่เป็น “เหตุปัจจัย” ปรุงแต่งให้เราได้หรือไม่ได้อะไร เกิดหรือดับไปของอะไร เราไม่กระทำ เราก็ไม่มีกรรมสืบชาติต่อภพ ยิ่งเราไปกระทำยิ่งมีกรรมสืบชาติต่อภพไม่ได้นิพพานเสียที ยิ่งไปฝึกจิต ยิ่งก่อชาติสืบภพใหม่ เช่น ฝึกสมาธิได้ฌาน ก็ต่อชาติสืบภพ “พรหม” แต่ถ้าเราโดนหลอกให้ไปฝึกจิตแม้เป็นการฝึกที่ผิดวิธีดังเช่น พระองคุลีมารยังนับได้ว่าลัดตรงนิพพาน นั่นไม่ใช่เพราะท่านยินดีหรือชอบการเข่นฆ่า แต่เป็นด้วยวิบากกรรมแต่หนหลัง ทำให้พระองคุลีมารต้อง “ถูกหลอก” ให้ไปฆ่าคน นี่นับเป็นวิบากกรรมจากจิตที่องคุลีมารผูกอาฆาตแค้นคนไว้ ไม่ใช่กรรมใหม่ ถ้าองคุลีมารอโหสิกรรมได้ กรรมจะสิ้นลงในชาตินั้นและนิพพานได้ แต่เพราะองคุลีมารยอมให้แรงอาฆาตเก่าก่อนนำพาตนเองไปฆ่าคน กรรมเลยไม่จบลง ผลจากการนี้ทำให้ องคุลีมารสามารถบรรลุอรหันตผลได้ แต่ไม่อาจได้นิพพานในชาตินั้น ต้องเกิดอีกหลายชาติเพื่อชดใช้กรรมที่ฆ่าคน ๙๙๙ คนนั้น  

 

ถาม : แล้วที่หลวงปู่มั่นเห็นในนิมิตมีพระพุทธเจ้าและพระสาวกมาแสดงละ?

ตอบ :

ตามความเห็นคิดว่าคือ ร่างแปลงของพญามาราธิราชซึ่งแปลงร่างได้เหมือนพระพุทธเจ้าและพระสาวก พระอุปคุตเคยเจอมาแล้วถึงขนาดยกมือไหว้เลย นี่คือด่านมารด่านสุดท้ายจะบรรลุธรรม เคยได้ยินไหม พระสังฆราชไปถามหลวงปู่มั่นว่า “พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว จะเห็นได้อีกได้อย่างไร” ท่านตอบไม่ชัด เห็นน่ะ เห็นจริง แต่ที่เห็นน่ะมันไม่จริง แต่ท่านก็บรรลุธรรมได้ด้วยการจบกิจ จบพรหมจรรย์ คือ โดนพญามาราธิราชมาหลอกเอา แล้วก็เลยหยุดปฏิบัติธรรม หยุดปฏิบัติจิตเสียเพราะคิดว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต” ท่านเลยคิดว่าอ้อ คงบรรลุอรหันต์แล้วละ เลยหยุด ซึ่งกลายเป็นการเอาชนะ “กิเลสมาร” ที่หลอกให้หลงไปตัดอยู่ได้ ซึ่งถ้าหลวงปู่มั่นผ่านด่านพญามาราธิราชนี้ได้ ก็จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าตรงนั้นเลย เพราะรู้ทันมารแล้ว แต่นี่ไม่ใช่กาลที่จะมีพระพุทธเจ้าองค์ที่สอง ท่านจึงตรัสรู้พุทธะ หรือบรรลุยูไลนั่นเอง ยังไม่นิพพานหรอกนะ ไปจุติที่สุขาวดี แล้วจึงนิพพานบนนั้น ความสมถะนั้นท่านกลับอุปทานไปเองว่าเป็นนิกายธรรมยุติจะต้องมีความสมถะ แท้แล้วท่านสร้างบารมีมามาก มีบุญเก่ามากแต่ไม่ยอมเสวยให้หมด จึงไม่นิพพานต้องไปเสวยบุญต่อให้หมดที่สุขาวดีอีกภพชาติหนึ่งจึงหมดได้ อนึ่ง พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ขันธ์ห้านิพพานหมด จะเห็นรูปท่านได้อย่างไร ในเมื่อ “รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร ก็นิพพานหมด” แล้วที่หลวงปู่มั่นเห็นนั้น มันเป็นอะไรเล่า ถ้าไม่ใช่ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ ที่ยังไม่นิพพาน จึงปรากฏให้เห็นได้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าหรอก เป็นสิ่งอื่นที่กล้าปลอมตัวมาเป็นพระพุทธเจ้าได้เหมือนมากๆ ซึ่งก็มีได้อยู่ท่านเดียว คือ “พญามาราธิราช” เท่านั้น ไม่มีใครในโลกมารทำได้ขนาดนี้อีก จริงอยู่ว่านิพพานแปลว่าสูญ แต่ไม่ใช่ว่านิพพานแล้วสูญหายไป ไม่มีอีก หรือมีแต่ความว่างก็หาไม่ นิพพานคือสัจธรรม, เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดและทุกข์แล้ว ไม่อาจอธิบายได้ด้วยสมมุติบัญญัติอื่นได้ เป็นเช่นนั้นเอง ดังนี้ กรรมฐานที่หลวงปู่มั่นเห็นทั้งการเดินจงกลม, ทำสมาธิ ก็โดนมารหลอกทั้งนั้น แท้แล้ว ไม่ต้องฝึกอะไรเลยก็บรรลุธรรมได้

 

ถาม : ช่วยอธิบายเรื่องมารแปลงเป็นพระพุทธเจ้าให้ละเอียดหน่อย?

