• physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-18
  • จำนวนเรื่อง : 236
  • จำนวนผู้ชม : 802563
  • ส่ง msg :
  • โหวต 94 คน
พุทธบาท โอกาสแห่งการชำระกรรมด้วยแสงธรรมไร้ประมาณ
หลักการฝึกจิตที่ง่ายและพิสดารล้ำลึกที่คุณไม่อาจค้นหาได้จากที่ใดในโลก และในหนังสือเล่มใด เพราะผู้เขียนเป็นบุคคลลึกลับและไม่พิมพ์เผยแพร่ทางสื่ออื่นใด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath
วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน 2553
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 6521 , 09:20:53 น.  
หมวด : ส่งการบ้านครู

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง ความคิดเห็นเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิ

 

ถาม : ขอความเห็นเรื่องคำทำนายเกี่ยวกับพระเจ้าจักรพรรดิในกึ่งพุทธกาล?

ตอบ :

ต้องแยกแยะสองอย่างให้ชัดคือ

๑)    คำทำนายเพื่อการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์

๒)    ความเป็นจริงของพุทธศาสนาตามยุคตามสมัยนั้น

สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน และตรงกันข้ามก็ได้ เช่น พระพุทธศาสนายุคนี้ ไม่ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิมาค้ำจุน แต่กลับมีคำทำนายเพื่อให้คนศรัทธาแล้วเพียรพยายามบำเพ็ญให้ได้ ก็มีได้ เกิดได้ เมื่อบำเพ็ญไปแล้วจะได้บารมีบางส่วน ไม่ครบ ไม่เต็ม เพราะไม่ใช่ยุคสมัยของการมีพระเจ้าจักรพรรดิ ยุคสมัยบนโลกที่จะมีพระเจ้าจักรพรรดิได้ ไม่ได้บ่อย เป็นสิ่งที่เกิดได้ยาก คนบนโลกที่มาเกิดต้องมีบุญมากจึงจะได้เห็น ได้เกิดร่วมยุคร่วมสมัยนั้น ก็มีในสมัยพุทธกาลของพระศรีอาริยเมตตรัย จะมีพระเจ้าจักรพรรดิ ๑ องค์มาสนับสนุนแต่ในสมัยของพระสมณโคดมจะไม่มีพระเจ้าจักรพรรดิ ตรงนี้ให้ศึกษาดีๆ ไม่มีจริงๆ แม้แต่ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ คิดดู แม้แต่พระพุทธเจ้ามีบารมีมากแค่ไหน ยังไม่ได้เห็นพระเจ้าจักรพรรดิเลย แล้วเราละ เกิดทีหลัง ท่านตายไปแล้ว ไม่ได้เห็นกันหรอก ในคำทำนายกล่าวว่าจะมีตั้ง ๕ องค์ มาสนับสนุนพุทธศาสนาจนครบห้าพันปี โดยจะลงมาพันปีละหนึ่งองค์ มันมีได้นะ ผู้ที่บำเพ็ญบารมีแบบพระเจ้าจักรพรรดิ แต่จะไม่ได้บารมีเต็มสมบูรณ์ที่จะเรียกได้ว่าพระเจ้าจักรพรรดิ อย่างเต็มปากเต็มคำ เช่น บางองค์ได้ครองจักรแก้ว แต่ไม่ได้แก้วมณี ขาดไปนิดหน่อย หรือได้สองอย่างแต่กลับขาดนางแก้ว ได้หญิงอื่นที่ไม่ใช่นางแก้วเป็นภรรยา เป็นต้น สรุป ก็คือ ห้าพันปีแห่งพุทธกาลของพระสมณโคดม จะมีแต่ “พระธรรมราชา” เท่านั้น ในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงพระชนม์ชีพอยู่จะมีบุญหล่อเลี้ยงพระพุทธศาสนามากที่สุดจะปรากฏมีพระธรรมราชาถึง ๗ องค์ ดังใน ภาพปริศนาธรรมที่พระพุทธเจ้ากำเนิดแล้วก้าวบนดอกบัวเจ็ดดอกนั่นเอง พระองค์จึงได้เผยแพร่ศาสนาพุทธเป็นที่ยอมรับในระดับกษัตริย์ถึง ๗ แว่นแคว้น แต่แท้จริงแล้วท่านไปมากกว่า ๗ แว่นแคว้น เช่น ในแถบประเทศจีน ยังมีหลักฐานบางอย่างที่เก่าแก่มาก ปรากฏเหมือนว่าพระพุทธเจ้าก็ทรงมาเผยแพร่ธรรมนานแล้ว แต่ไม่ได้รับการยอมรับในระดับกษัตริย์ มีคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่รับธรรมจากท่าน ดังนั้น ท่านเผยแพร่มากกว่าเจ็ดแว่นแคว้น แต่สำเร็จจริงๆ ๗ แว่นแคว้น หลังจากนั้น พระพุทธเจ้าก็นิพพานแล้ว จะไม่มีบุญของท่านหล่อเลี้ยงพุทธศาสนาอีก ต้องอาศัยบุญของพระโพธิสัตว์ หลายองค์โดยมีองค์ที่สำคัญที่สุดเป็นผู้นำคือ พระศรีอาริยเมตตรัย นั่นเอง ซึ่งพระโพธิสัตว์องค์นี้เองที่บำเพ็ญบุญบารมีมากจนได้พระเจ้าจักรพรรดิคถ้จุนศาสนาของท่าน บุญบารมีนี้เอง ทำให้พระเจ้าจักรพรรดิที่สมบูรณ์จะเกิดในยุคท่าน แต่พระเจ้าจักรพรรดิที่บารมีไม่เต็มสมบูรณ์ จะเกิดก่อนยุคท่าน คือ เตรียมตัวไว้นั่นเอง ยังไม่พร้อมเต็มที่ แต่เริ่มคล้ายเข้ามาแล้ว ก็จะลงมาด้วยพร้อมกับที่ท่านลงมาค้ำศาสนา เรียกได้ว่าพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นบุญบารมีของพระศรีอาริยเมตตรัย ไม่ใช่พระสมณโคดมๆ มีบุญได้แต่ “พระธรรมราชา ๗ องค์”    

