• physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-18
  • จำนวนเรื่อง : 236
  • จำนวนผู้ชม : 804441
  • ส่ง msg :
  • โหวต 94 คน
พุทธบาท โอกาสแห่งการชำระกรรมด้วยแสงธรรมไร้ประมาณ
หลักการฝึกจิตที่ง่ายและพิสดารล้ำลึกที่คุณไม่อาจค้นหาได้จากที่ใดในโลก และในหนังสือเล่มใด เพราะผู้เขียนเป็นบุคคลลึกลับและไม่พิมพ์เผยแพร่ทางสื่ออื่นใด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath
วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน 2553
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 5429 , 09:20:03 น.  
หมวด : ส่งการบ้านครู

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง ความคิดเห็นเรื่องทางโลก

 

ถาม : ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับ “สันติภาพ”?

ตอบ :

การพูดหรือแสดงออกมากๆ ต่อสังคมว่าตนเองสนับสนุนสันติภาพ มันเหมือนดาบสองคม ด้านหนึ่งถ้าเราทำด้วยความจริงใจก็คือ ด้านสร้างสรรค์แต่ถ้าเรากำลังใช้มันเป็นเครื่องมือในการสร้างความน่าเชื่อถือ, น่าศรัทธา, ชื่อเสียง ให้ตัวเราเอง นี่จะกลายเป็นการทำลายเสียมากกว่า เมื่อก่อนไม่ค่อยมีคนพูดถึงเท่าไร คนพูดแรกๆ ก็กลายเป็นพิเศษ ต่อมาก็มีคนพูดตามๆ กันมา เช่น ท่านติช ณัช ฮันห์ อันนี้เพราะมีเหตุก่อน คือ การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาในเวียดนาม อนึ่ง พึงเข้าใจว่าไม่ว่าจะถาวรวัตถุ หรือนามธรรม เมื่อมันถูกสร้างขึ้นมาโดยมนุษย์แล้ว มันย่อมถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของมนุษย์ด้วยในวันหนึ่ง ดังที่ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ว่า “สันติภาพไม่ต้องสร้าง มันมีของมันอยู่เองแล้วตามธรรมชาติ” ท่านมองว่าธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ด้วยสันติภาพ เช่น พืชชนิดต่างๆ และสัตว์ต่างๆ ต่างพึ่งพาอาศัยกัน มีสันติภาพเกิดขึ้นเองเป็นธรรมชาติ ทว่า การสร้างสันติภาพนั้น จะนำมาซึ่งการทำลายสันติภาพ และสิ่งที่ตรงกันข้ามมันจะตามมาด้วยเสมอ ในโลกใบนี้ สิ่งใดที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ต้องถูกทำลายลงในวันหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดได้รับการยอมรับจากโลกว่าให้จีรังยั่งยืน โลกยอมรับสัจธรรมที่ว่าไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน อะไรที่เราสร้างขึ้นมา ก็ต้องถูกทำลายลงในวันหนึ่ง ดังนี้ สันติภาพนั้นไม่ต้องไปสร้างมันดอก งานสร้างสันติภาพนั้นเป็นงานของชาวพรหมโลก ที่นิยมในความสงบสุข ติดสงบ, ติดภาวะนี้ คือ พระศิวะ ทำหน้าที่รักษาความสันติภาพ ดังคาถาประจำพระองค์ที่ว่า “โอม ศานติ ศานติ” นั่นเอง อันนี้ เป็นกิจของเขา เราไม่ไปก้าวก่ายถ้าไม่ใช่กิจของเรา ไม่มีใครผิด ใครยังมีกิจที่ค้างอยู่ก็ทำไป ใครที่ไม่มีกิจแล้วก็ไม่ต้องกระทำ ในพุทธศาสนาเรา สอนละวางทุกกิจทุกกรรมที่ไม่ใช่กิจที่เราต้องทำ ถ้าสันติภาพไม่ใช่กิจของเรา เราไปยุ่ง ไปทำไม่แน่อาจยุ่งเหยิง ยิ่งทำยิ่งแย่ก็ได้ เคยบ้างไหม ที่เราเห็นคนสองคนทะเลาะกันอยู่ เราเข้าไปห้าม นอกจากเราจะห้ามไม่ได้แล้ว เราโดนด้วย ทั้งเขายิ่งทะเลาะกันใหญ่ ยิ่งต่อความยาวสาวความยืดกันไปใหญ่ นี่ก็มีอยู่ “สันติภาพ” ตรงกันข้ามกับ “ความขัดแย้ง” เมื่อเรายอมรับสิ่งหนึ่ง แต่ปฏิเสธอีกสิ่งหนึ่ง ก็จะไม่อาจอยู่ตรงกลางได้ อย่างนี้แหละ เราจึงไม่อาจสร้างสันติภาพขึ้นได้จริง เพราะคนที่เขาขัดแย้งกันอยู่ ย่อมมองว่าเราอยู่คนละฝ่ายกับความขัดแย้ง คนละฝ่ายกับพวกเขาทั้งสองที่กำลังขัดแย้งกัน ดีไม่ดี พวกเขาอาจร่วมมือกันหันมารุมเราเสียก่อนก็มี ก็เกิดขึ้นแล้ว อนึ่ง เราควรยอมรับว่าไม่ว่า “สันติภาพ” หรือ “ความขัดแย้ง” ก็ดี ล้วนเป็นธรรมชาติ เป็นของคู่โลก ที่ทำให้โลกเคลื่อนหมุนไปข้างหน้าได้ ลองคิดดูว่าถ้าสงครามโลกครั้งที่สองไม่มี ญี่ปุ่นไม่โดนระเบิดปรมาณู วันนี้ ญี่ปุ่นจะเป็นเช่นทุกวันนี้หรือไม่ บางครั้ง สองสิ่งนี้มันมี “กิจ” ของมันเอง ไม่มีดี หรือเลวในสันติภาพหรือความขัดแย้งดอก ถ้ามันจะมี ก็เพราะเราเอาอุปทานของเรา เข้าไปใส่มันเอง ปรุงแต่งธรรมชาตินั้นเอง ให้มีดีหรือเลว ถูกหรือผิดขึ้นมา บางทีมีความปรองดองกันมากไป ไม่ขัดแย้งกันเลย อาจหมายถึงการครอบงำโดยกลุ่มบุคคล, โดยระบบ หรือง่ายๆ “ฮั้วะ” กันอยู่ก็ได้ อาจรวมหัวกันทำสิ่งที่ไม่ดีอยู่ก็ได้ อาจนำพากันไปผิดทางทั้งหมด โดยไม่มีใครแสดงออกทางความคิดเห็นที่แตกต่างเลยก็ได้ อาจหมายถึงสังคมขาดความหลากหลายทางความคิดและธรรมชาติอยู่ก็ได้ สรุปคือ เราต้องใจกว้างมากพอที่จะยอมรับทั้งสันติภาพและสิ่งที่ตรงข้ามกับมันได้

 

ถาม : คิดอย่างไรกับข้าราชการที่โกงกิน?

ตอบ :

ยุคสมัยของยักษ์มารมาค้ำพระศาสนาเสียครึ่งหนึ่งของจำนวนสัตว์สี่เหล่าใหญ่ ก็แน่นอนว่าเขาไม่อาจทิ้งวิสัยเดิมของตนได้ ยักษ์ก็มีละโมบ, โกงกิน, รับเงินใต้โต๊ะ, รับเงินที่เขาเอามาเซ่น ฯลฯ มารก็มีเอารัดเอาเปรียบ, กดขี่คนอื่น, เล่ห์เหลี่ยมจัด, ใช้ความได้เปรียบเพื่อกดข่มผู้อื่น, ใช้ระเบียบกฎหมายครอบงำผู้คน, ใช้การสื่อสารครอบงำคน ฯลฯ นี่คือ ธรรมชาติของพวกเขา แต่ธรรมชาตินี้ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่ใช่จะเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในคราวเดียว ดังนั้น ต้องเข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงว่าเป็นไปอย่างช้าๆ คือ

 

๑)   ก่อนการเปลี่ยนแปลง

ต้องยอมรับธรรมชาติของคนส่วนใหญ่ ถ้าข้าราชการส่วนใหญ่เป็นคนเลว เราจะรื้อระบบ ทำลาย หรือเปลี่ยนแปลงทันทีไม่ไหวหรอก พังหมด ต้องค่อยๆ คิด เขาเป็นคนส่วนใหญ่ เราต้องยอมรับว่าสังคมเดินด้วยคน ถ้าคนที่มาเกิดเป็นแบบนี้ เขาก็คือผู้กำหนดวิถีสังคม สรุปคือ ต้องยอมรับ “วิถีชาวบ้าน” หรือวิถีความเป็นอยู่ที่พวกเขาเป็น แม้ว่าจะผิดก็ตาม แต่แม้ว่าเราจะไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ในช่วงนี้ เราก็สามารถ “ปลูกฝัง” หรือ “สร้าง” ค่านิยมที่ดีให้แก่คนอื่นๆ ที่ยังไม่โกงกินก็ดี, คนที่มาภายหลังก็ดี, คนรุ่นหลังก็ดี สิ่งนี้เราพอทำได้โดยไม่กระทบกับสิ่งที่มีอยู่ก่อน เพราะไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งใดๆ เราสามารถปั้นคนบางคน ไม่ใช่ทุกคน ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ แต่เป็นคนส่วนน้อย ที่ไม่นิยมคดโกงอย่างเด็ดขาด ให้มีศักยภาพมากขึ้น เก่งขึ้น จนสามารถเป็นผู้นำในรุ่นต่อไปได้