ตอบ :

มารที่มาทดสอบผู้ปฏิบัติธรรมก่อนที่จะบรรลุธรรมมีมากมายหลายตน ที่สำคัญคือ

 

๑)   มารพุทธะ

มารพุทธะ จะมีกายทิพย์เหมือนพระพุทธเจ้ามาก เพราะได้ทำบุญแล้วอธิษฐานไว้ว่าให้ได้มีกายทิพย์เหมือนพระพุทธเจ้า แต่เพราะมีจิตมิจฉาทิฐิที่ทำบุญมิได้หวังขจัดความยึดมั่นถือมั่น แต่ยิ่งเพิ่มอัตตายึดมั่นในรูปนามแห่งความเป็นพระพุทธเจ้า จึงตายแล้วจุติเป็นมารที่มีกายทิพย์เหมือนพระพุทธเจ้า แต่มีรัศมีเป็นมาร คือ รัศมีดำแผ่ออกมาตามส่วนต่างๆ เมื่อเพ่งดูด้วยตาทิพย์จะเห็นคล้ายพระพุทธเจ้า แต่ถ้าใครจับไต๋มารได้เก่งๆ จะรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่เป็น “กายทิพย์ของมารที่เหมือนพระพุทธเจ้า” ดังนั้น จึงมักไม่ค่อยปรากฏกายให้คนที่มีตาทิพย์เห็น แต่จะใช้การแทรกเข้าร่าง หรือดลจิตดลใจ ขณะที่จิตผู้ปฏิบัติธรรมกำลังตรงต่อพระพุทธเจ้า เขาจะเข้ามาแทรกขวางก่อนทันที เมื่อเราแยกแยะเขาได้ว่าเขาไม่ใช่ตัวจริง เขาเป็นมาร จึงจะผ่านด่านมารนี้ได้ จึงจะสื่อสารแบบ “จิตสู่จิต” (เซน) กับพระพุทธเจ้าองค์จริงที่ดับขันธปรินิพพานแล้ว เหลือแต่มโนธาตุได้ เวลามารตนนี้จะแทรกเรา เขาจะอาศัยความคิดที่เปิดช่องให้เขาก่อน เช่น ความ คิดที่จะช่วยเหลือพระพุทธศาสนา, จัดการพระพุทธศาสนา, สอนคน, จัดการกับคนอื่น ฯลฯ ซึ่งมันดูดี แต่ไม่ตรงคำสอนของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง เราไม่อาจทำอะไรให้ใครได้ นอกจากจะแจ้งบอกเขาเฉยๆ แล้วเขาเองที่ได้ยินนั่นแหละ ที่จะนำไปปฏิบัติในตนเองรอดได้เอง (อัตตาหิ อัตโนนาโถ) เมื่อใดที่เราล้ำเส้นนี้ มารพุทธะจะมาแทรกเราได้ และเขาจะเสริมกำลังความคิดเราให้อยากจัดการ, ชี้นำ-สั่งการ-สั่งสอนคนอื่น หลอกให้เราปรามาสพระรัตนตรัยเพื่อให้เราโง่ลงแล้วครอบงำเราได้ง่ายขึ้น อย่างแนบเนียน จนกว่าเราจะแยกแยะได้ชัดเจนว่าอะไรคือพุทธะแท้และเทียม จึงจะผ่านด่านนี้ไปได้ในที่สุด

๒)   พญามาราธิราช 

พญามาราธิราช ไม่ได้ทำบุญเพื่อให้มีกายทิพย์เหมือนพระพุทธเจ้าแบบมารพุทธะ จึงไม่มีกายทิพย์แบบนั้นแต่แรกแต่เพราะมีฤทธิ์มาก จึงสามารถจำแลงแปลงกายให้เหมือนกับพระพุทธเจ้าได้ยิ่งกว่ามารพุทธะเสียอีก กล่าวคือ ร่างแปลงของพญามาราธิราช ไม่มีรัศมีดำ จับไม่ได้ด้วยตาทิพย์ว่าเป็นมารแปลง แม้แต่พระอุปคุตผู้มีฤทธิ์มากมาย ก็ยังจับไม่ได้ เผลอยกมือขึ้นไหว้ร่างแปลงนั้น ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจว่าถ้าหลวงปู่มั่นเจอแล้วจะจับไม่ ได้ และเชื่อทันทีว่าคือพระพุทธเจ้า มารที่มักแปลงกายเป็นพระพุทธเจ้ามาหลอกคนมีตาทิพย์ก็คือพญามาราธิราชตนนี้นี่เอง (ในขณะที่มารพุทธะ ไม่ใช้ร่างแปลงหลอก แต่จะทำตัวเลียนแบบพระพุทธเจ้าแทรกเข้ามาหรือครอบงำจิตใจคนแทน) สิ่งที่ทำให้เราหลุดพ้นจากมารตนนี้ได้คือ “ปัญญา” ที่แจ้งถึงที่สุดว่า “พระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานไปแล้ว” อะไรบ้างที่เราจะเห็นได้อีก อะไรบ้างที่ไม่น่าจะเหลือให้เห็น (ขันธ์ห้านิพพาน รูปก็ต้องไม่มีให้เห็นด้วยสิ) ดังคำถามของพระสังฆราชยุค ร. ๙ ที่ถามหลวงปู่มั่นว่า “พระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานแล้วยังจะเห็นได้อย่างไร” นั่นแหละ ปกติพญามาราธิราชจะไม่ทดสอบคนที่มีจิตมั่นตรงเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า (หน้าที่นี้เป็นของมารพุทธะ) แต่จะทำหน้าที่ “ขวาง” (ไม่ใช่ทดสอบ) การทำกิจต่างๆ ของผู้บรรลุพุทธะ โดยร่วมมือกับ “มารเทวทัต” ที่มักเกิดมาเป็นบิดาของพญามารอีกที โดยมารเทวทัตจะคอยยุยงให้เกิดความแตกแยก ส่วนพญามาราธิราชจะคอยขวางการทำกิจของผู้บรรลุพุทธะ(พระยูไล) สรุป มารพุทธะทดสอบสาวกที่กำลังจะตรงต่อพระพุทธเจ้า และผู้ใกล้สำเร็จพุทธะ, พญามาราธิราชจะขวางพระยูไล, ส่วนมารเทวทัตจะยุยงให้พระโพธิสัตว์สร้างลัทธินิกายใหม่ (สังฆเภท)      

 

ถาม : แล้วหลวงตามหาบัวที่หลวงปู่มั่นให้คำทำนายว่าจะบรรลุธรรมละ?

