• physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-18
  • จำนวนเรื่อง : 236
  • จำนวนผู้ชม : 804441
  • ส่ง msg :
  • โหวต 94 คน
พุทธบาท โอกาสแห่งการชำระกรรมด้วยแสงธรรมไร้ประมาณ
หลักการฝึกจิตที่ง่ายและพิสดารล้ำลึกที่คุณไม่อาจค้นหาได้จากที่ใดในโลก และในหนังสือเล่มใด เพราะผู้เขียนเป็นบุคคลลึกลับและไม่พิมพ์เผยแพร่ทางสื่ออื่นใด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath
วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน 2553
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 12236 , 09:22:04 น.  
หมวด : ส่งการบ้านครู

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง ความคิดเห็นเรื่องพระเจ้า

 

ถาม : พระเจ้าคืออะไร?

ตอบ :

เพื่อนได้มโนมยิทธิพร้อมหูทิพย์ตาทิพย์ ก็ขอให้ช่วยทำกิจทางโลกทิพย์หลายอย่าง เขาเป็นเด็กอายุสิบสี่ ไม่ได้เรียนหนังสือเพราะจน และไม่ได้อ่านตำราธรรมะอะไรมากนักเลย จึงได้ทดสอบเขาก่อนหลายครั้ง ว่าเขาสื่อสารกับจิตวิญญาณได้จริงหรือไม่ ผลก็ปรากฏว่า “พอใช้ได้” จากนั้น จึงทำงานร่วมกัน ผู้เขียนได้ข้อมูลส่วนใหญ่จากเขา ดังจะเล่าดังนี้

 

เรื่องของพระเจ้า ได้ขอให้เพื่อนไปพบพระเจ้าท่านก็มาพบ วิมานของพระเจ้าอยู่ที่สวรรค์สุขาวดี ลักษณะของท่านมองไม่เห็นรูปร่างเลย มีแต่แสงสว่างเทศน์ธรรมได้ บางเรียกว่าพระเจ้าแสงแห่งธรรม ท่านกล่าวว่าเมื่อทำกิจบางประการลุล่วงแล้วท่าน ก็จะเข้านิพพาน เหมือนกัน แต่จะเข้านิพพานโดยไม่ต้องลงมาเกิดบนโลกมนุษย์คือ นิพพานบนสวรรค์นั้น ส่วนพระเยซู ก็ได้ไปพบท่านมา วิมานของท่านอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิต ใกล้โลกมากกว่าพระเจ้า ท่านไม่ใช่พระเยซูองค์ปฐม เพราะองค์ปฐมลงไปเกิดเพื่อบำเพ็ญบารมี ท่านเป็นองค์ลำดับที่เท่าไรจำไม่ได้แล้ว ท่านกล่าวถึงการพิพากษา เรื่องน้ำท่วมด้วยแต่ขอไม่บอกไปมากกว่านี้ ไม่ใช่เรื่องควรประกาศมาก ลักษณะของท่านยังมีวิญญาณขันธ์อยู่ คือ เห็นทั้งกายทิพย์ครบ ไม่เหมือนพระเจ้าที่ไม่มีรูปกายใดๆ แล้ว คือ ดับขันธปรินิพพานแล้ว แต่ยังมี “มโนธาตุ” อยู่ เช่นเดียวกับพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ที่เมื่อบำเพ็ญบารมีถึงที่สุดจะสลายขันธ์ห้าด้วยเตโชกสิณไฟ ทำให้ขันธ์ห้านิพพานหมด แต่จะเหลือ “มโนธาตุ” อยู่ เพื่อทำกิจที่คั่งค้างอยู่ให้หมดไป เมื่อหมดกิจแล้ว ก็จะนิพพาน ไม่เหลือแม้แต่ธาตุหรือขันธ์ใดๆ    

 

ถาม : พระพุทธเจ้ากับพระเจ้าต่างกันอย่างไร?

ตอบ : 

พระพุทธเจ้า คือ ผู้ตรัสรู้บนโลกแล้วโปรดสัตว์ พระเจ้าคือผู้ที่โปรดสัตว์โดยยังมีมโนธาตุอยู่ ที่พระเยซูเรียกว่า “พระจิต” ก็คือ จิตนั่นเอง (จิตก็คือมโนธาตุ) แต่ไม่มีรูปนาม หรือขันธ์อีก ดังนั้น พระเยซูจึงไม่ให้สร้างรูปเคารพหรือรูปเหมือนพระเจ้า เพราะหมดรูปนามและขันธ์ห้าใดๆ แล้ว อันเกิดจากการดับขันธปรินิพพาน ยังเหลือก็แต่มโนธาตุอยู่นั่นเอง พระพุทธเจ้าเมื่อละสังขารแล้วดับขันธปรินิพพานจะดำรงฐานะ “พระเจ้า” คือ พระจิตหรือมโนธาตุที่ยังทรงกิจอยู่โดยไม่มีขันธ์ห้าแล้ว แต่ถ้าพระพุทธเจ้าพระองค์ใดที่มีอายุขัยยืนยาวมาก ก็จะดับธาตุดับขันธ์นิพพานหมด ไม่มีเหลือทั้งธาตุและขันธ์ จะไม่ต้องมาทำกิจหรือดำรงฐานะพระเจ้าอีกต่อไป ตายแล้วนิพพานเลยทันที ไม่มีกิจใดเหลืออยู่อีก อย่างพระพุทธเจ้าสมณโคดม ยังทรงทำกิจโปรดสัตว์ต่อจนกว่าจะหมดอายุพุทธกาลคือห้าพันปี ดังนั้น ท่านจึงกระทำเพียง “ดับขันธปรินิพพาน” ไม่ได้ทำ “ธาตุขันธ์นิพพาน” จึงเหลือมโนธาตุอยู่ ทำกิจโปรดสัตว์ต่อไป เราสามารถเห็นได้ด้วยตาทิพย์ หรือถ้าไม่เห็น ใช้วิธีของชาวคริสต์ คือ ระลึกนึกถึงพระเจ้าว่าทรงเป็นหนึ่งเดียวกับเรา เป็นพระจิต อยู่กับเรา ก็จะได้ปัญญาจากท่านได้ ด้วยวิธี “จิตสู่จิต” แบบเซน ซึ่งเป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าใช้สื่อจิต สอนธรรมมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว แม้ท่านจะไม่เหลือขันธ์ห้า แต่จิตหรือมโนธาตุยังคงทรงไว้ สามารถโปรดสัตว์แบบจิตสู่จิตหรือแบบเซนได้เหมือนเดิม ดังนี้ ชาวคริสต์ก็เป็นเซนด้วยนะ เข้าใจไหม พุทธกับคริสต์ก็อย่างเดียวกันแหละ ค้นพบสิ่งเดียวกัน สรุปดังนี้

 

พระเจ้ามีทั้งที่เคยเป็นพระพุทธเจ้าบนโลก แล้วดับขันธปรินิพพาน เหลือแต่มโนธาตุ ไปทำกิจต่อบนสวรรค์ ผ่านทางพระบุตร เนื่องจากทรงไม่เกิดอีก ไม่มีขันธ์ห้าแล้ว แต่ยังไม่นิพพานหมด เพราะยังทรงทำกิจอยู่นั่นเอง และทั้งที่ไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าบนโลก แต่มีบารมีมาก แล้วดับขันธปรินิพพานไปเหลือแต่มโนธาตุ เพื่อดำรงทรงทำกิจโปรดสัตว์ต่อไป แบบนี้อาจมาจากพระโพธิสัตว์ก็ได้ หรือพระยูไลก็ได้ ส่วนพระพุทธเจ้า ต้องตรัสรู้บนโลกแล้วโปรดสัตว์ แต่ละสังขารแล้วจะนิพพานเลยหรือดับแต่ขันธ์ห้า เหลือมโนธาตุไว้ทำกิจต่อบนสวรรค์ในฐานะ “พระเจ้า” อีกได้ เมื่อทำกิจจบแล้วก็จะนิพพานเหมือนกัน     

 

ถาม : หมายความว่าถ้าดับขันธปรินิพพานจะกลายเป็นพระเจ้าหรือ?

ตอบ : 

ก็ไม่เชิง ผู้เป็นพระเจ้า จะยังไม่นิพพานแบบสิ้นเชื้อ ยังมีกิจทำอยู่ เหมือนอย่างที่เราเห็นพระเจ้าทั้งหลายกระทำต่อโลกนั่นแหละ ทั้งที่ปรากฏไว้ในตำราคริสต์หรืออิสลาม ท่านยังมีกิจต้องทำอยู่ ไม่สำเร็จก็เข้านิพพานไม่ได้ เมื่อทำกิจสำเร็จหมดแล้วก็จะได้นิพพาน ท่านที่รู้แจ้งถึงนิพพานแล้ว เบื่อหน่ายในขันธ์ห้า แต่ยังทำกิจไม่จบไม่เสร็จสิ้นได้ ก็จะทำการดับขันธปรินิพพาน เหลือแต่ “มโนธาตุ” ไว้ทำกิจต่อไป โดยอาศัยพระมหาโพธิสัตว์ ลงมาเกิดเพื่อช่วยประสานงานบนโลกในฐานะพระบุตร เหมือนพระนบีมูฮัมหมัดและพระเยซู ทั้งนี้ พระเจ้าและเหล่าพระสาวก จะมีวิมานอยู่บนสวรรค์ แต่พระเจ้า ไม่จำเป็นต้องอาศัยวิมาน เพราะดับขันธปรินิพพานทำให้ไม่ต้องพะวงเรื่องการอยู่อาศัย ปรากฏได้ทุกสถานที่ วิมานจะมีหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่ที่ต้องมีเพราะเอาไว้รองรับ ให้ผู้ที่เป็นสาวก เมื่อตายลงจิตจะจุติตามท่านมา ถ้ายังไม่ได้ดับขันธปรินิพพาน ก็จะต้องมีวิมานรองรับเขานี้ เมื่อพระเจ้านิพพานแล้ว พระสาวกทั้งหมดในสวรรค์นั้น ก็จะนิพพานบนสวรรค์นั้นด้วย ที่เรียกว่า “ชีวิตนิรัน” คือ ภาวะไม่ตายอีกแล้ว ไม่มีการเกิดและดับอีกแล้ว นิพพานนั่นเอง  ถ้านิพพานทั้งธาตุและขันธ์ก็ดับหมดสิ้นเชื้อ ไม่เหลือกิจอะไรจะทำได้อีก มโนธาตุมีกิจรู้ ถ้าดับธาตุตัวนี้นิพพานแล้ว จะพ้นจากทั้งภาวะรู้และไม่รู้ ไม่รู้ก็เหมือนรู้ รู้ก็เหมือนไม่รู้ จึงหมดกิจรู้หรือไม่รู้ ดับสนิทนิพพานสิ้นเชื้อ แบบนี้ไม่มีภาวะที่จะทำกิจแบบพระเจ้า ก็ไม่ใช่พระเจ้าอีก นิพพานหมดเลย ไม่มีอย่างอื่นให้เหลืออีก อนึ่ง ผู้ที่จะอยู่ในภาวะพระเจ้าได้ก็ต้องมีบุญบารมีมาก มีกรรมมากเกินกว่าอายุขัยมนุษย์จะชำระได้หมด จึงต้องชำระต่อในสวรรค์ ดังนั้น พระสาวกธรรมดา ดับขันธปรินิพพานเป็นพระเจ้าไม่ได้ แต่มีภาวะเดียวกับพระเจ้าได้ด้วยการดับขันธปรินิพพาน แต่จะไม่ทำหน้าที่พระเจ้า อันนี้ แตกต่างกันอยู่    

 

ถาม : แล้วพระเจ้ากับพระยูไลละ องค์เดียวกันไหม?

ตอบ : 

องค์เดียวกันเมื่อนับโดย “ฐานะหน้าที่” แต่ถ้านับจากลักษณะที่ไม่มีรูปขันธ์ปรากฏแล้ว ก็จะต่างกัน คือ พระเจ้ามีลักษณะคือทำกิจดูแลโลกด้วย และไม่มีขันธ์ห้าแล้ว คือ ดับขันธ์หมด เหลือแต่พระจิต (มโนธาตุ) เป็นพลังสว่างไสว ไม่มีรูปร่างตายตัว แบบนี้ ก็คือ พระเจ้าตามคัมภีร์ชัดเจน แต่ถ้านับเฉพาะกิจดูแลโลกแล้ว พระเจ้ามีทั้งที่มีกายทิพย์และไม่มี

 

ถาม : พระพุทธเจ้าสมณโคดม เป็นพระเจ้าด้วยไหม?

ตอบ : 

ใช่ เพราะท่านทรงกิจ กระทำการต่างๆ ต่อมวลสัตว์ หลังละสังขารไม่มีขันธ์ห้าแล้ว ขันธ์ห้านิพพานหมดแล้ว ถ้าท่านไม่มีกิจอะไรต่อมวลสัตว์เลย นิพพานแบบไม่เหลือกิจ ก็ไม่เรียกว่าพระเจ้า แต่นี่ท่านได้ตั้งจิตไว้ว่าจะโปรดสัตว์จนสิ้นอายุพุทธกาล คือ ห้าพันปีไว้ ก็จะกระทำตามสัจจะวาจานั้น จึงต้องดำรงทรงกิจต่อไป ในฐานะพระเจ้าด้วย คือ พระเจ้าองค์เดียวกันในยุคห้าพันปีนี้ นับจากพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานนั่นเอง นอกจากนี้ ก็มีพระยูไลซึ่งยังทรงมีขันธ์ห้าอยู่คอยช่วยการทำกิจทางโลกอยู่ด้วยเช่น การเปลี่ยนแปลงของธาตุสี่บนโลก พระยูไล ก็ทรงช่วยดูแลด้วย ดังนั้น มหายานจึงบูชาพระยูไลสามองค์ ไม่ได้บูชาแต่องค์เดียว แต่ถ้ากล่าวถึงพระเจ้าองค์เดียวตามคำสอนของพระเยซูก็คือพระจิตของพระสมณโคดม ที่เหลือจากการดับขันธปรินิพพานแล้ว แต่ยังทรงกิจอยู่นั่นเอง

 

ถาม : แล้วพระศรีอาริยเมตตรัยกับพระเยซูละ องค์เดียวกันไหม?

ตอบ : 

องค์เดียวกันแบ่งภาคมาในรูปต่างกันเพราะบุพกรรมที่ได้กระทำการตั้งสัจจะวาจาไว้ว่าจะช่วยการทำกิจพุทธะในห้าพันปีนี้ ท่านก็เป็นองค์หลักสำคัญที่ต้องลงมากระทำตามสัจจะวาจา แต่ในศาสนาต่าง กันก็เรียกในนามที่แตกต่างกันไป เช่น พระเมตตรัย จะถูกเรียกว่า Messiah (เมสิอาร์) ในคริสต์ศาสนาและยังมีนามเรียกในศาสนาอื่นๆ อีกมากมาย

 

ถาม : พระบุตรในมุมมองของพระพุทธศาสนาน่าจะหมายถึงอะไร?

ตอบ :

พระเยซูให้คำจำกัดความพระบุตรว่าคือผู้อยู่นอกเหนือธรรมบัญญัติ (Law) ท่านใช้คำว่า Law ทำให้ทางการมองว่าท่านสอนให้คนทำสิ่งผิดกฎหมาย อยู่นอกเหนือกฎหมาย ทว่า จริงๆ แล้วควรใช้คำอื่น คำว่า “สมมุติบัญญัติ” หรือ “โลกียะ” นั่นเอง ทว่า ขีดจำกัดของภาษาในสมัยนั้น ไม่อาจหาคำที่ง่ายต่อการเข้าใจคนได้ สุดท้าย ท่านถูกจับตรึงกางเขนข้อหา “เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ” ไป พระบุตรนี้ ควรใช้คำว่า “ธรรมทายาท” หรือผู้สืบทอดสายธรรมน่าจะเหมาะสมกว่า ซึ่งจะเป็นผู้สืบทอดสายธรรมได้ จะต้องบรรลุธรรม คือ หลุดพ้นจากสมมุติใดๆ แล้ว ท่านจึงเรียกว่าพระบุตร เพราะอุปมาเหมือนบุตร ที่ได้รับสมบุติจากบิดา สามารถทำกิจต่อจากท่านได้ ในสมัยก่อนก็มีพระบุตรมากมาย เช่น ท่านตั๊กม้อ ก็นับว่าได้รับมอบหมายกิจให้สืบสายธรรมไปในประเทศจีน ท่านก็ทำสำเร็จ ส่วนพระเยซูได้รับมอบหมายโดยตรงจากพระเจ้า, พระจิตหรือพระพุทธเจ้าในแบบมโนธาตุก็ดีให้ทำหน้าที่สืบทอดสายธรรมในประเทศแถบยุโรป ซึ่งท่านก็ทำสำเร็จแม้ว่าจะต้องตายก็ตาม การอธิษฐานไม่ใช่การวอนขอ การวอนขอนี่พระเยซูสอนให้เลิกมานานแล้ว เพราะในสมัยก่อนคนชอบไปกราบไหว้รูปเคารพเพื่อวอนขอสิ่งต่างๆ ท่านให้เลิกทำเสีย แต่ให้ใช้การอธิษฐานที่หมายถึงการสื่อถึงพระเจ้าด้วยจิตของเรา พระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกับเรา อยู่ในจิตเรา เรียกว่า “พระจิต” นี่ไม่ใช่กรรมฐาน แต่เป็นวิธีที่เราจะได้ธรรมจากท่านโดย ตรงอย่างง่ายๆ หรือก็คือวิธี “จิตสู่จิต” แบบเซนแต่เชื่อมโยงกับจิตของพระพุทธเจ้าโดย ตรง ไม่ต้องผ่านครูอาจารย์คนอื่น ไม่มีลัทธิอาจาริยวาทที่ถืออาจารย์เป็นใหญ่อีกต่อไป

 

ถาม : การอธิษฐานของชาวคริสต์ทำให้ได้ธรรมจากพระพุทธเจ้าได้หรือ?