 

๒)   ระหว่างการเปลี่ยนแปลง

เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงคนส่วนใหญ่ได้ก็จริงอยู่ แต่สิ่งนี้ไม่เที่ยง ไม่จีรัง เราจึงควรจะให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลง หรือไวต่อวาระการดับสิ้นไปของสภาพเดิม ถ้าหัวหน้าเป็นคนนิยมการโกงกิน เขาหมดวาระบุญร่วงลงไป ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็วนรอบเหมือนเดิม แต่ถ้าเราเข้าไปกระทำบางส่วน อาจทำให้ได้หัวหน้าคนใหม่ ไม่โกงกินเข้ามาผสมอยู่ในหน่วยงานบ้าง แต่นอนว่าไม่อาจทำให้ทุกคนเลิกโกงกินได้ แต่ถ้าผสมกันได้พอดี ก็พอคานๆ ให้เกิดดุลยภาพกันได้ เราไม่ได้ต้องการสมบูรณ์แบบ สมดุลก็พอ นั่นคือ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือยังไม่ถึงวาระ เราก็ปล่อยไปตามวิถีธรรมชาติ แต่ถ้าถึงวาระ เราเข้าช่วยให้เกิดความผสมผสานให้เข้าสู่สมดุล ไม่ใช่ปล่อยให้ในหน่วยงานมีคนประเภทเดียว

 

๓)   หลังการเปลี่ยนแปลง

หลังจากการเปลี่ยนแปลงจบลงที่ดุลยภาพใหม่ มีสัดส่วนของคนต่างประเภทเข้าไป คือ คนที่ไม่โกงกินเข้าไปผสมอยู่ด้วยแล้ว จำต้องอาศัยคนสร้างระบบ หรือวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันให้ได้ ไม่ใช่แบ่งพรรคแบ่งพวกเป็นสองฝ่าย แล้วทำลายล้างกัน ก็ย่อมไม่อาจอยู่ด้วยกันได้ ดังนี้ เมื่อเกิดความผสมผสานของคนต่างประเภทแล้วยังต้องทำให้คนทั้งหมดอยู่ร่วมกันได้ด้วยคือ คนที่เป็นยักษ์เป็นมาร ยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ก็ต้องให้เขาอยู่ได้ คนที่ไม่โกงกิน ไม่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น, ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมก็ต้องอยู่ได้ด้วย เราไม่อาจทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้เหลือแต่ฝ่ายเดียวได้ สำคัญคือดุลยภาพ อนึ่ง การปฏิรูปนั้น ถ้าทำอย่างไม่ระมัดระวังอาจกลายเป็นการทำลาย แต่ถ้าทำแล้วล้มเหลวก็อาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเองได้ ดังนั้น ต้องทำให้สำเร็จอย่างละมุนละม่อมนุ่มนวล ค่อยเป็นค่อยไปอย่าใจร้อนเพราะกระทำต่อคนส่วนใหญ่ต้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน ไม่ใช่เราเปลี่ยนแปลงตัวเราได้แล้ว แต่เขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงตามเราได้ นี่อันตราย

 

ถาม : คิดอย่างไรกับอาชญากรรมและวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมรุนแรงขึ้น?

ตอบ :

ยุคสมัยนี้ ใกล้กลียุคเข้ามาทุกที่ เมื่อใดที่โลกปรากฏมีเทพก็ต้องมีมาร, มีพรหมก็ต้องมีอสูร มันเป็นของคู่กัน โลกจึงคงดุลยภาพได้ด้วยอาการอย่างนี้ ยุคนี้หนึ่งในสัตว์สี่เหล่าที่ลงมาเกิดคือ พรหม ดังนั้น อสูรย่อมต้องลงมาเกิดตามกันด้วย เป็นธรรมดา ไม่ใช่ว่าชอบหรือไม่ชอบ, เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย, ยินดีหรือไม่ยินดี แต่นี่คือ “ความจริง” ที่เราต้องยอมรับก่อนเป็นพื้นฐานเบื้องต้น เหมือนกับกรณีข้าราชการที่มีค่านิยมโกงกินกันเป็นหมู่นั่นแหละ เราต้องใช้หลักการเดียวกันคือ ถ้ายังไม่ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง เราก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาคือคนในสังคม เป็นผู้กำหนดวิถีสังคม ต้องปล่อยให้เขาอยู่ได้ในสังคมต่อไป เราทุกคนล้วนปรารถนาสังคมที่มีแต่สิ่งดีงาม แต่มันเป็นอุดมคติที่ยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้ มันอาจเกิดขึ้นจริงได้ในยุคพระศรีอาริยเมตตรัย เราปรารถนามันได้ แต่เราต้องยอมรับความจริงและอยู่กับปัจจุบันที่ไม่ใช่เช่นนั้นได้ด้วย คือ ต้องปรับตัวอยู่กับยุคที่ใกล้กลียุคให้ได้ จะเปลี่ยนแปลงคนส่วนใหญ่ในยุคนี้ก็ไม่ได้ มีบางคนพอได้ ที่เหลือคือปรับตัวอยู่ร่วมกัน  แต่ถ้าถึงโอกาสจังหวะที่จะเปลี่ยนแปลงเมื่อใด เราไม่ได้ต้องการทำลายล้างให้พวกเขาหมดไป แต่เราต้องการ “ดุลยภาพ” เพื่อให้คนในสังคมมีความหลากหลาย และอยู่ร่วม กันได้ เมื่อเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ก็เป็นเรื่องของการอยู่ร่วมกันของคนต่างประเภท ทำให้เขาที่แตกต่างกันอยู่ด้วยกันให้ได้ แม้จะมีการกระทบกระทั่งกันบ้างก็ตาม เช่น เด็กดีก็ทนเรียนไปจนจบ พยายามหลีกเลี่ยง, หลบให้เก่งๆ, ป้องกันตัวออกมาจากวงล้อมของเด็กเกเร ส่วนเด็กเกเรก็ต้องปล่อยให้เขาเรียนรู้ตามธรรมชาติ ถ้าเขาตีกันแล้วตาย เขาก็ต้องคิดบ้างว่า “ตาย” มันยากเกินกว่าจะสอนเด็กที่มีจิตมิจฉาทิฐิแรงๆ แม้แต่พระพุทธเจ้ายังโปรดมารไม่ได้เลย แล้วเราจะทำให้อสูรพ้นความเป็นอสูรได้ขนาดไหน คงยาก แต่ถ้าทำได้สักหนึ่งคนก็พอใจแล้ว เมื่อสำเร็จก็พยายามขับดัน สนับสนุนคนที่เลิกแล้วนี้ ให้ไปดึงเพื่อนๆ ของตนออกมาจากวังวนอิทธิพลมืดนั้น ผู้ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเด็กอสูรนี้ ก็จะ ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเป็นพรหม มีจิตใจเมตตา, เยือกเย็น, สงบนิ่ง, อดทนเด็กได้ด้วย

 

ถาม : คิดอย่างไรกับคำว่ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์?

ตอบ :

บางคนคิดว่าไม่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะใจร้อนเกินไป กระบวนการทางกฎหมายไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การลงโทษคนเลวทุกคนทันที และไม่ปล่อยให้ลอยนวลก็หาไม่ แต่วันใดวันหนึ่งคนที่ทำผิดนั้น เมื่อทำผิดซ้ำๆ แล้ว ก็ต้องถูกจับได้ในวันหนึ่ง ในการทำความผิดครั้งแรก แล้วกระบวนการยุติธรรมจับไม่ได้ ไม่ได้แปลว่ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ แต่แสดงให้เห็นว่าสังคมมีความยืดหยุ่นและอยู่ได้ด้วยบรรทัดฐานอื่นๆ มิติอื่นๆ เหมือนบ้านมีเสาหลายต้นค้ำจุนอยู่ เขายังอยู่ได้ด้วยบรรทัดฐานอื่นๆ ที่ยืดหยุ่นของสังคม อย่าลืมว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ “ยืดหยุ่น”, “ผ่อนปรน”, “ให้โอกาส” และ “ใจกว้าง” ทำให้คนที่ทำความผิดยังไม่ได้รับโทษในทันที และก่อคดีต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แต่เมื่อเราให้เขาแล้วถึงจุดหนึ่ง เขาไม่เลิกทำผิด, เขาคิดไม่ได้, เขายิ่งถลำลึก สุดท้ายก็ต้องเป็นไปตามกรรม คิดหรือว่าคนที่ทำความผิดจะไม่ลงเอยด้วยการถูกพิพากษา มันไม่จริงหรอก ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เขาก็จะต้องถูกจับ คนเราตราบเท่าที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ มีวิสัยเคยชิน เคยตัว ในวันหนึ่งก็ต้องพลาดท่า ถูกเขาจับได้ และต้องรับโทษตามกฎหมายในที่สุด นี่ไม่ใช่กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์หรอก แต่เพราะสังคมมีความยืดหยุ่น มีบรรทัดฐานอื่นๆ มากมายประกอบกัน ทำให้อยู่ได้หลากมิติ ไม่ใช่อิงแต่มิติของกฎหมายเพียงอย่างเดียว เอาง่ายๆ นักการเมืองต่อให้เก่งกาจ, ร้ายกาจ, มีอิทธิพลมากแค่ไหน แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง หมดสิ้นอำนาจลง คิดหรือว่านักการเมืองฝ่ายตรงข้ามจะปล่อยเขาไป ไม่เล่นงานเขา ไม่รื้อคดีขึ้นมาพิจารณา อย่างคดีโกงกินนี่ อายุความมันยาวเหมือนกันนะ ส่วนคนที่เขาเก็บหลักฐานไว้พร้อมอยู่ไปเฉยๆ ให้มีชีวิตรอดเพื่อรอวันเปิดเผยหลักฐานนั้นๆ ก็อยู่มาก คือ คนที่ปรับตัวเก่งไง

 

ถาม : ควรแก้กฎหมายให้มีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นหรือไม่ เช่น ประหารชีวิต?