 

ถาม : ถ้ามีผู้บำเพ็ญบารมีเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จะเป็นอย่างไร?

ตอบ :

อย่างแรกจะบำเพ็ญได้สูงสุดก็ไม่เต็มสมบูรณ์ไม่ครบองค์แห่งสมบัติจักรพรรดิ ๗ ประการ ไม่อาจเรียกได้เต็มปากว่าเจ้าจักรพรรดิแต่ก็มีได้ที่เข้าข่ายคล้ายๆ เช่น มีจักรแก้วสามารถขยายอิทธิพลได้กว้างไกล แต่จะขาดสมบัติบางประการจึงไม่ครบองค์ ถ้ามีศาสดาใหม่เกิดขึ้นจากพระศรีอาริยเมตตรัย พระเจ้าจักรพรรดิจะสนับสนุนและทำลายพุทธศาสนาสิ้นหมด ดังนั้น กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ จะมีผู้ขวางทำลาย แต่ถ้าพระศรีอาริยเมตตรัย เป็นเจ้าจักรพรรดิเสียเอง ก็จะเสียบุญบารมีไปมากเพื่อจะค้ำจุนศาสนาที่ไม่มีบุญพอจะรับพระเจ้าจักรพรรดิ เสียสองฝ่าย คือ เจ้าจักรพรรดิจะทำลายพุทธศาสนาไปโดยไม่รู้ตัวเช่น สนับสนุนไปผิดทาง และเจ้าจักรพรรดิก็จะไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าด้วย ทางที่เป็นไปได้ คือ พระศรีอาริยเมตตรัยบรรลุธรรมคอยคุมเจ้าจักรพรรดิ ให้ผู้อื่นบำเพ็ญเป็นฯ แทน

  

ถาม : ขอถามเรื่องพระวิสุทธิเทพคืออะไร?

ตอบ :

ตามตำราไตรปิฎก อธิบายไว้ว่าผู้บรรลุอรหันต์ท่านนับเป็นวิสุทธิเทพได้ หรือเทวดาที่ได้บรรลุอรหันต์ก็นับเป็นพระวิสุทธิเทพได้ คือ เทพเทวดาที่มีความบริสุทธิ์นั่นเอง เมื่อเพ่งดูด้วยตาทิพย์จะเห็นเทวดาองค์นั้นมี “กายใสเหมือนแก้วประกายพรึก” แต่ไม่เหมือนอรูปพรหม คือ ไม่ใช่กายพรหม เป็นกายเทพเทวดา ร่างจะเล็กเพรียวบางกว่า การแต่งองค์จะเหมือนเทวดาไม่เหมือนเทพฮินดู บ้างทรงมงกุฎคล้ายกษัตริย์ไทยโบราณ แต่ฉลองพระองค์มักไม่มี แต่จะมีสังวาลหรืออย่างอื่นประดับแทน หรือมีหลายแบบ สรุปคือ เทพเทวดาที่บรรลุธรรม กายทิพย์จะใสเหมือนแก้วประกายพรึก ลักษณะอื่นๆ แตกต่างกันไปตามบุญบารมีที่ทำมา มีได้ตั้งแต่เทวดาชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่สาม ชั้นที่สี่จะเรียกว่าโพธิสัตว์ ส่วนชั้นที่ห้าและหกเป็นชั้นมาร ไม่อาจบรรลุธรรมได้ นอกจากจะตายแล้วเกิดใหม่จ๊ะ

 

ถาม : พระวิสุทธิเทพมีแบบไหนบ้าง?