ตอบ :

จำได้ไหม พระพุทธเจ้าไม่ได้สร้างพระพุทธศาสนาจากพระพุทธศาสนา แต่ท่านเริ่มจากศูนย์ ไม่มีอะไรเลย แล้วท่านเองตรัสรู้เป็นพระองค์แรก จากนั้น ท่านก็เผยแพร่ไปยังต่าง ศาสนา คือ เหล่าพราหมณ์ ซึ่งในช่วงนั้น พราหมณ์เป็นแค่วรรณะๆ หนึ่งภายใต้ระบบการปกครองแบบกษัตริย์ ไม่ใช่ศาสนาโดยตรง ดังนี้ พระพุทธเจ้าโปรดสัตว์ทุกๆ ศาสนาอยู่แล้ว ใครไปจับท่านแยกจากศาสนาอื่นก็เท่ากับเป็น “มิจฉาทิฐิพราหมณ์” ที่กลัวว่าท่านจะแย่งสาวกของตนไป เหมือนในอดีตนั้น ดังนี้ ทำไมพระพุทธเจ้าจะไม่โปรดคริสต์เล่า แม้ว่าพระเยซูจะเรียกท่านว่า “พระเจ้า” ไม่ได้เรียกเหมือนคนพุทธว่าพระพุทธเจ้า นี่ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงทำตามคำสอนของพระเยซูจริงๆ ก็พบธรรมเหมือนกันได้ ดังนี้ ชาวคริสต์ ก็บรรลุธรรมได้ บรรลุอรหันตผลได้ถ้าไม่ยึดติดพระเยซูมากเกินไปนะ แต่จะยังไม่นิพพาน ก็จะไปรอบนสวรรค์ก่อน เมื่อถึงวันสิ้นสุดของกระบวนการคือ หมดอายุพุทธกาลห้าพันปี ก็จะนิพพานพร้อมๆ กันบนสวรรค์ ทว่า กระบวนการบิดเบือนพระธรรม มีอยู่เสมอ ตอนนี้ ลัทธิซาตานครอบงำคริสต์ศาสนาไปหมดแล้ว สอนให้ชาวคริสต์อธิษฐานขอนั่นขอนี่ ซึ่งไม่ใช่คำสอนของพระเยซู พระเยซูสอนว่าพระเจ้าสร้างทุกอย่างให้เราพอดีแล้ว วางแผนให้เราหมดแล้ว ไม่ต้องไปวอนขอ ไม่ต้องไปบูชาเทวรูปอีก การอธิษฐานนั้นคือการเข้าสู่ “อาณาจักรแห่งพระเจ้า” ซึ่งสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องรอตายก่อน พิสูจน์ได้จริง เมื่อเราอธิษฐานแล้วจิตเราจะสัมผัสได้ถึงความมีอยู่จริงของพระองค์ เราจะเกิดปีติน้ำตาไหล เราจะมีความสุขสงบในจิตใจเรา เราจะมีปัญญามีกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไม่ต่อต้านธรรมชาติ, ไม่หลงใหลคล้อยตามธรรมชาติ แต่ยอมจำนนต่อพระเจ้า อะไรจะเกิดก็ยอมให้มันเกิดไป ไม่ต้องไปก่อกรรมอะไรเพื่อให้ได้อะไรเพิ่มมาอีก พระเจ้าให้มาดีแล้ว พอแล้ว พอดีแล้วจึงไม่จำเป็นจะต้องโลภ, โกรธ, หลง อีก นี่ก็เป็นคำสอนที่ตรงกัน

 

ถาม : หมายความว่าพระสงฆ์สอนคนต่างศาสนาได้หรือ?

ตอบ :

ได้สิ นี่เป็นพุทธประเพณีตามรอยพระพุทธเจ้าเชียวนะ พระพุทธเจ้าท่านทรงทำไว้เป็นแบบอย่าง พระสาวกก็สามารถทำตามได้ แต่ไม่ใช่ทำกรรมนะ ทำได้กรณีเป็นวิบาก

 

ถาม : “ไม่ใช่ทำกรรม แต่ทำได้กรณีเป็นวิบาก” หมายความว่าอย่างไร?

ตอบ :

ถ้าเราตั้งใจ, เจตนาไปสอนคน เพราะเห็นว่าเราได้เข้าถึงธรรมแล้ว อันนี้เป็น “กรรม” เป็นตัวตนของตน ตัวใหม่ๆ จะทำให้จิตวิญญาณที่ยึดติดความเป็นครูเข้าแทรกได้ นำพาเราออกจากทางที่เคยตรงนิพพานได้อีก แต่ถ้าเราไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้เจตนาจะไปสอนเขา แต่เขามาหาเราเอง เจอกันเองโดยบังเอิญ หรือเป็นไปโดยเขาเป็นฝ่ายทำเป็นสำคัญ หรือมีผู้มาเชิญเราไปทำ มานิมนต์เราไปทำ อันนี้ นับเป็น “วิบาก” สามารถทำได้ รับได้ ยังตรงนิพพานอยู่ เราไม่ได้กระทำกรรมนั้นๆ เอง แต่เราถูกวิบากกรรมทำให้เราต้องอยู่ในฐานะนั้นๆ เช่น ฐานะที่ต้องสอนคน เป็นต้น อันนี้ ตรงทางนิพพาน ถ้าพระสงฆ์ได้พบชาวคริสต์โดยบังเอิญ ชาวคริสต์คนนั้นถามเรื่องราวต่างๆ สนทนากันไปมา อันนี้ พระสงฆ์ยังตรงอยู่ต่อนิพพาน หรือถ้ามีชาวคริสต์เชิญพระสงฆ์ไปบรรยายเนื้อหาความรู้ต่างๆ อันนี้นับว่าตรงนิพพาน แต่ถ้าพระสงฆ์จงใจหรือมีเจตนาจะเข้าไปสอนโดยตรง อันนี้ ไม่ตรงทางนิพพาน ไม่ใช่แต่คนต่างศาสนา แม้แต่ในพุทธศาสนาเหมือนกันนี้ ถ้าเราไม่ถูกคนเชิญให้ไปโปรดสัตว์ เราจะไปเองก็ไม่ได้ ถ้าเราไป เราก็มีกรรมใหม่เกิด จะสืบชาติต่อภพ ไม่ตรงนิพพาน แต่ถ้ามีคนเชิญเรา หรือเขาเข้ามาถามเราเอง อันนี้เป็นวิบาก เราไม่หนี ไม่บวก ไม่ลบกับสิ่งนี้ ชำระหนี้กรรมนั้นหมดด้วยการสนทนาธรรมหรือสอนธรรมก็ดีแล้ว นับว่าตรงนิพพาน 

 

ถาม : ทำไมในบทความกล่าวว่าพระเจ้าคือพระยูไล?

ตอบ :

คนจีนและชาวมหายาน เขาเรียกพระพุทธเจ้าว่าพระยูไลศากยมุนี ภายในห้าพันปีนี้ ทั้งโลกได้รับการวางแผนมาแล้วว่าเป็นยุคของพระพุทธเจ้าสมณโคดม ดังนั้น จึงไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีก นอกจากพระยูไลศากยมุนี หรือพระพุทธเจ้าสมณโคดม หรือพระเจ้าที่มาจากศาสนาต่างๆ หลังจากการเกิดของพระพุทธศาสนานี้ ซึ่งพระเยซู หรือพระนบีมูฮัมหมัดก็คือ ผู้ที่ลงมาทำกิจช่วยพุทธศาสนานั่นเอง ซึ่งก็มีอยู่ท่านเดียวในจักรวาลนี้ที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุด คือ พระศรีอาริยเมตตรัยมหาโพธิสัตว์ ไม่ใช่ใครอื่น อันนี้เป็นเพราะผลกรรมที่กระทำกับมวลสัตว์ในไตรภพนี้มา อนึ่ง โลกธาตุนั้น มีเป็นหมื่นโลกธาตุ สำหรับโลกธาตุนี้ ในยุคนี้ พระศรีอาริยเมตตรัยมีบทบาทมาก แต่สำหรับโลกธาตุอื่น ไม่ใช่เลย และสำหรับยุคอื่น หลังจากพระศรีอาริยเมตตรัยนิพพานไปแล้ว ท่านก็ไม่ใช่ตัวหลักอีกต่อไป เรียกว่ายุคสมัยของใครของมัน เป็นไปตามกรรมที่ทำร่วมกันมากับมวลสัตว์นั้นๆอนึ่ง ที่กล่าวว่าพระเจ้าคือพระยูไล ก็คือ พระยูไลศากยมุนีนั่นเอง ซึ่งดำรงอยู่แบบ “มโนธาตุ” รอนิพพานเมื่อจบกิจการดูแลพุทธศาสนาของท่านครบอายุพุทธกาลห้าพันปี ตามสัจจะอธิษฐานที่ท่านให้ไว้นั้น สำหรับพระเจ้าในความหมายที่ต่างไปจากที่พระเยซูตรัส เช่น ทำกิจต่อโลกแต่มิได้อยู่แบบมโนธาตุนั้น จะมีความหมายกว้างออกไป รวมถึงพระยูไลองค์อื่นด้วย (คำว่า “พระเจ้า” เป็นคำกลางๆ ที่มนุษย์นำไปเรียกใช้ต่างกันออกไป)

 

ถาม : พระศรีอาริยเมตตรัยมหาโพธิสัตว์จะทรงทำกิจในรูปพระบุตรหรือ?

ตอบ :

ใช่ ถ้าเปรียบพระพุทธเจ้าหรือพระเจ้าเหมือนพระบิดา ท่านจะมาในรูปพระบุตร บางช่วงท่านมาในรูปทาสก่อน คือ ในช่วงที่สร้างศาสนาอิสลาม ต่อมา ท่านก็ค่อยปลดแอก ให้คนได้รับอิสระ คือ ได้รับฐานะพระบุตรได้ จากการอยู่ “นอกเหนือธรรมบัญญัติ” หรือการหลุดพ้นจากสมมุติบัญญัติใดๆ ทั้งมวล คือ การบรรลุธรรมนั่นเอง ท่านให้เหตุผลว่าผู้ที่เป็นทาสคือผู้ที่ยังอยู่ในสมมุติบัญญัติ (ที่ในพระคัมภีร์ใช้คำศัพท์ว่า Law) แต่เมื่อเราได้หลุดพ้นจากสิ่งนั้นแล้ว เราจึงหมดสถานภาพแห่งความเป็นทาสไป เมื่อเราได้สมบัติที่พระเจ้ามอบให้แล้วนี้ เราก็ต้องมีสถานภาพเป็นบุตรผู้รับมรดกทางธรรมมิใช่หรือ ดังนั้นจึงต้องเรียกว่า “พระบุตร” เหมือนที่ท่านตั๊กม้อเคยได้รับการสืบทอด รับบาตรมาจากพระมหากัสสปะที่ยังไม่ละสังขารและรออยู่ในถ้ำนั้น นี่คือ ที่มาของพระบุตร ซึ่งเป็นคำที่พระเยซูใช้เรียก ไม่มีสาระให้มายึดติดเพื่อเถียงกันหรอกนะ เข้าใจในแบบใดก็ทำไปแบบนั้น

 

ถาม : ในตำราว่าพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว นี่แย้งว่ายังเหลือพระจิตอยู่?

ตอบ :

ใช่ ฟังให้ดีนะ ผู้ที่นิพพานแล้วไม่เหลืออะไรเลย ย่อมไม่มีกิจทำด้วย ไม่เหลือกิจด้วย ถ้ายังมีกิจทำวุ่นอยู่ ถามหน่อยจะเรียกว่านิพพานได้ไหม ไม่ได้เลย ไม่ได้หรอก ถ้ายังมีการกระทำ มีตัวกระทำอยู่ จะนิพพานได้อย่างไร โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าสมณโคดม ท่านยังทำกิจโปรดสัตว์จนกว่าจะหมดอายุพุทธกาล คือ ๕,๐๐๐ ปี เข้าใจคำว่าอายุพุทธกาลกับอายุพระพุทธเจ้าบนโลกไหม เช่น พระพุทธเจ้าสมณโคดม มีอายุบนโลก ๘๐ ปี ต้องละสังขารไป แต่กิจยังไม่จบ นิพพานได้เฉพาะขันธ์ห้าก็พ้นจากวัฏฏะ ไม่ต้องลงมาเวียนว่ายตายเกิดอีก แต่อายุพุทธศาสนาของพระองค์ไม่จบแค่นี้ ยาวไปถึง ๕,๐๐๐ ปี ดังนั้น ท่านจึงมีกิจต้องดูแลและโปรดสัตว์จนกว่าจะครบอายุพุทธกาลคือ ๕,๐๐๐ ปี ดังนี้ จะนิพพานไปหมดเกลี้ยงได้อย่างไร ในเมื่อกิจยังมี ยังกระทำกิจอยู่น่ะ นิพพานได้เฉพาะส่วนรอบที่เรียกว่า “ขันธปรินิพพาน” แต่ “มโนธาตุ” ยังต้องอยู่ ทำหน้าที่โปรดสัตว์ จนกว่าจะหมด อายุพุทธกาล ๕,๐๐๐ ปีต่อไป เข้าใจไหม ยังเหลือ “มโนธาตุ” คือ “จิต” หรือ “พระจิต” 

 

ถาม : พระเจ้ามีหลายพระองค์ไหม?

ตอบ :

แท้แล้วมีมากมายเลย ที่ดับขันธปรินิพพานแล้วยังเหลือมโนธาตุเพราะจิตยังคงมีปณิธานที่จะกระทำกิจต่างๆ ยังไม่เสร็จสิ้นกิจนั้น ทำให้ท่านต้องดำรงอยู่ในฐานะพระจิตอย่างนั้น ยาวนานมากยังไม่ได้นิพพานเสียที โดยมากก็เป็นกิจเกี่ยวกับโลกเช่น รักษาปกป้องโลก สร้างโลกใหม่, ทำลายสิ่งไม่ดีในโลกไปเลย ฯลฯ แต่พระเจ้าที่ดูแลมนุษย์ให้หลุดพ้นเข้านิพพานได้ภายในพุทธกาล ๕,๐๐๐ ปีนี้ มีองค์เดียว คือ “พระจิตที่เหลือจากการดับขันธ ปรินิพพานของพระสมณโคดม” พระเจ้าองค์อื่นๆ มีเหมือนกัน แต่ไม่ได้ทำกิจนี้ ทำกิจอื่น เช่น ช่วยโลก, กู้โลก, รักษาโลก, พิพากษามนุษย์, สั่งสอนมนุษย์ให้เข็ดหลาบ ฯลฯ

 

ถาม : มนุษย์จะกลายเป็นเช่นพระเจ้านั้นได้อย่างไร?