ตอบ :

ไม่ต้อง การลงโทษที่รุนแรง ก็เป็นการปลูกฝังความรุนแรงในใจคนขึ้นแล้ว อย่างนี้ความรุนแรงมันจะจบลงได้อย่างไร ในเมื่อเราเอาความรุนแรงชนะความรุนแรง เราเองนั่นแหละที่เป็นตัวก่อความรุนแรง แต่ในรูปแบบใหม่ขึ้นมาคือแบบมาร ด้วยการเอากฎหมายมาเป็นเครื่องมือของเราเอง ให้สังคมยอมรับว่าเราทำได้ มีอำนาจตามกฎหมาย ไม่ผิด แต่สิ่งที่เราทำก็รุนแรงไม่ต่างจากคนที่เรากล่าวหาว่าเขารุนแรง ไม่ใช่หรอกหรือ ดังนั้น พึงชนะความรุนแรงด้วยความไม่รุนแรง เมื่อเรามีพลังแห่งความไม่รุนแรงที่เหนือกว่า ความไม่รุนแรงของเราจะไปแทนที่ความรุนแรงได้หมด ไม่ใช่เอาความรุนแรงของเราไปแทนที่ความรุนแรงของเขา ทำลายความรุนแรงของเขา ด้วยตัวเราเองที่สร้างมันมาแทน 

   

สิ่งที่ทำได้

 

๑)    ยืดอายุคดีความให้ยาวขึ้น เพื่อให้สามารถเอาผิดกับคนที่หนีคดีแม้ยาวนานขึ้นได้

๒)    กระบวนการจัดเก็บหลักฐานสมัยใหม่ เช่น นิติวิทยาศาสตร์, พิสูจน์พลิกศพ ฯลฯ

๓)    กฎหมายรองรับนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การพิสูจน์บางอย่าง ให้เป็นที่ยอมรับร่วมกัน

๔)   การลงโทษหลากมิติ เช่น ทั้งคดีอาญาและแพ่ง, ถ้าฆ่าคนต้องจ่ายค่าชดเชยด้วย

๕)   การรับใช้สังคม เช่น นักโทษต้องลงไปขุดลอกทางระบายน้ำ ที่ไม่มีใครอยากทำ

๖)    การตัดสิทธิ์ต่างๆ ทางสังคม ในผู้หนีคดีจะไม่ได้รับสิทธิ์ต่างๆ เช่น โอนเงินไม่ได้

๗)   สื่อสารผลพิพากษา ให้ประชาชนได้รับรู้ว่าบางคนแม้หนีคดีมาชั่วชีวิต ก็ถูกจับได้

 

ถาม : คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับการปฏิรูป?

ตอบ :

การปฏิรูปจะมีขึ้นเสมอในโลกตราบเท่าที่การพัฒนามีการเหลื่อมล้ำ เช่น ทั่วโลกเจริญไปเร็วมาก แต่ประเทศใดประเทศหนึ่งก้าวตามไม่ทัน หรือล้าหลัง ประเทศนั้นท้ายที่สุดก็ต้องมีการปฏิรูป ถ้าไม่มีการปฏิรูปประเทศจะอยู่ไม่ได้ ถูกกระแสโลกกลืนหรือทำลายไปตามกาลเวลา หรือไม่เช่นนั้นก็จะเกิดการปฏิวัติ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยประชาชนในประเทศนั้นเองจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงประเทศของเขาให้ทันยุคสมัย อนึ่ง การปฏิรูปควรกระทำด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้, อาศัยความร่วมมือร่วมใจกันเป็นหนึ่ง, กระทำด้วยความละมุนละม่อม ค่อยเป็นค่อยไป (ยกเว้น สงครามจ่อประชิดตัว จำต้องทำแบบแข็งกร้าวเร่งด่วนแบบกฎทหาร) ให้ทุกภาคส่วนในสังคม สามารถก้ามตามกันไปได้ร่วมกันทั้งหมด ไม่ใช่คนกลุ่มหนึ่งไปเสียไกลแล้ว คนอีกส่วนหนึ่งยังก้าวไม่ทัน ตกยุคตกสมัยและต้องยกยากลำบากในที่สุด สุดท้ายคนที่ได้รับผลเสียจากการปฏิรูปนี้เองที่จะมาทำการปฏิวัติในภายหลัง ก็มีอยู่หลายครั้งเหมือนกันที่คนปฏิรูปถูกปฏิวัติเสียเองภายหลัง การปฏิรูปจึงควรทำแต่น้อยแต่หวังผลมาก (กฎ ๒๐/๘๐ ของ Paleto) จึงจะเป็นไปได้ แต่การปฏิรูปที่ขาดความเข้าใจ ทำแล้วผิดพลาด อุปมาเหมือนคนที่ปลูกสวนไม้ดอกไม้ประดับแล้วไม่เข้าใจธรรมชาติของมัน พอเห็นไม้เติบโตยังไม่เต็มที่ เกะกะเก้งก้าง ก็เห็นว่ารกหูรกตา คิดจะตัดรอนเอาออกเสีย พอตัดออกแล้วก็กลายเป็นโล่งโจ้งโกร๋นและดูไม่งามตา ไม่มีค่า สุดท้าย ก็เลยตัดต้นไม้ต้นนั้นทิ้งเสียแล้วปลูกต้นใหม่แทน ประเทศที่ถูกกระทำจนโกร๋น ไม่มีดีแล้ว จะถูกตัดโค่นเหมือนต้นไม้ที่ดูไม่มีค่าแล้วนั้นหรือไม่ คนที่ทำการปฏิรูปจะเป็นเหมือนคนทำสวนดอกไม้ไม่เป็น นั่นหรือไม่ นี่คือ สิ่งที่ต้องพิจารณาให้มาก ปัจจุบัน คณะทำงานปฏิรูปประเทศเป็นคณะบุคคลที่มาจากนอกคณะรัฐบาล ซึ่งเคยทำงานกับประเทศชาติมานาน มีอาวุโส และเข้าใจรากฐานคนไทยดี ทว่า ภายใต้ข้อดีคือความอาวุโสนี้ ก็มีข้อเสียในตัวด้วย เพราะความอาวุโส ทำให้อาจเข้าใจยุคสมัยข้างหน้าได้ยากก็ได้ การยึดติดกับยุคสมัยเก่าๆ ที่ตนเคยคิดว่าดีงาม อาจจะกลายเป็นอุปสรรคที่สำคัญก็ได้ หากขาดซึ่งตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ยุคใหม่ ที่มองการณ์ไกลมาร่วมด้วย การปฏิรูปอาจกลายสภาพเป็นเพียงการ “อนุรักษ์แนวใหม่” แทนเสียก็ได้ สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ คนที่จะปฏิรูปได้สำเร็จ ต้องเป็นคนที่ “กล้าคิดนอกกรอบ” ไม่เช่นนั้น จะเรียกว่าเป็นการปฏิรูปหรือ ถ้าไม่มีอะไรใหม่ที่ดีกว่าเดิมมาแทนที่ของเก่า คนที่จะปฏิรูปอะไรได้ ต้องเป็นคนที่เคย “ผิดพลาดและล้มเหลว” มาก่อน แล้วไม่ท้อถอย เพียรพยายามลุกขึ้นหาทางใหม่ๆ จนประสบความสำเร็จได้ในที่สุด คนประเภทนี้เท่านั้น ที่เข้าข่ายนักปฏิรูป คนที่ไม่เคยประสบความล้มเหลวเลย ย่อมคุ้นเคยแต่ระบบเดิมๆ ไม่อาจคิดนอกกรอบระบบเดิมๆ ไปสู่แนวทางใหม่ได้เลย เขาไม่มีความกล้าหาญพอที่จะเปลี่ยนแปลงระบบเดิมที่ทำให้ตนเองอยู่อย่างสุขสบายได้หรอก เพราะเขากลัวว่าถ้าเหตุปัจจัยเปลี่ยนไป ย่อมสั่นคลอนต่อความมั่นคงของเขาด้วย เพราะถ้าทุกอย่างเหมือนเดิม เขาอาจอยู่ในอำนาจได้ดังเดิม

 

ถามถึงปัจจุบัน ตอบว่าประเทศไทยถึงเวลานานแล้วที่จะต้องปฏิรูป และเราทำช้าเกินไป เราคิดถูกแล้ว แต่คิดนานเกิน กว่าจะลงมือทำ มันสายไปแล้ว เวลาเป็นของที่มีค่าหมดไป วันหนึ่งๆ ถ้าเรามัวแต่ลังเล ไม่กล้าตัดสินใจ ช้าเกินไป ก็สายเกินแกง ตอนนี้ คนบางกลุ่มเขาวางแผนปฏิวัติกันแล้ว ทำงานเดินหน้าไปแล้ว ที่เผาเมืองก็เผาไปแล้วครั้งหนึ่ง เราเพิ่งมาสะดุ้งตกใจว่าเขาเอาเราจริง จึงเร่งงานปฏิรูป เพราะมัวแต่นอนหลับสบายไม่สนใจเสียงเรียกร้อง คิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอกมั้ง นี่ละปัญหา ไม่ใช่ว่าคิดไม่ได้ แต่ช้าเกินไป คุณว่าคณะปฏิรูปกับคณะปฏิวัติใครทำงานก่อนกันละ สุดท้ายใครจะสำเร็จ?