ตอบ :

ขอตอบเฉพาะที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรามากๆ คือ เทวดาชั้นที่สาม ต่ำกว่าพระโพธิสัตว์แต่สูงสุดในบรรดาเทวดาที่ไม่ใช่พระโพธิสัตว์และมาร นับว่ามนุษย์พอเอื้อมถึงได้ มีดังนี้

 

๑)   พระมหาจักรพรรดิ

ลักษณะจะเหมือนพระแก้วมรกตมากๆ เลย แต่ตอนแรกจะใสไม่มีสี เมื่อใดที่ท่านบำเพ็ญลูกแก้วมณีได้สำเร็จ จะมีกายสีต่างๆ ตามแก้วมณีนั้น เช่น แก้วมณีสีเขียว ทำให้กายมีสีเขียว พระมหาจักรพรรดิแต่ละองค์มีกายสีต่างกัน ขึ้นอยู่กับการบำเพ็ญมณีแก้วว่าจะได้สีอะไร ทำบารมีมาแบบไหน เช่น ถ้าเน้นรักษาโรคจะได้แก้วสีเขียว, ถ้าเน้นทางฤทธิ์จะได้แก้วสีแดง ทำให้เราทำสมมุติเป็นองค์พระแก้วสีต่างๆ กัน เช่น พระแก้วมรกต, พระแก้วบุษราคัม, พระแก้วทับทิม ฯลฯ เรียกไปตามสีที่คล้ายอัญมณีบนโลก ไม่ต้องใส่ใจมากแค่พอเข้าใจนึกออกก็พอแล้ว สมมุติคำศัพท์แค่สมมุติเรียกใช้เท่านั้น พระมหาจักรพรรดินี้ ได้ชื่อว่า “พระวิสุทธิเทพ” ด้วย คือ ต้องบำเพ็ญบารมีจนมีจิตใสบริสุทธิ์อย่างแท้จริง แล้วจึงบำเพ็ญแก้วมณีเพื่อรั้งความบริสุทธิ์ไว้ไม่ให้นิพพาน ไม่ให้ได้ธรรมมากเกินไปจะทำหน้าที่ทางโลกไม่ได้ เมื่อกายที่ใสขึ้นสีแล้ว จะทรงกิจทางโลกได้ ทรงสภาวะได้นาน ถ้ากายทิพย์สลายเมื่อใดขึ้นกายที่บารมีสูงขึ้นเช่นกายโพธิสัตว์ก็จะสละราชสมบัติเมื่อนั้น เหมือนดัง “พระสังขจักรพรรดิ” ซึ่งเป็นอดีตชาติของพระศรีอาริยเมตตรัย ได้ทำมาแล้ว     

 

๒)   พระสยามเทวาธิราช

พระสยามเทวาธิราช เป็นตำแหน่งบนสวรรค์ ซึ่งมีเทวดามากมายหลายองค์ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาช่วยในกิจนี้ ทว่า พระสยามเทวาธิราชปกติ จะมีกายสีทองคำ เปี่ยมด้วยคุณธรรม แต่ไม่บรรลุธรรม ยกเว้นพระสยามเทวาธิราชบางองค์เท่านั้น เช่น พระสยามเทวาธิราชที่กำเนิดจากภาคแบ่งของพระศรีอาริยเมตตรัย จะทรงบรรลุอรหันตผล มีกายใส เป็นแก้วประกายพรึก มีรัศมีหลายสีสว่างจากพระวรกาย เท่าที่รู้จัก มีองค์หนึ่งพระนามว่า “พระสยามปฏิโสธร” รั้งตำแหน่งพระสยามเทวาธิราช ทรงมีกายใสดุจแก้วประกายพรึก ถ้าอยากทราบให้ชัดกับตา ให้ไปดูตัวอย่างที่บ้านแสงทิพย์นิพพาน ของแม่เกสร ที่กล่าว ถึง “สมเด็จพระวิสุทธิพุทธรังสีบรมธรรมบิดา” เหมือนแบบนั้นเลย ไม่ใช่พระพุทธเจ้านะ ไม่ใช่พระอรหันต์ด้วย แต่เป็นเทพที่ได้บรรลุธรรม คือ วิสุทธิเทพ แต่พิเศษตรงที่ท่านรั้งตำแหน่งสยามเทวาธิราชด้วย ทรงเครื่องอย่างเทพเทวดา ไม่ได้ทรงจีวร จึงเกี่ยวข้องกับเรามากหน่อย ชัดนะ องค์นี้ไม่ใช่พระสงฆ์ เป็นเทพกษัตริย์ที่บรรลุธรรม จึงมีกายทิพย์ใส แม่เกสรทำไว้ได้เหมือนมาก อนึ่ง ท่านทรงอาวุธทิพย์ ๒ ชนิด ไม่ใช่แก้วมณีและจักรแก้ว แต่เป็น “จักรแก้ว” กับ “พระขรรค์ทิพย์” ดังนั้น จะเรียกเป็นพระมหาจักรพรรดิก็ไม่ได้ จึงเรียกนามอื่น เช่น “สมเด็จพระวิสุทธิพุทธรังสีบรมธรรมบิดา” รั้งตำแหน่งสยามเทวาธิราช