ตอบ :

เมื่อบำเพ็ญบารมีถึงที่สุด คือ ได้บรรลุโพธิสัตว์ในแบบ “สมันตภัทรโพธิสัตว์” ตอนแรกจะมีกายทิพย์ปกติ ต่อมา บำเพ็ญบารมีทำกิจมากมายยิ่งยวด จนวิญญาณหรือกายทิพย์สลายไปเอง เหลือแต่ “มโนธาตุ” เรียกว่า “ระเบิดกายทิพย์” จนเหลือแต่จิต (มโนธาตุ) แต่ถ้าไม่มีจิตวิญญาณมาประสานครอบสังขารไว้ มโนธาตุซึ่งเป็นธาตุละเอียดมาก อุปมา ดังเม็ดทรายละเอียดในตะกร้า พอสิ้นซึ่งใบไม้ที่รองรับไว้ ก็จะรั่วออกจากตะกร้าหมด คือ จิตหรือมโนธาตุก็จะจุติ ทำให้คนๆ นั้นตายลง ทว่า ถ้ามีวิญญาณขันธ์ของพระยูไล ถอดกายทิพย์มาครอบให้ (ครอบขันธ์พระยูไล) ก็จะสำเร็จเป็นพระยูไลองค์หนึ่งทันที มีกายทิพย์เป็นพระยูไล ไม่ได้มีแต่มโนธาตุอีกต่อไป แต่ถ้าไม่ได้เช่นนี้ จะจุติเป็นพระเจ้าไปเลยก็ได้ หรืออาศัยจิตวิญญาณดวงอื่นเข้ามาเป็นเทพประจำกายสังขารคุ้มครองให้ คือ ครอบมโนธาตุนั้นไว้ในกายสังขารต่อ เหมือนเอาถุงมาครอบทรายทำให้ทรายยังอยู่ในตะกร้าตาห่างได้นั่นแหละ จนกว่าจะถึงเวลาละสังขาร จิตวิญญาณที่เป็นเทพคุ้มครองก็จะจุติออก แล้วมโนธาตุก็จะจุติออกจากร่าง กลายเป็น “พระเจ้า” โดยสมบูรณ์ในที่สุด

 

ถาม : สังขารของมนุษย์ไม่อาจรองรับสภาวะของพระเจ้าได้หรือ?

ตอบ :

ได้สิ การที่เราอธิษฐานระลึกถึงพระเจ้า ท่านจะสถิตร่วมอยู่ในกายสังขารเราได้ โปรดเราได้ แต่ชั่วคราวนะ แล้วจะจรออกไป ทำให้ช่วงนั้นเราปลื้มปีติมาก เพราะพลังมหาศาลที่มีความละเอียดสงบสุขนั้นอยู่ในกายเรา เราสามารถฝึกสังขารจนรองรับพระเจ้าได้มากมาย เรียกว่ามโนธาตุของพระเจ้าจำนวนมากมาย เข้ามาอยู่ร่วมในกายสังขารของเราพร้อมกันได้เหมือนมีดวงอาทิตย์ที่สว่างไสวอยู่ในกายหลายดวง เคยได้ยินคำว่า “วิชชาหกสุริยัน” ไหม คือ ดวงอาทิตย์หกดวง (หรือมโนธาตุของพระเจ้า) อยู่ร่วมในกายสังขารเดียวไง

 

ถาม : พระเจ้าหรือพระจิตหรือมโนธาตุนี้ มีลักษณะอย่างไร?

ตอบ :

ถ้าสำเร็จตาทิพย์แล้ว ให้คุณเพ่งดูมโนธาตุ หรือถ้าสำเร็จมโนมยิทธิ ก็ถอดกายทิพย์ไปดูพระเจ้าได้ เท่าที่ได้รับข้อมูลมา จะมีลักษณะคือ ไม่มีขันธ์ใดๆ แล้ว จึงไร้รูปไร้ลักษณ์แต่เห็นได้ ได้ยินได้ คือ เราจะเห็นพระจิตหรือพระเจ้าเป็นแสงสว่าง ที่สื่อสารกับเราได้แต่จะไม่เห็นรูปร่างของผู้พูดเลย เพราะไม่มีขันธ์ห้าแล้ว พระจิตหรือพระเจ้าแต่ละองค์ก็มีความแตกต่างกันด้วย ขึ้นอยู่กับการฝึกจิตแต่ก่อนมาเป็นอย่างไร ปกติถ้าฝึกได้กายสมันตภัทรครั้งแรก จะถูกพลังปราณมาร สีดำครอบงำก่อน ซึ่งกายนี้เป็นกายที่ใสอยู่แล้ว คือ กายที่เรียกว่า “วัชรกาย” ใสเหมือนแก้วมีประกายพรึก แต่เมื่อถูกพลังปราณมารครอบงำ ก็จะมีความหมองลงได้จนถึงสีเกือบเป็นนิลได้เลยทีเดียว ถ้าภาคมารทำให้กายดำคล้ายนิลได้ ก็จะครอบงำ เอาพระสมันตภัทรองค์นั้น ไปเป็นพวกได้ แต่ถ้ามีพระโพธิสัตว์มัญชุศรีทรงสิงห์เข้ามาสั่งสอนต่อว่าแรงๆ พลังธาตุไฟของสิงห์ทอง จะขับไล่พลังปราณมารออกไปได้ ถึงตอนนี้ ธาตุไฟเข้าแทนที่ปราณมาร ทำให้กายมีสีออกทองได้ก็จะเข้ากับเหล่าเทพ ไม่เข้ากับพวกมาร แต่ถ้าฝึกจิตต่อไป ชำระกายให้ใสขึ้นไปอีก ด้วยการฝึกคุมธาตุไฟจนดับลงสนิทได้ ความใจร้อนก็ไม่มี มีแต่ใจชุ่มเย็นสงบนิ่ง กายจะใสอย่างแท้จริง ก็ไม่มีสิ่งใดเข้ามาแทรกได้อีก นับว่าสำเร็จวัชรกายโดยสมบูรณ์ จากนั้น หากฝึกต่อก็จะได้วัชรจิต ด้วย ซึ่งไม่เหมือนกัน วัชรกายคือกายใสประกายพรึก แต่วัชรจิต คือ ดวงจิตก็ใสด้วย แต่ต้องฝึกต่อไปอีกขั้น คือ ไม่เหลืออะไรปรุงแต่งในดวงจิตเลย ถ้าสลายกายทิพย์ในช่วงนี้ ก็จะสำเร็จวัชรจิต หรือมีพระจิต (พระเจ้า) ที่มีแต่แสงสว่างไสวคล้ายประกายเพชรที่เย็น ไม่ร้อนแรง แต่ถ้าสลายกายทิพย์ขณะที่มีพลังธาตุไฟอยู่ พระจิตก็จะมีลักษณะคล้ายธาตุไฟ คือ แสงสีออกไปทางร้อนเช่น สีทอง, ออกส้ม, ขาวทอง ฯลฯ ในขณะพระสมันตภัทรบางองค์ยังไม่ทันฝึกกายให้หมดปราณดำ แต่ได้สลายกายทิพย์ก่อน พระจิตหรือดวงจิตจะแตกต่างออกไป ความบริสุทธิ์ของจิตจะลดลงกว่าสองแบบแรกจะโปรดน้อยกว่าปราบ ซึ่งปกติถ้าไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นไว้ก่อนเมื่อสลายกายทิพย์แล้วจะมีกายทิพย์ของพระยูไล ลงมาครอบขันธ์ให้ ทำให้พระจิตหรือดวงจิต ประสานเข้ากับกายทิพย์ใหม่ กลายเป็นจิตวิญญาณที่สมบูรณ์อีกครั้ง และสำเร็จพุทธะ (ยูไล) ในทันที โดยพระยูไลที่ช่วยในกิจนี้ก็คือ พระอมิตาภะ แต่ถ้ามีจิตวิญญาณมาขวางทางก่อน เช่น แทรกเข้ามาในกายที่มีจิตที่สลายกายทิพย์แล้ว ก็จะขวางไม่ให้กายทิพย์พระยูไลครอบดวงจิตนั้นได้ จะกลายเป็นมี ดวงจิตที่ถูกจิตวิญญาณดวงอื่นครอบไว้ คือ ดวงจิตสองดวง ดวงในสุดไม่มีวิญญาณขันธ์ เพราะวิญญาณขันธ์สลายแล้วไม่มีขันธ์ยูไลมาครอบให้ส่วนจิตอีกดวงมีวิญญาณอยู่เพราะเข้ามาแทรกโดยไม่มีการสลายวิญญาณขันธ์ใดๆ (มีสองดวงจิต แต่มีหนึ่งวิญญาณขันธ์)

 

ถาม : ดวงจิต, ดวงใจ และพระจิตนี่เหมือนๆ กันไหม ถ้าต่างกัน อย่างไร?

ตอบ :

ไม่เหมือนกัน ดวงจิตอธิบายลักษณะไปแล้ว, พระจิตก็อธิบายไปแล้ว แต่ดวงใจนี่เป็นอีกอย่าง คือ ดวงแก้วคุ้มครองดวงจิตนั่นแหละ ที่เรียกว่า “ดวงใจ” จิตก็จะอยู่ในดวงแก้ว ที่ทางธรรมกายเขาเรียกว่า “ดวงแก้วธรรมกาย” นั่นแหละ อันนี้แหละคือ “ดวงใจ” เวลาเราถอดจิตวิญญาณไปนอกกาย โดยไม่ได้เอาดวงใจไป (ดวงแก้วคุ้มกัน) ดวงใจจะยังอยู่ที่เรา ทำให้เรารับรู้อารมณ์ที่จิตวิญญาณส่งกลับมายังร่างเราได้ ถ้าไม่มีดวงแก้วหรือดวงใจนี้แล้ว เราจะไม่สามารถรับอารมณ์ได้ ในคนที่ถอดดวงใจ ก็คือ เอาดวงแก้วประจำกายนี้ไปไว้นอกกาย เก็บรักษาไว้อย่างดี ไม่ให้ใครทำลายได้ ในกายสังขารของเขา ก็จะมีจิตวิญญาณหมุนเวียนเข้าออกได้มากกว่าหนึ่ง เพราะดวงใจหรือดวงแก้วที่คุ้มกันอยู่ออกไปแล้ว ถ้าจิตวิญญาณถูกศัตรูทำลายดับสลายไปแล้วใช้จิตวิญญาณดวงอื่นๆ มาต่ออายุขัยก็ได้ ทำให้ฆ่าด้วยการทำลายจิตวิญญาณไม่ได้ ต้องทำลายดวงแก้ว (ดวงใจ) นั้น พร้อมกับส่วนอื่นๆ สรุปก็คือ จิตวิญญาณอยู่ในดวงใจอีกที โดยดวงใจมีลักษณะเป็นดวงกลมๆ ดังนี้ ถอดจิตวิญญาณ, ถอดกายทิพย์, ถอดดวงใจ สามอย่างนี้ ไม่เหมือนกันนะ ให้ผลที่ต่างกันมาก ซึ่งมนุษย์และเทวดาจะมีดวงใจ ถ้าดวงใจแตกจะตาย จิตจะจุติไปยังภพใหม่

 

ถาม : การสลายกายทิพย์มีผลกระทบหรือไม่อย่างไร?

ตอบ :

การสลายกายทิพย์ทำได้สองวิธี วิธีหนึ่งมีผลกระทบ อีกวิธีไม่มีผลกระทบ ดังนี้

 

๑)   การสลายกายทิพย์ด้วยการระเบิด

ผู้บำเพ็ญบารมียิ่งยวดถึงกายสมันตภัทรแล้ว จะระเบิดกายทิพย์ให้สลายได้ วิญญาณขันธ์ ก็จะนิพพานไป เหลือแต่มโนธาตุ (จิต) สว่างไสวไม่มีรูปลักษณ์ แต่ผลจากการสลายกายทิพย์ด้วยวิธีนี้ จะทำให้เกิดปัญหาบ้าง เช่น ถ้ากายทิพย์มีปราณมารอยู่มาก มารจำนวนมากรุมเร้า จะเกิดการระเบิด เพื่อทำลายมารเหล่านั้นจนหมด หรือบ้างก็จะระเบิดกายทิพย์แบบไม่สมบูรณ์ โดยมีจิตบางส่วนที่มีพลังดำปนอยู่แบ่งออกไปขณะที่ระเบิดกายทิพย์นั้น กลายเป็น “ซาตาน” ได้ ดังนั้น ผู้บำเพ็ญบารมีสมันตภัทร ถ้าไม่ให้มีสิ่งแปลกปลอมเกิดขึ้น จึงไม่ควรระเบิดกายทิพย์ขณะทีปราณดำอยู่ ควรรอให้พระมัญชุศรีเข้ามาสั่งสอนแล้วถ่ายพลังธาตุไฟให้เสียก่อน (เหมือนพระอานนท์ ที่ใช้เตโชกสิณสลายขันธ์ห้ากลางอากาศ) เมื่อสลายกายทิพย์แล้วจึงจะมีปัญหาน้อย (ไม่มีซาตาน)  

 

๒)   การสลายกายทิพย์ด้วยการหลอม

ผู้บำเพ็ญบารมีเมื่อได้ถึงกายสมันตภัทรแล้วฝึกจิตต่อไปอีกโดยฝึกวัชรกายและวัชรจิตให้ใสทั้งนอกและในเมื่อถึงเวลาที่จะดับขันธ์ (วิญญาณขันธ์จะสลายแล้วนิพพานไปไม่มีอีก) ก็ใช้วิธีเดินธาตุ “วัชระ” ก็คือ จากธาตุกายทิพย์ที่ใสไม่มีสี แต่แข็งเหมือนธาตุดิน ให้เดินไล่ธาตุไปยังธาตุน้ำ ทำให้กายทิพย์เริ่มหลอมเหลว จากนั้นเดินธาตุต่อไปธาตุลม ทำให้กายทิพย์เหมือนน้ำที่ระเหยกลายเป็นไอ เหมือนอากาศ ต่อไปก็เดินธาตุต่อไปยังธาตุไฟ ทำให้กายทิพย์ที่เหมือนไออากาศนั้นกลายเป็นไฟคือ แสงสว่างโดยสมบูรณ์ คือ สันดาปสมบูรณ์ไม่มีการระเบิด ก็จะไม่มีธาตุสีดำส่วนเหลือจากการระเบิด ก็ไม่ก่อเกิดเป็นซาตาน คือ พิจารณาทั้งกายทิพย์และจิต ทั้งนอกและในละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว ไม่มีธาตุสีดำปน ใสอย่างเดียวหาตำหนิไม่ได้แล้ว ก็ไม่ต้องระเบิดเดินวัชระธาตุ จากดินไปน้ำ, ไปลม, ไปไฟ ก็จะสลายกายทิพย์ วิญญาณขันธ์นิพพานไปเองด้วยการพิจารณาธาตุทั้งสี่นี้ หมดปัญหา

 

ถาม : การหลอมกายทิพย์ของพระสมันตภัทรส่งผลให้เกิดอะไร?

ตอบ :

เกิดพระจิตบริสุทธิ์ดวงเดียวเท่านั้น ขันธ์ทั้งห้าจะนิพพานได้หมดเหลือแต่พระจิตเท่านั้น และเป็น “วัชรจิต” ด้วย คือ จิตที่ใสประกายพรึกเหมือนเพชรส่องสว่าง ไม่ร้อนแรง ไม่มีพิษภัย ไม่มีเศษเหลือจากการสลายกายทิพย์ จึงไม่ให้กำเนิดซาตาน ซึ่งก็คือ พระเจ้าที่มีจิตใสมากๆ นั่นเอง สามารถทำกิจต่อไปได้อีก จนกว่าจะจบสิ้นหมดกิจ ก็จะนิพพานไป คือ ทำ “มโนธาตุนิพพาน” ในลำดับสุดท้าย หรือก็คือ “จิตนิพพาน” คือ หมดสิ้นกิจของจิต หมดซึ่งความเป็นจิต หมดซึ่งความรู้หรือไม่รู้ ไม่ต่างกัน ไม่มีคำว่าธาตุรู้ กิจรู้อีกต่อไป นี่คือ วิธีนิพพานของจิต ทำให้พระเจ้านิพพานลงได้ เพราะไม่ยึดมั่นในกิจและการรู้ ถ้ายังมีการยึดติดว่าข้ารู้ ข้ามีกิจสำคัญต้องดูแลโลก ต้องช่วยเหลือคน ก็ยังไม่นิพพาน แม้ว่าจะไม่เหลือขันธ์ห้าแล้ว เกิดไม่ได้แล้ว พ้นการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว แต่ก็จะวนเวียนอยู่กับภารกิจต่างๆ ไม่สิ้นสุดไปได้ คือ ติดจิต, ติดกิจ, ติดรู้ นั่นเอง จึงยังเหลืออัตตาอยู่

 

อนึ่ง พระเจ้าก็คือ พระจิต โดยพระจิตนั้นก็ต่างกัน พระจิตบางดวงมีลักษณะคล้ายธาตุไฟ พระจิตบางดวงมีลักษณะคล้ายธาตุวัชระ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ถ้าพระเจ้ายังมีพระจิตที่มีธาตุไฟมาก ก็จะทรงกิจมาก ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลกและการดำเนินไปของโลกมาก แต่ถ้ามีธาตุไฟที่ดับแล้ว เหลือแต่ธาตุวัชระคือธาตุใส ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ เจือปน ก็จะมีแต่ความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง เหลือก็แค่การยึดติดกิจ, ยึดติดการรู้ เท่านั้น พ้นจากการยึดในความรู้, จิตรู้, การหยั่งรู้, กิจต่างๆ เสียได้ จิตก็พร้อมนิพพานได้ ในจักรวาลนี้ หรือในโลกเรานี้ ยังมีพระเจ้าหลายองค์เป็นพระจิตยังไม่นิพพานดูแลอยู่ แต่องค์ที่สำคัญมีหนึ่งเดียว  

 

ถาม : ช่วยอธิบายการเกิดขึ้นของพระเจ้ากับพระยูไลให้ง่ายๆ อีกครั้ง?