 

ถาม : คุณไม่คิดว่าพวกปฏิวัติเป็นคนไม่ดีหรือ?

ตอบ :

สรรพสิ่งไม่เที่ยง มีเกิดก็ต้องมีดับ เมื่อจะเกิดหรือจะดับ ก็ย่อมมี “เหตุปัจจัย” เป็นเครื่อง ปรุงประกอบ ในทุกกรรมต้องมีผู้กระทำและผู้ถูกกระทำใช่ไหม ตบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอก ดังนั้น “กิจ” สร้าง, รักษา และทำลายนั้น เป็นเรื่องธรรมดา, ธรรมชาติที่ทำให้เกิดและดับของสรรพสิ่ง ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูกหรอก ใครมีกรรมอย่างไร ก็จะต้องทำกิจไปอย่างนั้น ไม่ใครผิด ไม่ใครถูก ไม่มีใครดี ไม่มีใครชั่ว ในสัจธรรมอันแท้นี้ เพราะแม้แต่ตัว ตนของตนหรือของใครก็ไม่มีให้ยึดถือ ความถูกผิด, ดีชั่ว มีแต่ใน “สมมุติบัญญัติ” คือ ในกฎเกณฑ์ต่างๆ อันเป็นสมมุติว่าดีชั่ว ถูกผิด เช่น ว่าตามกฎหมาย, ว่าตามหลักศีลธรรม, ว่าตามหลักจริยธรรม, ว่าตามวัฒนธรรม ฯลฯ แต่ถ้าพ้นจากสมมุติบัญญัติแล้ว ไม่มีเลยในเรื่องความถูกผิด, ดีชั่วนั้น ใครทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น ฆ่าเขาก็ถูกเขาฆ่า แต่จะว่าการฆ่าหรือการถูกฆ่าเป็นสิ่งที่ดีหรือเลว, ถูกหรือผิด แบบสัจธรรมแท้นั้น ก็หามีได้ไม่   

 

ถาม : แล้วกรรมใดทำให้ต้องมาทำกิจต่างๆ กัน?

ตอบ :

พรหมมีกิจ สร้าง-รักษา-ทำลาย โพธิสัตว์มีกิจ ปราบ-โปรด-สนับสนุน, สัตว์อื่นเป็นลูกมือ

 

๑) กิจสร้าง

มักเป็นกิจของคนที่ “ทำกรรมเลว” มามากจนขาดสมดุลจึงต้องมาทำกรรมดีด้วยกิจสร้างสิ่งดีงามต่างๆ เรียกว่า “ทำดีไถ่โทษ” จึงจะมีผลบุญหนุนค้ำตัวเอาตัวรอดได้ ไม่เช่นนั้นก็ตกต่ำจนไม่อาจได้ผุดได้เกิด จึงต้องมาทำดี ปกติโลกก็พัฒนาด้วยคนโกงกินเสียมาก

๒) กิจรักษา

มักเป็นกิจของคนที่ “ดีไม่ทำกรรมไม่สร้าง” แต่ยังไม่ถึงวาระนิพพาน เพราะอาจปรารถนาบุญบารมีมากขึ้นจึงไม่ต้องสร้างทำอะไร ไม่ต้องทำลายอะไร เกิดมาบนกองเงินกองทอง เสวยสุขแล้วรักษาสิ่งที่ตนมีไว้อย่างเดียว ดูฝ่ายทำลายๆ สิ่งที่ตนรักษาจนกว่าจะปลง

๓) กิจทำลาย

มักเป็นกิจของคนที่ “ทำดีมามาก” และ “ทำกรรมเลวน้อย” ทำให้ไม่ได้รับกรรมเลวอย่างสมดุล จนกลายเป็นคนหลงดี หลงตัวเอง จึงต้องลงมาทำลายล้าง แล้วรับผลกรรมเลวไป จึงจะเห็นความไม่ดีของตนเอง ครบสองด้านแล้ว จึงจะเข้าสู่กระแสนิพพานได้

๔) กิจปราบ

มักเป็นกิจของคนที่ “บำเพ็ญบารมีพอดีแล้ว” แต่ยังไม่ถึงวาระนิพพาน ยังทำกรรมได้อยู่ และเป็นฝ่ายหญิงเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมือเบากว่า ถ้าให้ผู้ชายปราบอาจรุนแรงกลาย เป็นการทำลายล้างได้ พวกนี้จะเกิดมาอยู่สุขสบายดีแล้วทำหน้าที่ปราบอย่างเดียว

๕) กิจโปรด

มักเป็นกิจของคนที่ “บำเพ็ญบารมีพอดีแล้ว” แต่ยังไม่ถึงวาระนิพพาน ยังทำกรรมได้อยู่ และเป็นฝ่ายชายเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมือหนักกว่า ลงภาคปราบไม่เหมาะสม จึงลงมาอยู่ภาคโปรดแทน พวกนี้มักเกิดมาจนและบำเพ็ญจนได้ธรรมขั้นสูงก็จะมีคนเลี้ยงดูแล

๖) กิจสนับสนุน

มักเป็นกิจของคนที่ “เริ่มต้นสะสมบุญบารมี” ยังไม่ถึงวาระนิพพาน ยังทำกรรมได้อยู่ และมักมีความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่เบื้องหน้า เช่น พระโพธิสัตว์ที่พบพระพุทธเจ้าแล้วถวายสิ่งต่างๆ ให้ท่าน การทำหน้าที่นี้เป็นของง่าย มักเกิดมารวยมาก แต่ขาดความสุขมีแต่ทุกข์

 

โลกนี้จะเจริญทางวัตถุด้วยคนเพียงสองประเภทคือ ๑) คนเลวที่กลับใจ ๒) คนดีที่มีทุกข์ โดยคนเลวที่กลับใจจะทำหน้าที่ภาค “สร้าง” จึงมักมีตำแหน่งใหญ่โตแต่วิสัยเดิมแก้ยาก อาจโกงกินบ้างก็เป็นธรรมดา คนกลุ่มนี้จะทำกิจภาพรวม ส่วน คนดีที่มีทุกข์ จะทำหน้าที่ภาค “สนับสนุน” จึงมักรวยแต่หาความสุขยาก หรือแสวงหาคนที่ตนเคารพนับถือได้ยาก มักพบผู้ทรงธรรมแล้วศรัทธาก็ให้การสนับสนุน จึงไม่ได้ทำกิจกระทบภาพรวมเท่าใดนัก

 

ถาม : คิดอย่างไรกับความแตกแยกของสังคมไทยในทุกวันนี้?

ตอบ :