 

๓)   พระวิสุทธิเทพอื่นๆ

คือ เทพเทวดาเหล่าอื่นๆ ที่บรรลุธรรมขั้นสูงจะมีกายทิพย์ใสทั้งสิ้น แต่ลักษณะกายทิพย์จะต่างกันไปตามบุญบารมี เช่น บางองค์ไม่ทรงเครื่องกษัตริย์ เป็นเทวดาธรรมดาๆ ก็มี

 

ถาม : การได้พระวิสุทธิเทพสยามเทวาธิราชกับมหาจักรพรรดิต่างกันอย่างไร?

ตอบ :

ถ้าได้มหาจักรพรรดิจะมีการแผ่ขยายอาณาจักรก็จะมีเรื่องกระทบกระทั่งกับประเทศต่างๆ มากมาย แต่ถ้าได้พระสยามเทวาธิราช ก็ไม่ค่อยไปรุกรานใคร จะเอากำลังบารมีมาทุ่มให้กับการทำนุบำรุงสนับสนุนพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ เลือกเอาว่าจะให้ประเทศเจริญทางโลกหรือทางธรรม ถ้าจะเอาทางโลกเลือกพระมหาจักรพรรดิ ถ้าเอาทางธรรมเลือกสยามเทวาธิราช ถ้าเอาสงบเลือกสยามเทวาธิราช ถ้าเอาปะทะเลือกมหาจักรพรรดิ อนึ่ง ปกติจะเรียกเทวดาชั้นที่สามซึ่งทรงเครื่องกษัตริย์และมีหน้าที่ดูแลพระพุทธศาสนา เหมือนกันทั้งหมดว่า “พระเจ้าจักรพรรดิ” ซึ่งในจำนวนนี้ก็บำเพ็ญบารมีมาต่างกัน ทำให้เกิดความสับสนในคนที่พบหลายๆ แบบ ผู้เขียนได้จำแนกไว้ตามแต่ละแบบ เพื่อให้ง่าย ต่อการเข้าใจมากขึ้น เพราะจริงๆ แล้ว ก็มีความแตกต่างกันอยู่ คือ มีอยู่หลายคำ ดังเช่น พระธรรมราชา, พระสยามเทวาธิราช, พระปฐมกษัตริย์, พระมหาจักรพรรดิ นี่จำแนกให้สี่แบบใหญ่ๆ เพราะเวลาทรงกิจจะแตกต่างกันมาก นโยบายต่างกันมาก แต่บ้างก็จะเรียกรวมๆ ทั้งหมดนี้เลยว่า “พระมหาจักรพรรดิ” ก็มี แต่ถ้าใครศึกษาละเอียดจะพบว่าต่างกัน   

 

ถาม : แล้วบำเพ็ญบารมีอย่างไรจึงได้วิสุทธิเทพสยามเทวาธิราช?

ตอบ :

ยกตัวอย่างนะ (เท่าที่เคยสัมผัสได้มา) มีจิตวิญญาณมังกรทองตนหนึ่ง เป็นมังกรห้าเล็บ มีอดีตชาติเป็นฮ่องเต้จีน ได้บำเพ็ญธรรมในประเทศไทยแล้วดูดซับพลังพรหมมากมาย เนื่องจากเป็นอสูรจึงดูดกินพลังปรานคนอื่น ไม่นานนักก็สำเร็จธรรมขั้นสูง จิตวิญญาณก็สลายแล้วเกิดใหม่ด้วยจิตที่แน่วแน่ว่าอยากสนับสนุนพระพุทธศาสนา แต่เบื่อหน่ายการสอนธรรม ด้วยเกิดในยุคที่คนสั่งสอนได้ยาก ไม่คิดเป็นพระ ไม่คิดเป็นโพธิสัตว์ ไม่คิดสอนธรรมใคร จึงเกิดกายเทพสยามเทวาธิราชขึ้นด้วยจิตที่คิดสนับสนุนพุทธศาสนานั้น และด้วยได้ฟังธรรมของอาจารย์ท่านหนึ่งจนบรรลุอรหันตผลเป็นวิสุทธิเทพ จึงมีกายใส เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดแล้วในวันที่ ๙ ก.ค. ๒,๕๕๓ แต่ขอไม่บอกว่าเกิดที่ไหน อย่างไร

 

ถาม : ถ้าอยากเป็นวิสุทธิสยามเทวาธิราชแบบนั้น ต้องทำอย่างไร ขอชัดๆ?