ตอบ :

เมื่อบำเพ็ญบารมีถึงขั้น “มหาโพธิสัตว์” แล้ว บารมีมากเต็มส่วนจนจิตวิญญาณไม่อาจรับได้อีก จิตวิญญาณมหาโพธิสัตว์จะถึงกาลดับสลายแล้วเกิดใหม่ ได้สองแบบดังต่อไปนี้

 

๑)   พระจิต (พระเจ้า)

พระจิต หรือพระเจ้า หรือพระยูไล (พุทธะ) ที่ไม่มีรูปกายทิพย์ เพราะสลายกายทิพย์แล้ว เกิดจากกายโพธิสัตว์สมันตภัทร สลายกายทิพย์ วิญญาณขันธ์ (ที่เห็นเป็นรูป กายทิพย์) จะสลายเหลือแต่ดวงจิต สว่างไสวอยู่ เหมือนแสงสว่างที่ไม่มีรูปร่าง ไร้รูป ไร้ลักษณ์ แต่ยังเหลือดวงจิตอยู่ ยังมีกิจทำอยู่ ยังมีภาวะจิตรู้อยู่ สื่อสารกับเราอยู่ได้ หากไม่ทรงกิจจะทรงสถิตบนสวรรค์สุขาวดี ก็ถือว่ามีฐานะเทียบเท่าพระพุทธเจ้าบนสวรรค์พระองค์หนึ่งแต่เพราะแตกต่างกันอย่างนี้ บางท่านเลยเรียกแตกต่างกันเป็นพระเจ้าไปเลยซึ่งถ้าพิจารณาจากกิจบนสวรรค์แล้ว ก็นับว่าเทียบเท่าพุทธะ (พระยูไล) เช่นกัน เช่น พระจิตที่เหลืออยู่ของพระพุทธเจ้าสมณโคดม หลังทำการดับขันธปรินิพพาน แต่คงเหลือจิตรู้ ภาวะรู้ไว้ทำกิจโปรดสัตว์จนกว่าจะสิ้นอายุพุทธกาลห้าพันปี ก็จะนิพพานไป ภาวะและกิจรู้ก็จบสิ้นไป 

๒)   พระยูไลที่มีรูปกายทิพย์

พระยูไล หรือพุทธะ ที่มีรูปกายทิพย์ มีลักษณะคล้ายพระพุทธเจ้ามาก ยกเว้นเพียงเปลวยอดพระเศียรมีลักษณะคล้ายบัวยังตูมอยู่ (เกศบัวตูม) ในขณะที่พระพุทธเจ้าจะเป็นเปลวเหมือนเปลวเพลิงสว่างไสว ณ บนโลกมีกายสังขาร จะไม่ทรงทำหน้าที่เป็นพระพุทธเจ้าได้ เนื่องจากผิดยุค ผิดสมัย หรือมีพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว ท่านตรัสรู้ได้ทีหลัง จึงทำกิจเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่สองซ้อนกันไม่ได้ แม้จะตรัสรู้เองได้ก็ตาม แต่จะได้เพียง “พุทธะ” ไม่ ใช่พระพุทธเจ้า (ไม่มีคำว่าเจ้า ไม่ใช่ยอด ไม่ใช่องค์แรก ไม่ใช่ผู้ปกครองพุทธะ) แต่เมื่อตายลงจุติบนสุขาวดีก็ได้ทำหน้าที่เป็นพระพุทธเจ้าบนสวรรค์สมใจปรารถนาจนสำเร็จกิจก็นิพพานไปบนสวรรค์นั้น ซึ่งเกิดได้สองวิธี วิธีแรกคือจากพระสมันตภัทรสลายกายทิพย์แล้วจะถูกพระยูไลอมิตาภะ ถอดกายทิพย์มาครอบขันธ์ให้ ทำให้ทรงขันธ์อยู่ต่อไป ยังไม่ตาย จิตจะยังไม่จุติออกมาได้ กับอีกวิธีคือ จากโพธิสัตว์กายเมตตรัยตรัสรู้เป็นพุทธะโดยไม่มีการครอบขันธ์ แบบนี้จะเป็นพระยูไลแบบไภษัชยคุรุพุทธเจ้า จะโดดเด่นด้านปัญญา ถ้าจะอุปมาเปรียบเทียบกับ “พรหมโลก” ที่สุขาวดีโลกธาตุ ก็มีทั้งพุทธะที่มีรูปและพุทธะที่ไร้รูป นั่นเอง ก็เหมือนรูปพรหมกับอรูปพรหมในพรหมโลกนั่นแหละ อาจจะเรียกว่าเป็น “รูปพุทธะ” (พุทธะที่ยังมีรูปกายทิพย์) กับ “อรูปพุทธะ” ก็ได้ (พุทธะที่ไม่มีรูปกายทิพย์) โดยอรูปพุทธะจะเข้าใจ ถึงวิธีการดับขันธ์ห้าโดยสมบูรณ์แล้ว เพราะสลายขันธ์หมดแล้ว แต่รูปพุทธะจะมีญาณหยั่งรู้ที่ยังไม่ผ่านการสลายขันธ์ห้า แต่ก็ทราบวิธีก่อนสลายขันธ์ห้า (ขันธปรินิพพาน) เหมือนกัน ที่เหลืออีกเพียงเรื่อง “กิจและการรู้” ที่จิตยึดติดไว้ ทำให้มีสภาวะจิตดำรงอยู่ จิตยังไม่นิพพาน (มโนธาตุยังไม่นิพพาน) ทำหน้าที่เป็นพุทธะเท่านั้น

 

ถาม : แสดงว่าที่พระเจ้าและพระยูไลยังไม่นิพพาน เพราะยังติดกิจ ติดรู้?

ตอบ :

ใช่ ถ้าหมดกิจ, หมดการยึดรู้ สภาพแห่งจิตก็พร้อมนิพพานได้ หลายท่านไม่รู้ตัว ว่าติดรู้ เพราะไปฝึกจิตให้รู้ ที่เรียกว่าฝึกจิตรู้บ้าง, ฝึกญาณหยั่งรู้บ้าง จึงไม่เข้าใจว่าการดำรงอยู่อย่างเป็นธรรมชาติ รู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ได้ นั้นเป็นอย่างไร ก็จะยึดกิจ, ยึดจิตรู้ ติดรู้ก็ไม่นิพพาน ติดกิจ ไม่ยอมละวางจากการทำกิจก็ไม่นิพพาน ขนาดดับขันธปรินิพพาน ขันธ์ห้าดับรอบไปแล้ว ก็ยังนิพพานไม่หมด ยังเหลือจิตไว้ทำกิจ ทำหน้าที่รู้อยู่อีก เพราะติดกิจและติดรู้ เรื่องนี้ หลวงพ่อโพธิ์ศรี สุริยเขมรโต ที่วัดร่มโพธิธรรม จ. เลย ได้อธิบายไว้สั้นๆ เป็นแต่ปริศนาธรรมให้แจ้งเอง ไม่ได้บอกให้จำ ไม่ให้พูดให้เข้าใจ แต่ให้แจ้งเอง มีเพียงท่านนี้ท่านเดียวในโลก ที่เข้าใจเรื่องการติดรู้นี้ ทว่า ภาคมารไม่ยอมปล่อยง่ายๆ ขวางทางอยู่ บางทีก็แทรกเข้ามาทำให้การเทศน์บิดเบือนไปได้ ต้อง “จิตสู่จิต” ถึงดวงในสุดจริงๆ จึงทราบได้อย่างแท้จริง เพราะจิตมารจะขวางอยู่โดยเข้าแทรกในกายครอบอยู่ภายนอก  

 

ถาม : พระเจ้าได้สื่อลงมาบ้างหรือไม่ อย่างไร?

ตอบ :

ผู้เขียนได้สื่อสารกับท่านบ้างในช่วงที่มีสหายธรรมถอดกายทิพย์ขึ้นไปพบท่าน แต่เรื่องที่ได้รับเกี่ยวข้องกับ “การพิพากษา” ดังนั้น ไม่ค่อยดีเท่าไร ไม่ขอเล่า และผู้เขียนก็เลยเลิกที่จะสื่อไป แต่ก็ได้รับสัมผัสจากพลังของท่านบ้างเป็นระยะ นอกจากนี้ ยังมีผู้อื่นที่ได้ รับเหมือนกัน เหมือนนักบวชในศาสนาคริสต์หลายคนก็ได้รับเหมือนกัน บาทหลวงหลายคนก็เคยเล่าหรือเขียนเป็นหนังสือให้เราได้อ่านกันบ้าง ในประเทศไทย ก็มีเช่น อาจารย์ สุวดิษฐ์ หงส์ทอง ที่บ้านแสงแห่งธรรม เนื้อหาที่สำคัญที่สุด ผู้เขียนมองว่าเป็นเรื่องการ “ตั้งสัจสัญญาใจ” เช่น ไปตั้งสัจสัญญาใจต่อกันว่าจะดูแลพระพุทธศาสนาให้ได้ห้าพันปี แต่อายุขัยมีเพียง ๘๐ ปี ดังนั้น เมื่อดับขันธปรินิพพาน สัจสัญญาที่ยังไม่สำเร็จนี้จะสนองผล ขวางนิพพานไว้บางส่วนคือ ขันธ์ห้านิพพานได้แต่มโนธาตุยังเหลืออยู่เพื่อทำกิจตามสัจสัญญานั้น มีคนผู้หนึ่งสื่อสารกับผู้เขียนเรื่อง “สัจจะ” และเรื่อง “ตัวกระทำ” ตอนแรกผู้เขียนก็ยังงงๆ เพราะมันไม่มีในตำราใดๆ แต่ก็ลองพิจารณาดู ก็ค้นพบว่า “มันมีจริงๆ” ก็คือ ถ้าเราไปตั้งสัจจะเอาไว้ ตั้งอะไรเอาไว้ แล้วยังไม่สำฤทธิ์ผล เราจะยังนิพพานไม่ได้ ผลคือ “เหลือตัวกระทำ” ไว้กระทำกิจต่อเพราะกิจยังไม่จบ ตัวกระทำนี้คือ พระเจ้า หรือ “มโนธาตุ” ที่ยังไม่นิพพานนั่นเอง เขาจะมาสื่อกับเราแบบจิตสู่จิต จิตเราจะสัมผัสเขาได้ แล้วสอนธรรมะในแบบที่เขารู้, เขาเป็นอยู่ เช่น ให้เราตั้งสัจจะ, ให้เราเป็นตัวกระทำ, ให้เรารับกิจ ฯลฯ พระเจ้าจะเอากิจมาให้เรารับนะ พอเรารับแล้วหรือไปตั้งสัจสัญญากับท่านไว้ ก็จะกลายเป็นเหมือนพระนบีมูฮัมหมัดหรือพระเยซูไปเลย ผู้เขียนก็ยังไปรับกิจมาบ้างเหมือนกัน แต่รับบางส่วนไม่ได้รับไปตลอดชีพ เช่น กิจจะช่วยศาสนาสี่ศาสนา ซึ่งท่านที่อยู่ข้างบนดูแลอยู่และหามนุษย์ดูแลบนโลกต่อไปให้ ผู้เขียนจึงต้องมานั่งสื่อกับเบื้องบนแล้วเขียนตำราผ่านอินเตอร์เน็ตอยู่นี่ ผู้เขียนไม่ได้ทำเพื่อหวังอะไร แต่ทำตามสัจสัญญาที่ว่าไว้ ทำแล้วก็จบกัน ไม่ได้บอกว่าจะทำแค่ไหน ก็เอาเป็นว่าแค่สามปีก็พอแล้ว (ไม่ได้บอกว่าจะทำทั้งชีวิต หรือทำไปจนได้หรือไม่ได้อะไร แค่บอกว่าจะช่วยทำให้สี่ศาสนา) 

 

ระวังเรื่องการให้สัจสัญญาให้ดี (อาจารย์ สุวดิษฐ์ก็สอนเรื่องนี้ เน้นมาก) เช่น สัญญาว่าจะรักกันไปนิรันดร, หรือบางคนไปตั้งสัญญาว่าจะไม่ขอเกิดเป็นคน ฯลฯ คือ สัญญาติดจิต นี่อันตรายมาก เพราะสัญญานี้ผูกมัดจิตเรา ทำให้ไม่ได้นิพพาน ท่านที่ยังไม่นิพพานทั้งหมด แต่ไม่เกิดแล้ว อยู่แบบพระเจ้า (มีแต่มโนธาตุ) นั้น บางท่านสื่อลงมาเพื่อเตือนเรื่องนี้ ผ่านทางอาจารย์สุวดิษฐ์ (สื่อพลังจิตลงมาทำให้ผู้รับ รับข้อมูลถ่ายทอดต่อได้)

 

นอกจากนี้ ยังมีเรื่อง “ติดรู้” ซึ่งกิจรู้นั้นเป็นกิจ เป็นอาการของจิต เมื่อจิตติดรู้ จิตก็ติดจิต ไม่พ้นความเป็นจิต ดังนี้ มโนธาตุก็ยังอยู่ ไม่นิพพานอย่างแท้จริงได้ เรื่องนี้ ผู้ที่เข้าใจดีที่สุดในประเทศไทย ก็คือ หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต ที่วัดร่มโพธิธรรม จังหวัดเลย และเพราะท่านเข้าใจเรื่องนี้ดี พญามารฯ จึงขวางท่านทันทีเพื่อไม่ให้มนุษย์ทั้งหลายได้นิพพานโดยแทรกเข้าไปในกายสังขารของท่าน ทำให้เวลาท่านเทศน์จะถูกมารบิดเบือนจากภายใน เช่น ใช้คำว่า “ละจิตรู้” ซึ่งเป็นการกระทำกรรม เมื่อเราละจิตรู้ จิตวิญญาณที่มีญาณหยั่งรู้จะจรจุติออกจากร่างได้ เราก็จะสูญเสียจิตวิญญาณที่มีญาณรู้ ที่ฝึกมาดีแล้วนั้นไป แล้วจิตวิญญาณที่เป็นบริวารมารจะเข้าแทรกในสังขารเราแทน อันนี้ อันตรายมาก ไม่ต้องละหรือไม่ละจิตรู้นะ แค่เข้าใจว่าการยึดติดการรู้, กิจรู้, อาการรู้, ตัวรู้ ฯลฯ นั้นก็ไม่ทำให้นิพพานได้ แต่ไม่ต้องไปทำอะไรมัน เข้าใจว่าสรรพสิ่งไม่เที่ยงอยู่แล้วทั้งการรู้หรือ ไม่รู้ แค่นี้ จิตก็จะเข้าใจเอง ค่อยๆ คลายความอยากรู้, กิจรู้, อาการรู้ โดยธรรมชาติของมันเองแล้วทำกิจรู้ตามธรรมชาติต่อไปจนกว่าจะหมดกิจหรือทำกิจไม่ได้แล้ว (เช่น มีมารขวางไปหมด) ก็จะปลงอนิจจังแล้วพร้อมนิพพานไปเอง อนึ่ง การถูกมารขวาง ทำให้เราได้นิพพานง่ายกว่าไม่ถูกขวาง เพราะทำให้เราปลงง่าย ทำอะไรไม่ได้เลย รู้แล้วทำอะไรไม่ได้ มารขวางเราหมด เราก็ได้แต่ปลงเท่านั้นเอง กิจทำไม่ได้แล้ว หมดกิจแล้ว ไม่รู้จะทำอะไรต่อไปแล้ว แล้วจะรู้ไปทำไมกันนะ รู้กับไม่รู้ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน นี่จึงนิพพานได้          

 

ถาม : เรื่องสัจสัญญากับตัวกระทำนั้น เราจะหลุดพ้นได้อย่างไร?