ตอบ :

เป็นคำทำนายที่ถูกต้อง แต่ขาดรายละเอียดไป จึงทำให้เกิดปัญหาได้ คือ ท่านบรรลุได้แบบพระอานนท์ด้วยการทำกิจต่างๆ มากมาย จนเมื่อสิ้นแล้วซึ่งกิจใดๆ เหมือนดังที่พระอานนท์เป็น แล้วก็หากิจอันใดทำไม่ได้อีก เพราะสิ้นแล้ว ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว หมดแล้ว หมดสิ้นไปหมดแล้ว โธ่ ทุกข์เกิดขึ้นแล้วทุกข์ก็ดับไป ก็จะบรรลุธรรมได้ง่ายๆ ไม่ต้องฝึกอะไรเลย แต่ถ้ายังไม่ถึงตอนนั้น ก็ยังไม่บรรลุนะ จะต้องทำกิจให้จบก่อน กิจของท่านคือ ช่วยงานชาติบ้านเมือง รักษาความมั่นคงของประเทศ คนไหนยังมีกิจอยู่ ยังวางกิจไม่ลง ทำนั่นทำนี่อยู่จะบรรลุอรหันต์ได้อย่างไรในเมื่อกิจยังไม่จบพรหมจรรย์ยังไม่สิ้น ลองคิดดู 

 

ถาม : เรามีโอกาสจะเห็นพระพุทธเจ้าด้วยตาทิพย์ได้หรือไม่?

ตอบ :

เห็นน่ะ เห็นได้ แต่นั่นไม่ใช่พระพุทธเจ้าดอก เป็น “ขันธ์ห้า” เช่น สัญญาขันธ์ที่เราจำได้หมายรู้ เมื่อสัมผัสธรรมชาตินั้นได้ก็จะแปรสภาพออกมาเป็นภาพได้ ของจริงนั้น ไม่มีรูป เพราะรูปก็นิพพานแล้ว ไม่มีเวทนา เพราะเวทนาก็นิพพานแล้ว ไม่มีสัญญา เพราะสัญญาก็นิพพานแล้ว ไม่มีสังขาร เพราะสังขารก็นิพพานแล้ว จึงไม่มีวิญญาณ เพราะวิญญาณก็นิพานแล้ว เหลือแต่ “มโนธาตุ” ซึ่งเป็นผลจากการดับขันธปรินิพพาน คือ การดับเพียงโดยรอบ (ปริ แปลว่ารอบๆ ปรินิพพาน แปลว่าดับรอบ) ไม่ได้ดับหมด ไม่ได้ดับสนิทสิ้นเชื้อไปเสียทีเดียว ยังเหลือแก่นกลางอยู่ คือ “มโนธาตุ” ซึ่งจะนิพพานอีกที เมื่อท่านจบกิจของท่านแล้ว คือ ครบอายุพุทธกาลห้าพันปี ท่านจะมารวมเอาพระธาตุที่เหลือเข้ากับมโนธาตุ แล้วแสดงพระองค์ให้เห็นด้วยพุทธาภินิหาร เทศนาต่อเทวดาทั้งมวล แล้วก็จะนิพพานในวันนั้น นี่คือ “นิพพานหมด สิ้นเชื้อ ไม่เหลืออีก” ซึ่งทางที่เธอจะสัมผัสท่านได้คือ “มโนธาตุ” เท่านั้นเพราะยังไม่ได้ทำ “มโนธาตุนิพพาน” ที่พระเยซูเรียกว่า “พระจิต” จิตก็คือ มโนธาตุ ซึ่งไม่มีรูปร่าง ตัวตน ให้เห็นได้ แต่มีอยู่จริง ไม่ใช่ความว่างหรือความไม่มีอะไร เพียงแต่ไม่เห็นรูปอื่นใดก็เท่านั้น พระจิตเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดา หรือพระเจ้าและเป็นหนึ่งเดียวกับพระบุตร คงพอเข้าใจนะว่าพระเจ้ากับพระพุทธเจ้า เกี่ยวข้องกันอย่างไร บางท่านเห็นแค่แสงสว่างที่เทศน์ธรรมได้ ก็เรียกพระเจ้าแสงแห่งธรรมก็มี

 

ถาม : แล้วการสอนธรรมที่ผิดในปัจจุบันที่ท่านพบเห็นเป็นอย่างไรบ้าง?

ตอบ :