ตอบ :

๑)    ฟังธรรมจากจิตที่ต่ำเช่น จิตอสูรจนสลายเป็นเทพกษัตริย์แล้วบรรลุอรหันตผล

๒)    เมื่อบรรลุธรรมแล้วคิดแต่อยากจะสนับสนุนพระพุทธศาสนา จะไม่คิดอย่างอื่น

๓)    ไม่มีความคิดที่จะนิพพาน, เป็นพระ, เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า แต่จะสนับสนุน

๔)   ไม่มีความคิดที่จะโปรดสัตว์, เป็นโพธิสัตว์ สงสารหรืออะไร จะทำแต่กิจของตน

๕)   ไม่มีความคิดในเชิงสร้าง, รักษา และทำลายในแบบพรหม จึงไม่เกิดกายพรหม

๖)    ถ้าจิตวิญญาณสูงเกินสวรรค์ชั้นที่สาม จะมีบุญบารมีเหนือเทพไปแล้ว นี่ก็ไม่ใช่

๗)   ศรัทธาตรงต่อผู้บรรลุธรรมที่แท้จริง เช่น อาจารย์ของตน หรือพระพุทธเจ้าก็ได้

 

ถาม : ยกตัวอย่างการบำเพ็ญพระมหาจักรพรรดิได้ไหม?

ตอบ :

ก็ต้องขยายอาณาเขตออกไปสิบทิศ ไม่มีใครต้านทานได้ ด้วยวิธีใดไม่ทราบ แต่มักจะนองเลือดมากมาย แล้วก็มีพระมาโปรดจนได้บรรลุธรรม จิตวิญญาณอสูรที่ดุร้ายก็สลาย เกิดใหม่กลายเป็นเทพกษัตริย์ประมาณสวรรค์ชั้นที่สาม มีจิตตั้งมั่นช่วยสนับสนุนพุทธศาสนา ไม่มีอย่างอื่นใดอีกจะสำเร็จมหาจักรพรรดิ ไม่ต้องสละราชสมบัติ แต่ถ้าพระมหาจักรพรรดิองค์ไหน สละราชถวายชีวิตให้พระพุทธเจ้า จะได้เป็นพระนิตยโพธิสัตว์ทันที

 

ถาม : ขยายความเรื่องอาวุธทิพย์ของพระมหาจักรพรรดิแต่ละองค์หน่อย?

ตอบ :

ตามตำรานั้น อาวุธของเทพเทวดามีอย่างมาก ก็ ๒ อย่างเท่านั้น เพราะท่านจะมีเพียงสองกร ไม่เหมือนพรหมหรือโพธิสัตว์ มีได้หลายกร หลายชนิด เมื่อมีสองมือก็ถืออาวุธสองอย่าง สองอย่างนี้ แตกต่างกัน แต่ที่นับได้ว่าเป็น “พระเจ้าจักรพรรดิ” ต้องมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ “จักร” ไม่มีจักรก็ไม่ใช่จักรพรรดิใช่ไหมละ ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ภาษา ไทยเราศักดิ์สิทธิ์จริงดังนั้น ทว่า ของทิพย์อีกประการมีได้มากมายหลายอย่าง เช่น ในอดีตชาติของพระศรีอาริยเมตตรัยนี่ ท่านได้ “สังข์” เป็นของคู่บารมี ทำให้ชาติหน้าตอนที่ลงมาเกิดที่สุวรรณภูมิ มีสังข์ติดตัวมาด้วย เรียกว่า “พระสังข์ทอง” นั่นแหละ องค์เดียว กัน ทีนี้ เมื่อท่านได้สังข์คู่กับจักร จึงได้นามง่ายๆ ที่เข้าใจกันดีว่า “พระสังขจักร” โอเค สว่างไหม ชัดไหม จริงๆ ชื่อท่านในอดีตชาติไม่ใช่แบบนี้หรอก ภาษาก็ไม่ใช่แบบนี้ แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะเอาชื่อนั้นมาบอกคนปัจจุบัน เพราะไม่สื่อความอะไรได้เลย ก็เอาชื่อนี้แหละ ถ้ามีมณีแก้วคู่กับจักรแก้วละ ก็อาจชื่อ “พระจักรมณี” หรือ พระมณีจักรพรรดิ หรือ ที่คนไทยรู้จักตอนที่ท่านมาเกิดในสุวรรณภูมิ ก็คือ “พระอภัยมณี” ท่านจะทรงดวงแก้วมณีแห่งการให้อภัย เป็นพระราชาที่บำเพ็ญบารมีไม่ถึงครั้งในอดีตชาติ จึงได้ของทิพย์เพียง “แก้วมณี” ไม่มี แก้วมณีนี้ได้เมื่อปราบภรรยาที่ดุร้ายและทำผิดพลาดของตนไป ยอมสละภรรยาคนนั้น แล้วลูกก็ให้อภัยพ่อ รักพ่อ แม้พ่อจะปราบหรือทำให้แม่ตายไปก็ตาม ดังนี้ ลูกคนนั้นคือ “อภัยมณี” ของบิดานั่นเอง จะจำแนกของทิพย์ให้ดูแล้วกัน