ความแตกแยกมีมานานแล้ว เริ่มต้นจาก “ความคิดของเรา” นี่เอง นี่ก็คือ “รากเหง้าของปัญหา” ทั้งหมด เพราะเราไปคิดแยกคนดี, คนชั่ว, คนถูก, คนผิด, คนฝ่ายเรา, คนฝ่ายเขา ฯลฯ ตัวตนของตนมันเยอะเต็มไปหมด จึงเกิดเป็นความแตกแยก ทั้งที่ทุกอย่างมันก็รวมกันอยู่เองแล้วแท้ๆ เราไปจับมันแยกกันออกมาเอง เราไปจับคนดีมาให้โดดเด่น จับคนชั่วลงไปมุมมืดของสังคม ทำให้เขาไม่มีที่ยืนในสังคม กดพวกเขาไว้พอนานวันเข้า ก็ปรากฏคนประเภทตรงกันข้ามกับเรามาเป็นหัวหน้าฝ่ายมืดนั้น กลายเป็นข้าต่างเจ้า บ่าวต่างนาย ประเทศจึงได้แตกแยก มันไม่ผิดหรอกที่ประเทศเราจะมีคนมีความสามารถเป็นผู้นำได้มากกว่าหนึ่งคน แสดงว่าสังคมเราผลิตคนที่มีคุณภาพได้นะสิ สังคมยังใช้ได้อยู่ แต่เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันด้วย เรียนรู้ว่าผู้นำคนแต่ละกลุ่ม และบริวารของคนแต่ละกลุ่ม แม้มีความแตกต่างกัน อะไรคือ สิ่งสำคัญที่ทำให้อยู่ร่วมกันได้? ลูกเห็นต้นไม้ในป่าไหม มันอยู่ร่วมกันได้นะ ไม่เห็นมันจะทะเลาะกันเลย ทั้งๆ ที่มันแตกต่างเผ่าพันธุ์สัณฐานกันมากมายแท้ๆ มันอยู่กันได้อย่างไรละ ไม่เห็นมีใครไปเป็นผู้จัดการป่า จับต้นนั้นอยู่ที่นี่ จับต้นนี้อยู่ตรงนั้น อะไรก็ไม่เห็นมีเลยแต่บางป่าก็ล่มนะ เห็นข่าวเสนอมีเถาวัลย์บางชนิดที่เจริญเติบโตเร็วผิดปกติ ครอบคลุมต้นไม้ทุกชนิด จนต้นไม้ใหญ่ไม่ได้รับแสงแดด นี่ก็เป็นอีกธรรมชาติหนึ่งที่บอกเราว่าเมื่อต้นไม้อยู่ร่วมกันได้ แต่ก็มีวันอนิจจัง เมื่อต้นไม้บางชนิดเกิดขึ้นเพื่อทำลายทุกๆ ชนิด ทำให้มันอยู่ร่วมกันไม่ได้ เหมือนประเทศไทย ที่เคยมีเหล่ายักษ์, มาร, เทพ, พรหม อยู่ร่วมกันภายใต้พุทธานุญาติของพระพุทธเจ้าสมณโคดมที่ให้ไว้ว่าหลังกึ่งกลางพุทธกาล พุทธบริษัทสี่สิ้นไปแล้วสัตว์สี่เหล่าใหญ่นี้จะได้อาศัยในพระพุทธศาสนาสืบต่อไป ต่อมา มีจิตวิญญาณแปลกปลอมเหมือนเถาวัลย์นั้น แห่เข้ามาในประเทศไทย ได้แก่ ซาตานและเหล่าอสูร ค่อยๆ แทะเล็มและกลืนกินประเทศของเรา เช่นในภาคใต้ ก็มีโจรใต้ที่นิยมความรุนแรงบีบไล่ให้คนไทยที่อยู่เดิมหนีออกไป พวกนี้ก็น่าจะเป็นพวกอสูรนะ ในพระพุทธศาสนาก็มีซาตานมาแย่งที่มาร พวกนี้ จะใช้โฆษณาในการเรียกเงินจากคนทำให้คนหลงเชื่อว่าพระสงฆ์รูปนั้นรูปนี้ เป็นเสมือนดั่งผู้สูงส่งมาเกิด เพื่อดูดเงินในกระเป๋าเราให้ได้มากๆ แล้วคนพวกหนึ่งทำสิ่งผิดกฎหมายก็เอาเงินเทลงไปเป็นตัวอย่างให้คนแห่ทำบุญตามๆ กันบ้าง เราเห็นเขาใส่เงินเยอะแบบชาวคริสต์ที่เรี่ยไรตังค์ ก็คิดว่าเขาศรัทธามา ต้องถูกแน่นอน บรรยากาศโน้มน้าวเราให้ใจกล้าทำบุญมากๆ ทุ่มตามเขาไปบ้าง ที่ไหนได้ เขาที่กล้าเอาเงินเยอะลงไป เพราะเอาเงินที่ได้จากการทำผิดกฎหมายมา “ฟอกเงิน” ให้หมุนเวียนกลับไปกลายเป็นเงินถูกกฎหมาย เช่น บางพวกก็มีส่วนได้ผลประโยชน์จากการก่อสร้างวัด, สถานธรรมมากมายอยู่แล้ว เขาถึงกล้าเอาเงินมาเทให้ไง อีกพวกหนึ่งก็พวกหลงเชื่อ, ศรัทธาอะไรง่ายๆ ก็พลอยใส่เงินตามๆ เขาไป นี่คือ กลยุทธ์ของซาตาน พวกฝรั่งที่ชอบทำองค์กรการกุศลเขาทำกัน ที่เห็นเศรษฐีฝรั่งทำบุญด้วยเงินเยอะๆ นั่นแหละเขามองว่าเป็นการบริหารองค์กรอีกแบบหนึ่งเท่านั้น ตอนนี้ลัทธิบูชาซาตานแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทยมากแล้ว อย่างเงียบๆ และคนไม่ค่อยรู้ทัน แต่มันมาแล้ว สิ่งที่แปลกปลอม ไม่ได้อยู่ในพุทธานุญาติ ซึ่งพวกนี้ เป็นเหมือนเถาวัลย์ที่ทำลายป่าไม้ที่อยู่เก่าก่อนนั้น ซึ่งเรามองว่าควรจัดการเอาออกไปได้ แต่ถ้าเป็นพวกเราที่มีมาแต่เดิม แม้ว่าจะเป็นยักษ์, มาร, เทพ, พรหม ก็อยู่ร่วมกันได้ ไม่ผิด ไม่ต้องแยกออกจากกันว่านี่ยักษ์, นี่มาร, นี่คนดี, นี่คนเลว เราไปคิดแยกเอาคนดีไว้ คนเลวเอาออกไป แบบนี้ เราคิดแยกคนให้แตกกันแต่แรกแล้ว ส่วนอีกคนหนึ่งก็คิดว่าจะเอาพรรคพวกของตนไว้ ซึ่งมีแต่คนไม่ดี เลยกลายเป็นศึก “พระนารายกับอสุรินทราหู” ไปเลย นี่มันจะทำให้เราปรองดองกันได้อย่างไร ในเมื่อแรกเริ่มเดิมคิดก็คิดแยกให้แตกกันแล้วนี่นา เราต้องเข้าใจว่าอะไรที่เป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับเรา เป็นศัตรูที่แท้จริงของเราที่เราควรจัดการออกไป อะไรที่ได้รับพุทธานุญาติมาอย่างถูกต้องแล้วให้อยู่ร่วมกันในที่นี้ได้ แม้ว่าเขาแตกต่างจากเราคือเป็นยักษ์ก็ดีเป็นมารก็ดี เราควรยอมรับและปรับตัวอยู่ด้วยกันให้ได้ แล้วรวมกำลังสามัคคีกันจัดการสิ่งแปลกปลอมนั้นออกไป นั่นจึงเป็นศัตรูเราอย่างแท้จริง ไม่ใช่ให้คนไทยมาตีกันเองอย่างนี้ แล้วความสามัคคีมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร    

 

ถาม : สรุปคือ เมื่อเข้าถึงธรรมแล้วควรเอาธรรมมาใช้ต่อทางโลกอย่างไร?

ตอบ :

ปล่อยให้ทางโลกเป็นไปตามธรรมชาติ เช่นนั้นเอง เป็นอย่างไรก็ช่างเขาเถิด จะดีจะเลว จะเกิด จะดับก็ช่างทางโลกเขา ขนาดพระพุทธเจ้าเคยเสด็จไปห้ามทัพวิทูทภะ ที่จะไปทำสงครามเล่นงานตระกูลของท่าน ท่านห้ามแค่สามครั้ง ครั้งสุดท้ายท่านก็ยังต้องปล่อยไป ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ปล่อยให้ทางโลกเป็นไปตามกรรมแล้ว ท่านคงเข้าไปยุ่งหรือเข้าไปเปลี่ยนแปลงทางโลก ท่านจะได้รับการยอมรับจากพระธรรมราชาถึง ๗ แว่นแคว้นได้อย่างไร การที่ท่านได้รับการยอมรับจากพระธรรมราชาทั้ง ๗ แว่นแคว้นนั้น ไม่ใช่เพราะท่านทำตัวเป็นพราหมณ์ไปแนะนำหรือเปลี่ยนแปลงทางโลกอย่างนั้น อย่างนี้ แต่เพราะท่านแสดงให้พระธรรมราชา ๗ แว่นแคว้นทราบว่าการเผยแพร่ธรรมะของท่าน ไม่ได้ทำให้เกิดการกระทบต่อทางโลกแต่อย่างใดเลย ไม่ได้ทำให้การปกครองของ ๗ แว่นแคว้นสั่นคลอนเลย ท่านไม่ได้กระทำอะไรต่อทางโลก ปล่อยทางโลกให้เป็นไปตามกรรม จึงไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทางโลกแล้วจริงๆ พระธรรมราชา ๗ แว่นแคว้นยอมรับท่าน ด้วยเหตุผลนี้ ไม่ใช่ยอมรับท่านเพราะท่านทำตัวแบบพระเทวทัต ที่เข้าไปเสนอแนะพระเจ้าอชาติศัตรูให้ทำนั่นทำนี่ สุดท้าย ถึงขนาดฆ่าพ่อตัวเองยึดเอาบัลลังก์ นี่ไม่ใช่ทางเลย

 

การเอาธรรมมาใช้ทางโลก ก็คือ การยอมรับสมมุติทางโลกอย่างที่ทางโลกเป็น ว่านี่คือ ธรรมแล้ว ถ้าเราไม่ยอมรับว่านี่คือ ธรรม เราก็จะเข้าไปยุ่งกับทางโลก เข้าไปเปลี่ยนทางโลก เข้าไปกระทบต่อทางโลก ความยุ่งเหยิงก็เกิดไม่ได้ปล่อยวางอย่างแท้จริง ทางโลกจะเป็นอย่างไรก็ช่างเขา จะมีสันติภาพหรือสงครามก็ช่างเขา เป็นไปได้ทั้งหมด ไม่เที่ยง ไม่จีรังยั่งยืนหรอก นี่แหละคือ ปกติของโลก ไม่จำเป็นต้องไปพัฒนาสร้างวัดเพื่อให้เป็นสมบัติของประเทศ, ไม่จำเป็นต้องไปรักษาสมบัติของประเทศ เฝ้าวัดเป็นยามเฝ้าสมบัติ, ไม่จำเป็นต้องทำลายหรือร่วมมือกับใครในการปฏิรูปหรือปฏิวัติอะไรเลย ปล่อยทางโลก ให้เป็นไปตามกรรมตามธรรมชาติของทางโลกเขา นั่นแหละ “ธรรม” อยู่แล้ว อย่างนี้ คนก็เห็นทุกข์ได้จากธรรมชาติที่ทางโลกเป็นนั้น คนก็ตรงต่อสัจธรรมได้เอง รอจนกว่าเขาจะถึงพร้อมควรแก่วาระ จึงไปช่วยให้เขาเข้าถึงธรรม ซึ่งก็เป็นแค่คนส่วนน้อยของสังคม เท่านั้นเอง ดังนี้ จึงไม่กระทบต่อระบบสังคม, ต่อประเทศ, ต่อโลกนี้อย่างใดเลย

 

ถาม : ท่านคิดเห็นอย่างไรต่อพระสงฆ์ที่สนับสนุนสันติภาพ?