วิบากกรรมของมนุษย์ในปัจจุบันมีหนักมาก เป็นกลุ่มจิตวิญญาณที่ทำทั้งบุญและกรรมมามาก เช่น ทำสงครามปกป้องประเทศของตนมาก่อน จึงมีทั้งบุญก็มาก กรรมก็เยอะ ที่เสียก็คือ พวกที่เกิดมาเสวยบุญก่อน ก็หลงตัวเองคิดว่าตนเองเลิศประเสริฐศรีดีแล้ว พอหมดบุญก็ตกกระป๋อง วิบากกรรมมากมายซัดโหมโรมรันเข้ามา จนบางคนแทบยืนไม่ขึ้น แทบฉุดตัวเองออกจากห้วงแห่งความทุกข์ไม่ได้เลย นี่คือ “แย่” ส่วนที่ไม่แย่ คือ ส่วนที่พอมีแรงไปต่อได้ เห็นทุกข์แล้วตรงธรรม นี่มีน้อยมาก กลับอีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนใหญ่ คือ พอมีทุกข์แล้วไปพบสำนักปฏิบัติที่เกือบๆ จะได้ แต่ยังไม่ได้ เลยไปเสวยกรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง เช่น บางพวกไปอาศัยวัดตอนชีวิตตกอับ ทำเป็นช่วยเหลือวัด แต่เอาผลประโยชน์ตกแก่ตนไปด้วย ประมูลก่อสร้างวัดทีก็เข้ากระเป๋าตัวเองมากอยู่ (ไม่ได้โกง แต่รับตรงๆ) บางพวกก็ไปอาศัยอยู่กับพุทธศาสนาในแบบผู้ปฏิบัติธรรม เอาสุขสงบ ติดอยู่ในภาวะนั้น ไม่ออกมาได้ อยู่กันอย่างนั้น ไม่อาจพึ่งตัวเองได้เสียที ถึงขนาดจะไปสร้างกุฏิอยู่ในที่นั้นเลยก็มี (ทั้งๆ ที่ธรรมะมีอยู่ทุกที่ ไม่ต้องถึงกับย้ายบ้านไปอยู่ก็ได้) ที่สอนแล้วอันตรายก็มี คือ พวกอวิชชา หรือวิชชาที่ไม่ควรข้องแวะทั้งหลาย มีตั้งแต่พวกกลุ่มมนต์ดำใช้คาถาเป็นสำคัญแล้วไปแอบอ้างว่าเป็นอภิญญาที่เกิดจากกสิณ พวกนี้จะฝึกเปิดตาทิพย์หูทิพย์ก่อน เพื่อเห็นผี, เทวดาได้ สื่อสารได้ แล้วจะเริ่มเลี้ยงผี โดยเฉพาะกุมารกับพรายกระซิบ ชอบเลี้ยงกันมาก ไว้คอยสืบเรื่องราวต่างๆ พอจะดูดวงก็สั่งให้ผีไปดูให้ ผีกลับมากระซิบบอกก็กลายเป็นว่าเก่งมากทักทายคนได้แม่นยำ บอกได้กระทั่งว่าบ้านมีอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง ซึ่งนี่ไม่ใช่อภิญญาญาณ ไม่ใช่ญาณหยั่งรู้แบบพรหม พรหมจะทำกิจแต่ควรคือเรื่องอดีตหรืออนาคต ซึ่งจะทำนายตามกำลังญาณแต่ไม่มีไปยุ่งเรื่องที่บ้านเป็นอย่างนั้นอย่างนี้หรอก แบบนั้นเป็นพวกผีชั้นต่ำไม่มีมารยาท สอดรู้สอดเห็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง นี่ยังไม่พอ ยังมีปล่อยของอีก พวกใช้มนต์ดำนี่ ต้องปล่อยของเป็นระยะๆ ทำให้คนป่วยกันมาก ก็มาหาเขาให้เขารักษา พอเอาของที่ปล่อยไป ออกกลับคืน คนก็หายเป็นปลิดทิ้ง บางคนแย่กว่านี้ ใช้วิธีเอา “ผีหรือจิตวิญญาณ” เข้าตัวเลย เช่น พอคนรวยๆ เข้ามาหา ก็เอาผีมารแทรกเข้าตัว เจ้าตัวก็ศรัทธาคนนั้นๆ ทันทีราวกับเป็นบริวารกันมาไม่รู้กี่ชาติ แล้วก็ทุ่มให้เงินมากมายไป เพราะผีมันแทรกเข้าตัว บ้างไปทักให้เขาเปิดใจรับจิตวิญญาณ เช่น ไปทักเขาว่าเป็นนั่นเป็นนี่ คนฟังก็เปิดใจรับ จิตวิญญาณหรือผีตนนั้นก็แทรกเข้าทันที มันก็คุมร่างคน คนไม่รู้ตัวสติอ่อน ก็คล้อยตามไปง่ายๆ ศรัทธาเขาทันที เอาเงินไปกองให้เขาทันที แม้แต่สายพระป่าก็ต้องระวัง เดี๋ยวนี้มนต์ดำเป็นที่นิยมในสายพระป่าไปแล้ว แต่เมื่อ อดีตก่อนมา เขาได้อภิญญาเป็นสายขาวกัน เดี๋ยวนี้กลายเป็นสายดำเสียเยอะมาก ถ้าจะให้ปลอดภัย อย่าริไปหาคนมีฤทธิ์ ถ้าไม่แน่จริงนะ เพราะมันเล่นเราตั้งแต่เรายังไม่ถึงตัว เช่น พอไปถึงหัวบันไดวัด พวกเมตตามหานิยมที่เขาทำไว้ ก็เล่นงานเราแล้ว ทำไว้ตามหน้าวัดเลยก็มี ดักไว้ก่อนเข้าวัดเลย โดนกันเป็นแถบๆ สนุกสนาน ไม่ใช่โดนแค่คนสองคน บางคนถึงขนาดกล่าวว่า “ดีนะ ที่ไม่ปฏิบัติธรรม จึงบรรลุธรรมได้” นี่แหละ ไม่ใช่ว่าเขามั่วหรือสอนผิดเพี้ยนนะ กลับเอาไปคิดดีๆ คำนี้มันลึกซึ้ง ไม่ใช่ให้เหมาไปหมดว่าไม่ดีไปเสียหมด แต่ให้พิจารณาดีๆ ว่าทำไมถึงต้องกล่าวแรงถึงขนาดนี้ ก็จะแจ้ง อนึ่ง คนที่ถูกหลอกทั้งหลายนั้นมีกรรมสมควรจะโดนแล้ว ควรปล่อยเขาไปให้เขาชำระกันเองเถิด

 

ถาม : คุณกำลังจะบอกว่าที่ฝึกกันในทุกวันนี้ นั้นผิดอย่างนั้นหรือ?

ตอบ :

ไม่หรอก ไม่มีอะไรที่ผิดหรอก เพราะทุกอย่างคือธรรมชาติอยู่แล้ว และไม่มีอะไรที่ถูกจะให้ยึดได้หรอก เพราะทุกอย่างไม่เที่ยงอยู่แล้ว มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง ใครมีกรรมทำมาแบบไหน วิบากกรรมก็ซัดเขาไปให้ฝึกจิตแบบนั้นๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ “องคุลีมาล” คนผู้นี้ถ้าไม่ถูกหลอกให้ไปฆ่าคนพันคน ก็ไม่ได้เป็นองคุลีมาลในวันนั้น ทุกอย่างมันเป็นแค่การปรุงแต่งไปตามเหตุปัจจัยอันเป็นไปด้วยอำนาจขับดันของกรรมทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้จึงมี จึงเกิด, ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปในท้ายที่สุด ทุกอย่างไม่ต่างกันอย่างนี้ การสอนธรรมที่คิดว่าผิดก็เป็นเรื่องของวิบากกรรมที่คนจะต้องพบเจอ เหมือนที่องคุลีมาลต้องพบเจออย่างนั้น

 

ถาม : แนวคิดของท่านนี้ ไม่เป็นการทำลายความคิดสร้างสรรค์หรือ?