 

๑)   จักรแก้ว

อันนี้ พระจักรพรรดิต้องมีทุกองค์ ถ้าไม่มีจะไม่เรียกว่าพระจักรพรรดิ พระราชาบางองค์เป็นอย่างนี้ บางช่วงมีพระนารายมาอยู่ในกาย ก็มีจักรอยู่ พอท่านจรจุติออกไป จักรไปด้วย อย่างนี้ไม่สำเร็จเป็นจักรพรรดินะ อีกอย่างจักรไม่เหมือนกัน จักรของพระนารายใช้ปราบสิ่งไม่ดีไม่งาม แต่ถ้าไม่ได้ใช้ในการขยายอิทธิพล ก็ไม่อาจนับเป็นจักรพรรดิได้

๒)   มณีแก้ว

อันนี้ มีบางองค์ มีแล้วจะปกป้องคุ้มครองตัว ทำให้อายุยืนยาวบ้าง, แข็งแรงดีบ้าง, ไม่มีโรคภัยบ้าง, มีกำลังเสริมภายในบ้าง, มีความสามารถพิเศษเก็บสะสมไว้ในตัวบ้าง ฯลฯ อนึ่ง แก้วมณีนี้มีหลากหลายแบบ เช่น “อภัยมณี” คือ ดวงแก้วที่เกิดจากการให้อภัยของลูกชาย, “ไภษัชยมณี” เป็นมณีแห่งการรักษาโรค, “มณีปัทมเกตุ” เป็นมณีแห่งปัญญา

๓)   พระขรรค์

ใช้ในการสร้างสรรค์และทำลาย เนื่องจากพระขรรค์มีสองคม จึงต้องใช้ทั้งสองคมให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ใช้แต่คมด้านในด้านหนึ่ง หรือก็คือ “ปราบมาร อภิบาลคนดี” นั่นเอง ซึ่งการจะบำเพ็ญให้ได้นั้น จะต้องเป็นคนมีความเด็ดขาดฉับไว กล้าหาญที่จะตัดสินใจ ให้คนเดินตาม ไม่ใช่คิดช้า ไม่กล้าสั่ง กลัวนั่นกลัวนี่ แบบนี้ ไม่ได้พระขรรค์ทิพย์คู่บารมีแน่

๔)   ตรีสูรย์

ใช้ในการ “ทำลายล้างแล้วสร้างใหม่” เช่น ล่มสลายอาณาจักรหนึ่งเพื่อสร้างอาณาจักรใหม่ กว่าจะบำเพ็ญได้ต้องแลกมาด้วยชีวิตลูกชาย ต้องให้ลูกชายทำงานอุทิศชีวิตแด่พ่อ จนตัวตาย ก็จะได้บารมีมีตรีสูรย์ ทรงอานุภาพมาก อนึ่ง ตรี ไม่ใช่ตรีสูรย์เพราะด้ามสั้น    

๕)   คทาทิพย์

ใช้ในการ “รวมศรัทธานำทางคน” เพื่อก่อตั้งอาณาจักรใหม่ที่มักเป็นการแสวงหาดินแดนใหม่ หรือบุกเบิกแผ่นดินใหม่ เช่น กรณีเล่าปี่ไปสร้างอาณาจักรใหม่ในที่ห่างไกลกันดาร

๖)   สังข์ทิพย์ 

ใช้ในงานมงคลพิธี ชำระล้างขจัดสิ่งชั่วร้ายอัปมงคล หรือ “กลับร้ายกลายเป็นดี” นั่นเอง 

 

ตัวอย่าง ราชวงศ์ปัจจุบันของเรา คือ “ราชวงศ์จักรี” มาจากคำว่า “จักร” และ “ตรี” อันมีสัญลักษณ์เป็นตรีกลางจักร ตรีคือ ปฏิวัติกรุงธนบุรีลงแล้วสร้างรัตนโกสิน “จักร” คือ การขยายอาณาเขต แต่ตอนนี้ยังทำไม่ได้เพราะขาดผู้บำเพ็ญบารมีให้ได้ “จักรแก้ว” นั่นเอง

 

ถาม : ช่วยอธิบายเรื่องการสังเกตกายทิพย์ที่บรรลุธรรมแล้วหน่อย?