ตอบ :

นี่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนว่าสรรพสิ่งไม่เที่ยงอยู่แล้ว ดังนั้น สันติภาพหรือสงครามก็ไม่เที่ยงทั้งคู่ ไม่ต้องสนับสนุนอะไร ไม่ต้องต่อต้านอะไร ปล่อยไปตามธรรมชาตินั้น ไม่กระทบธรรมชาติ ธรรมชาติมันมีดุลภาพแห่งการเกิดและดับอยู่แล้ว ปล่อยมันไป ถ้าเรายังไม่ปล่อยวาง ยังถือมั่นในสันติภาพอยู่ ก็ไม่หลุดพ้น จะมาสอนคนให้หลุดพ้นหรืออ้างตัวว่าได้บรรลุธรรมได้อย่างไร เรื่องสันติภาพนั้น เป็นของ “พรหม”  คือ กิจของพระศิวะ ที่จะใช้สันติภาพหรือสงคราม ถ้าเห็นควรใช้สันติภาพก็ลงมาช่วยให้เกิดสันติภาพ ถ้าเห็นควรใช้สงครามก็จะกลายเป็นมหาเทพแห่งการทำลายล้างในบัดดล เป็นได้ทั้งสองกรณี ไม่เที่ยง เรื่องของพรหมเขา เราไม่ต้องยุ่งไม่ต้องไปกระทำ พระสงฆ์ที่สนับสนุนสันติภาพในยุคนี้ จะเด่นดังและอาจได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ทำให้ดังไปทั่วโลกได้ แต่นี่ไม่ใช่วิถีทางที่พระพุทธเจ้าสนับสนุนเลย เดี๋ยวนี้มีพระสงฆ์มากมายที่อยากจะดังไปทั่วโลก ไม่นิยมเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จักแล้วตายไปเงียบๆ เมื่อก่อนยังมีพระไทยหลายรูปที่ตายไปอย่างเงียบๆ ไม่มีสังคมเข้าถึง ไม่มีคนรู้จัก และยังได้ธรรมระดับสูง อรหันต์จริงๆ ผมเองได้ฟังเรื่องราวของพระรูปหนึ่งชื่อ “พระอาจารย์ซ้อน” ท่านนี้บวชพระอยู่วัดร่วมกับเขาไม่ได้ เพราะท่านปฏิบัติตรงจริงจัง แต่ท่านอื่นไม่ได้ปฏิบัติได้อย่างท่าน ท่านไม่สะดวกใจจะอยู่วัดก็ออกจากวัด เป็นพระไร้วัดอาศัย แล้วได้อาศัยปลูกเพิงพักริมเขา ปฏิบัติเดี่ยว จนตายไปเลยและไม่มีใครรู้จัก ไม่มีชื่อเสียงด้วย แต่นี่แหละคือทางตรง ทางลัด ทางเร็ว ไม่ใช่ทางอ้อม ทางหลง หรือนอกลู่นอกทางก็หาไม่ (นี่คือพระไทยนะ) 

 

ถาม : ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับพระสงฆ์ที่ทำตัวไม่เหมาะสม?

ตอบ :

อะไรคือความไม่ถูกต้องละ? คุณกำหนดมาตรฐานใดไว้หรือ? หรืออ้างอิงมาตรฐานใดได้ ไม่มีหรอก ความถูกหรือผิดนั่นนะ มีแต่เราไปเกิดเวทนาหวั่นไหว เลยรู้สึกร่วมปรุงแต่งไปว่านั่นดีนี่เลว, นั่นถูกนี่ผิด ฯลฯ แท้แล้วก็เป็นแค่ “กรรมที่เกิดขึ้น, ตั้งอยู่ แล้วดับไป” แค่นี้ ใครทำกรรมอะไรไว้ก็ต้องรับไปอย่างนั้น เช่น ทหารพระนเรศวรไปรบกู้ชาติแล้วเกิดเบื่อที่จะทำสงคราม ผลบุญอกดอกผลทำให้อยู่ได้สบายมีคนเลี้ยงดู ไม่ต้องทำอะไรและเพราะเบื่อหน่ายโลกจึงอยู่ในรูป “พระสงฆ์” บางคนอยู่ในรูป “ผู้พึ่งพา” ให้พ่อแม่เลี้ยงดู เพราะไม่อยากถูกเขามองว่าเป็นพระที่ทำตัวไม่เหมาะสม ก็มี นี่เป็นเรื่องของกรรมเท่านั้น เขามีกรรมดีสนองผล ได้ห่มเหลือง เขาก็ได้ไป หมดวาระผลบุญเมื่อไรก็ผ้าเหลืองหลุดเท่านั้น มีเกิดขึ้น, ดำรงอยู่ชั่วคราว แล้วก็ดับไปอย่างนี้เอง หาสาระอะไรได้เล่า เราเอาตัวเองให้รอดด้วยตัวเอง อย่าคิดว่าใครจะมาแก้ไขให้เราได้แล้วทำปัญญาให้แจ้ง แจ้งแล้วก็ไม่ไปทำกรรมต่ออะไร ดูสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นผู้ดูก็พอแล้ว ไม่ต้องเข้าไปเล่นอีก ปล่อยเขาไป แล้วกรรมก็จะสนองผลเอง อนึ่ง พระสงฆ์ก็เป็นคนมีเลือดเนื้อหัวใจ จริงอยู่ว่าพระสงฆ์ในอดีตทำตนได้ดี แต่ในปัจจุบัน เราไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาแบบสมถะนัก หลายคน ถูกเลี้ยงดูมาราวกับลูกท่านหลานเธอ อย่างนี้ ทำอย่างไรได้ เราก็ได้แต่ปลง เขาได้บุญห่มเหลืองแล้วเขาจะทำดี, ถูกผิด อย่างไรแล้วแต่เขาใช้ผลบุญของเขาเองแล้ว ตัวใครตัวมัน ปล่อยเขาไป

 

ถาม : ปล่อยไปอย่างนั้น ไม่ทำให้พุทธศาสนาเสื่อมหรอกหรือ?

ตอบ :

ไม่หรอก ถ้าหมายถึง “สัจธรรมย่อมไม่เสื่อม” อยู่แล้ว เพราะสัจธรรมก็คือ ความเสื่อมอยู่ในตัวเองแล้ว ความไม่เที่ยงก็คือ สัจธรรมอยู่แล้ว มีอยู่แล้วไม่หายไปไหนได้ แล้วจะกลัวเสื่อมไปทำไม ปล่อยไปตามธรรมชาติ ที่จะเสื่อมนั้น เป็นแค่ “สมมุติที่ถูกคนสร้างขึ้น” ก็จะเกิดขึ้นตามอำนาจแห่งกรรมของผู้สร้าง ดำรงอยู่ตามอำนาจแห่งกรรมของผู้รักษาและสิ้นลงไปตามอำนาจแห่งกรรมของผู้ทำลายในท้ายที่สุด เราไม่ต้องไปยุ่งกับคนที่ไม่ใช่ก็ได้ เราเลือกได้นี่นา เราไม่ได้มีเวลาจะไปดูแลหรือเจอมนุษย์ทุกคนได้หรอก แต่ถ้าเรามัวแต่เอาเวลาไปเล่นงาน, จับผิด กับคนที่ทำผิด (ตามความคิดเห็นของเรา) เราจะใช้เวลาหมดไปกับคนประเภทนั้นเท่านั้นเอง ปล่อยเขาไปตามทางของเขา เราเลี่ยงเสีย แล้วไปหาคนที่ควรหา ทำกิจและกรรมร่วมกับคนที่ควรก็พอ อายุขัยเราเท่าไรกัน แค่ไม่เกินร้อยปีก็ตายแล้ว แล้วเราจะเสียเวลาไปกับคนที่ไม่ใช่ทำไม เลือกเอา เราก็ต้องเลือกถ้าเรายังเลือกได้ แต่ถ้ามันเป็นวิบากกรรมของเราจริงๆ เราก็เลือกไม่ได้ ต้องยอมจำนนยอมรับไป มียุคหนึ่งในประเทศจีน สมัยต้นราชวงศ์ หมิง ยุคนั้น ทางโลกและทางธรรมก็เริ่มจะเสื่อมพร้อมๆ กัน ผู้ที่อยู่อาศัยทางธรรมก็พยายามรักษาสิ่งต่างๆ ไว้กลัวว่าจะเสื่อมสลาย บางคนถึงขนาดลงโทษลูกศิษย์ตนเองอย่างหนัก ที่ทราบว่าเป็นนักบวชแต่กลับไปมีคู่ครองไม่ถือพรหมจรรย์ ในที่สุด ทั้งทางโลกและทางธรรมที่มีมาแต่เดิมก็สิ้นสุดลงไป ราชวงศ์ หมิง เกิดขึ้นมาแทนที่ราชวงศ์เก่า ส่วนทางธรรม สำนักธรรมต่างๆ ก็ล่มสลายไปมากมาย ทว่า มีรูปแบบการบำเพ็ญธรรมแบบใหม่เกิดขึ้น คือ การปฏิบัติธรรมในครัวเรือน แนวการฝึกจิตด้วยลมปราณที่เคยฝึกกันเฉพาะในสำนักเต๋า เช่น วิชชาไทเก๊กของบู๊ตึ้งกลับได้รับความนิยมแพร่หลายในหมู่ชนทั่วไป ไม่จำเพาะหรือจำกัดแต่ในหมู่นักพรตอีกต่อไป ถามว่าแล้วทำให้คนไม่บรรลุธรรมได้ดังอดีตหรือ ก็ไม่ใช่ เพราะผู้บรรลุธรรม ก็ยังปรากฏมีได้ต่อๆ กันมา นี่เราเรียกว่า “การเปลี่ยนแปลง” ซึ่งเป็นธรรมดาของโลก ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนอยู่แล้ว ประเทศไทยเราปัจจุบันก็กำลังมีวิกฤติเกิดขึ้นคล้ายสมัยนั้น ทั้งทางโลกและทางธรรมกำลังอ่อนแออย่างมาก สมัยนั้น จางซางฟง สึกจากสามเณรมาเป็นนักพรต ต่อมาก็เกิดความล่มสลายของเส้าหลิน ถ้าสมัยนี้เราจับพระ, เณรสึกเพราะเห็นว่าทำผิด ก็อาจจะเป็นต้นเหตุของการล่มสลายเหมือนกับครั้งนั้นก็เป็นได้ มันต้องมีทางออก สำหรับคนยุคต่อไปใช่ไหม ทางใดทางหนึ่ง ซึ่งผู้มีบุญบารมีที่ได้ลงมาเกิดแล้ว กำลังหาทางออกอยู่เช่น สำหรับสถาบันกษัตริย์ก็ดี, สถาบันสงฆ์ก็ดี ต้องมีผู้ค้นพบทางออกให้แก่สรรพสัตว์    