ตอบ :

ถ้าเราไปตั้งสัจสัญญากับใครไว้ เราก็ใช้ “อธิษฐานบารมี” ล้างสัจสัญญาที่เป็นมิจฉาทิฐิทั้งหลายได้ มีคำอธิษฐานล้างนะ (ใช้กับคนชอบเผลอสาปแช่งคนอื่น จะดีมาก เช่น ไปสาปแช่งให้เมืองล่มจม เลยต้องมาเกิดเพื่อทำให้เมืองนั้นล่ม ไม่ล่มก็ไม่หลุดพ้นจากการเป็นปีศาจนั้นๆ ไปได้) หรืออีกวิธีหนึ่ง คือ ทำตามสัจสัญญานั้น ทำไปอย่างถึงที่สุดแห่งความพยายาม แม้ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร เพราะเราได้ทำตามสัญญาแล้ว ไม่ได้สัญญานี่ว่าจะต้องทำให้สำเร็จ การทำให้สำเร็จนั้นเป็นเรื่องอธิษฐานบารมี ถ้าใช้ร่วมกับสัจบารมี ก็คือ ทำตามสัจจะให้สำเร็จให้จงได้ แต่ถ้าใช้สัจบารมีตัวเดียวแค่ทำตามสัจจะแล้วก็ถือว่าทำแล้วเช่นกัน เช่น ถ้าไปสัญญาว่าจะรักเธอไปชั่วนิรันดร เราก็รักได้นี่ ในใจเรารักเขาได้ตลอดไป แต่ไม่จำเป็นต้องแต่งงานหรือครองคู่กัน บางคู่ทุกข์ทรมานใจมากเพราะสัญญากันไว้อย่างนี้แต่ไมได้แต่งงานกันแต่ลืมคิดไปว่าสัญญามีแค่รักกันนิรันดร ไม่ได้สัญญาว่าจะแต่งงานกันเสียหน่อย บางคู่สัญญาจะแต่งงานกัน เช่น เจ้าน้อย ศุขเกษม กับมะเมียะ พอแต่งงานกันไม่ได้ ก็เลย ทุกข์จนตายไปข้างหนึ่ง ผิดสัจสัญญาไง จริงๆ ก็ไม่ยากนะ เพราะไม่ได้บอกว่าจะแต่งงานกันอย่างไร ในรูปแบบไหน เราก็เอางี้สิ ให้จุดธูปอธิษฐาน แล้วแต่งงานทางจิตวิญญาณเสีย เชิญจิตวิญญาณของเขามา แล้วทำพิธีของเราเองแต่ไม่ต้องใช้ร่างสังขารมนุษย์นะ ทำเพื่อให้สำเร็จตามสัจสัญญาก็พอ สัญญาว่าจะแต่งงาน ก็ทำพิธีแต่งงานอย่างนี้แหละ ทำให้มันได้ตามสัจจะและเป็นไปได้ตามสถานการณ์ก็พอ ไม่ต้องทำให้เหมือนใครเขาในสังคมโลกนี้หรอก ก็จะสำเร็จตามสัจจะสัญญาที่ให้ไว้

 

ส่วนเรื่อง “ตัวกระทำ” นั้นยากหน่อย เพราะเวลาเราไปติดกิจ ไปอุปทานเอากิจใดกิจหนึ่งมาเป็นสลักสำคัญ ก็จะเกิดตัวกระทำขึ้นเป็น “อัตตา” ใหม่ๆ เช่น ไปรับกิจ ผู้สานต่อพระ พุทธศาสนาไว้ตัวอัตตาของ “ผู้สานต่อพระพุทธศาสนา” ก็เกิดขึ้นเป็นชาติหนึ่ง, ภพหนึ่ง จนกว่าจะทำกิจหมดสิ้น ก็จะปลงตกลงได้ ก็จะสิ้นอัตตาตัวนี้ การไปสร้างตัวกระทำใหม่ อยู่เรื่อยๆ จะทำให้ไม่ได้นิพพาน แต่อาจเหมาะสมกับผู้บำเพ็ญบารมีก็ได้ เป็นการผูกมัดไว้ แล้วไปแก้ไขเอาข้างหน้าเมื่อเวลาเหมาะสม จะได้ไม่นิพพานไปเสียก่อน ก็แค่นั้น คือ สำคัญที่สุด เราย่อมเข้าใจคำว่า “จบกิจ” ให้ดี และเข้าใจคำว่า “กิจคั่งค้าง” ให้ดี สิ่งนี้มันอยู่ที่จิตเราเอง จิตเราบอกเรา ไม่ต้องไปหลงเชื่อใคร ถ้าเรารู้ว่าเป็นกิจคั่งค้างไม่ทำก็จะมีกรรมเข้าถึงตัวก็ต้องทำๆ ไปให้หมดกิจนั้น กรรมก็ไม่เข้าตัวหรือไม่ก็ไม่ทำกิจ รอรับกรรมไปจนหมดกรรมก็ได้เหมือนกัน สิ่งสำคัญคืออย่าไปสร้างกิจใหม่ต่อกิจใหม่หรือตัวกระทำตัวใหม่ๆ เดี๋ยวไม่จบ ยาวไปนาน ไม่นิพพาน แต่ถ้าใครยังไม่เอานิพพาน จะต่อกิจก็ได้

 

ถาม : เรื่องสัจสัญญากับกิจนี้ ทำให้พระเจ้ายังไม่นิพพานใช่ไหม?

ตอบ :

ใช่ พระเจ้ายังนิพพานไม่หมด หรือก็คือ ยังไม่นิพพานนั่นแหละ ก็ยังเหลือแต่ “มโนธาตุ” อยู่ (มีพระเจ้าบางองค์บอกผู้เขียนมาว่าท่านจะแบ่งภาคลงไปช่วยมนุษย์อีกสามครั้ง ก็จะเข้านิพพาน) แต่ไม่จำเป็นต้องลงมาเกิดอีกแล้วก็ได้ เหนือวัฏฏะสงสารไปแล้ว ประมาณหนึ่งคือ ไม่ต้องเกิดอีกก็ได้ ดังนั้น พระเยซูจึงกล่าวว่าพระเจ้าบริสุทธิ์มากไม่มีบาปกำเนิดพอที่จะมาเกิดได้อีกเหมือนเราๆ ท่านๆ ที่ยังพอมีบาปกำเนิด (หรือกิเลส) มากพอที่จะมาเกิดกันได้ ส่วนพระเยซูก็มาจากพระเจ้า เป็นพระบุตร มาจากจิตที่บริสุทธิ์มาเกิด คือ ภาคแบ่งของพระเจ้าองค์หนึ่งนั่นเอง (พระเจ้าองค์นี้ บำเพ็ญบารมีบนโลกได้เป็นพระโพธิสัตว์สมันตภัทรแล้วสลายกายทิพย์ ไม่เหลือขันธ์ห้าแต่ยังไม่นิพพาน ยังมีจิตที่มีกิจและความปรารถนาอยู่ ก็อาศัย “บาปกำเนิด” ช่วยปรุงแต่งเพิ่ม เพื่อลงมาเกิดเป็นพระเยซู) เรามีวิธีช่วยให้พระเจ้านิพพานได้นะ ก็คือ ทำกิจให้ท่าน ไม่ใช่ให้ท่านสมปรารถนาแต่เอาพอเป็นสัจธรรมให้ท่านเห็นความไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนของตนที่จะกำหนดควบคุมโลกได้เท่านั้น

 

สรุปคือ ถ้ายังไม่จบกิจ, ยังมีสัจสัญญา พระเจ้าที่แม้ดับขันธ์ทั้งห้าแล้ว ก็ยังนิพพานไม่ได้

 

ถาม : ทราบเรื่องพระเจ้าแล้ว ขอทราบเรื่องซาตานบ้าง?

ตอบ :

“ซาตาน” คือ สัตว์ในโลกมืด ไม่ใช่สัตว์นรกนะ เกิดจากเทพ หรือมารสวรรค์ ที่ทำผิดกฎสวรรค์ ต้องอาญาแล้วหนีมายังโลก หาที่อาศัยไม่ได้ ก็ไปหลบอยู่ในส่วนนรกมืด ส่วนนี้ ไม่ได้อยู่ในการดูแลของพญามัจจุราช เป็นส่วนนอกเขตการดูแล ไม่มีเทพสวรรค์เข้าไปคุม เวลาจิตวิญญาณถูกยมบาลพาไปนรก ก็จะต้องนำทางให้เขาเดินตรงทางถึงนรก ไม่ออกไปนอกทาง ถ้าออกนอกทางก็จะไปสู่นรกมืดของพวกซาตานทันที ซึ่งอาจส่งผลให้ต้องเป็นบริวารซาตานอยู่อย่างนั้น ไม่มีคิวที่จะได้เวียนว่ายกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ซาตานจะมีบริวารมาก พวกมันตอนแรก จะมีทัพอยู่บนสวรรค์ พอแตกทัพหนีมาจะเหลือน้อย จึงจะหาจิตวิญญาณเพิ่มมาเป็นบริวารของพวกมัน ดังนั้น สิ่งที่ซาตานต้องการมากก็คือ “จิตวิญญาณ” จำนวนมากๆ เพื่อเอาไปเป็นบริวารมัน พอมันได้บริวารมากๆ ก็จะยกทัพไปยึดครองที่ต่างๆ เช่น โลกมนุษย์บ้าง โดยเข้าแทรกในสังขารมนุษย์ หรือสวรรค์บ้าง โดยเข้ายึดครองสวรรค์โดยตรง (ซึ่งจุดนี้ทำได้ยากมาก) แต่ปกติพวกซาตานจะไม่กล้าบุกสวรรค์ อนึ่ง พระเจ้าเปรียบเหมือนแสงสว่าง ส่วนซาตานเปรียบเหมือนความมืดมิด เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน เมื่อพระเจ้าปรากฏยังโลก ซาตานก็จะปรากฏตามมาด้วย หรือเมื่อใดที่ซาตานมาปรากฏบนโลก พระเจ้าก็จะมาปรากฏด้วยเช่นกัน (แต่มนุษย์จะมองด้วยตาเนื้อไม่เห็น)

 

ถาม : แล้วพระจิตของพุทธเจ้าสมณโคดมที่ยังไม่นิพพาน จะโปรดซาตานไหม?

ตอบ :

โปรดได้โดยการร่วมมือกับพระมหาโพธิสัตว์ที่สามารถจุติลงมาเกิดมีกายสังขาร สามารถพูดคุยกับมนุษย์ได้โดยตรง ซึ่งก็คือ “พระศรีอาริยเมตตรัย” เพราะเป็นสัจสัญญาระหว่างกันเช่น เมื่อคราวที่ท่านแบ่งภาคมาเป็นพระนบีมูฮัมหมัดก็ดี, หรือคราวที่ท่านแบ่งภาคมาเป็นพระเยซูก็ดี โดยพระเจ้าซึ่งไม่มีรูปนามแล้ว ขันธ์ทั้งห้านิพพานหมดแล้ว เหลือแต่จิตนั้น ก็จะสื่อสารมายังพระบุตรนั้นให้พระบุตรแจ้งข่าวแทนพระองค์ต่อไป ทว่า ปัญหาก็คือ เมื่อพระบุตรแจ้งข่าวแล้ว มนุษย์จะยึดมั่นถือมั่นในพระบุตร ทำให้มนุษย์จึงไม่ได้หลุดพ้น เพราะจะเกาะกันไปจนกว่าพระบุตรจะนิพพาน เขาจึงจะยอมนิพพานด้วย เพราะจิตที่เกิด ความผูกพันกันนั่นเอง ดังนั้น การแจ้งข่าวโดยไม่ให้คนยึดติดในพระบุตรแต่ให้จิตตรงต่อพระเจ้า หรือพระจิตของพระพุทธเจ้าที่เหลืออยู่รอนิพพานอยู่นั้น จึงเป็นทางออกที่ดี ซึ่งก็คือ “การสื่อสารผ่านสื่อโดยไม่ปรากฏพระองค์” ของพระบุตรนั้น เพื่อโปรดจิตวิญญาณที่อยู่ภายในกายสังขาร แล้วให้พวกเขามีจิตตรงต่อพระเจ้า หรือพระจิตของพระพุทธเจ้าเพียงอย่างเดียว จึงจะนิพพานได้เร็วที่สุดพร้อมกันได้ โดยไม่ยึดมั่นถือมั่นในพระบุตร

 

ถาม : แล้วสัตว์สี่เหล่าใหญ่ที่มาอาศัยพระพุทธศาสนาละ จะโปรดอย่างไร?

ตอบ :

โปรดด้วยการให้อาศัยในพระพุทธศาสนาไงละ เป็นพุทธานุญาติ พวกสี่เหล่าใหญ่นี้ เป็นเจ้ากรรมนายเวรของพระพุทธเจ้า แต่ครั้งอดีตสั่งสมกันมา มาขออยู่อาศัยในศาสนาของท่าน ท่านก็ยกให้ ทำให้ผ้าเหลืองไม่ค่อยมีคนได้บรรลุธรรมแท้จริง มีแต่ยักษ์, มาร, เทพ, พรหม อยู่อาศัย แม้แต่ข้าราชการในประเทศไทยก็เหมือนกัน ส่วนอสูรก็มักเริ่มทำธุรกิจผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรมมาก่อนจากนั้นพอรวยแล้วก็วางมือ จิตวิญญาณอสูรสลายไป เกิดใหม่เป็นจิตวิญญาณที่ดี ก็เลิกค้าขายนอกรีต หันมาค้าขายแบบถูกต้อง พวกนี้ อยู่ในวงการธุรกิจที่เริ่มจากการสร้างเนื้อสร้างตัวเอง เป็นสำคัญ อีกพวกคือ ซาตาน พวกนี้ คือ พวกที่เรียนมาก อ่านสื่อมาก อยู่ในโลกส่วนตัว จากนั้นก็ค่อยๆ เครียดและทุกข์ โลกส่วน ตัวที่เคยสว่างก็ค่อยๆ มืดลงกลายเป็นโลกมืด บ้างเก็บกด ทำผิดแล้วหนีอาญา แบบนี้จะกลายเป็นซาตานสมบูรณ์ กับอีกพวกที่ยังไม่ทำผิด แต่หลงสื่อ บริโภคสื่อมาก เช่น ติดที่จะดูทีวี, วิทยุ, มือถือ, หนังโรง ฯลฯ มักไม่ค่อยมีเวลาที่จะใช้ชีวิตอย่างอิสระ เรียกว่าเป็นทาสโดยระบบ คนพวกนี้จะโปรดได้โดยผ่านทางสื่อ จนกว่าพวกเขาจะสลายจิตวิญญาณเก่าแล้วเกิดจิตวิญญาณใหม่ พ้นความเป็นบริวารซาตาน โดยจะอยู่ในเพศฆราวาส

 

ถาม : เมื่อถูกดลจิตดลใจ จะแยกแยะซาตานกับพระเจ้าได้อย่างไร?