ตอบ :

ไม่เลย เพราะสรรพสิ่งไม่เที่ยง เกิดแล้วดับไป ดับแล้วเกิดใหม่เสมอ ไม่มีอะไรที่ดับหายสูญ มีแต่ความเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเก่าไปสู่สิ่งใหม่ เป็นเช่นนี้อยู่แล้วตามธรรมชาติ ดังนี้ การสอนให้ไม่ต้องกระทำอะไรใหม่ จึงไม่ใช่การทำลายความคิดสร้างสรรค์ เพราะสรรพสิ่งมันใหม่อยู่แล้ว มันเกิดใหม่อยู่ทุกขณะอยู่แล้ว เรายอมรับในอนิจจังได้ ยอมรับในสิ่งที่เป็นจริงตามธรรมชาติได้ เราก็จะเห็นความใหม่ของมันตลอดเวลา แล้วอย่างนี้ เราจะต้องไปทำอะไรใหม่อีกละ เราไปอุปทานเอาเองว่าสิ่งต่างๆ ไม่ใหม่พอเราจึงไป “คิดปรุงแต่ง” ธรรมชาติที่มันก็เกิดใหม่อยู่ทุกขณะแล้วให้เป็นไปอื่น เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ตามความคิดปรุงแต่งของเรา มันไม่ใช่ความคิดสร้างสรรค์ที่สร้างสิ่งใหม่ๆ หรอกมันเป็นเพียงความคิดปรุงแต่งธรรมชาติ ที่สร้างสรรค์และใหม่อยู่แล้วตลอดเวลา ให้เป็นไปอย่างอื่นเสียเท่านั้น ดังนั้น การแสดงความคิดเห็นอย่างนี้ น่าจะเข้าข่ายทำลาย “ความคิดปรุงแต่ง” มากกว่าที่จะทำลาย “ความคิดสร้างสรรค์” เพราะถ้าเข้าใจธรรมชาติ ก็เห็นความสร้างสรรค์โดยธรรมชาติอยู่แล้ว โดยไม่ต้องกระทำอะไรเข้าไปกระทบธรรมชาติอีกเลย ก็ใหม่ได้แล้ว

 

ถาม : ไม่คิดว่าเป็นธรรมะที่น่าเบื่อ, ล้าสมัย, ไม่น่าสนใจหรอกหรือ?

ตอบ :

ไม่เลย เพราะธรรมชาติไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดอยู่แล้ว เราไม่ได้สร้าง, รักษาหรือทำลายอะไรปล่อยไปตามธรรมชาติก็จะได้เห็นสรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงไปเองอยู่แล้ว จึงไม่น่าเบื่อ ไม่ล้าสมัยและทันเหตุการณ์มากๆ ด้วยวิธีพิจารณาเฉยๆ ตรงไปตรงมาอย่างนี้เอง เราอยู่เฉยๆ หรือทำกิจของเราไปไม่ได้ทำอะไรใหม่ออกนอกจากธรรมชาติที่เราเป็นอยู่ ก็เห็นสิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปตลอดอยู่แล้วเพียงแต่เราอาจจะได้เข้าไปร่วมอยู่ในกระบวน การเปลี่ยนแปลงนั้นหรือไม่ คือ เป็นผู้เล่น, ผู้กำกับหรือผู้ดูเฉยๆ ก็เท่านั้น ในบางครั้งการเข้าไปเล่นเองอาจไม่สนุกเท่ากับการ “ดูอยู่เฉยๆ” ก็ได้ แต่ในบางกิจ การที่เรามีกิจลงไปกระทำ อาจเหมาะสมกับเราแล้วก็ได้ เช่น เห็นนักการเมืองเล่นการเมืองใส่กันรุนแรง เรา อยากเข้าไปเล่นเป็นคนหนึ่ง ที่พลอยได้รับผลกระทบด้วยไหมละ หรือเราจะดำรงทรงกิจที่เรากระทำอยู่ก็พอ คือ ทำหน้าที่พลเมืองในประเทศนี้ไปอย่างเป็นธรรมชาติ ทำนุบำรุงศาสนาไป ตามแต่กิจแต่วิบากกรรม ที่พอให้เราเล่นไป แบบนี้ มันสนุกกว่าไหม หรือทุกข์น้อยกว่าไหม เมื่อเทียบกับการโดดเข้าไปเล่นกับเกมการเมืองที่เข้มข้นขึ้นทุกวัน นี่เราไม่ต้องโดดเข้าไปเล่นกับเขาก็ได้ แต่ก็ดูอยู่วงนอก คิดว่าสนุกกว่า ห่างจากทุกข์มากกว่านะ เราดูอยู่เฉยๆ ไม่เห็นเบื่อเลยเพราะมันไม่ล้าสมัย ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงทุกวันให้เราดูแต่ถ้าเราลงไปเล่นเองบ้าง อาจไม่สนุกก็ได้ คนที่คิดว่าเบื่อจังอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรก็เลยโดดเข้าไปเล่นกับเขาแก้เบื่อ คราวนี้ไม่ใช่ความเบื่อแล้ว แต่อาจได้รับความทุกข์กลับมาแทน

 

ถาม : ไม่เป็นการฝึกให้เป็นคนที่เอาแต่รับ ไม่รู้จักรุกหรอกหรือ?

ตอบ :

ไม่เลย การมีความคิดเห็นที่ยอมรับธรรมชาติทุกอย่าง โดยไม่กระทำกรรมใหม่อันนอกไปจากธรรมชาติเดิมของเรานั้นไม่ใช่การเป็นฝ่ายรับอย่างเดียวเพราะนี่คือ “การรุกอย่างเป็น ไปตามธรรมชาติ” กล่าวคือ เป็นการรุกก้าวทันความเปลี่ยนของธรรมชาติ, สถานการณ์ที่ใกล้ชิดและรวดเร็วทันเหตุการณ์ที่สุด, ตรงทางที่สุด, ลัดสั้นที่สุดแต่ทางอื่นเป็นทางอ้อม, ทางหลง, ทางไกล กล่าวคือ ยิ่งเราไปรุกด้วยแผนที่คิดปรุงแต่งไว้อย่างนั้นอย่างนี้ ก็ยิ่งจะทำให้เราอ้อมไปทำกรรมใหม่ๆ กรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นทับซ้อนจะทำให้ชีวิตยุ่งเหยิงขึ้นไปอีก แต่ถ้าเราหยุดเสีย เรารอรับวิบากกรรมจนหมดไปตามวาระ ถึงวาระวิบากกรรมหมดไป บุญก็ออกดอกออกผลตามธรรมชาติอย่างตรงเวลาที่สุด แต่ถ้าเราไปทำกรรมใหม่ กรรมใหม่นี่แหละที่จะขวางทางบุญที่กำลังออกดอกออกผลของเราแทนที่จะถึงเวลาได้รับแล้ว ก็จะยืดยาวออกไปเพราะมีกรรมใหม่ต่อทอดยาวไปอีก แบบนี้ไม่ใช่การรุกหรอก เป็นการ “รวน” มากกว่า การรุกที่ดีคือ การก้าวทันธรรมชาติปัจจุบันแต่ไม่ยึดปัจจุบัน ก็แค่นั้นเอง

 

ถาม : แล้วแนวทางของอนุตตรธรรม ช่วยคนให้บรรลุธรรมได้จริงหรือ?