ตอบ :

จิตวิญญาณที่บรรลุธรรมแล้วสังเกตได้หลายวิธีๆ หนึ่งคือ ดูที่กายทิพย์ของจิตวิญญาณนั้น จะมีลักษณะที่แตกต่างไปจากเดิม แม้แต่กายทิพย์ที่อยู่ในสังขารมนุษย์ก็ตาม ดังนี้

 

๑) กายทิพย์โพธิสัตว์ (กายทอง กายเพชร)

กายโพธิสัตว์ เป็นกายแบบเทวดาชั้นที่สี่ ซึ่งในชั้นนี้มีกายสองแบบ คือ หนึ่งแบบเซียน ที่จะตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ได้ อีกแบบคือ แบบโพธิสัตว์ ซึ่งจะตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ได้, พระพุทธเจ้าก็ได้ หรือพระยูไลก็ได้ หรือไม่ได้ตรัสรู้เอง แต่จะรับธรรมจากพระยูไลหรือพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุเป็นอรหันตโพธิสัตว์ก็ได้ เมื่อบรรลุธรรมแล้ว จะมีกายทิพย์แบบ “กายเพชร” คือ ใสเป็นแก้วประกายพรึก ที่เรียกว่า “วัชรกาย” ส่วนผู้บรรลุกายพุทธะ หรือกายยูไล (ไม่ใช่กายโพธิสัตว์) จะมีกายสองแบบ คือ แบบยูไลตะวันตกที่จะมีกาย “สีทองคำ” และแบบยูไลตะวันออกที่จะมีกาย “แก้วใส” พร้อมดวงแก้วประจำกายสีต่างๆ เช่น สีเขียว ทำให้เห็นกายมีสีต่างๆ ได้ เหมือนอัญมณีสีต่างๆ (คล้ายพระแก้วฯ) 

 

๒) กายทิพย์เทพ (กายทอง กายแก้ว)

กายที่บรรลุธรรมแล้ว จะมีกายใสเป็นแก้วประกายพรึก เรียกว่า “วัชรกาย” อนึ่ง เทพจะมีอยู่ในสวรรค์ชั้นต่างๆ ตั้งแต่ชั้นที่สามลงมาถึงชั้นที่หนึ่งเท่านั้น เทพชั้นที่สามนั้น เมื่อได้บรรลุธรรมจะมีกายแก้วเช่น พระเจ้าจักรพรรดิ แต่เทพชั้นล่างลงไป อาจไม่ได้ถึงกายแก้ว จะได้แต่กายทองคำหรือกายสีอื่นๆ เช่น พญานาคเมื่อก่อนบรรลุธรรมเป็นพญานาคสีแดง เมื่อบรรลุธรรมแล้วก็มีสีกายเหมือนเดิม แต่มีรัศมีที่ศีรษะเปลี่ยนไป เป็นวงกลมสมบูรณ์สีขาวรอบแล้วเปล่งรัศมีสีต่างๆ แล้วแต่จะได้สีอะไรแต่จะมีรัศมีศีรษะไม่ครบเจ็ดสี (เฉพาะพระโพธิสัตว์ขึ้นไปจึงได้เจ็ดสี เรียกว่า “ซกเชน”) อนึ่ง เทพชั้นที่ต่ำกว่าเทพกษัตริย์จะมีกายทิพย์สีทองได้เมื่อบรรลุอรหันต์ และทรงขันธ์อยู่ได้ในสภาพนั้นๆ ถ้าอยู่ในกายสังขารมนุษย์ก็จะไม่ต้องห่มผ้าเหลืองก็อยู่ได้โดยมีบุญบารมีเลี้ยงตัวเอง ไม่ต้องเดินบิณฑบาต เช่น พระมหาจักรพรรดิ บรรลุธรรมแล้วกายใสเป็นแก้ว เลิกก่อกรรมทำเข็ญอยู่ได้ด้วยผลบุญนั้น ไม่ละสังขารตายในเจ็ดวัน เนื่องจากกำลังจิตมีมาก บารมีมีมากพอดำรงทรงขันธ์อยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยผ้าเหลืองในพระพุทธศาสนา โดยมีจิตวิญญาณเข้าแทรกในกายเพื่อคุ้มครองประจำกายนั้นๆ ก็จะสามารถดำรงชีพได้เหมือนปุถุชนปกติ ที่ไม่บรรลุธรรม     

 

๓) กายทิพย์ภิกษุ (กายทอง)