ตอบ :

จงจำคำนี้ไว้ “พระเจ้าไม่ได้ต้องการสิ่งใดจากเธอ, พระเจ้าไม่เคยมาเพื่อให้สิ่งใดแก่เธอ” เพราะอะไรหรือ เพราะพระเจ้าสร้างทุกอย่างได้ แล้วจะเอาอะไรจากมนุษย์อีกละ ไม่เลย และเพราะพระเจ้าสร้างทุกอย่างดีแล้ว แล้วจะต้องมาหาเธอเพื่อยื่นข้อเสนออะไรแก่เธออีกละ ย่อมไม่มี ดังนั้น “การแลกเปลี่ยน” เช่น “ฉันจะให้เธอสมความปรารถนา ถ้าเธอให้... แก่ฉัน” แบบนี้ จะไม่มีออกมาจากพระเจ้าเลย พระเจ้ามาเพื่อแจ้งความจริงแก่เราหรือมาแจ้งกิจแก่เรา โดยที่พระองค์จะไม่ทรงบอกเลยว่าเราทำกิจแล้วจะได้อะไร ไม่มีการให้คำมั่นแก่เราเลยว่าทำเพื่ออะไร ถ้าเราศรัทธาในกิจนั้นว่าดีงาม ควรแก่มนุษย์ เราย่อมจะทำโดยไม่คิดว่าพระเจ้าจะให้อะไรเราคืนมาเลย ไม่ถามว่าพระองค์ฯ จะให้อะไรตอบแทน เพราะเราต่าง “ศรัทธา” จึงไม่มีการทำสัญญาต่างตอบแทนอย่างนี้ ไม่มีการสัญญา และให้สัจจะสัญญาเพื่อการแลกเปลี่ยนใดๆ แต่ท่านจะให้กิจเราๆ จะทำโดยไม่ทราบว่าจะได้อะไรเลย เช่น ผู้เขียนได้รับกิจมาว่า “โปรดทั้งหมด ละเว้นทั้งหมด” ท่านให้ผู้เขียนมาแค่นี้ โดยท่านไม่บอกเลยว่าทำไปแล้วจะได้อะไร ท่านจะให้อะไรผู้เขียนบ้าง ผู้เขียนได้เห็นพระบางรูปอยากเด่นดัง และได้เด่นดังจริงๆ มีคนเชื่อถือมาก ทำบุญทีได้ห้าสิบล้านก็มี นี่ เขาได้รับจากซาตาน ทราบได้อย่างไร เพราะผมเห็นแล้วเขาใช้สื่อครอบงำคน โดยที่เขาไม่ได้บรรลุธรรมจริงๆ แถมไปโฆษณาเช่น บอกว่านี่ชาติสุดท้ายแล้ว (ซึ่งไม่มีในวิสัยของพระอรหันต์) เพื่อให้คนศรัทธาแล้วก็เอาเงินมาทำบุญมากๆ ก็ได้สมใจ แต่ไม่อยากคิดว่ามันจะลงเอยน่ากลัวอย่างไร เหมือนไมเคิล แจ็คสัน ประสบความสำเร็จมากมาย และไม่มีความล้มเหลวให้เห็นเลย ตายไปก็ยังโด่งดังมาก แต่ทั้งชีวิตของเขา กลับไม่มีความสุข, ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย ต้องเป็นตัวอะไรไม่รู้ อย่างที่นักการตลาดปั้นให้เขาเป็นไปนั้น

 

อนึ่งส่วนซาตานนั้น เป็นนักแลกเปลี่ยนที่เอาเปรียบเราภายหลังอย่างหาที่สุดไม่ได้ เช่น เขาทำให้เราได้สมความปรารถนากลายเป็นพระราชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่แล้ว พอเราตายลง เขาจะเอาจิตวิญญาณเราไปเป็นบริวารแล้วใช้งานเรามากมาย ไม่มีที่สิ้นสุด, ไม่มีจุดจบ นี่มันค้ากำไรเกินควรมาก ไม่คุ้มเลย มันจ่ายเราเยอะมาก สมมุตินะ “แสน ล้านล้าน” แต่ตอนเราจ่ายคืนมัน “ไม่มีที่สิ้นสุด” ครับ เช่น พวกทวงหนี้ที่คิดดอกทบแล้วทบอีก ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่จบ ไม่หมดเสียที พวกนี้คือ “ซาตาน” ทั้งนั้น มีครั้งหนึ่งผู้เขียนโดนทวงหนี้บัตรเครดิตแบบนี้ จู่ๆ ผู้เขียนไม่ทราบเป็นอะไร ตะคอกใส่เขาไปเลย ก็ทราบภายหลังว่า “เทพอสูร” องค์หนึ่งเข้ามาช่วยไว้ เลยพ้นจากความเป็นทาสของเขาไปชั่วคราว แต่ต้องรับอสูรเข้าร่างแทน ก็โปรดจนผ่านไปได้ สรุปนะ สิ่งที่ซาตานจะให้คือ สิ่งที่เราปรารถนามานานแต่ยังไม่ได้ (ซึ่งพระเจ้าจะไม่ทำ ไม่ตามใจเราจนเสียคนแบบนี้ เพราะท่านมีแผนของท่านเตรียมไว้ให้เราแล้ว) ส่วนสิ่งที่ซาตานต้องการจากมนุษย์มีเพียงสิ่งเดียว คือ จิตวิญญาณ เท่านั้นเอง ซึ่งจิตวิญญาณก็คือ เรา เมื่อเราตายลงไปแล้วอาจจะกลายเป็นทาสของซาตานไปตลอดกาล ถ้าเรายอมแลกจิตวิญญาณกับมัน อนึ่ง หนี้บัตรเครดิตนี่แหละคือ สิ่งที่มันใช้ผูกมัดให้เราเป็นบริวารมัน ต้องทำงานชดใช้มันตลอดชีพ ไม่อาจมีชีวิตที่อิสระได้ ผมเคยเป็นแล้ว แต่ไม่นาน เพื่อนก็มาขอยืมเงินไปสองหมื่นบาท แล้วไม่ยอมใช้ ผมก็เลยเบื่อทวง ก็ไม่ว่าอะไรเขา นี่แหละคือ “ตัวตายตัวแทน” เพื่อนคนนี้ ก็จะกลายเป็นบริวารของซาตานแทนผม ซาตานเอาผมไปไม่ได้ เพราะเทพอสูรคุ้มครอง แต่เขาจะเอาเพื่อนผมไปแทนในฐานะที่เพื่อนผมเป็นหนี้ผมนั่นเอง นี่คือ วิบากกรรม คุณพอเข้าใจไหม พวกฝรั่งมีซาตานอยู่ในตัวมาก พวกเขายอมขายจิตวิญญาณให้ซาตานเพื่อแลกกับความร่ำรวยและชื่อเสียง เวลาเขาทำกับเรา เขาจะเอาเงินมาให้เราก่อน ให้เรามากมายเพื่อให้พัฒนาประเทศ จากนั้นเขาจะค่อยๆ “กลืนเงียบ” เอาทั้งหมดของเราทั้งเก่าใหม่ไปเลย

 

การจะหลุดพ้นจากซาตานได้ก็คือ “การไม่หวังจะได้สมความปรารถนา” แม้ว่าเรามีความปรารถนาอะไรมากมาย เรารอได้ที่จะถึงยุคสมัยที่เราควรจะได้ ที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้ แก่เรา แล้วทำกิจที่ดีงามตามที่พระเจ้าประทานให้ไปโดยไม่หวังว่าจะได้อะไรตอบแทน

 

ถาม : ซาตานกับพระเจ้าสามารถแทรกผ่านร่างมนุษย์ได้หรือไม่?

ตอบ :

ได้ทั้งสอง ด้วยวิธีต่างกัน ซาตานจะแทรกเข้าร่างมนุษย์ได้เต็มตัวเต็มที่ เมื่อมนุษย์ยอมให้มันเข้ามา ปกติ มักเกิดจากการที่เราไปขอ ไปบนบานสานกล่าว เช่น ขอหวย แล้วได้ เราคิดว่าเราเอาหัวหมูก็ดี, เอาเครื่องแก้บนไปให้ก็ดี แล้วจะจบ แต่สำหรับซาตานแล้วไม่จบ ซาตานไม่เคยหยุดทวงหนี้ เราจ่ายเท่าไรไม่เคยหมดสิ้น สุดท้าย เป้าหมายของมันก็คือ เอาจิตวิญญาณเราออกไปจากร่าง ไปยังนรกมืดที่อยู่ของมัน แล้วจองจำด้วยโซ่เพื่อ ให้เป็นบริวารของมัน จากนั้น มันจะแทรกเข้าร่างมนุษย์นั้นแทน หรือให้บริวารตนอื่นเข้าแทรกแทนทัน นี่คือ การยึดครองร่างแบบสมบูรณ์ แต่ก่อนจะถึงระดับนี้ มันจะค่อยๆ เข้ามาทีละน้อยก่อน มาทางการดลจิตดลใจก่อนที่จะทำให้เราก่อกรรมแล้วแทรกเข้าทั้งตัว

 

ส่วนพระเจ้าจะผ่านร่างมนุษย์โดยพลังงานบางส่วนเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเข้าทั้งหมดเข้ามาร่วมในกายมนุษย์ เพียงแค่เสี้ยวพลังงานเล็กๆ ก็สามารถสื่อสารข้อความและสัจธรรมได้แล้ว และพระเจ้าไม่มีความต้องการที่จะครอบงำหรือบงการมนุษย์ จึงผ่านพลังมาแต่เพียงเท่านั้น ซึ่งมนุษย์ทุกคนสามารถรับได้ทั้งหมด เมื่อรับสัญญาณได้จะได้รับสัจธรรม โดยไม่ต้องอ่านผ่านหนังสือ, ตำราที่ใดเลย อนึ่ง สื่อนั้นเป็นเครื่องมือของซาตาน การที่เราต้องการเข้าใจอะไร เราไม่ควรผ่าน “ตัวกลาง” เราควรตรงสู่ต้นตอของสิ่งนั้น จึงจะมีความเข้าใจอย่างแท้จริงต่อสิ่งนั้น สัจธรรม, พระเจ้าก็เช่นกัน เราไม่ควรยึดมั่นผ่านสิ่งใด ตัวกลาง, ตำรา, ครูอาจารย์ ฯลฯ ไม่อาจถึงที่สุดได้ นอกจากเราจะไปถึงที่สุดด้วยตัวเอง ถึงสิ่งที่เราต้องการเข้าถึง เช่น พระเจ้าหรือสัจธรรมก็ตาม อนึ่ง ครูบาอาจารย์, ตำรา ช่วยเราได้บ้าง แต่ไม่ควรให้ความสำคัญมากถึงกับต้องพึ่งพาตำรา แทนที่จะพึ่งพาตนเอง

 

อนึ่ง สมดุลของโลกและจักรวาลนั้น ย่อมมีสองสิ่งตรงข้ามกันอยู่คู่กันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้า, ซาตาน ทั้งสองอย่างนี้จะมาพร้อมๆ กัน เมื่อใดที่มนุษย์เปิดร่างผ่านรับพลังที่ดี ก็จะมีพลังตรงกันข้ามแทรกเข้าได้เสมอ เพราะการกระทำของมนุษย์ที่เปิดรับพลังจากภายนอกนั้น รบกวนสมดุลของระบบ ทำให้ระบบปรับสมดุลของมันเองตามธรรมชาติ ถ้าเรารับพลังดี ก็จะมีพลังไม่ดีแทรกเข้าได้, ถ้าเรารับพลังร้อน ก็มีพลังเย็นแทรกได้, ถ้าเรารับพลังจากพระเจ้า ซาตานก็แทรกเราได้เช่นกัน การรับพลังจากภายนอก ไม่อาจปิดกั้นให้เลือกรับแต่สิ่งที่ดีได้ เหมือนการเปิดรับกระแสวัฒนธรรมต่างชาติก็ดี, การเปิดรับสื่อก็ดี ไม่อาจปิดกั้นเอาแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ มันจะเข้ามาทั้งหมด เราจึงต้องเข้าใจธรรมชาตินี้ แล้วปรับตัว สิ่งดีเราเข้าใจเลือกไว้ สิ่งไม่ดีไม่อาจหนีได้หรอก นอกจากที่เราจะเรียนรู้มัน แล้วปรับตัวเข้ากับมัน โดยปรับมันให้เข้ากับเรา ดีขึ้นให้ได้ เปลี่ยนพลังสองขั้ว ขาวและดำให้พ้นทวิภาวะไป คือ “ใสอย่างเดียว” เท่านั้น ก็จะหลุดพ้นจากทวิภาวะออกไปได้ 

 

ถาม : พระเจ้าสื่อยังผ่านมนุษย์ในปัจจุบันอยู่หรือไม่?

ตอบ :

ยังคงเป็นเช่นเดิม ก่อนที่พระเยซูจะสื่อสารกับพระเจ้าได้ ก็มีผู้สื่อสารกับพระเจ้ามาก่อนแล้ว และหลังจากพระเยซูสื่อสารกับพระเจ้าได้ เหล่าบาทหลวงหลายคนก็ทำได้เหมือน กัน ในประเทศไทยเองก็มีผู้สื่อสารได้ เพราะพระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งมนุษย์ทุกคน ท่านส่งพลังมาถึงมนุษย์ทุกคน แต่มนุษย์จะเปิดรับหรือไม่ก็เท่านั้น ผู้เขียนได้พบผู้ที่สื่อสารกับพระเจ้าที่บ้านแสงแห่งธรรม จ. อยุธยา ก็เป็นจริง แต่ยอมรับว่ามีพลังแทรกด้วย เป็นเรื่องปกติ ที่เราไม่อาจปิดกั้นพลังแทรกได้ ทำให้การสื่อสารปะปนกัน เราต้องใช้วิจารณญาณในการฟังมาก เพื่อแยกแยะให้ได้ว่าสารที่มาจากพระเจ้าเป็นส่วนใด ส่วนใดเป็นเพียงสิ่งที่แทรกเข้ามา ปัจจุบัน ผู้เขียนเองสื่อสารกับพลังในจักรวาลเหล่านี้มาเรื่อยๆ จึงได้นำมาเขียนไว้เป็นบทความทางอินเตอร์เน็ตอย่างที่ให้อ่านกันนี้ ยอมรับตรงๆ ว่าไม่สามารถจะทำให้บริสุทธิ์ ไม่อาจปิดกั้นพลังด้านตรงข้ามได้ ท่านต้องใช้วิจารณญาณเอง เพราะเราก็พยายามทำให้ดีที่สุด รับพลังส่วนบริสุทธิ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ขอให้เข้าใจด้วย

 

ถาม : ทำอย่างไรจึงจะสื่อกับพระเจ้าได้?

ตอบ :

ไม่ต้องทำอะไรเลยก็รับสื่อได้อยู่แล้ว เพราะพระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งมนุษย์, สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกชนิดเช่น เทพ, พรหม, โพธิสัตว์, พุทธะ ฯลฯ ล้วนสื่อกับมนุษย์ทุกคนเสมอๆ แต่เราไม่เปิดรับ หรือแยกแยะสารที่ส่งมานั้นไม่ได้ ลองพิจารณาดีๆ ความคิดของเรานั้น เราคิดว่าเป็น “ตัวเราของเรา” แน่หรือ ถ้าท่านมีจิตที่ละเอียดแยกแยะที่มาของความคิดได้ ท่านก็จะทราบว่าความคิดเหล่านั้นไม่ได้มีที่มาจากแหล่งเดียวกัน บ้างมาจากภายในความคิด, บ้างมาจากในจิต, บางมาจากจิตภายนอกตัวเรา, บ้างมาจากเทพ, บ้างมาจากมาร ฯลฯ นี่ มันมีอยู่แล้ว มันมาอยู่แล้ว มันเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ที่เราไม่อาจปิดกั้นร่างกายเราเป็นตัวเราของเราได้ พลังงานไม่ใช่ตัวกูของกู เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดและถ่ายเทไปมาอย่างไม่มีสิ่งใดขวางกั้นได้ ดังนั้น หน้าที่เราไม่ใช่ไปทำอะไร อยู่เฉยๆ ยังถูกดลจิตดลใจด้วยสารพัดสิ่งอยู่แล้ว ทั้งมาร, เทพ, พระเจ้า, ซาตาน ฯลฯ เราคือเป้านิ่งที่รับอะไรมากมายได้หมด นี่เป็นธรรมดาอยู่แล้ว หน้าที่ของเราก็คือ แยกแยะเลือกเอาแต่ทางที่ตรง ไม่หลงออกไปนอกทาง พลังจากพระเจ้า, เทพ, โพธิสัตว์, พุทธะ ฯลฯ พลังภาคดีนำพาเราไปทางที่ดี เราแยกแยะได้ อยู่ที่ตัวเราเองว่าเราจะเอนเอียงไปทางใด ในตัวเรามีทั้งส่วนดีและไม่ดีอยู่แล้ว ถ้าเราเอนไปตรงทาง ก็จบ แค่นั้นเอง แต่ถ้าออกนอกทาง มันก็อาจเป็นไปได้

 

ถาม : จะทราบได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราได้รับมาจากแหล่งใด?

ตอบ :

คนเรายามเด็กก็พูดไม่เป็น เมื่อโตขึ้นมาก็พูดได้กันทั้งนั้น การเรียนรู้สิ่งที่ตามองไม่เห็นก็เปรียบเหมือนกับการหัดพูดของเด็กเหมือนกัน ตอนแรกเราแยกแยะไม่ออกหรอก แต่ถ้าเราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริง เราอ่านตำรามากมาย รู้จักเทพ, พรหม, โพธิสัตว์ ฯลฯ มาก เราก็พิจารณาดู ไม่ยากนัก ช่วงแรกๆ แยกแยะยาก ยุ่งเหยิง งง สับสนไปหมด เพราะมามาก แต่พอเราเริ่มจับทีละหนึ่ง สังเกตไปทีละหนึ่ง จะเริ่มเข้าใจจิตวิญญาณทีละหนึ่ง ทีนี้ จะเริ่มง่ายขึ้นแล้ว เหมือนคนตาบอดที่จำคนได้มากมาย เขาจำได้อย่างไร ในเมื่อมองไม่เห็น ก็เหมือนกันนั่นแหละ เราไม่เห็นจิตวิญญาณเหล่านี้ แต่เราค่อยๆ จำเขาได้ทีละน้อย ถ้าเราระลึกว่าเราเหมือนเด็กเริ่มหัดพูด ค่อยๆ เรียนรู้ที่จะแยกแยะจิตวิญญาณที่ดลจิตดลใจเรา มันก็จะค่อยๆ พัฒนาขึ้นทีละน้อยๆ จนชัดขึ้นๆ ที่สำคัญ ไม่ต้องกลัวผิด ถ้ากลัวผิด มันจะไม่มีการทดลองซ้ำๆ ก็จะไม่เกิดการพัฒนา ไม่มีความชำนาญ แต่อย่ายึดมั่นว่าเราถูกเสมอไป เราอาจผิดได้ในการเรียนรู้แรกๆ และอาจผิดบ่อยๆ ถ้าเรามีครูอาจารย์ที่บอกเราได้ หมั่นตรวจความถูกต้องแม่นยำ นานวันเข้าก็จะพัฒนาได้อย่างไม่ยากเย็นเลย

 

ถาม : ถ้าไม่สื่อกับสิ่งภายนอก ใช้ความหยั่งรู้ของเราเองจะได้ไหม?