ตอบ :

ก็ไม่ได้เน้นถึงบรรลุธรรมนะ อนุตตรธรรมเน้นบรรลุ “โพธิจิต” แค่ได้ “ปุถุชนโพธิสัตว์” ก็พอแล้ว และผู้สื่ออนุตตรธรรมไม่สามารถทำให้คนบรรลุธรรมได้จ๊ะ ช่วยได้อย่างมากก็แค่ “จิตวิญญาณ” ที่แฝงมากับกายสังขารนั้นให้บรรลุธรรมเป็นดวงจิตไปแต่กายสังขารไม่ได้บรรลุธรรม คุณต้องเข้าใจว่าธรรมชาติมีความเสมอภาคของมันอยู่ ถ้าจิตวิญญาณที่อยู่บนสุขาวดีเขาไม่ต้องมาเกิดแล้วเข้าทรงคนสอนธรรมให้คนบรรลุธรรมได้จริง โลกนี้ก็ไม่ต้องมีพระพุทธเจ้าแล้ว ใช่ไหม แต่ในความเป็นจริงมันต่างระดับกัน เป็นไปไม่ได้ จิตวิญญาณที่อยู่สุขาวดีลงมาประทับทรง โปรดได้แต่จิตวิญญาณเช่นเดียวกัน โปรดสังขารมนุษย์นั้นไม่ได้ มนุษย์ที่มีสังขารจะบรรลุธรรมได้ต้องอาศัยธรรมชาติที่ระดับเดียวกัน คือ มนุษย์ที่มีสังขารและบรรลุธรรมแล้ว มาช่วยจึงจะบรรลุธรรมได้ อนึ่ง ยุคนี้ไม่มีใครบรรลุธรรมเองโดยไม่มีครูนะ ยังไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้าลงมาตรัสรู้เองในยุคนี้ ยังไม่ถึงวาระ ดังนั้น กิจของอนุตตรธรรมไม่ใช่การมาแทนที่พระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์ที่จับต้องได้บนโลกนี้ แต่มาสื่อสารให้เกิดความเข้าใจกันบางอย่างที่จำเป็นต้องบอกมนุษย์จริงๆ, มาโปรดจิตวิญญาณที่แฝงมากับสังขารมนุษย์, มาทำกิจบางอย่างอันเป็นกิจของชาวสวรรค์ ฯลฯ

 

ถาม : ถ้าต้องการบรรลุธรรมจริงๆ จะต้องรับธรรมจากใคร สายไหน?

ตอบ :

เมื่อหลังกึ่งพุทธกาลมาถึงแล้ว พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้าจะหมดลง พระอรหันตสาวกรูปสุดท้ายจะหาพุทธบริษัทสืบสายไม่ได้อีก (ก็เพราะหมดแล้วไง) จึงหมดสายลง แต่จะมีพระศรีอาริยเมตตรัยลงมาหาวิธีต่อสายธรรมให้ ซึ่งถ้าแม้มีเพียงหนึ่งภาคแบ่งของท่านที่ยอมละความปรารถนาพุทธภูมิแล้วบรรลุอรหันต์ได้ก็จะสานต่อสายธรรมได้ พระอรหันต์รูปสุดท้ายจะมีผู้สืบทอดทันทีและภาคแบ่งนั้นจะไม่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า แต่จะนิพพานในฐานะพระอรหันตสาวกรูปหนึ่ง แต่เท่าที่ทราบ ไม่มีภาคแบ่งไหนเลย ของพระศรีอาริยเมตตรัยที่ยอมจำนนเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เพราะต่างมีความปรารถนาพุทธภูมิเต็มที่ สุดท้าย ผลก็เป็นไปตามธรรมชาติ คือ “ขาดก็ต้องให้ขาด” พระพุทธศาสนาจึงสายขาดที่กลางกึ่งพุทธกาลนี้ จึงไม่มีพระอรหันต์เหลือบนโลกอีก หลังกึ่งพุทธกาล แต่เท่าที่ทราบท่านได้ค้นพบวิธีหนึ่งได้โปรดมนุษย์ให้สำเร็จถึงเซียน แล้วอาศัยจิตวิญญาณโปรดแบบจิตสู่จิต ช่วยให้จิตวิญญาณบรรลุธรรมถึงอรหันต์ได้ แต่กายสังขารจะไม่ถึงอรหันต์จะได้แค่เซียน กล่าวคือ เมื่อจิตหลักบรรลุอรหันต์แล้ว จะมีจิตรองที่ไม่บรรลุธรรมอะไรเลยมาแทรก ทำให้สังขารนั้นธรรมเสื่อมลงลดลงแค่ “เซียน” เรียกว่า “เซียนอรหันต์” คือ เซียนที่มีจิตวิญญาณเป็นอรหันต์ อยู่ในสังขารร่วมกับจิตวิญญาณ ที่ไม่บรรลุธรรมอะไรเลย จึงนับธรรมให้กายสังขารนั้นว่าถึงโสดาบันก็ไม่ได้ ได้แค่เซียน แต่สำหรับจิตวิญญาณหลักแล้ว จะนับให้ว่าได้อรหันต์ได้เมื่อบรรลุธรรมทำนิพพานให้แจ้งได้ แต่เมื่อต้องอยู่ร่วมในกายสังขารเดียวกันกับจิตรองที่ไม่บรรลุธรรมและไม่ยอมจรออกจากร่างแล้ว จึงทำให้มีธรรมลดลง ไม่อาจคุมร่างได้ทั้งหมด จิตรองนำพาไปทำกรรมทำให้นิพพานยังไม่ได้ ก็จะนับให้ว่าจิตหลักสำเร็จเพียง “อนาคามี” คือ กรรมตัดรอนทำให้ธรรมเสื่อมลงจากอรหันต์เหลือแค่อนาคามี เรื่องนี้ เกิดขึ้นได้ และหลังกึ่งพุทธกาลก็ได้แค่นี้ มากกว่านี้ไม่ไหวแล้ว บางท่านค้านว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะยึดตำราแต่ไม่ยอมปฏิบัติ, พิสูจน์ให้ถึงระดับให้รู้จริงด้วยตนเอง เขาว่าพระอรหันต์ไม่มีเสื่อม แต่นั้นถูกเฉพาะพระอรหันตสาวกในสมัยที่ยังไม่สิ้นสายธรรมเท่านั้น นี่หลังกึ่งพุทธกาลแล้ว มีเหตุปัจจัยเกิดดับเปลี่ยนแปลงมากมาย ไม่อาจยึดตำราเดิมได้ทั้งหมด ดังนั้น การดำรงสภาพเดิม มันเป็นไปไม่ได้แล้ว ต้องยอมรับความจริงที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย พุทธบริษัทหมดสิ้นแล้ว ก็คือ หมด ยอมรับเสีย ที่เหลือก็มีสัตว์สี่เหล่าใหญ่ คือ เทพ, มาร, ยักษ์, พรหม มาอาศัยในร่มพระพุทธศาสนา จะให้ได้เหมือนเดิมหรือ เป็นไปไม่ได้ดอก ในเมื่อเหตุปัจจัยมันต่างกัน จะให้เหมือนกันได้อย่างไร สรุปว่า ถ้าต้องการบรรลุธรรมจริงๆ ก็ได้แค่ “เซียนอรหันต์” ตายแล้วได้เป็นพระอนาคามีรอนิพพานบนสวรรค์พร้อมกันในวันสุดท้ายของพระพุทธศาสนา ก็เท่านั้น