กายภิกษุ เป็นกายทิพย์ที่สถิตอยู่ประจำสวรรค์ชั้นที่สามเท่านั้น (ไม่รวมสุขาวดีโลกธาตุ) อนึ่ง กายภิกษุจะบำเพ็ญธรรมจนบรรลุแล้วได้เพียง “กายทองคำ” เท่านั้น ไม่อาจได้ถึงกายแก้ว หรือ “วัชรกาย” ได้ จิตวิญญาณภิกษุนี้ ถ้ายังดำรงทรงขันธ์อยู่ในร่างมนุษย์ ก็จะมีกายทิพย์สีทองคำเช่นกัน ถ้าบารมีสูงขึ้นเกินไป จนกลายเป็นโพธิสัตว์แล้ว กายทองก็จะไม่มี กลายเป็นวัชรกายแทนได้ ส่วนจิตวิญญาณที่ไม่มีกายสังขารแล้วนั้น ไม่อาจเป็นเช่นนี้ได้ เพราะถ้ากายทิพย์เปลี่ยนแปลงมาก ก็จะจิตวิญญาณสลายแล้วเกิดใหม่ทันที

 

๔) กายเทวดา (กายเดิม)

กายเทวดาคือจิตวิญญาณชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่สามที่ไม่มีตำแหน่งเฉพาะใดๆ เป็นแต่เทวดาธรรมดา เหมือนประชาชนคนธรรมดา ไม่ได้รับราชการฉะนั้น เขาเหล่านี้มีบุญเสวยอยู่ได้ด้วยตนเองตามอัตภาพ เทวดาเหล่านี้บรรลุธรรมบนสวรรค์แล้วไม่ต้องบวช ไม่ต้องอาศัยผ้าเหลืองบิณฑบาตต่างจากในโลกที่ต้องมีสมมุติมากนั้น แต่ถ้าจิตวิญญาณเหล่านี้อยู่ในกายสังขารของมนุษย์โลก เมื่อบรรลุธรรมแล้วจะไม่อาจดำรงทรงขันธ์อยู่ได้เนื่องจากบุญบารมีมีน้อยมักจะละสังขารตายทันทีก่อนได้บวชในผ้าเหลือง เนื่องจากจิตวิญญาณไม่ใช่ภิกษุไม่มีบุญห่มผ้าเหลืองเช่นผู้ปฏิบัติธรรมห่มขาวที่ละสังขารตายเองภายในเจ็ดวันโดยเทวดาที่บรรลุธรรมแล้ว ไม่มีกายสีทองคำหรือกายเพชร ต่างไปเพียงรัศมีที่ศีรษะ ที่เดิมจะมีรัศมีไม่สว่างขาวกลมเต็มรอบ กลายเป็นมีรัศมีสว่างขาวกลมเต็มรอบที่สมบูรณ์ -จบ-





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
physigmund_foid วันที่ : 16/09/2010 เวลา : 09.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

เรียนเว็บมาสเตอร์

เนื่องจากข้าพเจ้าจะขอโพสกระทู้เป็นวันสุดท้าย ก็จะจบกิจการเขียนบทความที่ได้รับสื่อจากเบื้องอื่น อันเกิดจากสัจสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเบื้องบนว่าจะช่วยกิจสี่ศาสนา คือ พุทธ, คริสต์, พราหมณ์, เต๋า นับจนถึงบัดนี้ เป็นเวลาร่วมสามปีเต็ม ตำราที่ประกอบด้วยอักษรมากมายอาจยังประโยชน์แก่บุคคลบางจำพวก แม้ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ยังหาประโยชน์ให้แก่ผู้มีใจกว้างและวิจารณญาณสูงได้บ้าง ด้วยกุลบุตรมหายานทั้งหลายย่อมไม่แคลงใจหรือปิดใจกั้นที่จะศึกษาพระสูตร แม้ว่าจะเป็นของเก่าหรือเขียนใหม่ก็ตาม แต่ย่อมให้ความสำคัญกับเนื้อหาธรรมในนั้นมากกว่า ส่วนข้าพเจ้าเมื่อจบกิจในนี้แล้ว คงเหลือเพียงคัมภีร์ไร้อักษร (อไทฺวตธรรม) ไม่มีอะไรจะเขียนอีก เพื่อจะได้ทำกิจอื่นต่อไป

แต่เนื่องจากได้ให้สัจสัญญาไว้กับทางเว็บมาสเตอร์ว่าจะโพส ในกระทู้หน้า “ศาสนา” ไม่เกินวันละ ๓ ชุด แต่เนื่องจากได้เขียนบทความไว้เกินกว่า ๓ ชุด ดังนั้น จึงขอโพสลงในหน้า “ส่งการบ้านครู” (ที่เหลือทั้งหมด) ซึ่งหน้านี้ไม่มีปัญหากระทบต่อผู้อื่น เมื่อข้าพเจ้าได้โพสแล้วจะไม่กลับมาย้ายที่บทความนั้นอีก เพราะจะจบกิจวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ที่เหลือแล้วแต่ท่านจะเห็นควรย้ายกระทู้จากห้อง “ส่งการบ้านครู” ไปยังหน้าที่ควรหรือไม่

ขอบคุณครับ
๑๖ ก.ย. ๒๕๕๓

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]