 

ถาม : ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่อง “พิธีกรรม”?

ตอบ :

พิธีกรรมไม่ใช่ทางให้หลุดพ้นโดยตรง แต่เป็น “ทางผ่าน” ได้ เช่น สมมุติ ในอดีตคุณได้สร้างวัดไว้ บุญบารมีคุณมีอยู่ แต่มันจะไม่ออกดอกออกผลมาเลย คุณจะไปต่อไม่ได้เลย ถ้าคุณไม่ทำปัจจุบันเลย มันจะเหมือนสมบัติที่ไม่ได้ไขกุญแจออกมา หรือเงินที่เก็บไว้ในธนาคารฉะนั้น คุณจึงต้องทำบ้างนิดหน่อย เช่น ไปร่วมงานพิธีตัดลูกนิมิตกับเขา คุณไม่มีเงินช่วยบุญเขาเลย แต่ก็ไป “พอเป็นพิธี” เท่านั้นแหละผลบุญจะออกดอกออกผลได้เลย คุณอาจมีบุญ “ได้ห่มผ้าเหลือง” เพราะผลจากการเคยสร้างวัดมาในอดีตชาติ ก็ได้ ไม่มีใครทำนายได้ ผลบุญนั้นเป็น “อจิณไตย” สรุปคือ “พิธีกรรม” เหมาะสมสำหรับการชำระเศษกรรมที่เหลือเพียงน้อยแล้ว เรียกว่ารับกรรมแค่พอเป็นพิธี, หรือเหมาะสมสำหรับผู้ที่เคยสร้างบุญบารมีมาในอดีตมากพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำมากขึ้นไปอีก ก็ทำแค่พอเป็นพิธี ก็สำเร็จผลได้แล้วในปัจจุบัน ไม่ต้องต่อกรรมให้ยาวยืดสืบชาติภพต่อเนื่องไปอีก    

 

ดังนั้น เรื่องพิธีกรรมไม่มีดีหรือเลว, ถูกหรือผิดในตัวมันเอง และไม่ทำให้หลุดพ้นโดยตรง แต่ก็เป็นทางผ่านสำหรับคนบางประเภท นี่จึงกล่าวว่าไม่ต้องทำสร้างอะไร ไปรักษาอะไร หรือทำลายอะไร ถ้าเราเห็นคนยึดติดพิธีกรรม เราไปทำลายพิธีกรรมนั้นเข้า ก็อาจส่งผลกระทบที่เราคาดไม่ถึง เช่น คนบางคนจะได้ห่มผ้าเหลืองอยู่แล้วเพียงแค่เข้าร่วมพิธีกรรมไม่ต้องทำบุญซ้ำอีกเพราะมีบุญเก่าอยู่ พอเราทำลายเสียหมด ก็ขวางทางเขาไปเลย ไม่ต้องไปยุ่งกับทุกสิ่งนะ ปล่อยไปตามธรรมชาติ, ตามกรรมของมัน เราไม่มีทางล่วงรู้อะไรได้อย่างแท้จริงไปหมดทุกอย่างในโลกนี้หรอก ดังนั้น เมื่อเราไม่รู้จริงก็อย่าไปแตะ ไปยุ่งกับมัน แม้แต่พิธีกรรมที่ดูบ้าๆ บอๆ และหลงทางมากๆ ของคนที่ไม่มีการศึกษา แต่มันก็มีเรื่องกรรมสนองผลอยู่ เราไปยุ่งก็ไปทำลายกระบวนการชำระกรรม กระบวนการธรรมชาติ เราแค่รู้จริงให้ได้เรื่องหนึ่งก่อนพอ ซึ่งคือ “สัจธรรมของสรรพสิ่ง” ที่ว่ามันไม่เที่ยงเลยสักอย่างเดียวนั้น ท้ายที่สุดแล้วไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนมันจริงไหม รู้แค่นี้ก่อนเอาให้ได้จริงก่อน อย่างอื่นอย่าเพิ่งไปยุ่งกับมันมาก มันกำลังดำเนินไปตามธรรมชาติของมันอยู่ ปล่อยไป

 

ถาม : เราสามารถสร้างสรรค์พิธีกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาได้หรือไม่?

ตอบ :

ได้ ถ้าเราทราบวาระกรรมของเราเองว่าทำอะไรในอดีตมา เช่น ไปสัญญาจะแต่งงานกับใครบางคน แต่ทำไม่ได้ ผิดสัจจะ แล้วถูกวิญญาณดวงนั้น คอยรังควาญ พอทราบวาระกรรมแล้ว ก็แก้ไขในปัจจุบัน คือ “ทำตามสัจจะให้สำเร็จเสีย” เช่น แต่งงานกับวิญญาณนั้น เพื่อให้วิญญาณนั้นจะได้ไปสู่สุขคติภูมิ คนจีนเขาเรียกว่า “แต่งงานกับป้ายวิญญาณ” คือ คนที่หมั้นกันไว้ให้คำหมั้นให้สัจจะกันว่าจะแต่งงานแล้วฝ่ายชายตายลงไป ฝ่ายหญิงก็ต้องทำตามสัจจะที่ได้หมั้นหมายไว้นั้น ต้องแต่งงานกับป้ายวิญญาณแทน แบบนี้ เป็นพิธีกรรมเหมือนกัน ช่วยให้โปรดวิญญาณได้ ชีวิตเราก็จะดีขึ้น เช่น พระสงฆ์ไปบวชแล้วถูกผู้หญิงคนนั้นคนนี้คอยดึงให้สึกอยู่ร่ำไป ดูไปแล้วผู้หญิงก็ไม่น่าจะเอาจริงเอาจังอะไร แต่ทำไมเดี๋ยวมาอยู่เรื่อยๆ พอพิจารณาพบว่า วิบากกรรมทำไว้เพราะผิดสัจจะว่าจะแต่งกับเขาแต่ผิดสัจจะไม่ได้แต่ง ก็ทำพิธีแต่งงานกับป้ายวิญญาณเพื่อโปรดเขาก็ได้ ก็อาจ จะหมดปัญหาเรื่องถูกรังควาญให้สึกอยู่เรื่อยๆ ก็ได้ ในคนบางคนเคยเกิดเป็นเจ้าเมืองมา พอไม่ได้ก่อกรรมใหม่ในปัจจุบันก็ไม่มีผลบุญออกดอกผลมาเลย เขาเคยทำไว้มาก พอไม่ทำ ก็เลยไม่มีผลบุญเลี้ยงตัว พอไปทำบุญมากเข้าก็กลายเป็นการก่อชาติสืบภพให้ไปไกลอีก ใจก็อยากนิพพานแล้ว แต่ปัจจุบันก็ต้องอาศัยผลบุญเลี้ยงตัวด้วย อย่างนี้ ทำพิธีก็ได้ เช่น พิธีตั้งเสาหลักเมืองของเราเอง ทำเองในบ้านไม่ต้องเสาใหญ่ เสาเล็กๆ สูงฟุตหนึ่งก็ได้แล้ว “ทำแค่พอเป็นพิธี” เพราะเราเคยสร้างบุญบารมีมาอย่างนี้เลยทำเสียหน่อย พอเป็นพิธี ให้มันผ่านๆ ไปได้ คนเคยตัดเศียรถวายพระพุทธเจ้า ถ้าเกิดมาแล้วไม่ผ่านสู่ช่วงความเป็นตาย บารมีก็ไม่ถึงระดับเก่า ถ้าบารมีอ่อน อาจเสื่อมลงต่ำได้อีก ดังนั้น การมีพิธีกรรมก็เพื่อประโยชน์อย่างนี้ (โดยวิมุติ) แต่โดยสมมุติก็ว่ากันไปตามสังคมเขานิยม       

 

ถาม : คนที่จะได้เกิดและนิพพานในยุคพระศรีอาริยเมตตรัยเป็นอย่างไร?