 

ถาม : ช่วยอธิบายเรื่องพระศรีอาริยเมตตรัยลงมาค้ำศาสนาให้ชัดอีกนิด?

ตอบ :

ท่านแบ่งภาคลงมาแล้วก็บำเพ็ญบารมี จากภาคแบ่งใหญ่เมื่อแบ่งมาแล้วกลายเป็นอสูรมังกรดำ ทำให้ภาคแบ่งอีกภาคที่เป็นโพธิสัตว์ต้องลงมาคุมและโปรดจนจิตหลักได้กายทิพย์เป็น “ภิกษุ” จึงได้บวชเป็นสามเณรก่อนในตอนแรกและทำท่าว่าจะไปได้ดีแล้วทว่า เมื่อถึงเวลาต่อสายธรรม หลวงปู่เทพโลกอุดรได้มาหาสามเณรรูปนั้น ซึ่งปฏิบัติอยู่ในศีลสิบอย่างเคร่งครัดดี ในขณะที่สามเณรกำลังฝึกพันมือซึ่งเป็นวิชชาสายโพธิสัตว์ (เพราะจิตรองที่เป็นโพธิสัตว์ยังอยู่ร่วมในกายสังขารเดียวกัน ยังไม่ยอมจรออกไป) หลวงปู่ฯ ก็ทดสอบจิตใจบอกว่า “สามเณรรำไม่เหมาะ เดี๋ยวคนมาเห็นเข้า” สามเณรแทนที่จะหยุด กลับคิดได้ว่าถ้ากลัวคนเห็นก็ปิดกุฏิแล้วฝึกต่อก็ได้นี่ แล้วจึงฝึกต่อไป หลวงปู่ฯ ก็ทราบว่าสามเณรเลือกเดินทางสายโพธิสัตว์เสียแล้ว ท่านไม่กล่าวอะไรอีก แล้วจากไปเลย นี่เป็นวิสัยแบบพระอรหันต์แท้ ท่านไม่ก่อกรรมเพื่อให้ผู้ใดลาพุทธภูมิ ถ้าเขาจะลาก็ลาเอง ท่านไม่ขวางการบำเพ็ญบารมีของใคร เพราะพระอรหันต์นั้นท่านไม่ใช่มาร แล้วจากนั้น สามเณรก็ฝึกจิตเองเพราะไม่มีครู ไม่มีหลวงปู่ฯ มาช่วยสอนให้ สามเณรจึงรวมบารมี รวมจิตวิญญาณในกายทั้งหมดให้เป็นจิตเดียวเสีย ทันใดก็ตรัสรู้เป็น “พระโสภิตตะ ปจิตตัง” ในฉับพลันนั้น เมื่อสามเณรตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าผิดวาระแล้ว ก็ทราบโดยญาณทันทีว่าไม่อาจดำรงอยู่ในสถานะนั้นได้ จึงได้อธิษฐานจิตบำเพ็ญบารมีต่อไป ทำให้จิตวิญญาณเปลี่ยนแปลงกลายเป็น “พระยูไล” พระองค์หนึ่ง ต่อมา ได้ทำกิจของพระยูไลมากมาย จนถูกพญามาราธิราชแปลงกายมาเป็นพระพุทธเจ้าหลอกให้นิพพาน จึงนิพพานไปในที่สุด ภายใต้พระนามว่า “พระสังฆโต” ซึ่งไม่นับได้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกฯ นับได้ว่าเป็นพระยูไลที่นิพพานแล้วน่าจะตรงมากกว่า ในขณะที่พระพุทธเจ้าสมณโคดม ยังนิพพานไม่หมด นิพพานแต่บางส่วน คือ ขันธ์ห้านิพพานหมดแล้วโดยรอบ (ขันธปรินิพพาน) แต่ส่วนกลางคือ “มโนธาตุ” หรือจิตยังไม่นิพพาน ยังทำกิจโปรดสัตว์ต่อให้จบ กว่าจะหมดก็สิ้นอายุพุทธกาลห้าพันปี (ปกติ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์มีอายุเป็นหลักพันปีกันทั้งนั้นจึงจะทำกิจจบ โปรดสัตว์ที่ต้องโปรดได้หมด แต่พระสมณโคดมมีอายุแค่แปดสิบปี ก่อนท่านละสังขารยังตรัสกับพระอานนท์เรื่องให้ทูลขอยื้อชีวิต แต่พระอานนท์ก็ไม่ทราบความนัย จนกลายเป็นเรื่องทำให้ท่านต้องละสังขารทั้งๆ ที่กิจยังไม่จบและยังยื้ออายุขัยได้แท้ๆ) นี่คือ ท่านมีกิจจริงๆ ยังไม่จบกิจจริงๆ ไม่เช่นนั้น พระอานนท์ก็คงไม่ถูกตำหนิเรื่องไม่ทูลขอให้ทรงยื้ออายุขัยอยู่ต่อหรอก ท่านจึงยังนิพพานไม่หมด ยังเหลือจิต หรือมโนธาตุอยู่ จนกว่าจะสิ้นห้าพันปีจึงจะกระทำพระธาตุนิพพาน เมื่อนั้นจึงนิพพานแบบหมดสิ้นไม่เหลือเชื้อเลย (ผู้นิพพานแบบสิ้นเชื้อจะไม่มีกิจอีก แม้แต่กิจสอนก็ไม่มี)