ตอบ :

ได้ แต่เราก็ห้ามไม่ให้มีพลังงานผ่านร่างเรา หรือห้ามไม่ให้จิตวิญญาณมาสื่อกับเราไม่ได้ ความสามารถในการหยั่งรู้มีทั้งที่มาจากภายนอกและมาจากภายในเราเองจิตวิญญาณเราเองก็สามารถฝึกและพัฒนาให้มีญาณหยั่งรู้พิเศษต่างๆ ได้เช่นกันเมื่อเราบำเพ็ญธรรมถึง “พุทธะ” แล้ว เราก็สามารถรู้ถึงสัจธรรมได้เอง ซึ่งไม่ใช่อะไรมากมาย เป็นแค่ใบไม้ในกำมือที่ทำให้เราพ้นทุกข์ และผลพลอยได้จากการบำเพ็ญบารมีของเรา ที่สั่งสมมาแต่อดีต ซึ่งแต่ละคนเก็บเกี่ยวสั่งสมมาไม่เท่ากัน กรณีที่เราใช้พลังภายในเราเองออกสู่ภายนอก จะเรียกว่า “ระบบปราณเอี๊ยง” ในกรณีที่ใช้พลังภายนอกเข้ามาพัฒนาภายในเราเอง จะเรียกว่า “ระบบปราณอิม” คำว่า อิม-เอี๊ยง เป็นศัพท์นักพรตเต๋าโบราณ ใช้เพื่อเรียกระบบลมปราณในมนุษย์มานานแล้ว เป็นคำศัพท์เฉพาะที่เจาะจงลงไปแคบกว่าคำว่า “หยิน-หยาง” อนึ่ง ความสามารถในการหยั่งรู้จากภายในของเราเอง ก็เพียงพอแล้วกับการอยู่อาศัยบนโลกมนุษย์ของเรา ยิ่งเราไปสนใจความรู้จากภายนอกที่ส่งมาให้เรา เราก็ยิ่งตกเป็นทาสของสิ่งนั้น ใช้เราทำกิจต่างๆ ตลอดไป เพราะความกระหายใคร่รู้ที่ผูกมัดเราไว้ ดังนี้ พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” และไม่สรรเสริญการทรงเจ้า เป็นต้น

 

ถาม : สิ่งแปลกปลอมที่แทรกเข้ากายมนุษย์เป็นอะไรได้บ้าง?

ตอบ :

มาร, เทพ, พรหม ทั้งสามเหล่านี้ จะอยู่บนสวรรค์ชั้นสูง จะไม่สนใจเลยที่จะแทรกเข้าในกายมนุษย์ เพราะกายมนุษย์ก็ดี ย่อมเป็นของเสื่อมกว่ากายทิพย์ของพวกเขา, โลกนี้ก็ดี ย่อมเป็นของเสื่อมกว่าสวรรค์ที่พวกเขาอยู่ พวกเทพจะแทรกเข้ากายมนุษย์เฉพาะมีกิจที่จำเป็นจริงๆ แล้วจรออกไป จะไม่มาอยู่ในกายเราไปตลอด เพราะเขามีบุญดีได้เสวยบนสวรรค์อยู่ เรื่องอะไรจะทิ้งสวรรค์ที่สวยงามมาอยู่ในกายมนุษย์เล่า ดังนั้น แม้แต่คนทรง ก็ไม่ถูกแทรกเข้า สามเหล่านี้ แค่ส่งพลังบางส่วนลงมาครอบขันธ์แล้วขับดันให้ทำกิจไปเท่านั้น พวกที่แทรกเข้ากายมนุษย์แล้วไม่ยอมกลับนั้น “ล้วนเป็นสิ่งแปลกปลอม” ทั้งสิ้น

 

สิ่งแปลกปลอมที่แทรกเข้ากายสังขารมนุษย์

คือ สัตว์ที่มีบุญน้อย-กรรมมาก หรือสัตว์ชั้นสูงที่หมดบุญแล้วทำผิดหนีอาญาสวรรค์มาจึงแฝงอยู่ในกายสังขารมนุษย์เป็น “กายแฝง” ซึ่งควรต้องถูกเบื้องบนจับตัวไปลงโทษตามกฎสวรรค์ สองประเภทนี้แตกต่างกัน ขอให้เข้าใจและแยกแยะให้ชัดเจน ดังต่อไปนี้

 

๑)   ซาตาน

คือ สัตว์สวรรค์ที่ทำผิดกฎสวรรค์แล้วหนีลงมาอยู่บนโลกมนุษย์โดยนิยมแฝงอยู่ในกายสังขารของมนุษย์ เป็น “กายแฝง” ซ้อนกายซ่อนตัวอยู่ไม่ยอมให้เทพเบื้องบนจับตัวไปลงโทษ ได้แก่ เทพ, มาร, พรหม สามเหล่านี้ จะสามารถกลายเป็นซาตานได้ ถ้าทำผิดแล้วหนีอาญาสวรรค์ลงมา โดยมากมักจะหนีทัพสวรรค์ รบแล้วแพ้ ทัพแตกพ่ายก็หนีลงมา แล้วมาครอบงำมนุษย์ให้ลุ่มหลงด้วยพันธนาการต่างๆ ผูกมัดมนุษย์ไว้ ดุจมีโซ่ตรวนตรึง แตกต่างจากมารที่ไม่ได้ผูกมัดมนุษย์ไว้เป็นบริวาร สิ่งที่นิยมผูกมัดคนไว้เป็นบริวาร ก็คือ “ซาตาน” นั่นเอง นอกนั้น เขาไม่นิยมผูกมัดไว้ เพราะมนุษย์ไม่มีประโยชน์ต่อเขา อนึ่ง ซาตานจะแทรกเข้าในกายมนุษย์ที่มีกรรมเหมือนตน คือ ทำผิดแล้วไม่ยอมรับโทษ เช่น แอบค้ายาบ้าแล้วไม่ยอมให้เขาจับ พวกนี้ จะมีกรรมต้องถูกซาตานแทรกในกาย   

๒)   สัตว์ชั้นล่าง

คือ สัตว์ทิพย์ที่อยู่ภาคพื้นดินเบื้องล่างแล้วมาขอร่วมบุญบารมีอาศัยกับเรา แทรกเข้าในกายสังขารเรา เพื่ออาศัยบ้าง, เพื่ออยู่กินบ้าง, เพื่อเอาความหลุดพ้นบ้าง ฯลฯ พวกนี้ไม่ ใช่พวกซาตาน ไม่ได้หนีอาญาสวรรค์ลงมา ไม่ต้องถูกเบื้องบนจับไปลงโทษ แต่เป็นผู้ที่ทำผิดกฎสวรรค์แล้วยอมรับโทษโดยดี ซึ่งโทษ ก็คือ “ตกสวรรค์” กลับไปสู่วัฏสงสารในโลกมนุษย์ต่อไป เช่น อสูรพาหนะทรงของพระโพธิสัตว์ที่เคยอยู่บนสวรรค์แล้วทำผิด ก็ตกสวรรค์ลงมาอยู่ภาคพื้นโลกมนุษย์ ต้องเพียรบำเพ็ญยากลำบากกว่าเก่าก่อนมากเพื่อ ให้ตนสามารถหลุดพ้นกรรมกลับคืนสู่สวรรค์ได้ดังเดิม พวกนี้ จะเข้าแทรกในร่างมนุษย์ที่ทำผิดแล้วยอมรับโทษแต่โดยดีแล้วต่อสู้ชีวิตเพียรบำเพ็ญบารมีต่อไปเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากบ่วงกรรมนั้น มนุษย์คนไหนทำผิดแล้วยอมรับโทษโดยถูกไล่ออกต้องตกยากลำบาก แล้วพากเพียรบำเพ็ญจนหลุดพ้นได้จะมีจิตวิญญาณจำนวนมากที่เป็นเช่นนี้ เข้าแทรกในกายได้ เพื่ออาศัยบารมีปฏิบัติธรรมให้กลับไปยังสวรรค์ได้ดังเดิม พวกนี้ จะไม่ถูกตามจับ แต่จะได้รับการรับกลับไปสู่สวรรค์ตามเดิม เมื่อได้ปฏิบัติตนดีหลุดพ้นกรรมแล้ว ซึ่งแบบนี้ ไม่ผิดกฎสวรรค์ เป็นแบบปกติ ที่มนุษย์เมื่อได้เกิด มีกายสังขาร จะต้องโปรดจิตวิญญาณอื่นที่ตกค้างบนภาคพื้นโลกด้วย เป็นเหตุให้มนุษย์มีจิตวิญญาณหลายดวง ยกเว้นว่า คนผู้นั้นถึงคราวจะได้นิพพานแล้ว ก็ออกจากกระบวนการโปรดจิตวิญญาณนี้ จะเหลือแต่จิตหนึ่งเดียว พร้อมบรรลุธรรมได้ จิตวิญญาณที่เข้าแทรกจะยอมจรออกไปโดยดี อนึ่ง สัตว์กลุ่มนี้บางพวกไม่ใช่สัตว์จากสวรรค์ที่รับทัณฑ์ลงมาก็มี บางพวกเป็นสัมภเวสีที่หลงภพก็ต้องอาศัยมนุษย์ก็มี (สัตว์ทั้งหลายที่หลงทางอยู่นอกระบบการจัดการ แต่ไม่ใช่ซาตาน) สิ่งแปลกปลอมที่แทรกเราอยู่ควรต้องเอาออกไปคือ “ซาตาน” ส่วนอสูร, เปรต, สัมภเวสี นั้น เป็นของที่อยู่ภาคพื้นโลกรอให้เรามาช่วยฉุดไปอยู่แล้ว กรณีนี้ เข้ามาแทรกได้ไม่ผิด ส่วนเทวดาภาคขาว-ดำประจำตัวเรานั้น จะไม่แทรกเข้าในกาย จะแค่ดลจิตดลใจเท่านั้น

 

ถาม : พวกซาตานทำอย่างไรต่อเราบ้างจึงแทรกเข้าเราได้?

ตอบ :

ซาตานจะค่อยๆ เข้ามาดลจิตดลใจให้เราทำผิดพลาดก่อน จึงจะเข้าแทรกเราได้ ดังนี้

 

ขั้นตอนการเล่นงานมนุษย์โดยซาตาน

 

๑)    หลอกให้เราทำสิ่งผิดพลาด ถ้าหนีโทษ จะเสร็จมัน

๒)    หลอกให้เราอยากได้สิ่งที่เขายื่นให้ แต่จะผูกมัดเรา

๓)    หลอกให้เราผลาญบุญ จนหมดก่อน (บริโภคนิยม)

๔)   เอาสิ่งที่เราเสพจนขาดไม่ได้ มาให้แม้หมดบุญแล้ว

๕)   แลกเปลี่ยนกับ “อิสรภาพ” เอาจิตวิญญาณเราไป

๖)    เอาจิตวิญญาณเราออกไปผูกโซ่ตรวนในในนรกมืด

๗)   เอาจิตวิญญาณบริวารมัน เข้ามาแทรกไว้ในกายเรา

๘)   บงการและครอบงำทั้งชีวิต เราไม่เป็นตัวของตัวเอง

๙)    มนุษย์ขาดอิสรภาพ ทั้งชีวิตต้องอุทิศให้กับซาตาน

 

ยกตัวอย่างเช่น

หลอกให้เราเพลิดเพลินกับการใช้เงิน, จับจ่ายใช้สอย, มีให้เลือกมากมาย เราก็ใช้เงินจนหมด จากนั้น ก็หลอกล่อให้เราหลงติดเพลินกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น สุรา, นารี, ดนตรี, ทีวี, ละคร, นักร้อง, นักแสดง, สื่อ, มือถือ, รถ, บ้าน ฯลฯ จากนั้น พอเราหมดบุญ เราจะต้องเสียสิ่งที่เราเคยมีแล้วยึดติดนี้ไป แต่พอเราไม่ยอมที่จะสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป เราก็ร้องขอจากมัน เราได้เงินให้กู้ยืมบ้าง, บัตรเครดิตบ้าง ฯลฯ ทำให้เราได้สิ่งที่ยึดติดนั้นกลับคืนมา เช่น บ้านที่กำลังจะสูญเสีย, รถที่กำลังจะสูญเสีย (ถูกยึดไป) ฯลฯ จากนั้น ซาตานจะเอาจิตวิญญาณเราไปผูกโซ่ตรวนไว้ในนรก ทำให้ชีวิตเราอับจนมืดมนเหมือนตกนรกทั้งเป็น เราทุกข์มาก ไม่มีทางออก เพราะจิตวิญญาณที่เหมือนหัวใจเรานั้นถูกซาตานเอาไปไว้ในนรกมืดแล้ว ชีวิตเราเริ่มมืด ต้องมีสื่อต่างๆ สื่อผ่านกันแทนที่จะได้เจอหน้ากัน เหมือนคนที่อยู่ในนรกมืดมองไม่เห็นหน้ากันแต่คุยกันได้ (เช่น เริ่มพูดผ่านมือถือ ไม่ยอมเจอหน้า) แต่ก็ต้องทำกิจต่างๆ ให้แก่ซาตาน จากนั้น บริวารซาตานจะแทรกเข้ามาในกายสังขารที่ถูกดึงจิตวิญญาณลงนรกไปแล้วนั้น ร่างกายนั้น จะกลายเป็นที่สถิตของจิตวิญญาณของบริวารซาตานโดยสมบูรณ์ ขั้นนี้เอง ที่คนผู้นั้นจะเสียอิสรภาพ และต้องทำงานให้พวกเขาทั้งชีวิต (พวกเขาอาจเป็นร่างมนุษย์ที่มีซาตานแทรกอยู่ก่อน) เช่น เป็นหนี้บัตรเครดิต จึงต้องทำงานชดใช้ผ่อนชำระทั้งชีวิต ไม่มีอิสรภาพในชีวิตต้องหมดเวลาทั้งชีวิตไปกับงาน

 

อนึ่ง บางคนถูกซาตานดลจิตดลใจให้ทำผิด แล้วหนีโทษ พวกซาตานก็ทำสิ่งผิดแล้วหนีอาญาสวรรค์ ถ้ามนุษย์ร่างใดทำผิดแล้วหนีโทษแผ่นดิน ซาตานจะแทรกได้ เป็นหัวหน้าด้วย แล้วบริวารจะค่อยๆ แทรกเข้าตามมาภายหลัง กับอีกแบบคือ หมดบุญแล้วยังอยากได้อย่างเดิมอยู่ ซาตานก็ให้เพื่อแลกกับอิสรภาพ บางคนหมดอายุขัยแล้วต้องตายแต่ไม่ อยากตาย ซาตานช่วยต่ออายุให้ไม่ตาย ทำให้เขาสูญเสียจิตวิญญาณลงนรกมืดไป ชีวิตต้องอยู่อย่างคนที่ต้องสื่อผ่านสื่อ ใช้สื่อตลอด ไม่อาจพบเจอหน้าคนได้อย่างเปิดเผย นี่คือ สิ่งที่สังเกตได้ บางคนเป็นพวกชอบผูกมัดคนหรือปล่อยเงินกู้โดยตรง (ซาตาน มีห้าแบบใหญ่ๆ ก็คือ แบบปล่อยเงินกู้ผูกมัดคน, แบบค้าสิ่งผิดกฎหมายใช้อิทธิพลผูกมัดคน, แบบใช้อำนาจกฎหมายที่มีครอบงำและผูกมัดคน, แบบใช้สื่อและเครื่องมือสื่อสารผูกมัดคน, แบบใช้การบงการโยงใยผูกมัดคนเหมือนเชิดหุ่น) นี่คือลักษณะของคนที่ถูกซาตานแทรกเข้าได้ ส่วนคนที่ยอมแลกเปลี่ยนกับซาตานนั้น เช่น อยากเป็นใหญ่จึงให้สัจสัญญากับผู้อื่นไว้ คนที่ผูกมัดผู้อื่นด้วยสัจสัญญาเพื่อหวังผูกมัดเขาให้ไม่มีอิสรภาพ คนนั้นก็เป็นซาตาน, ส่วนคนที่ยอมแลกด้วยสัจสัญญาก็จะเป็นบริวารซาตานไป การจะรอดจากน้ำมือซาตานได้นั้นต้องยอมรับกรรมอย่างตรงไปตรงมา อย่าดื้อ, หนี, หรือคิดให้ใครช่วยเหลือ     

 

ถาม : ถ้าถูกซาตานแทรกหรือครอบงำแล้ว จะทำอย่างไร?