ตอบ :

คนที่ทำบุญมาก ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องได้เกิดยุคพระศรีอาริยเมตตรัยนะ สรุปง่ายๆ คือ

 

ลักษณะของคนที่ได้เกิดและได้นิพพานในยุคพระศรีอาริยเมตตรัย (เกิดทันเห็น)

๑)    โง่ ถูกหลอกง่าย เชื่อคนง่าย ไว้ใจคนง่ายๆ มักถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่เสมอ

๒)    ทำดีมักไม่ได้ดี ทำดีมาตลอดแต่บุญไม่ได้เบิกออกมาเลย ออกอีกทีก็ยุคนั้น

๓)    ไม่รวย พวกคนรวยในยุคนี้ ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้เลยสักคนเดียว ขอย้ำ ไม่มีเลย

๔)   ยอมเขาง่ายๆ ไม่ค่อยต่อต้าน จึงทำให้เสียเปรียบเขาอยู่เรื่อยๆ รับแต่เวรกรรม

๕)   ไม่ทำบุญหรือความดีโดยเลือกด้วยปัญญา แต่ทำแบบโง่ๆ ให้ไปหมดไม่จำกัด

๖)    ถ้าเป็นผู้หญิงจะโง่หรือยอมง่าย ตามหลังผู้ชาย ไม่ค่อยสู้หรือแข็งขันกับเขา

๗)   ตระกูลชาวนา ได้แก่ พวกที่แม้จนแต่ไม่จนน้ำใจ แม้ทำบุญน้อยแต่ทำเสมอ

๘)   ตระกูลคนรวยหรือพ่อค้ามั่งคั่ง ได้แก่ พวกบุกเบิกที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมา

๙)    ตระกูลขุนนาง ได้แก่ พวกที่กอบกู้หรือก่อตั้งต้นราชวงศ์ สละตนแต่อดอยาก

ลักษณะของคนที่ได้เกิดแต่ไม่นิพพานในยุคพระศรีอาริยเมตตรัย (ไม่ทันเห็น)

๑)    ฉลาด ไม่ยอมให้ใครเขาหลอกง่ายๆ ไม่ยอมคนง่ายๆ ต้องสู้หรือต่อต้านเขา

๒)    ทำดีแล้วได้ดีตอบเร็ว ยิ่งทำยิ่งได้ ทำแล้วก็ปรารถนาอยากจะได้เกิดในยุคนี้

๓)    รวยแล้วเอาเงินมาช่วยสนับสนุนพระพุทธศาสนา มักจ่ายเงินทีหนึ่งเป็นหมื่น

๔)   อยู่ในวงบุญ ได้เข้ามาอยู่ในวงทำบุญ ได้บุญมาปฏิบัติธรรม มีเวลามาถึงได้

๕)   ทำบุญหรือทำความดีโดยเลือกด้วยปัญญา ไม่ทำบุญแบบโง่ๆ บุญจึงจำกัด

๖)    ถ้าเป็นผู้หญิงจะไม่ยอมง่ายๆ จะแข่งขันกับผู้ชาย ถ้าเป็นชายก็ดื้อ สอนยาก

๗)   ตระกูลชาวนา ได้แก่ พวกที่เกิดมาในยุคทำนาได้สบาย ใช้เครื่องทุ่นแรงมาก

๘)   ตระกูลคนรวยหรือพ่อค้า ได้แก่ พวกที่รวยแล้วทำบุญมาก และปรารถนายุคนี้

๙)    ตระกูลขุนนาง ได้แก่ พวกที่ทำบุญ, สร้างความดีมากมาย แต่สบายไม่ตกยาก   

 

คนอื่นๆ ที่ไม่เข้าข่ายนี้ คาดว่าจะไม่ได้เกิดในยุคพระศรีอาริยเมตตรัยเลย

 

ถาม : คนที่จะได้เกิดในกลียุค มีลักษณะเป็นอย่างไร?

ตอบ :

“กลียุค” ไม่ใช่ยุคที่เลวร้ายที่สุดนะ ยังมีคนรอดได้ด้วยพระศิวะจะลงมาเป็นชายที่ดี แล้วบวชพราหมณ์พาผู้คนหนีเข้าป่าหาความสงบ รอดแล้วจะเหลือแต่ผู้ชาย ผู้หญิงตายหมด ผู้ชายเลวๆ ก็ไม่รอด พระศิวะจะสร้างพลเมืองใหม่ สร้างหญิงจากชาย มนุษย์ไม่สูญพันธุ์ ยุคที่เลวร้ายที่สุด เรียกว่า “ยุคสิ้นกัป” จะเกิดไฟบัลลัยกัลป์ ล้างกัป คนที่เกิดยุคนี้ กรรมหนักมากยิ่งกว่ากลียุคเสียอีก แต่ต้องรอให้หมดกัปนี้ พระศรีอาริยเมตตรัยจบกิจก่อน จึงจะเกิดยุคสิ้นกัปนั้นได้ อนึ่ง คนที่จะถูกเลือกไปเกิดในกลียุคนั้น มีลักษณะดังต่อไปนี้

 

๑)    ผู้หญิงที่ไม่ยอมแพ้ผู้ชายอยากเป็นช้างเท้าหน้าจนก่อกรรมเพื่อให้ได้ดังใจหมาย

๒)    ผู้หญิงที่ไม่ยอมใครเลยไม่มีใครโปรดได้ และติดความเป็นหญิง จะเกิดเป็นหญิง

๓)    ผู้ชายที่ไม่ยอม “ความไม่สงบ” นิยมแต่สันติ ย่อมเกิดเป็นพรหมคือ ศิวะในกลียุค

๔)   บริวารที่นับถือผู้หญิงสองประเภทนั้นจะต้องไปเกิดในกลียุคทั้งหมดและได้ฆ่ากัน

๕)   บริวารที่ไม่อาจหาบุญบารมีอาศัยพระโพธิสัตว์องค์อื่นได้แล้ว จึงต้องไปเกิดยุคนี้

๖)    พวกที่ทำหน้าที่ภาค “ทำลายล้าง” ทั้งหลาย เป็นมือทำลายล้าง เก่งที่จะทำลาย

๗)   บริวารที่จงรักภักดีพระศิวะ ไม่หลุดไปอยู่กับพระโพธิสัตว์เลย เลยได้ไปเกิดยุคนี้

๘)   พวกที่ไม่ชอบความ “ธรรมดาเรียบง่าย” แต่นิยมผู้ทรงฤทธิ์, ทรงเดช, บารมีมาก

 

คนปัจจุบันในเมืองกรุงหลายคนมีโอกาสสูงมากที่จะได้เกิดในกลียุค เช่น คนที่ติดความสันติสุขและคนที่ชอบทำลายล้าง ทั้งคู่จะไปสู่กลียุค คนที่ไม่ติดสองอย่างนี้จะรอด  -จบ-





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
physigmund_foid วันที่ : 16/09/2010 เวลา : 09.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

เรียนเว็บมาสเตอร์

เนื่องจากข้าพเจ้าจะขอโพสกระทู้เป็นวันสุดท้าย ก็จะจบกิจการเขียนบทความที่ได้รับสื่อจากเบื้องอื่น อันเกิดจากสัจสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเบื้องบนว่าจะช่วยกิจสี่ศาสนา คือ พุทธ, คริสต์, พราหมณ์, เต๋า นับจนถึงบัดนี้ เป็นเวลาร่วมสามปีเต็ม ตำราที่ประกอบด้วยอักษรมากมายอาจยังประโยชน์แก่บุคคลบางจำพวก แม้ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ยังหาประโยชน์ให้แก่ผู้มีใจกว้างและวิจารณญาณสูงได้บ้าง ด้วยกุลบุตรมหายานทั้งหลายย่อมไม่แคลงใจหรือปิดใจกั้นที่จะศึกษาพระสูตร แม้ว่าจะเป็นของเก่าหรือเขียนใหม่ก็ตาม แต่ย่อมให้ความสำคัญกับเนื้อหาธรรมในนั้นมากกว่า ส่วนข้าพเจ้าเมื่อจบกิจในนี้แล้ว คงเหลือเพียงคัมภีร์ไร้อักษร (อไทฺวตธรรม) ไม่มีอะไรจะเขียนอีก เพื่อจะได้ทำกิจอื่นต่อไป

แต่เนื่องจากได้ให้สัจสัญญาไว้กับทางเว็บมาสเตอร์ว่าจะโพส ในกระทู้หน้า “ศาสนา” ไม่เกินวันละ ๓ ชุด แต่เนื่องจากได้เขียนบทความไว้เกินกว่า ๓ ชุด ดังนั้น จึงขอโพสลงในหน้า “ส่งการบ้านครู” (ที่เหลือทั้งหมด) ซึ่งหน้านี้ไม่มีปัญหากระทบต่อผู้อื่น เมื่อข้าพเจ้าได้โพสแล้วจะไม่กลับมาย้ายที่บทความนั้นอีก เพราะจะจบกิจวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ที่เหลือแล้วแต่ท่านจะเห็นควรย้ายกระทู้จากห้อง “ส่งการบ้านครู” ไปยังหน้าที่ควรหรือไม่

ขอบคุณครับ
๑๖ ก.ย. ๒๕๕๓

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]