 

อนึ่ง ถ้าท่านได้ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง จะพบว่าได้มีการบันทึกเรื่องอดีตชาติของพระพุทธเจ้าสมณโคดมกับพระศรีอาริยเมตตรัยไว้ว่าท่านได้สับเปลี่ยนดอกบัวกันคือ ดอกบัวของพระศรีอาริยเมตตรัยบานก่อนแต่พระสมณโคดมได้ลักสับเปลี่ยนมา แล้ววันนี้ ภาคแบ่งหนึ่งของพระศรีอาริยเมตตรัยก็นิพพานก่อนพระสมณโคดมเสียได้ นี่คือ กรรมที่แม้พระพุทธเจ้าทั้งสองพระองค์จะหลีกหนีอย่างไร ก็หนีไม่พ้น ท่านที่จะได้ก่อนก็ได้ก่อนแต่ได้ไม่สมบูรณ์ คือ พระสังฆโตนั้นได้ตรัสรู้เป็นพระโสภิตตะ ปจิตตัง ก่อน แต่ไม่ทันได้ทำหน้าที่พระพุทธเจ้าก็นิพพานไปเสียแล้ว ส่วนพระสมณโคดมได้ทำหน้าที่พระพุทธเจ้า โดยสมบูรณ์ แต่ยังนิพพานไม่หมด ยังเหลือมโนธาตุอยู่ การคว้าเอาดอกบัวอธิษฐานเป็นพระพุทธเจ้า ทำให้พระสมณโคดมได้เป็นพระพุทธเจ้า แต่การที่ดอกบัวของพระศรีอาริยเมตตรัยบานก่อน ทำให้ภาคแบ่งหนึ่งของท่านได้นิพพานก่อนเสียอย่างนั้น (แต่ยังมีภาคแบ่งอื่นๆ เหลืออยู่รอตรัสรู้ และทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ต่อไป) อนึ่ง ธรรมสวนที่ขาดหาย ไปทำให้ “มโนธาตุ” ยังไม่นิพพานนั้น คือ “จบกิจรู้” ถ้าจิตยังมีสภาวะเป็นธาตุรู้อยู่ ก็จะมีความเป็นธาตุอยู่ตลอดไป ดำรงอยู่ไปเช่นนั้น ไม่อาจนิพพานได้ คำว่าจบกิจรู้คือ ไม่ต้องยึดว่าต้องรู้หรือไม่รู้ ยึดรู้ ยึดความมีปัญญาก็ไม่นิพพาน แต่แม้ไม่รู้ก็ไม่ผิด เป็นไปอย่างที่ธรรมชาติเป็นก็ได้ เมื่อได้ถึงขั้นนี้แล้ว ธาตุรู้ย่อมจบกิจ ย่อมนิพพานได้ไม่เหลือเชื้อ -จบ-





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เจ้าทึ่ม วันที่ : 26/09/2010 เวลา : 14.57 น.

^-^

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
physigmund_foid วันที่ : 16/09/2010 เวลา : 12.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

เรียนเว็บมาสเตอร์

เนื่องจากข้าพเจ้าจะขอโพสกระทู้เป็นวันสุดท้าย ก็จะจบกิจการเขียนบทความที่ได้รับสื่อจากเบื้องอื่น อันเกิดจากสัจสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเบื้องบนว่าจะช่วยกิจสี่ศาสนา คือ พุทธ, คริสต์, พราหมณ์, เต๋า นับจนถึงบัดนี้ เป็นเวลาร่วมสามปีเต็ม ตำราที่ประกอบด้วยอักษรมากมายอาจยังประโยชน์แก่บุคคลบางจำพวก แม้ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ยังหาประโยชน์ให้แก่ผู้มีใจกว้างและวิจารณญาณสูงได้บ้าง ด้วยกุลบุตรมหายานทั้งหลายย่อมไม่แคลงใจหรือปิดใจกั้นที่จะศึกษาพระสูตร แม้ว่าจะเป็นของเก่าหรือเขียนใหม่ก็ตาม แต่ย่อมให้ความสำคัญกับเนื้อหาธรรมในนั้นมากกว่า ส่วนข้าพเจ้าเมื่อจบกิจในนี้แล้ว คงเหลือเพียงคัมภีร์ไร้อักษร (อไทฺวตธรรม) ไม่มีอะไรจะเขียนอีก เพื่อจะได้ทำกิจอื่นต่อไป

แต่เนื่องจากได้ให้สัจสัญญาไว้กับทางเว็บมาสเตอร์ว่าจะโพส ในกระทู้หน้า “ศาสนา” ไม่เกินวันละ ๓ ชุด แต่เนื่องจากได้เขียนบทความไว้เกินกว่า ๓ ชุด ดังนั้น จึงขอโพสลงในหน้า “ส่งการบ้านครู” (ที่เหลือทั้งหมด) ซึ่งหน้านี้ไม่มีปัญหากระทบต่อผู้อื่น เมื่อข้าพเจ้าได้โพสแล้วจะไม่กลับมาย้ายที่บทความนั้นอีก เพราะจะจบกิจวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ที่เหลือแล้วแต่ท่านจะเห็นควรย้ายกระทู้จากห้อง “ส่งการบ้านครู” ไปยังหน้าที่ควรหรือไม่

ขอบคุณครับ
๑๖ ก.ย. ๒๕๕๓

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]