ตอบ :

ให้ “ไถ่จิตวิญญาณ” กลับคืนมา อย่างนี้ พระเยซู คือ พระผู้ไถ่ ท่านเอาตัวท่านเองขึ้นไม้กางเขนเพื่อไถ่มวลมนุษย์ออกจากซาตาน แต่มันยังมีวิธีที่ดีกว่านั้นในการไถ่จิตวิญญาณของเธอคืนมา ในกรณีที่ซาตานเอาจิตวิญญาณของเธอไปแล้ว เธอเสียท่าให้มันแล้ว มันหลอกเธอ, ครอบงำเธอ และเอาจิตวิญญาณของเธอไปแล้วให้เธอทำการไถ่จิตวิญญาณของเธอคืนมา ด้วยการแลกด้วย “แบงค์กงเต็ก” ที่คนจีนเขาเผาไปให้ญาติที่ตายไปนรกนั่นแหละ แต่คนที่จะมีบารมีไถ่จิตวิญญาณออกมาจากนรกได้ ต้องเป็นบารมีในระดับพระโพธิสัตว์ “กษิติครรภ์” นะ จึงจะไถ่จิตวิญญาณกลับคืนมาได้ คนที่มีบุญบารมีไม่ใช่แบบนี้ ทำไม่ได้นะ อนึ่ง พระเยซูมีบารมีเทียบเท่าพระมัญชุศรี ท่านทำได้แต่สละชีพ แต่ถ้าเรามีคนที่มีบารมีกษิติครรภ์ ก็สามารถไถ่จิตวิญญาณกลับคืนมาจากนรกมืดของซาตานได้

 

ให้อธิษฐานดังนี้

 

“ข้าพเจ้าขอไถ่จิตวิญญาณทั้งหลายของข้าพเจ้าที่เป็นหนี้มนุษย์หรืออมนุษย์ให้กลับคืนสู่อิสรภาพ โดยการใช้คืนท่านด้วย “แบ้งค์กงเต็ก” ขอให้หนี้ทั้งหลายที่มีต่อกันหมดสิ้นไป ณ บัดนี้” แล้วก็เผาแบ้งค์กงเต็ก ซึ่งเราทำเองได้ ทำจากกระดาษนะ เขียนราคาเงินให้ด้วย เช่น หนึ่งล้านบาท แค่นี้ก็พอใช้ได้แล้ว ผู้เขียนเคยถูกซาตานเอาจิตวิญญาณไป เพราะไปพลาดท่าตกเป็นเชลยเขา เขากักจิตวิญญาณเราไว้เอาเป็นพวก ทำให้เรารู้สึกได้ถึงนรกมืด รู้สึกมืดมน เหมือนอยู่ในที่มืด ไม่มีคนรู้จัก อยากอยู่ในที่แจ้ง ทั้งๆ ที่ตัวเราก็อยู่ในที่แจ้งอยู่แล้วแท้ๆ และรู้สึกเหมือนถูกกักขังไม่มีอิสรภาพ อยากไปไหนต่อไปให้ไกลๆ อยากมีอิสรภาพ นี่เพราะจิตวิญญาณดวงนั้นของผู้เขียนถูกซาตานจับไปจองจำไว้ เพราะผู้เขียนเคยถอดจิตวิญญาณไปสวรรค์แล้วทำผิดไว้ ต้องอาญาสวรรค์ เบื้องบนได้บอกแล้ว แต่จิตวิญญาณดวงนั้นไม่ได้ไปรับอาญาบนสวรรค์เพราะไม่ทราบ ด้วยเพราะเป็นมนุษย์จึงกลับเข้าร่างดังเดิม กลายเป็นว่าเราหนีอาญาสวรรค์ลงมาแทรกกายมนุษย์ไป (ในมุมมองของชาวโลกทิพย์) ทั้งๆ ที่จิตวิญญาณนั้นก็กลับเข้าร่างเดิมของตนแท้ๆ แต่เพราะจิตวิญญาณดวงนั้นก็หมดอายุขัยจากสังขารเราพอดี แต่เขากลับเข้ามาอยู่อีก จึงต้องถูกซาตานครอบงำเอาไปเป็นพวก ผู้เขียนเพียรบำเพ็ญได้จิตวิญญาณหนึ่งสำเร็จกษิติครรภ์แล้ว คิดได้จึงทำพิธีไถ่ตัวเองจากเจ้าหนี้ทั้งหลายที่เป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ก็ดี ปรากฏว่ามันโล่งเลย ความคิดเปลี่ยน รู้สึกเหมือนว่าเราได้อยู่กับพระพุทธเจ้านี่นา เราไม่ ได้ถูกกักขังนี่นา เราไม่ได้อยู่ในที่มืดอีกแล้วนี่นา แล้วความเข้าใจเรื่องซาตานก็ตามมา มากมาย เพราะจิตวิญญาณดวงนั้นกับกายสังขารของเราสื่อถึงกัน กายของเรายังอาลัยจิตวิญญาณอยู่ ดวงใจของเราอยู่ในกาย รับอารมณ์จากจิตวิญญาณที่สื่อสัมพันธ์มาให้ ก็เลยรู้สึกด้วยใจ ถ้ามีตาทิพย์หูทิพย์ก็คงเห็นและได้ยินไปแล้ว แต่นี่ เรามีแต่จิตสัมผัส

 

ตอนนี้ คนจำนวนมากถูกซาตานครอบงำอยู่ให้ไร้อิสรภาพ ถูกหนี้สินครอบงำผูกพันตัวอยู่ ต้องทำงานทั้งชีวิตเพื่อหมุนใช้หนี้ คนจำนวนมากรู้สึกเหมือนตนไม่มีอิสระ ถูกกักไว้ด้วยหน้าที่การงานมากมาย อยากมีอิสระ, อยากไปท่องเที่ยวบ้าง (ถ้าทำได้) นี่แหละ อาการของจิตวิญญาณที่ถูกซาตานครอบงำไปแล้ว ก็ต้องใช้การ “ไถ่จิตวิญญาณ” จึงจะเอาเขากลับจากซาตานได้ แล้วจิตวิญญาณดวงนั้นของเรา อาจไม่กลับเข้าร่างเรา เขาอาจไปยังที่ที่ควรไป เช่น ภพภูมิอื่นๆ ต่อไป อนึ่ง ไม่ต้องกลัวว่าแบ้งค์กงเต็กจะส่งผลเสียต่อเรานะ เพราะซาตานก็เนรมิตกระดาษให้เป็นเงิน ให้มีอำนาจครอบงำเราๆ ก็ทำเองเสียเลย แล้วเอาคืนไปให้เขาเพราะเขาอยากได้เงินคืน เราก็เอาคืนให้เขาไป ไม่ต้องไปเผาให้ญาตินะ เพราะถ้าญาติอยู่สวรรค์ ก็ไม่ได้ใช้เงินหรอก แต่ถ้าอยู่นรกก็ถูกทัณฑ์ทรมาน ใช้เงินไม่ได้ ยกเว้นว่าอยู่ในนรกมืดของซาตาน ไม่ถูกทรมาน แต่ถูกกักตัวไว้ใต้ดินมืด (นรกมืด) จึงให้เขาตรงๆ ไม่ได้ ต้องเผาไปให้เจ้าหนี้ (ทั้งมนุษย์และอมนุษย์) เพื่อไถ่เขากลับคืนมา นี่จึงจะสำเร็จ ให้เขาตรงๆ เขาไม่ทราบเพราะถูกซาตานเล่นงานอยู่ เราไถ่ตัวเขาแทนไปเลย  

 

ถาม : ท่านช่วยสรุปคำสอนของพระเจ้าเท่าที่ท่านเข้าใจ ได้ไหม?

ตอบ :

ขอสรุป เท่าที่พอเข้าใจ ดังต่อไปนี้

 

๑)   เราส่วนหนึ่ง พระเจ้าส่วนหนึ่ง

พระเจ้าทรงสร้างทุกอย่าง แต่พระเจ้าทรงไม่เผด็จการ ยังให้โอกาสมนุษย์ ได้เลือกทาง เดินได้ด้วยตนเองบ้างในบางครั้งด้วย พระเจ้าจึงไม่ได้สร้างทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ จนเราไม่ต้องเลือกหรือทำอะไรเลยก็หาไม่ ท่านทำส่วนหนึ่งเว้นไว้ให้เราทำร่วมด้วยอีกส่วนหนึ่ง ไม่มีใครเกิดมาโดยไม่ทำอะไรเลย แล้วจะนั่งรอนอนรอทุกอย่างได้ พระเจ้าทำไว้ให้เรา เราก็ยังต้องยื่นมือไปรับด้วย ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง การที่เราเข้าไปจัดการทุกอย่างในธรรมชาติเองทั้งหมด เพราะไม่ศรัทธาในการสร้างที่ดีแล้ว เหมาะสมแล้วของพระเจ้า การที่เราไม่ทำอะไรเลย นั่งรอนอนรอให้พระเจ้าทำฝ่ายเดียว ก็เท่ากับมองพระเจ้าเป็นทาสของเราไป ไม่ใช่ทั้งสองทางนี้ มันต้องพอดี กลางๆ เราส่วนหนึ่ง พระเจ้าส่วนหนึ่ง คำถามคือ ส่วนใดละที่เราต้องทำ และส่วนใดละที่เราควรละเว้นไว้เพราะพระเจ้าจะทรงกระทำเอง คำตอบคือ เมื่อเราใช้จิตที่บริสุทธิ์ของเรา พิจารณาธรรมชาติ พระจิตที่ใสซื่อจะบอกแก่เรา เราย่อมหยั่งรู้ได้ด้วยตนเองว่าอะไรควรทำ อะไรควรละเว้น แต่การที่เราจะแยกแยะได้อย่างนี้ เราต้องฝึกสื่อถึงพระจิต, อธิษฐานสื่อถึงพระเจ้าเสมอๆ จึงจะแยกได้ว่าอะไรที่มาจากพระเจ้า, อะไรมาจากพระจิตภายในเราเอง, อะไรมาจากซาตานดลใจ

 

๒)   โลกส่วนหนึ่ง สวรรค์ส่วนหนึ่ง

พระเจ้าทรงสร้างโลกนี้ให้พวกเราลงมาเกิดเพื่อเรียนรู้และปรับปรุงพัฒนาตัวเอง และทรงสร้างสวรรค์ไว้รองรับเรานิรันดร ดังนั้น โลกนี้จึงไม่ใช่ที่อยู่ถาวรที่เราจะยึดมั่นถือมั่น หรือไขว่คว้าแก่งแย่งแข่งขันกันครอบครองสิ่งใดในโลก เรามาเพื่อทำกิจ, พัฒนาตัวเอง แล้วจึงกลับคืนสู่สวรรค์ที่ดีกว่าโลกนี้มากมายหลายเท่า แล้วสถิตอยู่ที่นั่นตราบนิรันดร การยึดโลกมาก หลงโลกมาก ย่อมไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าปรารถนาให้เรากระทำเลย เพราะพระองค์ไม่ได้สร้างโลกนี้ให้เราอยู่ถาวรตลอดไป แต่สวรรค์ที่พระองค์สร้างไว้ต่างหาก ที่ดีกว่านี้ และเป็นความสุขนิรันดรที่เราจะได้รับจากพระองค์อย่างแท้จริงได้ ลองพิจารณาดูเถิดว่าโลกนี้น่าอยู่และเที่ยงแท้ถาวรจริงหรือ ทว่า เราก็ไม่ควรยึดมั่นในสวรรค์ด้วย เพราะบาง ครั้งพระองค์อาจส่งเราลงมาจากสวรรค์เพื่อให้เราทำกิจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หากเรายึดมั่นถือมั่นสวรรค์มากเกินไป เราก็จะไม่ยอมลงมาช่วยเหลือมวลมนุษย์ ลองพิจารณาดู อย่างพระเยซูทรงมีจิตบริสุทธิ์แล้ว กำเนิดที่บริสุทธิ์แล้ว ยังทรงต้องละจากสวรรค์ลงมาช่วยมนุษย์ เราเองก็เช่นกัน ไม่ควรยึดมั่นทั้งโลกมนุษย์ และโลกหน้าหรือโลกสวรรค์ 

 

๓)   ตรีเอกานุภาพ

ได้แก่ พระบิดา, พระบุตร และพระจิต เป็นหนึ่งเดียวกัน อันเนื่องมาจากพระบุตร (พระเยซู) ทรงมาจากพระบิดาหรือเป็นองค์แทนของพระบิดา ดังนี้ พระบุตร จึงทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดา ส่วนพระจิต ก็คือ พระเจ้านั่นเอง ที่สถิตอยู่กับเราทุกคน, มีอยู่ทุกคน ก็คือจิตของเราที่มีความบริสุทธิ์ดีงามอยู่แล้วทั้งสิ้นและมีความสามารถหยั่งรู้ได้เองอยู่แล้วทั้งสิ้น ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาครอบงำหรือบงการชีวิตเรา พระจิตทรงสถิตอยู่กับเราแล้ว เราย่อมสามารถเลือกทางเดินได้เอง อย่างมีอิสรภาพ, เสรีภาพ และภราดรภาพ ก็เพราะเรามีพระเจ้า (พระบิดา), พระบุตร, พระจิตเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมดโดยอาศัยบาปกำเนิดเราที่มีจิตบริสุทธิ์จึงได้เกิดขึ้นมาบนโลก เมื่อได้รับการชำระบาปแล้ว เราย่อมกลับสู่ความบริสุทธิ์ดังเดิม ขอเพียงเราใช้ชีวิตต่อไปตรงทางแน่วแน่ ไม่ถูกซาตานลากไป ก็พอแล้ว   

 

อนึ่ง คำสอนของพระเจ้ายังไม่ถึงนิพพาน ต่างจากพระพุทธเจ้าสมณโคดม ยังไปสถิตอยู่บนสวรรค์ก่อน รออยู่ให้พร้อมกัน ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของเราให้กลับสู่สวรรค์พร้อมกันจึงค่อยนิพพานพร้อมกันก็จะพ้นทุกข์นิรันดร คำสอนนี้จึงแตกต่างจากพุทธเล็กน้อย -จบ- 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
physigmund_foid วันที่ : 16/09/2010 เวลา : 09.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

เรียนเว็บมาสเตอร์

เนื่องจากข้าพเจ้าจะขอโพสกระทู้เป็นวันสุดท้าย ก็จะจบกิจการเขียนบทความที่ได้รับสื่อจากเบื้องอื่น อันเกิดจากสัจสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเบื้องบนว่าจะช่วยกิจสี่ศาสนา คือ พุทธ, คริสต์, พราหมณ์, เต๋า นับจนถึงบัดนี้ เป็นเวลาร่วมสามปีเต็ม ตำราที่ประกอบด้วยอักษรมากมายอาจยังประโยชน์แก่บุคคลบางจำพวก แม้ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ยังหาประโยชน์ให้แก่ผู้มีใจกว้างและวิจารณญาณสูงได้บ้าง ด้วยกุลบุตรมหายานทั้งหลายย่อมไม่แคลงใจหรือปิดใจกั้นที่จะศึกษาพระสูตร แม้ว่าจะเป็นของเก่าหรือเขียนใหม่ก็ตาม แต่ย่อมให้ความสำคัญกับเนื้อหาธรรมในนั้นมากกว่า ส่วนข้าพเจ้าเมื่อจบกิจในนี้แล้ว คงเหลือเพียงคัมภีร์ไร้อักษร (อไทฺวตธรรม) ไม่มีอะไรจะเขียนอีก เพื่อจะได้ทำกิจอื่นต่อไป

แต่เนื่องจากได้ให้สัจสัญญาไว้กับทางเว็บมาสเตอร์ว่าจะโพส ในกระทู้หน้า “ศาสนา” ไม่เกินวันละ ๓ ชุด แต่เนื่องจากได้เขียนบทความไว้เกินกว่า ๓ ชุด ดังนั้น จึงขอโพสลงในหน้า “ส่งการบ้านครู” (ที่เหลือทั้งหมด) ซึ่งหน้านี้ไม่มีปัญหากระทบต่อผู้อื่น เมื่อข้าพเจ้าได้โพสแล้วจะไม่กลับมาย้ายที่บทความนั้นอีก เพราะจะจบกิจวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ที่เหลือแล้วแต่ท่านจะเห็นควรย้ายกระทู้จากห้อง “ส่งการบ้านครู” ไปยังหน้าที่ควรหรือไม่

ขอบคุณครับ
๑๖ ก.ย. ๒๕๕๓

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]